ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 603 การแก้แค้นของหลี่เต้า
ไป๋อวิ๋นเปียนเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านไท่ผิงกงสนิทสนมกับจวนอันหยวนป๋อมาก่อน การที่ท่านจะนับอู่อันกงเป็นหลานก็พอจะเข้าใจได้”
“แต่หากนับตามลำดับรุ่นแล้ว อย่างมากก็เป็นแค่เหลนสาว จะเป็นหลานสาวได้อย่างไร”
หยางหลินหัวเราะพลางกล่าว “ปู่ของเจ้าหนูหลี่เคยเรียกข้าว่าท่านพ่อ ข้าเรียกนางว่าหลานแล้วจะเป็นไรไป”
ทันใดนั้นทุกคนก็พากันนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าจะนับเช่นนี้ได้ด้วย
หยางหลินสังเกตสีหน้าของทุกคนไว้ในใจ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศไม่ตึงเครียดอีกต่อไป เขาก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก่อนหน้านี้เขากลัวจริงๆ ว่าหากพูดไม่ดีอาจถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน และด้วยสถานะของเขาแล้วก็ไม่อาจห้ามปรามได้
การที่หลี่เต้าถูกส่งเข้าค่ายนักโทษประหารในครั้งนั้นอาจกล่าวได้ว่าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง นี่คือหนี้แค้น
และฮ่องเต้ก็ดีต่อจวนไท่ผิงกงของพวกเขามาโดยตลอด ทำให้เขาไม่อาจเข้าข้างหลี่เต้าได้อย่างสนิทใจ
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็นคนฉลาด จึงเข้าใจความในใจของหยางหลิน
อย่างน้อยฮ่องเต้และหลี่เต้าก็มองออก แต่บางเรื่องก็ไม่ใช่ว่าจะข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ
ฮ่องเต้กล่าวว่า “เจ้าพูดมาตรงๆ เถิดว่าต้องการอะไร”
“บอกเรามาให้รู้แล้วรู้รอด”
ตอนที่พลังมังกรและชะตาแผ่นดินหายไป ฮ่องเต้ก็เตรียมใจพร้อมตายอยู่แล้ว
ที่ยังมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ ก็เป็นเพราะความช่วยเหลือของหลี่เต้าทั้งสิ้น
หากร่างกายที่บอบช้ำนี้จะแลกกับการระบายแค้นของหลี่เต้าได้ เขาก็รู้สึกว่าคุ้มค่า
หลี่เต้าก็มองออกถึงความในใจของฮ่องเต้ เขาไม่ได้มีความคิดจะเอาชีวิตฮ่องเต้
อย่างไรเสียเขาเคยคิดมาก่อนว่าไม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้บุตรี
บางเรื่องเมื่อทำลงไปแล้วก็ไม่อาจปิดบังได้
หลี่เต้าเดินเข้าไปหาฮ่องเต้ที่นอนขยับตัวไม่ได้บนแท่นบรรทม
เมื่อเห็นภาพนั้น ร่างของจ้าวจงก็พลันสั่นเทาเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยับยั้งตัวเองเอาไว้ได้
ก็เหมือนที่ฮ่องเต้เคยกล่าวไว้ หากหลี่เต้ามีเจตนาร้ายจริง ต่อให้ขัดขวางไปก็คงห้ามไม่อยู่
ไม่นานนัก หลี่เต้าก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้
จากนั้นค่อยๆ เอ่ยปากพูดว่า “แรกเริ่มตอนที่กระหม่อมอยู่ในค่ายนักโทษประหาร กระหม่อมเคยคิดว่าหากมีชีวิตรอดมาจากค่ายนักโทษประหารได้ สักวันหนึ่งจะต้องทำให้ฝ่าบาทชดใช้ให้ได้”
“แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระหม่อมพลันพบว่าตนเองค่อยๆ เริ่มเข้าใจการตัดสินใจในครั้งนั้นของฝ่าบาท”
“ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก”
“เรื่องในครั้งนั้นสุดท้ายแล้วก็เป็นความผิดที่กระหม่อมล่วงเกินองค์หญิงหมิงเยว่”
“แต่ว่า… แค่ที่ต้องสังเวยชีวิต จะให้จบลงเพียงเท่านี้ได้อย่างไร”
แม้ว่าจะเป็นการฟื้นคืนความทรงจำ ไม่ใช่การแย่งร่าง
