เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 514 เอือมระอา
“ไอ้หนู คุณชายบอกให้แกหลบไป”
หวางหู่เห็นว่ามีเพียงแค่สองคนจริงๆ ก็ใจกล้าขึ้นมาทันที สะบัดท่อเหล็กแท่งหนึ่ง สูบบุหรี่ไว้ม้วนหนึ่งแล้วเดินเข้ามา สีหน้าหาเรื่อง “ยังไม่ไปอีก แกคิดอยากจะนอนโรงพยาบาลสักกี่วัน?”
ปึก
เพิ่งพูดจบ
ต่งกางก็ลงมือแล้ว ร่างกายเหมือนดั่งกระสุนปืนใหญ่ ตีไปที่ร่างกายของหวางหู่ เพียงหมัดเดียวก็ต่อยหวางหู่กระเด็นออกไป
ชนเข้ากับพุ่มดอกไม้
แล้วกระอักเลือดออกมา
จากนั้นก็สลบไป
ต่งกาง ในฐานะที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของต่งเซิง แน่นอนว่าไม่ได้อ่อนหัด
เมื่อลงมือก็รู้แล้วว่าเก่งไม่เก่ง
“เก่งขนาดนี้เชียว?”
ติงเจ๋ออึ้งไป เก่งขนาดนี้เลยหรอ อย่างน้อยหวางหู่ก็เป็นลูกพี่ใหญ่คนหนึ่ง แต่ถูกตีสลบในทีเดียว ช่างไม่สมฐานะซะเลย และในเวลานี้ สายตาของต่งกางได้มองมาที่ตัวเขา
“ไป เข้าไปกันให้หมด พวกเรามีคนเยอะ”
ติงเจ๋อรู้สึกขนลุก คนๆนี้ จ้องตัวเองเขม็ง จึงได้ตะโกนออกมาทันที แล้วถอยหลังหลบไปก้าวหนึ่ง
“ใช่ พวกเราคนเยอะ”
“พวกเรามีคนเยอะ สามารถจัดการมันได้”
“พวกเรามีคนเยอะ ไป”
นักเลงพวกนั้น อย่างน้อยก็ออกมาเร่ร่อนตะลอน แน่นอนว่าเคยเจอมาทุกสถานการณ์แล้ว จึงได้ให้กำลังใจกันและกัน แล้วก็มองในมือของตัวเองที่ต่างก็มีอาวุธ แต่อีกฝ่ายมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
ส่วนอีกคนหนึ่ง ไม่ได้คิดจะลงมือ
จัดการกับคนเดียว พอแล้ว
จากนั้น พวกเขาก็พุ่งเข้าไป
แต่ว่า ติงเจ๋อถอยหลังแล้วก็หนี เขามีลางสังหรณ์ ถ้าเขาไม่หนีตอนนี้ ก็จะหนีไม่พ้นแล้ว
แต่ว่าในตอนที่เขาเพิ่งวิ่งได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆก็มีสิ่งบางอย่างลอยมาจากบนฟ้า แล้วทับใส่เขา จากนั้นก็มีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่…..จนสุดท้ายก็รวมเป็นกอง
ใช่แล้ว
ล้วนเป็นนักเลงพวกนั้น
ถูกต่งกางจัดการไปแล้วทีละคน จากนั้นก็โยนมาทับใส่ติงเจ๋อจนขยับไม่ได้
ถูกทับไว้แล้ว
“ไม่นะ ไม่นะ”
ติงเจ๋ออยากจะคลานออกมา แต่ว่าคลานไม่ออกมา จากนั้นต่งกางกับฉินเฟิงก็ค่อยๆเดินมา
“คุณผู้ชายครับ จะจัดการเจ้าคนนี้ยังไงครับ?”
ต่งกางเอ่ยถาม
ฉินเฟิงเหลือบมองดูแม่น้ำที่อยู่ตรงข้าม แล้วก็ย่อตัวลงมาติงเจ๋อว่า “ว่ายน้ำเป็นมั้ย?”
