ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 594 หมิงเยว่พบฮ่องเต้
ในห้วงความคิดของจีหมิงเยว่ องค์หญิงหมิงเยว่ก็เห็นภาพเหตุการณ์นั้นเช่นกัน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้นว่า “ซานเหนียงช่างไม่สำรวมเสียเลย มีคนมองอยู่มากมายเช่นนี้”
จีหมิงเยว่ไม่ได้เอ่ยวาจาใด เพราะนางเองก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าอัครเสนาบดีผู้คิดแย่งชิงบัลลังก์จะสิ้นชีวิตไปแล้ว
“เอาล่ะ ข้าไม่เป็นไร” ขณะนี้หลี่เต้าถอดเสื้อคลุมที่มัดไว้ตรงเอวออก ทั้งร่างเปลือยเปล่าท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่มองมา เขารู้สึกอึดอัดยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขารู้สึกได้ว่าสายตาที่จับจ้องมามากที่สุด มันไม่ได้มาจากเหล่าขุนนางฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร แต่มาจากเหล่าสนมชายาที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังจีหมิงเยว่ แต่ละคนล้วนมีสายตาเป็นประกายราวกับจะเปล่งแสงออกมาได้ แม้หลี่เต้าจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เถียซานเหนียงก็ยังคงดื้อดึงฝืนความอายตรวจดูอาการ ทันใดนั้นนางพลันรู้สึกว่าตนเองได้สัมผัสถูกบางสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง ทั้งร่างแข็งทื่อทันใด มือของนางสะดุ้งผละออกโดยไม่รู้ตัว
“พี่หลี่… ข้าดีใจที่ท่านไม่เป็นไร” เถียซานเหนียงใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย นางรีบถอยกลับไปยืนข้างกายจีหมิงเยว่อย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ” หลี่เต้าสูดหายใจลึก เขาจ้องมองเถียซานเหนียงด้วยแววตาวาววับ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในยามนี้คงจะน่าอับอายยิ่งนัก จากนั้นสายตาของเขาก็จับจองไปที่จ้าวฉงในกลุ่มคนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านขันทีจ้าว ยามนี้สิ่งที่ควรให้ความสนใจคงไม่ใช่ตัวข้ากระมัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวฉงก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์ สายตาเหลือบมองไปยังจีหมิงเยว่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่ม จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงทันทีโดยไม่ลังเลเลยแม้แต้น้อย “ขอเชิญองค์หญิงขึ้นครองราชย์พะยะค่ะ!” แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าฮ่องเต้ยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่ในเมื่อฮ่องเต้ได้มอบพระราชโองการให้หลี่เต้าจัดการ ก็สมควรดำเนินการตามที่หลี่เต้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อจ้าวฉงทำเช่นนั้น องครักษ์ทั้งสามนายที่ติดตามเขาก็คุกเข่าลงในทันที แม้ว่าด้วยชนชั้นและสถานะของพวกเขาแล้วจะไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมีหลี่เต้าอยู่ข้างกาย พวกเขาก็ทำเช่นนั้นโดยสัญชาตญาณ
“ขอเชิญองค์หญิงขึ้นครองราชย์!” เมื่อหลายคนคุกเข่าลงไป เหล่าขุนนางฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร พระญาติในราชวงศ์ และสนมกำนัลในวังหลังต่างก็ทยอยคุกเข่าลง ในไม่ช้าด้านนอกพระที่นั่งไท่เหอก็เหลือเพียงแค้หลี่เต้าคนเดียวที่ไม่ได้คุกเข่าคำนับ
