ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 604 การประนีประนอม
“เจ้า… เจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้กับเราได้! เราไม่ยินยอม!”
ฮ่องเต้พยายามดิ้นรนเอ่ยปาก
ไม่ยินยอม?
ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะมายินยอมหรือไม่ยินยอมแล้ว
หลี่เต้าหันไปมองจ้าวจง “ขันทีจ้าว เรื่องนี้ก็ให้ท่านจัดการเถิด”
เมื่อเงยหน้าขึ้น จ้าวจงก็เห็นสีหน้าขอความช่วยเหลือจากฮ่องเต้ เขาจึงเอ่ยปากว่า “ท่านอู่อันกง หากทำเช่นนี้ ร่างกายฝ่าบาทจะทนรับไม่ไหว”
“ไหวสิ เรื่องนี้ท่านวางใจได้”
เมื่อเห็นจ้าวจงยังลังเลอยู่ หลี่เต้าก็กล่าวต่อไปอีกว่า
“หรือว่าขันทีจ้าวอยากให้ข้าใช้วิธีอื่นอย่างนั้นหรือ?”
พอจ้าวจงได้ยินดังนั้น เขาก็สะดุ้งโหยง เขายังจะลังเลอะไรอีก
นี่ก็เพราะหลี่เต้ามีจิตใจดีงาม หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นที่มีจิตคิดร้ายแม้เพียงน้อยนิด ชะตากรรมของฮ่องเต้คงมีเพียงความตายเท่านั้น
การที่รักษาชีวิตของฮ่องเต้เอาไว้ได้นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว
ส่วนเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร เขาจะคิดกังวลไปทำไมกัน
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ในอีกแง่หนึ่งหลี่เต้าก็ถือว่าเป็นบุตรเขยของฝ่าบาท นี่คือคนในครอบครัวเดียวกัน ขอเพียงฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ สักวันความขัดแย้งทั้งหมดนี้ก็ต้องคลี่คลายได้
ดังนั้น…
จ้าวจงจึงไม่สนใจความตั้งใจที่จะต่อต้านของฮ่องเต้แล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้ายินดีที่จะให้ความร่วมมือ”
“เช่นนั้นก็ให้เป็นไปตามที่ท่านอู่อันกงว่ามาเถิด”
“จ้าวจง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็แสดงความไม่เห็นด้วยในทันที
แต่จ้าวจงกลับปลอบใจว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทนลำบากสักหน่อยก็แล้วกัน อย่างไรเสียบุรุษปกติก็ชื่นชอบเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว”
ฮ่องเต้อยากจะพูดแต่ก็ต้องหยุดเอาไว้ นั่นมันเรื่องตอนที่เขายังหนุ่มแล้ว มันจะเหมือนกับตอนนี้ได้อย่างไร
แม้แต่บุรุษปกติก็ยังมีเวลาที่ไม่ปกติ
แต่เมื่อนึกถึงสถานะขันทีของจ้าวจง คำพูดที่จวนจะหลุดออกจากปากก็ต้องกลืนกลับลงไป
หากพูดออกมาคงทำให้จ้าวจงอับอายเป็นแน่
สุดท้ายฮ่องเต้ก็ได้แต่ถลึงตามองจ้าวจงอย่างดุดัน ก่อนจะเบนสายตากลับไปจ้องหลี่เต้าแทน เขากัดฟันพูดว่า “เราจะยอมทำตามข้อเรียกร้องของเจ้า แต่ขอให้ทำได้เพียงวันละครั้งเท่านั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่หวังว่าฝ่าบาทจะทรงตั้งใจปฏิบัติหน้าที่สักหน่อย เพื่อสร้างทายาทให้ราชวงศ์ มิเช่นนั้นก็คงต้องเน้นปริมาณแทน”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของฮ่องเต้ดำทะมึนขึ้นมาทันที
สร้างทายาทงั้นหรือ?
