ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 586 เทพมนุษย์ อัครเสนาบดี
ทว่าภาพที่ทุกคนจินตนาการไว้กลับไม่ปรากฏขึ้น หลี่เต้ายืนนิ่งอยู่กับที่ เขาก้มมองรอยฝ่ามือที่ประทับอยู่บนหน้าอกครู่หนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพลางยิ้มบางกล่าวว่า “ไร้เรี่ยวแรงแล้วหรือ กินข้าวหรือยัง?”
จ้าวจื่อเต๋าสีหน้าเคร่งขรึม กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ในชั่วขณะถัดมาเท้าข้างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาจากความว่างเปล่า
โครม!
เสียงคลื่นกระแทกดังขึ้นระหว่างทั้งสอง เงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านอากาศลอยกระเด็นออกไป ทิ้งร่องลึกไว้บนพื้นตลอดทางจนกระทั่งชนเข้ากับกำแพงที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งจึงหยุดลง เสียงสนั่นหวั่นไหวดังเข้าหูของทุกคน ทุกคนมองไปยังควันฝุ่นที่เกิดจากการถล่มของกำแพง จากนั้นก็ค่อยๆ หันไปมองหลี่เต้าที่กำลังลดขาลงอย่างแข็งทื่อ
พลังที่จ้าวจื่อเต๋าแสดงออกมานั้นน่าตกตะลึงมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมียอดฝีมืออีกคนที่เก่งกาจกว่านี้ ก็เหมือนกับยอดฝีมือไร้เทียมทานถูกสังหารในพริบตา ทุกคนต่างคิดว่าบุคคลผู้นั้นไร้เทียมทาน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาสังหารคนที่พวกเขาคิดว่าไร้ผู้ใดต้านทานได้ในชั่วพริบตา
ความรู้สึกที่พลิกผันเช่นนี้ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่าขุนนางที่สนับสนุนจ้าวจื่อเต๋า
“เจ้าหนู… ช่างน่าโมโหนก” หยางหลินที่ก่อนหน้านี้ยังกระวนกระวายใจอยู่ อดสบถออกมาไม่ได้เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ หลี่เต้าคงจะซ่อนไพ่เด็ดเอาไว้มาโดยตลอด ในขณะเดียวกันกลุ่มของเถียซานเหนียงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“พี่หลี่เก่งจริง!” เถียซานเหนียงกล่าวอย่างตื่นเต้น เถียจิงซานที่อยู่ข้างๆ มองบุตรสาวของตนแวบหนึ่ง แล้วเหลือบมองหลี่เต้าที่อยู่ไม่ไกล ในดวงตามีความนัยบางอย่างจึงพูดขึ้น
“ท่านพี่เก่งจัง เอาชนะคนชั่วได้แล้ว” เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เองก็ปล่อยมือจีหมิงเยว่ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ แล้วแกว่งกำปั้นน้อยๆ พลางเอ่ยขึ้น
จีหมิงเยว่จ้องมองเงาด้านหลังของหลี่เต้าด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฝุ่นควันสลายไปเผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ภายใน เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนแล้วผู้ที่สนับสนุนจ้าวจื่อเต๋าก็ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก เห็นเพียงสภาพของจ้าวจื่อเต๋าในยามนี้ นอกจากอาภรณ์ที่ดูยับยู่ยี่อยู่บ้างก็ไม่ได้ดูย่ำแย่มากนัก
“อู่อันกง ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว” จ้าวจื่อเต๋าปัดฝุ่นบนร่างกายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัยลึกซึ้ง “แต่ต่อจากนี้เจ้าคงไม่มีโชคดีเช่นนี้อีกแล้ว”
เสียงพูดนั้นเพิ่งจะขาดคำ พื้นดินรอบเท้าของจ้าวจื่อเต๋าก็แตกระเบิดออกในชั่วพริบตา บนท้องฟ้าที่มืดสนิทก็พลันเมฆลมที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเลือนลาง ภายใต้อิทธิพลพลังของจ้าวจื่อเต๋าทั้งฟ้าและดินต่างเปลี่ยนสีไป ทันใดนั้นจ้าวจงและองครักษ์ทั้งสามคนก็ต่างเปลี่ยนสีหน้าไปเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
“นี่มัน… กลิ่นอายของเทพมนุษย์!”
