เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 515 ร้านปิ้งย่างของหลิวเสี่ยยี่
บนเรือลำหนึ่งในแม่น้ำ
“อ๊าก!”
ติงเจ๋อถูกช่วยขึ้นมา มีคนช่วยผายปอดให้กับเขา เขากำลังอ้วกอย่างหนักบนเรือ หลังจากอ้วกเสร็จ ติงเจ๋อก็ฟุบลงที่บนเรือ นอนหายใจเข้าลึกๆ
รอดชีวิตแล้ว
เขารอดชีวิตมาแล้วจริงๆ
แต่ว่า ในแววตาของเขาไม่ใช่ความยินดีที่รอดชีวิตมา แต่เป็นความโกรธแค้นอย่างหนัก ตะโกนอยู่บนเรือว่า “ไอ้หนู ครั้งนี้ฉันรอดชีวิตมาได้ อย่างนั้นฉันก็จะทำให้แกต้องตาย”
เขาเกือบจะตายไปแล้ว
เขาเป็นใคร คุณชายตระกูลติง คุณชายตระกูลใหญ่ของเมืองเปียนไห่แห่งนี้ ฐานะสูงส่ง แต่เกือบถูกไอ้คนจนนั้นทำให้ตาย
เขาฐานะอะไร
แล้วไอ้คนจนนั้นมันฐานะอะไร ถึงได้กล้าลงมือกับเขา
“นี่ เอาโทรศัพท์มาให้ฉันยืมสิ”
ติงเจ๋อตะคอกใส่คนพายเรือด้านข้างที่อยู่บนเรือ
คนพายเรือคนนั้นขมวดคิ้ว
กิริยาอะไร
พวกเขาช่วยเจ้าคนนี้ขึ้นมา แต่แลกมาด้วยการออกคำสั่งใส่
เขาไม่ได้สนใจคนๆนี้
ติงเจ๋อเห็นว่าลูกเรือคนนั้นไม่สนใจเขา จึงโมโหขึ้นมาทันที “นายหมายความว่ายังไง นายรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร? เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันให้นายเจอดีแน่”
ทุกคนต่างไม่สนใจเขา
เขาก็ยังพูดไม่หยุด
แต่ว่า มีคนฟังแล้วรำคาญ จึงพูดว่า “เสียงดังจริงๆ พวกเราโยนมันลงไปอีกครั้งกันดีมั้ย ยังไงซะก็ไม่มีกล้องวงจรปิดเห็นว่าพวกเราช่วยมันขึ้นมา”
“เป็นความคิดที่ดี”
มีคนลูกเรือเห็นด้วย
แน่นอนว่าโยนลงไปนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พวกเขาล้วนเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้เสียสติขนาดนั้น แต่ว่าใช้ข่มขู่เจ้าคนนี้ที่คอยเอาแต่พูดมากอยู่ตอนนี้ก็ได้อยู่
ส่วนติงเจ๋อที่เมื่อได้ยินว่าจะโยนเขาลงไป ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วก็ซีดขาวขึ้นไปอีก
ความหวาดกลัวเช่นนั้น
เขาไม่อยากจะพบเจอกับมันอีกจริงๆ
จึงได้หุบปากในทันที กิริยาก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้น สุดท้ายก็ทำทุกวิถีทาง สัญญาว่าจะให้เงินสามพันแลกกับการโทรศัพท์ครั้งหนึ่ง และเมื่อได้โทรศัพท์มาแล้ว เขาก็รีบระบายทุกข์ทันที
“ลุงหวางครับ ผมเกือบจะถูกคนเขาตีตายแล้ว….รีบไปจับตัวมันเลยครับ…”
เขากำลังคร่ำครวญ
ลุงหวาง
เป็นหนึ่งในคนขอสถานีตำรวจ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลเขามาก ปกติมอบของให้เขาไปไม่น้อย ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ถึงขั้นเพิ่งเข้าไปแล้วก็ได้ออกมาเลย ถึงขั้นที่ไม่ได้ลงบันทึกด้วยซ้ำ
ไม่รู้จักหน้าเลยเข้าใจผิดกัน!