ในวังหลังของเขา คาดว่าสตรีเกินครึ่งคงหมดระดูแล้ว แล้วจะสร้างทายาทได้อย่างไร
แต่ด้วยความกลัวว่าหลี่เต้าจะเกิดความคิดแปลกๆ อีก สุดท้ายเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกมา
จากนั้นหลี่เต้าก็หันไปมองจ้าวจง “ขันทีจ้าว เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยก็แล้วกัน”
จ้าวจงพลันชะงักไป “เดี๋ยวนี้เลยหรือ? แต่ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวันอยู่”
“เลยเดี๋ยวนี้” หลี่เต้ากล่าวว่า “กลางวันแล้วอย่างไร? ข้าเชื่อว่าตอนฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ บางครั้งคงไม่ทรงสนพระทัยว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนกระมัง”
สีหน้าของฮ่องเต้ยิ่งดำคล้ำกว่าเดิม ช่วงวัยหนุ่มกับตอนนี้จะเหมือนกันได้อย่างไร
เมื่อเห็นฮ่องเต้ไม่เอ่ยปาก จ้าวจงจึงพยักหน้าเห็นด้วย
“ขอทุกท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปทูลเชิญฮองเฮา”
ว่าแล้วจ้าวจงก็จากไป
หลังจากจ้าวจงจากไป ฮ่องเต้ก็มองไปที่หลี่เต้าพลางเอ่ยเสียงแผ่ว “หลี่เต้า เจ้าจะทำเช่นนี้จริงหรือ เจ้าสามารถเลือกวิธีอื่นในการแก้แค้นเราได้ เราจะไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว”
หลี่เต้ามองดูฮ่องเต้ด้วยแววตาเรียบนิ่งโดยไม่เอ่ยวาจา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็รู้ว่าเรื่องนี้คงตัดสินใจไปแล้ว
จากนั้นเขาจึงเอ่ยถามขึ้น “เรามีคำถามอยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับหมิงเยว่”
พอได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นกล่าว “ฝ่าบาทโปรดถาม”
“เหตุใดเจ้าจึงเลือกหมิงเยว่ เจ้าน่าจะรู้ถึงความยากลำบากที่สตรีจะขึ้นครองราชย์”
ฮ่องเต้เอ่ยว่า “ในเวลานี้ หลังจากที่เจ้าจัดการอัครเสนาบดีไปแล้ว คนเบื้องล่างอาจจะยังไม่กล้าขยับเขยื้อนด้วยเกรงกลัวอำนาจของเจ้า”
“แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง คนเบื้องล่างย่อมต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง”
“นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ปัญหาภายในต้าเฉียนเท่านั้น ภายนอกก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นด้วย”
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ไม่เห็นด้วยกับบุตรีของตน เพียงแต่ว่าโลกใบนี้นั้นมันก็เป็นเช่นนี้
“ปัญหางั้นหรือ?” หลี่เต้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หึๆ มีปัญหาก็แก้ไขปัญหาไปเสียก็สิ้นเรื่อง”
“ส่วนเหตุผลที่เลือกนาง…”
“นอกจากเสี่ยวอวี้เอ๋อร์แล้ว จะมีเหตุผลอื่นใดอีกหรือ?”
ส่วนเรื่องที่เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ในอนาคตจะชอบเป็นผู้ครองแคว้นหรือไม่นั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือในเมื่อเขาผู้เป็นบิดามีความสามารถทำได้ ก็ต้องจองตำแหน่งนี้ไว้ให้นางก่อน
หากไม่ชอบค่อยว่ากันอีกทีในภายหลัง
สรุปคือบุตรีของเขาจะ ไม่ชอบก็ได้ แต่จะไม่มีไม่ได้
และยังมีเหตุผลให้อีกข้อหนึ่ง หากฮ่องเต้องค์ใหม่แห่งต้าเฉียนเป็นฮ่องเต้ที่คล้ายกับฮ่องเต้ก็คงดี แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ในฐานะองค์หญิงใหญ่ และเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ที่ปรากฏตัวในฐานะบุตรบุญธรรม จะต้องถูกวางแผนเล่นงานในสักวันอย่างแน่นอน
แทนที่จะรอให้ผู้อื่นวางแผน สู้เราเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ไว้ในมือเสียเองยังจะดีกว่า
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้า ฮ่องเต้ก็มองดูคนตรงหน้าด้วยสายตาพินิจ
บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าที่หลี่เต้าบอกว่า ‘เข้าใจ’ เขานั้น หมายความว่าอย่างไร