แม้ว่าระดับมหาราชาปรมาจารย์จะสามารถควบคุมพลังแห่งดินฟ้าได้ แต่การใช้เพียงกลิ่นอายของตนเองเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มีเพียงระดับเทพมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
ภาพนี้ไม่เพียงแค่สร้างความตกตะลึงให้กับจ้าวจงและคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้มีความรู้ที่อยู่ในที่นั้นต้องตกตะลึงด้วย อย่างเช่น…
เถียจิงซานมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที เขาเอ่ยว่า “คนในตระกูลเถียทุกคน รีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“ท่านพ่อ!”
“พวกเราไม่มีคุณสมบัติพอที่จะดูเรื่องเหล่านี้ต่อไปแล้ว”
“แต่ว่าพี่หลี่…”
“ซานเหนียง” ทันใดนั้นเถียซานเหนียงพลันหันหลังกลับมา นางพบว่าสีหน้าของจีหมิงเยว่เองก็เปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาเช่นกัน “เชื่อใจเขาเถิด”
ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เถียซานเหนียงจึงมองไปยังเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ที่อยู่ข้างมือของจีหมิงเยว่แล้วพยักหน้าอย่างเงียบๆ
ขณะนั้นเองในห้วงความคิดของจีหมิงเยว่ องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยด้วยความตกใจ “อัครเสนาบดีมีวรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์หรือ?”
จีหมิงเยว่ตอบ “ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น”
องค์หญิงหมิงเยว่ถาม “แล้วจะทำอย่างไร? เขาจะทำอย่างไร?”
จีหมิงเยว่กล่าว “เจ้าไม่ได้ไม่ชอบเขาหรอกหรือ? รำคาญที่เขาชอบแย่งเสี่ยวอวี่เอ๋อร์กับเจ้า”
องค์หญิงหมิงเยว่ตอบ “ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับอัครเสนาบดีเพื่อพวกเรา”
จีหมิงเยว่หันไปมองแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครคาดคิดว่าอัครเสนาบดีผู้นั้นจะซ่อนความสามารถไว้ลึกถึงเพียงนี้ วรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของโลกนี้แล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่ถาม “ไม่มีหนทางเลยจริงๆ หรือ”
จีหมิงเยว่ตอบ “หากจะสู้ต่อไปคงไร้ประโยชน์ แต่ถ้าจะหนีก็ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง”
องค์หญิงหมิงเยว่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นก็หนีกันเถอะ”
“ต้าเฉียนจะไม่เอาแล้วหรือ”
“รักษาชีวิตไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“รอดูก่อนเถิด บางทีเขาอาจสร้างปาฏิหาริย์ได้อีก”
“ปาฏิหาริย์หรือ เป็นไปไม่ได้หรอก”
จีหมิงเยว่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่จ้องมองเงาร่างด้านหลังของหลี่เต้า ไม่รู้ทำไมแตนางรู้สึกว่าควรจะรออีกสักหน่อย
ผู้คนที่มีไหวพริบมีอยู่มากมาย ไม่นานนักลานกว้างนอกพระที่นั่งไท่เหอก็ว่างเปล่า เพียงแคกระแสพลังเทพมนุษย์ที่แผ่ออกมาจากร่างของจ้าวจื่อเต๋าก็ทำให้ทั้งลานว่างเปล่า และทำให้ทั้งสองมีพื้นที่ในการต่อสู้
เหนือพระที่นั่งไท่เหอมีร่างสี่คนยืนอยู่กลางอากาศ นั่นคือจ้าวจงและองครักษ์ทั้งสามคน องครักษ์ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะชัดเจนแล้ว”
องครักษ์อีกคนก็กล่าวเห็นด้วย “ไม่มีใครคาดคิดว่าอัครเสนาบดีผู้นั้นจะซ่อนความสามารถไว้ลึกถึงเพียงนี้ มีวรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์ พวกเราต้องลำบากตรากตรำถึงสองร้อยกว่าปีก็ยังไม่สามารถบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์ได้ แต่เขากลับทำได้ทั้งที่อายุเพียงร้อยกว่าปี และยังทำได้ด้วยความสามารถของตัวเอง ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”
องครักษ์คนสุดท้ายพูดว่า “ไม่ธรรมดาแล้วอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นคนตระกูลจ้าวของเราแล้วไม่ใช่หรือ”
“พูดถูก ในเมื่อเป็นคนของตระกูลจ้าวก็ไม่มีปัญหา เขาสามารถขึ้นครองราชย์ได้ ต้าเฉียนของพวกเราก็อาจก้าวไปอีกขั้น”
“มันก็เป็นผลดีต่อพวกเราด้วย ยิ่งต้าเฉียนแข็งแกร่ง พลังมังกรก็ยิ่งเข้มข้น พวกเราเองก็ยิ่งมีโอกาสทะลวงขั้นเทพมนุษย์”
“แล้วคนที่ฮ่องเต้จ้าวซิงเลือกไว้จะทำอย่างไร?”