แต่ในช่วงที่ความทรงจำฟื้นคืนและยังไม่สามารถจัดการกับความทรงจำอันสับสนในหัวได้ เขากลับมองว่าตัวตนก่อนและหลังการฟื้นคืนความทรงจำเป็นคนละคนกัน ราวกับป่วยเป็นโรคหลายบุคลิกชั่วคราว
ด้วยเหตุนี้ ในตอนนั้นเขาจึงรู้สึกว่าตัวตนก่อนฟื้นความทรงจำใช้ชีวิตมัวเมาไปกับความหรูหรา แล้วปล่อยให้ตัวตนหลังฟื้นความทรงจำต้องมารับเคราะห์
แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นการกระทำของตัวเขาหลังฟื้นความทรงจำก็ตาม
แต่ความรู้สึกสิ้นหวังและความแตกต่างในตอนนั้นกลับปกคลุมอยู่ในใจเขาเป็นเวลานานทีเดียว
นั่นคือความรู้สึกสิ้นหวังและไร้เรี่ยวแรง
จนกระทั่งผ่านไปหลายเดือน เมื่อความทรงจำอันสับสนในหัวถูกย่อยจนสมบูรณ์และระบบได้ถูกกระตุ้นแล้ว เขาจึงเริ่มรู้สึกไม่ด้านชาเช่นเดิม
ทว่าแม้ไม่สามารถสังหารฮ่องเต้ แต่ก็ต้องแก้แค้นให้ได้
ฮ่องเต้ไม่กลัวความตาย แล้วจะต้องแก้แค้นด้วยวิธีใดจึงจะถือเป็นการแก้แค้นที่แท้จริง
บนเตียงมังกร ฮ่องเต้มองดูหลี่เต้าที่กำลังลังเลใจ ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ทันใดนั้นแววตาของหลี่เต้าก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น
เขาคิดวิธีแก้แค้นฮ่องเต้ได้แล้ว
วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับคนอย่างฮ่องเต้ไม่ใช่การฆ่าเขา แต่เป็นการทำให้เขาอับอาย
แน่นอนว่าต้องไม่ทำให้อับอายมากจนเกินไป
มิเช่นนั้นแล้ว ด้วยนิสัยของฮ่องเต้ เขาต้องเลือกจบชีวิตตนเองอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากเสี่ยวอวี้เอ๋อร์รู้เรื่องนี้ในอนาคตก็คงไม่ดีแน่
จากนั้นหลี่เต้าจึงเอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ฝ่าบาทมีพระชนมายุเท่าไรแล้วพะยะค่ะ?”
ดวงตาของฮ่องเต้ไหววูบด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าคำถามนี้มีความหมายอันใด แต่เพื่อให้จบเรื่องโดยเร็ว เขาจึงตอบไป
“เรามีอายุห้าสิบเจ็ดปีแล้ว”
“ห้าสิบเจ็ดแล้วหรือ? คงยังใช้การได้อยูีกระมัง”
“ใช้การได้?”
สีหน้าของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความฉงน
หลี่เต้าโบกมือ “ถึงใช้การไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เป็นแค่อาการเล็กน้อยเท่านั้น หยกเลือดก็ช่วยท่านได้”
“กระหม่อมเคยได้ยินมาว่าที่ฝ่าบาทไม่โปรดให้กำเนิดโอรสมากในยามหนุ่มนั้น เป็นเพราะทรงเกรงว่าหากมีโอรสมากเกินไป จะทำให้เกิดการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอย่างรุนแรง”
“แต่บัดนี้ราชวงศ์ต้าเฉียนมีรัชทายาทแล้ว เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปกระมัง”
ฮ่องเต้พลันขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
“ไม่ใช่กระหม่อมจะทำอะไร แต่เป็นสิ่งที่ฝ่าบาทต้องทำต่างหาก”
จากนั้นหลี่เต้าก็ประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทมิได้ถามกระหม่อมหรือว่าจะทำอะไร? กระหม่อมอยากขอให้ฝ่าบาททรงประทานโอรสให้แก่ราชวงศ์ต้าเฉียนเพิ่มขึ้นพะยะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็ต่างตกตะลึงอึ้งงัน
นี่มันคำพูดป่าเถื่อนอะไรกัน ทายาท?
ฮ่องเต้ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด
เขาเคยคิดว่าหลี่เต้าจะใช้สารพัดวิธีมาทรมานแก้แค้นเขา แต่การสืบทายาทนี้มันวิธีแก้แค้นแบบไหนกัน
หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง นี่มันนับว่าเป็นการแก้แค้นด้วยหรือ?
