ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 602 การพบหน้า
หลังจากที่ไป๋อวิ๋นเปียนพูดจบ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ฮ่องเต้จ้องไป๋อวิ๋นเปียนตาเขม็งโดยไม่พูดอะไร
ไป๋อวิ๋นเปียนเองก็ไม่ได้หลบสายตา เมื่อพูดความจริงย่อมไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว
“สิ่งที่เจ้าพูดมา…เป็นความจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน กระหม่อมขอสาบานต่อบรรพบุรุษแห่งสำนักโหรหลวง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ได้ทำนายออกมา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไป๋อวิ๋นเปียนก็ยิ้มขึ้นพลางกล่าวว่า
“ถึงขนาดต้องแลกด้วยอายุขัยห้าสิบปี สภาพอันน่าอเนจอนาถของกระหม่อมก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนสาบานอย่างหนักแน่นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็อ้าปากเล็กน้อย เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี อู่อันกงหลี่เต้าของเขาจะเป็นหลี่เต้าคนนั้นได้อย่างไร
แต่ว่าสำนักโหรหลวงที่ไป๋อวิ๋นเปียนสังกัดอยู่นั้น ตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเฉียนก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สืบทอดตำแหน่งโหรหลวงมาทุกรุ่น ย่อมไม่มีทางพูดเท็จ
อีกทั้งระหว่างพวกเขากันเองก็ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ
หลี่เต้า…อู่อันกงหลี่เต้า…
แม้ว่าร่างกายจะปกติดี ไม่ได้มีอาการปวดศีรษะ แต่ฮ่องเต้กลับรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอย่างประหลาด
เช่นเดียวกับไป๋อวิ๋นเปียนก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้นึกย้อนถึงสภาพอันน่าอเนจอนาถของหลี่เต้าในตอนที่ถูกองครักษ์มังกรทองจับกุม
จากนั้นภาพของอู่อันกงหลี่เต้าที่องอาจผ่าเผยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
คำพูดของไป๋อวิ๋นเปียนครั้งนี้เหมือนกับบอกว่าคนที่เขาชื่นชมที่สุดนั้น แท้จริงแล้วคือคนที่เขาเกลียดที่สุด
ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังเช่นนี้ คนทั่วไปยากจะยอมรับได้
ไป๋อวิ๋นเปียนคอยจับตาดูฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง เกรงว่าเขาจะทำอะไรรุนแรง เพราะเรื่องเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าฮ่องเต้อย่างแรงหลายครั้ง
แต่พอนึกได้ว่าตอนนี้ฮ่องเต้ขยับได้แค่ศีรษะ เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ต่อให้ฮ่องเต้อยากจะทำอะไรก็ไม่มีกำลังจะทำได้
ในขณะที่ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ไป๋อวิ๋นเปียนก็รีบพูดต่อว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้สิ่งที่พระองค์ควรคำนึงถึงไม่ใช่ตัวตนในอดีตของอู่อันกง แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ปกปิดเรื่องนี้ไว้ได้ พร้อมทั้งปลอบประโลมจิตใจของเขาให้ได้มากที่สุด”
พอได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของฮ่องเต้ก็เบิกกว้างทันที เขาถูกหลอกเช่นนี้ แต่กลับยังต้องปลอบประโลมอีกฝ่ายอีกหรือ?
ไป๋อวิ๋นเปียนยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นผู้มีปัญญา ย่อมต้องทรงทราบถึงผลได้ผลเสีย”
“หากต้องแตกหักกับอู่อันกง พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
“ขณะนี้องครักษ์ทั้งหมดในเมืองหลวงล้วนอยู่ในกำมือของเขา อีกทั้งด้วยพละกำลังที่อู่อันกงมี ทั่วทั้งเมืองหลวงในยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะเขาได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฮ่องเต้ก็พลันเอ่ยขึ้นมา เพียงแต่เมื่อเทียบกับความอ่อนแอในตอนแรก น้ำเสียงนี้กลับแหบพร่าลงไปมาก
“เจ้ากับจ้าวจง รวมถึงเหล่าองครักษ์อีกหลายคนรวมกันก็ยังไม่อาจเอาชนะเขาได้หรือ?”
พอคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สายตาของทั้งสามคนที่อยู่นอกห้องก็พลันเปลี่ยนไป
หยางหลินมีความกังวล จ้าวจงดูครุ่นคิด ส่วนหลี่เต้านั้นกลับมีประกายวาบผ่านในดวงตาราวกับหยอกล้อ
“ขอฝ่าบาทได้โปรดละเว้นกระหม่อมด้วยเถิด”
ไป๋อวิ๋นเปียนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “หากให้กระหม่อมจัดการกับคู่ต่อสู้ทั่วไปก็ย่อมได้ แต่ว่าอู่อันกงนั้น…”
“กระหม่อมเชี่ยวชาญเพียงวิชาทำนายโชคชะตา”
“หากต้องต่อสู้แล้ว แม้จะมีกระหม่อมแปดคนก็คงไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของอู่อันกงได้”
“ส่วนเหล่าองครักษ์พวกนั้น จนบัดนี้กระหม่อมก็ยังสงสัยว่าพวกเขาจะกล้าลงมือกับอู่อันกงหรือ”
“ในหมู่พวกเราคงมีเพียงขันทีจ้าวที่อาจต่อกรกับอู่อันกงได้สักสองสามกระบวนท่า”
“แต่กระหม่อมยังคงอยากทูลเตือนฝ่าบาทให้ทรงระมัดระวัง การจัดการกับเขาในยามนี้ต้องแลกด้วยราคาที่สูงเกินไป”
ฮ่องเต้นึกไม่ถึงว่าผู้ที่เมื่อก่อนสามารถบีบให้ตายได้ด้วยมือเดียว กลับสามารถเติบโตได้ถึงขั้นนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบไป ไป๋อวิ๋นเปียนจึงกล่าวว่า
“สรุปแล้วตอนนี้ต้องรีบฉวยโอกาสในยามที่อู่อันกงยังไม่รู้ว่าพวกเรารู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ต้องปลอบประโลมอารมณ์ของเขา อย่าให้เขาก่อความยุ่งยากให้แก่ต้าเฉียน และ… ก่อความยุ่งยากให้แก่ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ “…”
ที่นอกประตู
“อู่อันกง…”
จ้าวจงรู้สึกว่าตนเองไม่ควรยืนอยู่นอกประตูในยามนี้
ขณะนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอึดอัด จะให้เขาทำอย่างไร ในเมื่อคนที่ฝ่าบาทต้องการจัดการอยู่ข้างกายเขา ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเขาอาจจะสู้อีกฝ่ายไม่ได้
ในตอนนั้นเอง หยางหลินก็ได้แตะที่แขนของหลี่เต้า หลี่เต้าจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปกล่าวเสียงเบาว่า
“ขันทีจ้าวไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังไม่ทำอะไรหรอก”
ถ้าไม่พูดก็ยังดี แต่พอพูดออกมาแล้ว สีหน้าของจ้าวจงก็ยิ่งดูย่ำแย่หนัก เพราะนี่ก็เท่ากับยอมรับว่าเขาคือหลี่เต้าคนเดิม
สุดท้ายจ้าวจงก็สูดหายใจลึกแล้วเอ่ยปากว่า “ท่านอู่อันกง ฝ่าบาททรงชื่นชมและเห็นแววที่ดีในตัวท่านจริงๆ แต่ก่อนก็ไม่เคยคิดจะจัดการท่าน หวังว่าท่านจะตัดสินใจอย่างรอบคอบ”
หลี่เต้าไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยกมือพาดไว้บนกรอบประตู
ภายในห้อง ฮ่องเต้กำลังจะตอบคำพูดของไป๋อวิ๋นเปียน ทันใดนั้นเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันก็ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งโหยง
พอหันกลับไปมอง ทั้งฮ่องเต้และไป๋อวิ๋นเปียนก็เห็นสามคนที่ยืนอยู่นอกประตู
เมื่อเห็นหลี่เต้า สีหน้าของไป๋อวิ๋นเปียนและฮ่องเต้ก็เปลี่ยนไปทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนอยู่นอกประตู