“เรื่องนี้สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะพระองค์ทรงทำเรื่องเหลวไหลเกินไป เลือกสตรีขึ้นครองราชย์ช่างไร้สาระเหลือเกิน ถึงจะรักพระธิดามากเพียงใดก็ไม่ควรทำถึงเพียงนี้ พวกเราคุ้มครองชีวิตนางไว้ก็พอ”
ยิ่งจ้าวจื่อเต๋าแสดงความสามารถออกมาได้น่าตื่นตะลึงเพียงใด ทั้งสามคนก็ยิ่งรู้สึกว่าการเลือกของตนถูกต้อง ถึงขั้นไม่สนใจพระราชโองการของฮ่องเต้ ขณะที่ทั้งสามคนกำลังถกเถียงกันอย่างคึกคัก ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง
“ข้าเกรงว่าทั้งสามท่านจะดีใจเร็วเกินไป”
“ขันทีจ้าวมีความเห็นอะไรหรือ?” แม้ว่าวรยุทธ์ของจ้าวจงจะสูงกว่าพวกเขาเล็กน้อย หากว่ากันด้วยวัยวุฒิแล้วยังห่างกันอยู่มาก
จ้าวจงไม่ได้สนใจคำเรียกขาน เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “ข้าจะกล้ามีความเห็นได้อย่างไร เพียงแต่อยากจะบอกว่าตราบใดที่เรื่องยังไม่ถึงที่สุด อย่าเพิ่งด่วนสรุปจะดีกว่า”
องครักษ์คนหนึ่งแค่นเสียงเบาๆ พูดว่า “งั้นก็ดูกันไปว่าคนที่เจ้ากับฮ่องเต้เห็นว่าดีงามอย่างอู่อันกง จะสามารถสร้างปาฏิหาริย์อะไรได้อีก”
จ้าวจงไม่ได้ตอบ สายตามองลงไปยังด้านล่าง ในห้วงความคิดเขานึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในตำหนักเฉียน “อู่อันกง หวังว่าฝ่าบาทและข้าจะไม่ไว้ใจผิดคน”
หลังจากรวบรวมลมปราณของตนเองแล้ว จ้าวจื่อเต๋าก็ค่อยๆ เดินออกมาจากซากกำแพงที่พังทลาย พลังของเทพมนุษย์แผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มที่ ในยามนี้ท่ามกลางสายฟ้าที่แลบแปลบเป็นครั้งคราวบนท้องฟ้า จ้าวจื่อเต๋าดูราวกับเป็นเทพเจ้าหรือปีศาจ แผ่รัศมีกดดันอย่างหนักหน่วงออกมา
อีกด้านหนึ่ง หลี่เต้าสัมผัสได้ถึงพลังกดดันที่ส่งมาถึงร่าง สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่ในดวงตากลับมีประกายกระหายการต่อสู้ผุดขึ้นมา
เทพมนุษย์…