หลี่เต้าไม่สนใจปฏิกิริยาของฮ่องเต้ เขาพูดต่อไปตามใจตนเอง “แน่นอนว่าเพื่อให้ฝ่าบาทสามารถตั้งใจได้อย่างเต็มที่ ฝ่าบาทก็คงต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป”
ว่าแล้วเขาก็ทำการควบคุมพลังปราณโลหิตจัดการกับหยกเลือดบนร่างของฮ่องเต้
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฮ่องเต้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้ว่าการที่ขยับไม่ได้ยกเว้นส่วนคอขึ้นไปจะเป็นความทรมาน แต่แค่ได้มีชีวิตอยู่อย่างมีสติ ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ก็ทนได้
ดังนั้นการแก้แค้นแบบนี้จะนับว่าเป็นอะไรกัน
ดูเหมือนว่าหลี่เต้าจะมองเห็นความสงสัยในดวงตาของฮ่องเต้ เขาเลยตัดสินใจที่จะคลายความสงสัยให้ เพราะต้องการให้ฮ่องเต้เข้าใจว่าการแก้แค้นนี้คืออะไร จึงจะได้นับว่าเป็นการแก้แค้นที่แท้จริง
“หากกระหม่อมเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนว่าฝ่าบาทไม่ได้คัดเลือกสนมเข้าวังมาหลายปีแล้วสินะพะยะค่ะ”
หยางหลินครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ฝ่าบาทไม่ได้คัดเลือกสนมมาเกือบสามสิบปีแล้วพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าจึงกล่าวว่า “นั่นก็หมายความว่าสนมในวังที่อยู่น้อยที่สุดก็ต้องอายุเกินสี่สิบปีแล้ว”
หยางหลินมองไปที่ฮ่องเต้ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า “ที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะเกินห้าสิบปีแล้ว เพราะในอดีตฝ่าบาทโปรดสตรีที่มีวุฒิภาวะ ดังนั้นสนมในวังหลังหลายคนจึงมีอายุมากกว่าฝ่าบาทเสียอีก”
เมื่อเรื่องน่าอับอายในวัยหนุ่มถูกนำมาพูด แม้แต่ฮ่องเต้ที่มีนิสัยเช่นนี้ก็ยังทนไม่ไหว
“หยางหลิน หุบปากเสีย อย่าพูดอีก!”
เนื่องจากทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หยางหลินจึงรู้เรื่องราวของฮ่องเต้มากมาย
หยางหลินไม่ได้หุบปาก แต่กลับส่งสายตาปลอบประโลมไปให้ฮ่องเต้ แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ว่าหลี่เต้าต้องการทำอะไร แต่ตราบใดที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตของฮ่องเต้ หากช่วยได้เขาก็จะช่วย
ในความคิดของเขา นี่คือการช่วยหลี่เต้า และในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยฮ่องเต้ด้วย
“ที่แท้ฝ่าบาทชอบคนอายุมาก เช่นนั้นก็พอดี”
หลี่เต้ากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อฝ่าบาทต้องพักรักษาพระวรกาย พวกนางสนมในวังจะได้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของฮ่องเต้ก็เปลี่ยนไปในทันที
แม้เขาจะชอบคนที่อายุมากกว่า แต่นั่นเป็นตอนที่เขายังหนุ่ม และชอบคนที่อายุมากกว่าเท่านั้น
ตอนนี้เขาอายุปาไปห้าสิบเจ็ดปีแล้ว จะไปชอบคนที่อายุมากกว่าได้อย่างไร
เพราะแรงกดดันจากชะตาแผ่นดินที่มีต่อร่างกาย ทำให้สิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในวังหลังเลย จนทำให้เหล่านางสนมในวังหลังต้องอดอยากมาหลายปี ส่งผลให้นางสนมส่วนใหญ่แก่เร็วกว่าปกติ
พูดง่ายๆ ตอนนี้ในวังหลังแทบไม่มีคนที่ดูได้เลย
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากให้พวกนางสนมมาปรนนิบัติเขา ไม่กล้าคิดเลย แค่คิดก็ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัวแล้ว
ในขณะเดียวกัน เพราะชอบสตรีที่มีวุฒิภาวะ ฮ่องเต้จึงเข้าใจดีถึงความน่าสะพรึงกลัวของสตรีที่มีวัยวุฒิ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกนางสนมในวังหลังที่สุกงอมจนเกือบจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว
ความกดดันที่สะสมมานานนับสิบปี หรืออาจจะหลายสิบ แม้แต่ตอนที่ยังหนุ่มเขายังทนไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้
ฮ่องเต้พลันรู้สึกว่าการตายยังจะดีกว่า จะได้จบความทุกข์ทรมานเสียที