หลี่เต้าจะคุกเข่าได้อย่างไร ในความหมายบางอย่างอีกฝ่ายก็ถือเป็นสตรีของเขา อีกทั้งยังกำลังจูงเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อยู่ ดูเหมือนจีหมิงเยว่เองก็ไม่อยากให้หลี่เต้าลำบากใจ จึงกล่าวว่า “อูอันกงมีความชอบที่ช่วยชีวิตข้า ไม่ต้องคุกเข่า” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน เป็นเพราะหลี่เต้าไม่มีสายเลือดตระกูลจ้าว มิเช่นนั้นแล้วถ้าเขาอยากจะอ้างตนเป็นฮ่องเต้เหมือนเจียนจื่อเต้า ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้านเช่นกัน
ท่ามกลางการห้อมล้อมของผู้คนมากมาย ทุกคนได้ก้าวข้ามหลุมใหญ่ด้านนอกพระที่นั่งไท่เหอ แล้วเดินตามจีหมิงเยว่เข้าไปด้านในพระที่นั่งไท่เหอ เมื่อมาถึงบันไดมังกรทุกคนก็ต่างหยุดลง
“เชิญองค์หญิงพะยะค่ะ!” จ้าวฉงยกมือขึ้นกล่าวอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้าง
จีหมิงเยว่และองค์หญิงหมิงเยว่เงยหน้ามองบัลลังก์มังกร โดยเฉพาะองค์หญิงหมิงเยว่ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าองค์หญิงอย่างนางจะได้ครองบัลลังก์เช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันที่สุดในใต้หล้า หากเป็นองค์หญิงหมิงเยว่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็อาจจะเลิกลักอยู่บ้าง แต่จีหมิงเยว่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนางเคยคาดการณ์สภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว นางค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดของบันไดมังกรจนมาถึงข้างบัลลังก์มังกร สุดท้ายนางก็นั่งลงบนบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง
ในชั่วขณะถัดมา เหล่าขุนนางในท้องพระโรงพร้อมใจกันประสานมือพลางคำนับกล่าว “ถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วพระที่นั่งไท่เหอ ดังสะท้อนอยู่ในวังหลวงอันเงียบสงัด ในเวลาเดียวกันเหนือพระที่นั่งไท่เหอ เงาร่างจิ้งจอกขนาดมหึมาพลันปรากฏขึ้นเหนือพระที่นั่งไท่เหอ หางทั้งเก้าเส้นสะบัดพลิ้วไหวในอากาศอย่างอิสระ เมื่อเงยหน้ามองหมิงเยว่ เสียงหอนของจิ้งจอกก็ดังก้องกังวาน ราวกับกำลังร่วมฉลองการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดินี และในเวลาเดียวกันนั้น ณ ที่แห่งหนึ่งในดินแดนอันไม่อาจล่วงรู้ อะไรบางอย่างราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง ต่างส่งเสียงร้องยาวพร้อมกัน มุ่งไปยังทิศทางของแคว้นต้าเฉียน
หลังจากจีหมิงเยว่ประทับลงบนบัลลังก์มังกรแล้ว นางก็รับสั่งให้สลายการชุมนุมของทุกคนอย่างรวดเร็ว เพราะการขึ้นครองราชย์ครั้งนี้เป็นเพียงการยืนยันสถานะของจีหมิงเยว่ผู้เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่ต่อหน้าขุนนางทั้งหลายเท่านั้น พิธีขึ้นครองราชย์ที่แท้จริงย่อมไม่อาจจัดอย่างลวก ๆ เช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคืนนี้ทุกคนต่างได้ผ่านประสบการณ์มากมาย จำเป็นต้องกลับไปทำใจให้สงบก่อน แน่นอนว่าบางคนจะทำใจได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่ต่างกลับไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แม้จะรู้สึกหนักอึ้งเพียงใดก็ต้องอดทนเอาไว้ เพราะหลี่เต้าได้ออกคำสั่งปิดเมือง ขณะนี้ทุกทางเข้าออกเมืองหลวงล้วนถูกกองทัพหมาป่าฟู่ตูเข้าควบคุมเอาไว้แล้ว