หลังจากที่ได้รับการรับประกันจากลุงหวางแล้ว รอยยิ้มของเขาก็ดุร้ายขึ้นมา “ไอ้หนู แกสู้เก่งไม่ใช่งั้นหรอ แล้วจะสามารถสู้กับรัฐบาลต้าหัวได้หรือเปล่า ครั้งนี้ ฉันจะต้องให้นายทรมานทั้งเป็นแน่นอน”
เขาไม่รู้
ฉินเฟิงไม่เพียงแต่สามารถสู้กับรัฐบาลได้ แล้วเขายังเป็นอันดับหนึ่งของรัฐบาลด้วย
ตำรวจเองก็เป็นทหาร อยู่ภานใต้ขอบเขตอำนาจของเขา
……
เวลาช่วงบ่าย ฉินเฟิงอยู่ที่รอบข้างตึกเทียนฮัวตลอด สำรวจอยู่รอบด้าน
ลองดูว่าจะมีอะไรไม่คาดคิดหรือไม่
และเมื่อใกล้ถึงช่วงค่ำก็มีเบอร์หนึ่งโทรเข้ามา
“ฮัลโหล”
ฉินเฟิงรับสาย
“คือว่า ฉันเป็นผู้หญิงคนที่วันนี้นายช่วยบนรถเมล์ ขอบคุณนายมาก บอกแล้วว่าคนนี้เลี้ยงปิ้งย่างนาย นายอยู่ที่ไหน ให้ฉันไปรับมั้ย?”
ภายในสายก็คือเสียงของหลิวเสี่ยยี่
เธอยังจำเรื่องนี้ได้
เนื่องจากเข้าใจฉินเฟิงผิด ตอนนี้เธอยังรู้สึกผิดอยู่
“บอกชื่อมา ฉันไปเอง” ฉินเฟิงพูด
หลิวเสี่ยยี่บอกว่ามารับ ก็แค่พูดตามมารยาทเท่านั้น
ฉินเฟิงเห็นว่าฐานะของหลิวเสี่ยยี่ไม่ดีนัก คาดว่าที่บ้านเองก็คงลำบาก น่าจะไม่มีรถ ถึงตอนนั้นให้เธอมารับ ก็เป็นการลำบาก
“โอเค ร้านปิ้งย่างเสี่ยยี่”
หลังจากหลิวเสี่ยยี่พูดจบก็วางสายไป
ฉินเฟิงออกจากตึกเทียนฮัว
ฉีหยุนพักที่ใกล้เคียง ความสามารถเขาเก่ง ให้อยู่สำรวจอยู่ที่รอบข้าง ก็ไม่ถูกพบเจอ ถ้าหากว่าถูกพบเจอได้ง่าย เขาก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นราชาแห่งกองทัพหรอก
ราชาแห่งกองทัพ ไม่ได้ใช้เพียงแค่สู้รบเก่งก็สามารถขึ้นเป็นได้
ไม่นานก็ถึงที่หมาย
ฉินเฟิงลงจากรถแท็กซี่ เหลือบมองดู อยู่ที่บูธเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชั้นวางที่เหมือนกับรถเล็ก ด้านในมีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง สวมเสื้อกันเปื้อนไว้ กำลังปิ้งย่างอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ
ที่บูธร้านค้า มีผู้หญิงสองคนกำลังยุ่ง คนหนึ่งคือหลิวเสี่ยยี่ ใส่เสื้อผ้าธรรมดา กำลังเสิร์ฟอาหาร ถึงแม้จะธรรมดา ก็สามารถดูออกได้ว่าหน้าตาเธอสวยงามมากเพียงใด
ผู้หญิงอีกคนหนึ่งคือหญิงวัยกลางคน คาดว่าคงจะอายุสี่สิบกว่าแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าทำงานอยู่ร้านปิ้งย่างมานานหลายปี ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยริ้วรอย มองแล้วดูมีอายุ แต่หากดูที่ตัวอ่อนแล้วก็สามารถดูออกได้ว่าสวยงามมาก
แค่ดูก็รู้แล้วว่าเป็นพ่อแม่ของหลิวเสี่ยยี่
ไม่อย่างนั้น ก็คงคลอดลูกสาวที่สวยงามอย่างหลิวเสี่ยยี่ออกมาไม่ได้
“คือว่า นายมาแล้วหรอ นายรอเดี๋ยวนะ ที่ฉันยังยุ่งอยู่นิดหน่อย”
หลิวเสี่ยยี่เห็นฉินเฟิงแล้ว แต่ว่าเธอยังไม่ว่าง
วันนี้เป็นวันศุกร์ คนที่มากินปิ้งย่างมีเยอะมาก แม้แต่หลิวเสี่ยยี่เองก็คาดไม่ถึง นั่งเต็มไปทั่วทั้งร้าน ที่ด้านนอกยังมีคนอีกมากมายกำลังต่อแถว ถึงแม้หลิวเสี่ยยี่กับแม่ของเธอช่วยกัน ก็ยังยุ่งมากจนไม่ทัน
“นี่ เถ้าแก่ ทำไมยังไม่ได้อีก”
มีคนรอไม่ไหวแล้วจึงเอ่ยปากถาม
“เฮ้อ”
ฉินเฟิงเห็นว่าหลิวเสี่ยยี่ยังไม่ว่าง แม่ของเธอก็ยังไม่ว่าง จึงเดินเข้าไปแล้วช่วยเสิร์ฟ “มาแล้วครับ มาแล้ว”
“นี่คือ?”