ไป๋อวิ๋นเปียนมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าตึงเครียด ตอนนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาเพิ่งมาถึงหรืออยู่สักพักแล้ว ถ้าหากพวกเขายืนฟังอยู่ข้างนอกมาโดยตลอด
น่าอึดอัดไม่น้อย
ฮ่องเต้ชาเลืองมองสีหน้าเคร่งขรึมของจ้าวจง ก่อนจะแสดงสีหน้าซับซ้อนออกมาทันที
จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ยปากพูดว่า “เจ้าคงได้ยินทั้งหมดแล้วกระมัง”
“ฝ่าบาท…”
เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนมีท่าทางร้อนรน ฮ่องเต้ก็ส่ายหน้าให้
“เราคิดให้ดีแล้ว หากเขาต้องการทำอะไรก็คงทำไปนานแล้ว”
หลี่เต้าเอ่ยปากว่า “ได้ยินทั้งหมดแล้วพะยะค่ะ ตั้งแต่ตอนที่ท่านนักพรตไป๋เอ่ยชื่อฐานะของกระหม่อม”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของไป๋อวิ๋นเปียนก็เปลี่ยนเป็นน่าถอดสีขึ้นมาทันที
เท่ากับว่าที่พูดมาอยู่ครึ่งค่อนวันก็สูญเปล่า
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นมา “เจ้าต้องการอะไร เราจะยอมทำตามทั้งหมด”
“แต่เราไม่ต้องการให้เจ้าทำร้ายหมิงเยว่และเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ พวกนางล้วนบริสุทธิ์”
“ตอนที่เราจะประหารเจ้า หมิงเยว่ก็เป็นผู้ขอร้องให้ไว้ชีวิต เพียงแต่เราผิดคำสัญญาในภายหลังเท่านั้น”
หลี่เต้าส่ายหน้า “เรื่องแค่นี้ย่อมมีต้นสายปลายเหตุ กระหม่อมย่อมไม่ทำร้ายพวกนางอยู่แล้ว”
“อีกอย่างเรื่องนี้ ในอีกแง่หนึ่งกระหม่อมต้องขอบพระทัยฝ่าบาทด้วยซ้ำ”
“อย่างไรเสีย เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ก็คือบุตรีของกระหม่อม เชื่อว่าฝ่าบาทคงทรงทราบมานานแล้ว”
พอพูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็รู้สึกโชคดีที่ฮ่องเต้เป็นคนที่รักและตามใจธิดามาก จึงไม่ได้ทำร้ายเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ หากเป็นฮ่องเต้องค์อื่น ชาติกำเนิดของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ย่อมเป็นมลทินของราชวงศ์ เมื่อรู้ความจริงจุดจบก็มีเพียงทางเดียว คือถูกกำจัดอย่างลับๆ มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่จะยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋อวิ๋นเปียนและหยางหลินที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนก็ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ไม่คิดว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันกันถึงเพียงนี้
ฮ่องเต้เอ่ยว่า “เสี่ยวอวี้เอ๋อร์เป็นลูกสาวของเจ้าก็จริง แต่นางก็เป็นหลานสาวของข้าด้วย เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องขอบใจข้า”
“เจ้าหนูหลิน นี่เรื่องจริงหรือ?”
คำพูดของฮ่องเต้ได้ยืนยันว่าเสี่ยวอวี้เอ๋อร์คือบุตรีของหลี่เต้า
หลี่เต้าพยักหน้า เมื่อเห็นเช่นนั้น หยางหลินก็หัวเราะออกมาทันที
“ฮ่าๆ ข้ามีหลานสาวแล้ว!”
ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่ในที่นั้น นอกเหนือจากหลี่เต้า ก็ต่างมีสีหน้าประหลาดขึ้นมาหลังจากที่ไป๋อวิ๋นเปียนพูดจบ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ฮ่องเต้จ้องไป๋อวิ๋นเปียนตาเขม็งโดยไม่พูดอะไร
ไป๋อวิ๋นเปียนเองก็ไม่ได้หลบสายตา เมื่อพูดความจริงย่อมไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว
“สิ่งที่เจ้าพูดมา…เป็นความจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน กระหม่อมขอสาบานต่อบรรพบุรุษแห่งสำนักโหรหลวง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ได้ทำนายออกมา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไป๋อวิ๋นเปียนก็ยิ้มขึ้นพลางกล่าวว่า
“ถึงขนาดต้องแลกด้วยอายุขัยห้าสิบปี สภาพอันน่าอเนจอนาถของกระหม่อมก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนสาบานอย่างหนักแน่นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็อ้าปากเล็กน้อย เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี อู่อันกงหลี่เต้าของเขาจะเป็นหลี่เต้าคนนั้นได้อย่างไร
แต่ว่าสำนักโหรหลวงที่ไป๋อวิ๋นเปียนสังกัดอยู่นั้น ตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเฉียนก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สืบทอดตำแหน่งโหรหลวงมาทุกรุ่น ย่อมไม่มีทางพูดเท็จ
อีกทั้งระหว่างพวกเขากันเองก็ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ
หลี่เต้า…อู่อันกงหลี่เต้า…
แม้ว่าร่างกายจะปกติดี ไม่ได้มีอาการปวดศีรษะ แต่ฮ่องเต้กลับรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอย่างประหลาด
เช่นเดียวกับไป๋อวิ๋นเปียนก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้นึกย้อนถึงสภาพอันน่าอเนจอนาถของหลี่เต้าในตอนที่ถูกองครักษ์มังกรทองจับกุม
จากนั้นภาพของอู่อันกงหลี่เต้าที่องอาจผ่าเผยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
คำพูดของไป๋อวิ๋นเปียนครั้งนี้เหมือนกับบอกว่าคนที่เขาชื่นชมที่สุดนั้น แท้จริงแล้วคือคนที่เขาเกลียดที่สุด
ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังเช่นนี้ คนทั่วไปยากจะยอมรับได้
ไป๋อวิ๋นเปียนคอยจับตาดูฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง เกรงว่าเขาจะทำอะไรรุนแรง เพราะเรื่องเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าฮ่องเต้อย่างแรงหลายครั้ง
แต่พอนึกได้ว่าตอนนี้ฮ่องเต้ขยับได้แค่ศีรษะ เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ต่อให้ฮ่องเต้อยากจะทำอะไรก็ไม่มีกำลังจะทำได้
ในขณะที่ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ไป๋อวิ๋นเปียนก็รีบพูดต่อว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้สิ่งที่พระองค์ควรคำนึงถึงไม่ใช่ตัวตนในอดีตของอู่อันกง แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ปกปิดเรื่องนี้ไว้ได้ พร้อมทั้งปลอบประโลมจิตใจของเขาให้ได้มากที่สุด”
พอได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของฮ่องเต้ก็เบิกกว้างทันที เขาถูกหลอกเช่นนี้ แต่กลับยังต้องปลอบประโลมอีกฝ่ายอีกหรือ?
ไป๋อวิ๋นเปียนยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นผู้มีปัญญา ย่อมต้องทรงทราบถึงผลได้ผลเสีย”
“หากต้องแตกหักกับอู่อันกง พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
“ขณะนี้องครักษ์ทั้งหมดในเมืองหลวงล้วนอยู่ในกำมือของเขา อีกทั้งด้วยพละกำลังที่อู่อันกงมี ทั่วทั้งเมืองหลวงในยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะเขาได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฮ่องเต้ก็พลันเอ่ยขึ้นมา เพียงแต่เมื่อเทียบกับความอ่อนแอในตอนแรก น้ำเสียงนี้กลับแหบพร่าลงไปมาก
“เจ้ากับจ้าวจง รวมถึงเหล่าองครักษ์อีกหลายคนรวมกันก็ยังไม่อาจเอาชนะเขาได้หรือ?”
พอคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สายตาของทั้งสามคนที่อยู่นอกห้องก็พลันเปลี่ยนไป
หยางหลินมีความกังวล จ้าวจงดูครุ่นคิด ส่วนหลี่เต้านั้นกลับมีประกายวาบผ่านในดวงตาราวกับหยอกล้อ
“ขอฝ่าบาทได้โปรดละเว้นกระหม่อมด้วยเถิด”
ไป๋อวิ๋นเปียนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “หากให้กระหม่อมจัดการกับคู่ต่อสู้ทั่วไปก็ย่อมได้ แต่ว่าอู่อันกงนั้น…”
“กระหม่อมเชี่ยวชาญเพียงวิชาทำนายโชคชะตา”
“หากต้องต่อสู้แล้ว แม้จะมีกระหม่อมแปดคนก็คงไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของอู่อันกงได้”
“ส่วนเหล่าองครักษ์พวกนั้น จนบัดนี้กระหม่อมก็ยังสงสัยว่าพวกเขาจะกล้าลงมือกับอู่อันกงหรือ”
“ในหมู่พวกเราคงมีเพียงขันทีจ้าวที่อาจต่อกรกับอู่อันกงได้สักสองสามกระบวนท่า”
“แต่กระหม่อมยังคงอยากทูลเตือนฝ่าบาทให้ทรงระมัดระวัง การจัดการกับเขาในยามนี้ต้องแลกด้วยราคาที่สูงเกินไป”
ฮ่องเต้นึกไม่ถึงว่าผู้ที่เมื่อก่อนสามารถบีบให้ตายได้ด้วยมือเดียว กลับสามารถเติบโตได้ถึงขั้นนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบไป ไป๋อวิ๋นเปียนจึงกล่าวว่า
“สรุปแล้วตอนนี้ต้องรีบฉวยโอกาสในยามที่อู่อันกงยังไม่รู้ว่าพวกเรารู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ต้องปลอบประโลมอารมณ์ของเขา อย่าให้เขาก่อความยุ่งยากให้แก่ต้าเฉียน และ… ก่อความยุ่งยากให้แก่ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ “…”
ที่นอกประตู
“อู่อันกง…”
จ้าวจงรู้สึกว่าตนเองไม่ควรยืนอยู่นอกประตูในยามนี้
ขณะนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอึดอัด จะให้เขาทำอย่างไร ในเมื่อคนที่ฝ่าบาทต้องการจัดการอยู่ข้างกายเขา ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเขาอาจจะสู้อีกฝ่ายไม่ได้
ในตอนนั้นเอง หยางหลินก็ได้แตะที่แขนของหลี่เต้า หลี่เต้าจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปกล่าวเสียงเบาว่า
“ขันทีจ้าวไม่ต้องกังวล ตอนนี้ข้ายังไม่ทำอะไรหรอก”
ถ้าไม่พูดก็ยังดี แต่พอพูดออกมาแล้ว สีหน้าของจ้าวจงก็ยิ่งดูย่ำแย่หนัก เพราะนี่ก็เท่ากับยอมรับว่าเขาคือหลี่เต้าคนเดิม
สุดท้ายจ้าวจงก็สูดหายใจลึกแล้วเอ่ยปากว่า “ท่านอู่อันกง ฝ่าบาททรงชื่นชมและเห็นแววที่ดีในตัวท่านจริงๆ แต่ก่อนก็ไม่เคยคิดจะจัดการท่าน หวังว่าท่านจะตัดสินใจอย่างรอบคอบ”
หลี่เต้าไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยกมือพาดไว้บนกรอบประตู
ภายในห้อง ฮ่องเต้กำลังจะตอบคำพูดของไป๋อวิ๋นเปียน ทันใดนั้นเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันก็ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งโหยง
พอหันกลับไปมอง ทั้งฮ่องเต้และไป๋อวิ๋นเปียนก็เห็นสามคนที่ยืนอยู่นอกประตู
เมื่อเห็นหลี่เต้า สีหน้าของไป๋อวิ๋นเปียนและฮ่องเต้ก็เปลี่ยนไปทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนอยู่นอกประตู