สุดท้าย ณ พระที่นั่งไท่เหอก็เหลือเพียงจ้าวฉง ไป่อวิ๋นเปียน องครักษ์ทั้งสาม และหลี่เต้า จีหมิงเยว่ก้าวลงจากบันไดมังกร นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านขันทีจ้าว พาข้าไปพบเสด็จพ่อหน่อย” ในยามนี้สถานะของจีหมิงเยว่ได้กลับมาเป็นองค์หญิงหมิงเยว่แล้ว
จ้าวฉงมองไปทางหลี่เต้าแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ฝ่าบาท โปรดตามกระหม่อมมาเถิดพะยะค่ะ”
องค์หญิงหมิงเยว่ส่ายหน้า “ท่านขันที ไม่ต้องเรียกข้าว่าฝ่าบาท ก่อนถึงพิธีขึ้นครองราชย์ให้เรียกข้าว่าองค์หญิงเช่นเดิมเถิด”
“พะยะค่ะ องค์หญิง”
ดังนั้นภายใต้การนำทางของจ้าวฉง ทุกคนจึงได้มุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียน เมื่อมาถึงด้านนอกตำหนักเฉียน ทันใดนั้นองครักษ์ทั้งสามคนพลันเอ่ยขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน “พวกกระหม่อมมีธุระ จึงไม่ขอไปเข้าเฝ้าอดีตฮ่องเต้ด้วย” เพราะเรื่องที่พวกเขาเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงไม่มีหน้าจะเข้าไปพบผู้ใด แม้ว่าฮ่องเต้จะสิ้นแล้วก็ตาม จ้าวฉงไม่ได้เอ่ยปากห้าม เขาเพียงแค่มองไปทางองค์หญิงหมิงเยว่
องค์หญิงหมิงเยว่พยักหน้าเบา ๆ “หากทั้งสามท่านมีธุระก็ไปเถิด”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ องค์หญิง” พูดจบทั้งสามก็รีบจากไป
หลี่เต้ามองร่างที่จากไปของทั้งสามพลางส่ายหน้า ไป่อวิ๋นเปียนเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็อดถามไม่ได้ “อูอันกง พวกองครักษ์มีปัญหาอะไรหรือ?”
“ไม่มีปัญหาใหญ่อันใด เพียงแต่อดรู้สึกว่าพวกเขาทำตัวไม่มั่นคงพอ” ว่าแล้วเขาก็เดินตามจ้าวฉงและองค์หญิงหมิงเยว่เข้าสู่ตำหนักเฉียน
ไม่มั่นคงพอ? ไป่อวิ๋นเปียนฟังจนรู้สึกงุนงง
“เสด็จพ่อ!” องค์หญิงหมิงเยว่ที่ก่อนหน้านี้ยังดูสงบนิ่งอยู่มาก เมื่อเห็นฮ่องเต้ที่นอนอยู่บนเตียงมังกร นางก็ไม่อาจระงับความรู้สึกได้อีกต่อไป นางร้องเรียกออกมาครั้งหนึ่งแล้วพุ่งเข้าไปหาทันที จ้าวฉงมองดูองค์หญิงหมิงเยว่ที่กำลังร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ยกมือขึ้นแล้วล้มเลิกความตั้งใจ
“เสด็จพ่อ เหตุใดท่านถึงจากไปเช่นนี้ ทำไมไม่พบหมิงเยว่เป็นครั้งสุดท้าย” องค์หญิงหมิงเยว่ซบอยู่บนร่างของฮ่องเต้พลางตัดพ้อด้วยความเศราโศกจนร้องไห้ออกมา “เสด็จพ่อ ได้โปรดตื่นขึ้นมามองหมิงเยว่สักครั้ง เสด็จพ่อพูดอะไรบางสิเพคะ”
“ครอก… ฟี้…”
“เสด็จ…” องค์หญิงหมิงเยว่กำลังจะพูดต่อ แต่ทันใดนั้นจู่ ๆ นางก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงประหลาดบางอย่าง นางมองหน้าฮ่องเต้ด้วยความงุนงงพลางพึมพำว่า “เกิดอะไรขึ้นกับฝ่าบาทหรือ”
เมื่อจ้าวฉงได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ หลังจากจับชีพจรแล้วก็เอ่ยว่า “ทูลองค์หญิง พระองค์ทรงกดทับฝ่าบาทอยู่ จึงทำให้ฝ่าบาททรงหายใจไม่ค่อยออก เลยกรนออกมาพะยะค่ะ”
องค์หญิงหมิงเยว่ดึงมือออก ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็หยุดกรน
“ขออภัยเพคะเสด็จพ่อ ลูกไม่ควรกดทับพระองค์” ทว่าหลังจากพูดจบ ดวงตาขององค์หญิงหมิงเยว่ก็ยิ่งดูงุนงงกว่าเดิม