ในแง่หนึ่งพวกเขาก็เป็นคนประเภทเดียวกัน
นี่ทำให้ฮ่องเต้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงได้ชื่นชมหลี่เต้า เพราะพวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกันนั่นเอง
และคำตอบของหลี่เต้าก็ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกโล่งอกอยู่ในใจ
หากหลี่เต้าเป็นคนประเภทเดียวกับเขา ดังนั้นด้วยการมีอยู่ของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์แล้ว เขาย่อมจะต้องผูกติดอยู่กับราชรถต้าเฉียนคันนี้อย่างแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งระหว่างพวกเขา เพียงแค่ความสามารถที่หลี่เต้าแสดงออกมาในตอนนี้ ก็เพียงพอที่จะเป็นหลักให้ต้าเฉียนได้แล้ว
มีหลี่เต้าอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้กำลังของต้าเฉียนเพิ่มขึ้นอีกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเส้นชีพจรมังกรได้ฟื้นคืนและฮ่องเต้กำลังจะปรากฏกาย ต้าเฉียนที่มีหลี่เต้าคุ้มครอง กับต้าเฉียนที่ไม่มีเขาคุ้มครองนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ดูเหมือนฮ่องเต้จะยอมประนีประนอมกับหลี่เต้า
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็กำลังทำตามคำพูดของไป๋อวิ๋นเปียน ใช้ตนเองปลอบประโลมหลี่เต้า เพื่อให้หลี่เต้ายินดีอยู่ในต้าเฉียนต่อไป
อย่างไรเสีย หากเขาต้องการตายจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
พอคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว แม้จะไม่อาจเอาชนะหลี่เต้าได้ แต่ก็สามารถทำให้หลี่เต้ารำคาญใจได้เพราะความกังวลของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เขาคาดว่าหลี่เต้าคงรู้ความคิดบางส่วนของเขาและยอมรับไปโดยปริยาย
สถานการณ์ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีความเข้าใจบางอย่างร่วมกันอยู่ในที และไม่มีใครจะเปิดเผยมันออกมา
แต่หากพูดถึงการเสียเปรียบ ฝั่งของเขาก็เสียเปรียบอยู่
เพราะสิ่งที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
พอคิดมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ได้แต่หวังไว้ลึกๆ ว่าเหลาสตรีในวังหลังจะมีจิตใจที่สงบเยือกเย็นขึ้นบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หลังจากนั้น ในช่วงที่จ้าวจงยังไม่กลับมา ฮ่องเต้ก็ได้ถามคำถามอีกหลายข้อ ส่วนใหญ่เป็นการสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของหลี่เต้า เขารู้สึกสนใจมากว่าหลี่เต้าเติบโตมาจนถึงระดับนี้ได้อย่างไร
หลี่เต้าเลือกที่จะตอบคำถามเหล่านั้นเพียงบางส่วน
แค่นำเพียงบางส่วนเท่านั้น ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เด็กหนุ่มต้องสู้ฝ่าฟันออกมาจากค่ายนักโทษประหารได้อย่างชัดเจน
ฮ่องเต้กล่าวว่า “อย่าได้โทษเราเลย เจ้าควรจะเข้าใจเรา”
หลี่เต้าตอบว่า “ก็เป็นความผิดของพระองค์ที่ตอนนั้นทำได้ไม่ดีพอด้วย”
ประโยคนี้หลี่เต้าพูดในนามของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ หากเป็นเขา อย่าว่าแต่บุรุษเลย แม้แต่ขันทีก็ไม่อาจเข้าออกวังหลังได้ ฮ่องเต้ถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องเช่นนี้ใครก็พูดได้ ยกเว้นคนตรงหน้าเขาเท่านั้นที่ไม่ควรพูด
แต่นั่นแหละ นี่ยังเป็นความจริง
เมื่อสนทนามาถึงตอนท้าย ฮ่องเต้ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าตั้งใจจะบอกตัวตนที่แท้จริงของเจ้าให้หมิงเยว่รู้เมื่อใด”
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น สีหน้าของหลี่เต้าก็แปลกไปเล็กน้อย กับฮ่องเต้นั้นเขาสามารถเปิดเผยตัวตนได้ แต่กับนางนั้นมันไม่เหมือนกัน