ไป๋อวิ๋นเปียนมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าตึงเครียด ตอนนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาเพิ่งมาถึงหรืออยู่สักพักแล้ว ถ้าหากพวกเขายืนฟังอยู่ข้างนอกมาโดยตลอด
น่าอึดอัดไม่น้อย
ฮ่องเต้ชาเลืองมองสีหน้าเคร่งขรึมของจ้าวจง ก่อนจะแสดงสีหน้าซับซ้อนออกมาทันที
จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ยปากพูดว่า “เจ้าคงได้ยินทั้งหมดแล้วกระมัง”
“ฝ่าบาท…”
เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนมีท่าทางร้อนรน ฮ่องเต้ก็ส่ายหน้าให้
“เราคิดให้ดีแล้ว หากเขาต้องการทำอะไรก็คงทำไปนานแล้ว”
หลี่เต้าเอ่ยปากว่า “ได้ยินทั้งหมดแล้วพะยะค่ะ ตั้งแต่ตอนที่ท่านนักพรตไป๋เอ่ยชื่อฐานะของกระหม่อม”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของไป๋อวิ๋นเปียนก็เปลี่ยนเป็นน่าถอดสีขึ้นมาทันที
เท่ากับว่าที่พูดมาอยู่ครึ่งค่อนวันก็สูญเปล่า
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นมา “เจ้าต้องการอะไร เราจะยอมทำตามทั้งหมด”
“แต่เราไม่ต้องการให้เจ้าทำร้ายหมิงเยว่และเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ พวกนางล้วนบริสุทธิ์”
“ตอนที่เราจะประหารเจ้า หมิงเยว่ก็เป็นผู้ขอร้องให้ไว้ชีวิต เพียงแต่เราผิดคำสัญญาในภายหลังเท่านั้น”
หลี่เต้าส่ายหน้า “เรื่องแค่นี้ย่อมมีต้นสายปลายเหตุ กระหม่อมย่อมไม่ทำร้ายพวกนางอยู่แล้ว”
“อีกอย่างเรื่องนี้ ในอีกแง่หนึ่งกระหม่อมต้องขอบพระทัยฝ่าบาทด้วยซ้ำ”
“อย่างไรเสีย เสี่ยวอวี้เอ๋อร์ก็คือบุตรีของกระหม่อม เชื่อว่าฝ่าบาทคงทรงทราบมานานแล้ว”
พอพูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็รู้สึกโชคดีที่ฮ่องเต้เป็นคนที่รักและตามใจธิดามาก จึงไม่ได้ทำร้ายเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ หากเป็นฮ่องเต้องค์อื่น ชาติกำเนิดของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ย่อมเป็นมลทินของราชวงศ์ เมื่อรู้ความจริงจุดจบก็มีเพียงทางเดียว คือถูกกำจัดอย่างลับๆ มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่จะยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋อวิ๋นเปียนและหยางหลินที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนก็ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ไม่คิดว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันกันถึงเพียงนี้
ฮ่องเต้เอ่ยว่า “เสี่ยวอวี้เอ๋อร์เป็นลูกสาวของเจ้าก็จริง แต่นางก็เป็นหลานสาวของข้าด้วย เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องขอบใจข้า”
“เจ้าหนูหลิน นี่เรื่องจริงหรือ?”
คำพูดของฮ่องเต้ได้ยืนยันว่าเสี่ยวอวี้เอ๋อร์คือบุตรีของหลี่เต้า
หลี่เต้าพยักหน้า เมื่อเห็นเช่นนั้น หยางหลินก็หัวเราะออกมาทันที
“ฮ่าๆ ข้ามีหลานสาวแล้ว!”
ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่ในที่นั้น นอกเหนือจากหลี่เต้า ก็ต่างมีสีหน้าประหลาดขึ้นมา