“ไม่…ไม่เป็น…”
ติงเจ๋อไม่รู้ว่าฉินเฟิงจะทำอะไร จึงได้เอ่ยปากพูดความจริงออกไป
เขาว่ายไม่เป็นจริงๆ
“งั้นก็ดี โยนไปที่กลางแม่น้ำก็แล้วกัน” ฉันเฟิงพูด
“อะไรนะ…ไม่…พวกนายทำแบบนี้ไม่ได้….พ่อฉันเป็นท่านประธานของติงซื่อกรุ๊ป….นายทำแบบนี้กับฉันไม่ได้…ไม่….พวกนายห้าม….” ติงเจ๋อตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านประธานของติงซื่อกรุ๊ป เหอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในแววตาของต่งกางมีความดูถูกแวบเข้ามา
ติงซื่อกรุ๊ป อยู่ต่อหน้าตระกูลต่งแล้วแค่เป็นอากาศยังนับไม่ได้เลย แต่ดันกล้าเอาสิ่งนี้มาข่มขู่พวกเขา
ต่งกางยกหน้าอกของติงเจ๋อขึ้น จากนั้นก็เดินไปที่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ส่งเสียงในลำคอ แล้วออกแรงโยน กำลังของเขามีเยอะมาก ระยะห่างร้อยกว่าเมตร แล้วโยนเข้าไปที่กลางแม่น้ำ
ได้ยินเพียงแค่เสียงพรึ่บ
ติงเจ๋อก็ตกลงไปในน้ำแล้ว
ตะเกียกตะกายอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในน้ำ
จากนั้นก็จมลงไปใต้แม่น้ำ
ดูแล้วว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆด้วย
แต่ว่า ฉินเฟิงไม่ได้สนใจเขา ไม่พูดถึงที่เจ้าคนนี้ทำร้ายผู้หญิงมามากมาย พูดถึงแค่เรื่องที่ครั้งนี้เจ้าคนนี้มา ในสายตามีไอสังหาร เห็นได้ชัดว่ามาต้องการจะฆ่าเขา เขาเองก็จะไม่อ่อนข้อให้
อีกอย่าง ภายในแม่น้ำนั้น มีเรืออยู่หลายลำ จะรอดหรือไม่รอดก็ดูโชคชะตาของเขาเองแล้ว
“คุณผู้ชายครับ….”
ต่งกางยังอยากจะถามฉินเฟิงว่าจะทำอะไรอีก
ฉินเฟิงโบกมือ “พอแล้วละ นายกลับไปเถอะ”
“ครับ”
ต่งกางกลับไปแล้ว
ส่วนฉินเฟิงเดินไปที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง โทรออกไปที่เบอร์หนึ่ง จากนั้นก็เรียกรถแท็กซี่ มาที่ทิศตะวันตกของเมือง ฉินเฟิงมาถึงที่ร้านอาหารตึกสี่ชั้นแห่งหนึ่ง แล้วก็นั่งลง
จากนั้น ฉีหยุนก็มี
“สั่งอาหารกันเถอะ”
ฉินเฟิงยื่นรายการอาหารให้กับฉีหยุน
“ครับผม”
ฉีหยุนถือรายการอาหารไว้ สั่งมามากมาย หลังจากที่สั่งเสร็จ ไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟ ฉีหยุนกำลังกินอย่างมีความสุข แต่ฉินเฟิงกลับมองออกไปที่แห่งหนึ่งด้านนอกหน้าต่างกระจก
ตึกเทียนฮัว
นี่ก็คือสถานที่ที่ต่งเซิงพูดถึง
และก็เป็นเบาะแสหนึ่งเดียวในเวลานี้
“สืบหาอะไรเจอบ้าง?” ฉินเฟิงถาม
ฉีหยุนกินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “ตึกเทียนฮัวแห่งนี้ เป็นอาคารเก่าแก่นับร้อยปีของเมืองเปียนไห่แล้วครับ เมื่อก่อนเป็นภัตตาคาร ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้านให้บริการ ตอนนี้เป็นคลับเฮ้าส์ครับ ปกติแล้วบุคคลมีอำนาจในวงสังคมมักจะมาพบปะกันที่นี่ครับ ถ้าหากไม่มีบัตรคุณสมบัติ ในฐานะปกติแล้วจะเข้าไปไม่ได้ ภายในนั้น ประธานของคลับเฮ้าส์แห่งนี้มีชื่อว่า โจวเหวินหัวครับ”