แม่ของหลิวเสี่ยยี่ถาม
“เพื่อนของหนูค่ะ”
หลิวเสี่ยยี่รู้สึกแค่อยากจะมุดหน้าหนี เธอเชิญเขามาเพื่อกินปิ้งย่าง ไม่ใช่เพื่อมาทำงาน เธออยากจะให้ฉินเฟิงนั่งลงพักผ่อน แต่ว่าอย่างแรกคือตอนนี้เธอยุ่งมากจริงๆ อย่างที่สองคือไม่มีที่ให้นั่งพักผ่อน
โต๊ะเต็มไปหมดทั้งร้านแล้ว
“เพื่อนของลูกหรอ เจ้าหนุ่มนั้นไม่เลวเลย”
แม่ของหลิวเสี่ยยี่มองดูฉินเฟิง และพยักหน้า “ดีกว่าติงเจ๋อคนนั้นเยอะเลย ติงเจ๋อคนนั้นมองพวกเราแล้วทำสีหน้ารังเกียจ เหมือนกับว่าตัวเองสูงส่งมากมายเชียว หึ”
ติงเจ๋อตามจีบหลิวเสี่ยยี่มาสักพักแล้ว ร้านปิ้งย่างแห่งนี้เขาก็มาอยู่บ่อยๆ
แต่ว่าเคยกินเพียงแค่ครั้งเดียว ก็บอกว่าเป็นอาหารหมู แล้วยังพูดว่าถ้าหากว่าทำได้ เขาสามารถพาหลิวเสี่ยยี่ไปกินร้านอาหารมิชลิน เป็นมื้อใหญ่แน่นอน แล้วยังพูดว่าเพียงแค่คบกับเขา กินดีอยู่ดี ของแบรนด์เนมต่างๆล้วนมีทั้งนั้น
สำหรับคนนั้นแล้ว แม่ของเสี่ยวยี่เกลียดจากใจจริงเลยละ
ท่าทางอยู่เหนือคน เห็นพวกเขาเป็นอะไรกัน มีเงินแล้วทำไม มีเงินแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเขา มีสิทธิ์อะไรมาดูถูกพวกเขา เงินของพวกเขาก็ไม่ได้ไปปล้นไปขโมยมาสักหน่อย
แล้วตอนนี้ ฉินเฟิง เธอมองดูแล้วยังชอบใจมากกว่าเยอะ
ทำงานขยันขันแข็ง บนตัวก็ไม่มีของแบรนด์เนม แต่ก็ใส่สะอาดเรียบร้อยอย่างมาก
“ดีกว่าติงเจ๋อเยอะ เยอะมากๆ”
หลิวเสี่ยยี่เองก็พยักหน้า แต่ครู่เดียว เธอเห็นว่าคำพูดของแม่ตัวเองมีนัยแฝง จึงคิดอยากจะรีบอธิบาย แต่ว่าในเวลานี้ ที่ด้านข้างมีลูกค้าเรียกเธอ
เธอไม่มีทางเลือกต้องรีบไปแล้ว
ส่วนแม่ของเสี่ยวยี่ก็คิดว่าหลิวเสี่ยยี่ยอมรับแล้ว จึงได้คอยสำรวจดูฉินเฟิง แล้วพูดพึมพำว่า “ยัยหนูรอบดีตาดีจริงๆ คนนี้ดูแล้วฉันพอใจ ไม่เสแสร้ง ไม่จอมปลอม แล้วกิริยาก็ยังอ่อนน้อม ขยันทำงาน และก็เป็นลูกคนจนเช่นกัน เหมาะสมกับเสี่ยยี่ของเราพอดี”
เหมือนดั่งแม่ยายที่เลือกลูกเขย ยิ่งมองยิ่งเหมาะสม
แต่ว่า ฉินเฟิงเกิดมาจากบ้านคนจนจริงๆ
ไม่
ไม่ควรพูดว่าบ้านคนจน
เขาเป็นเด็กกำพร้า ถูกขับไล่ออกจากตระกูล คุณแม่ตายอย่างอนาถ แล้วเร่ร่อนจนโต