“พวกผมเองก็เคยสืบประวัติของเขามา เรียนจบมาจากเมืองนอกครับ แล้วได้รับสมัครให้มาดูแลคลับเฮ้าส์แห่งนี้ ส่วนพนักงานดูแลคนอื่น พวกผมต่างก็สืบมาหมดแล้ว ไม่มีข้อผิดปกติอะไรครับ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลซือหม่าเลยครับ”
“หนึ่งเดียวที่พอมีโอกาสก็คือโจวเหวินหัวคนนี้ครับ ผู้สนับสนุนเบื้องหลัง คือคนของตระกูลซือหม่าครับ”
ฉีหยุนกำลังรายงานทั้งหมด
“สามารถหาบัตรคุณสมบัติมาได้มั้ย?” ฉินเฟิงถาม
เขาต้องเข้าไปลองสำรวจดูอยู่แล้ว
“สิ่งนี้ต้องใช้ชื่อจริงในการตรวจสอบครับ จะต้องไปทำด้วยตัวเอง อีกอย่างยังต้องอยู่ในเมืองเปียนไห่นานพอสมควร และมีผู้แนะนำ แล้วยังต้องมีกำลังทรัพย์ที่ถึงเกณฑ์ด้วยครับ เกณฑ์กำลังทรัพย์คือหนึ่งร้อยล้านครับ แต่ว่า สามารถให้คนอื่นพาพวกเราเข้าไปได้ครับ อย่างเช่นสวี่ซวนซวน อีกไม่กี่วัน ในนั้นก็จะมีงานปาร์ตี้ครับ ถึงตอนนั้น พวกเราก็จะสามารถเข้าไปสำรวจดูได้ครับ” ฉีหยุนพูด
“สวี่ซวนซวน”
ฉินเฟิงนวดขมับ
เขาอยู่ในเมืองเปียนไห่ ไม่มีคนรู้จักอะไรเลยจริงๆ ที่สำคัญคือ ถึงแม้จะรู้จัก ก็ไว้ใจไม่ได้ ใครจะไปรู้ว่าจะไม่ใช่คนของตระกูลซือหม่า แล้วก็ยังรู้จักกับต่งเซิง แต่เป็นเพราะความสัมพันธ์ทางบ้าน เขาจึงไม่ยินดีจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
ฉินเฟิงเองก็ไม่ได้อยากจะบีบบังคับเขา
เรื่องตระกูลโบราณพวกนี้ เขาไม่ชอบที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว
ดังนั้น ก็มีเพียงแค่สวี่ซวนซวนแล้ว
ติ๊ง
เสียงโทรศัพท์ของฉินเฟิงดังขึ้น ฉินเฟิงมองดู สวี่ซวนซวนเป็นคนส่งมา ถามเขาว่าจะกลับเมื่อไหร่ ในกล่องข้อความนี้ ยังมีข้อความอีกสามสิบกว่าฉบับ ล้วนเป็นสวี่ซวนซวนที่ส่งมาทั้งนั้น
ตอนเช้าที่เขาออกมา ส่งข้อความให้กับสวี่ซวนซวนว่า ‘ฉันออกไปทำธุระ’
จากนั้น สวี่ซวนซวนก็ไม่ได้หาเขา
แต่ว่า ได้มีเรื่องที่มีข้อความส่งมาตลอดทุกระยะเวลาห่างประมาณสิบกว่านาที
“ใช่สิ อีกไม่กี่วัน ที่ตึกเทียนฮัวจะมีงานปาร์ตี้ ฉันไม่มีคู่ นายไปกับฉันได้มั้ย? (สติ๊กเกอร์น่าสงสาร)” ในเวลานี้ สวี่ซวนซวนก็ส่งข้อความมาอีกหนึ่งฉบับ
จากนั้น เธอก็ส่งมาอีกว่า “ปกป้องตระกูลของฉัน ก็ต้องปกป้องฉันด้วย หึหึ ดังนั้น นายต้องไปกับฉัน”
ต้องการอะไร สิ่งนั้นก็มาพอดีจริงๆ
ฉินเฟิงกำลังเครียดอยู่เลยว่าจะเข้าไปยังไง
แต่ว่า ใช้ประโยชน์สวี่ซวนซวน ในใจขอฉินเฟิงก็รู้สึกไม่ดีอยู่จริงๆ แต่ว่าในตอนนี้ เขาเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้แล้ว ยังไงซะเขาก็รับภารกิจมาแล้ว นักฆ่าคนหนึ่ง กระตือรือร้นต่อภารกิจเสมอ
“ตกลง”
สุดท้าย หลังจากที่สวี่ซวนซวนส่งข้อความมาสี่สิบกว่าฉบับแล้ว ในที่สุดฉินเฟิงก็ตอบไปแค่คำว่า ‘ตกลง’
มีความเอือมระอา
แต่ว่า กลับทำให้สวี่ซวนซวนดีใจอย่างมาก
ตอบเธอแล้ว ก็หมายความว่าแคร์เธอ มีความสุขจัง