ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 585 หลี่เต้าปะทะจ้าวจื่อเต๋า
เมื่อเห็นองครักษ์มังกรทองและองครักษ์มังกรเงินยืนขวางอยู่เบื้องหน้าจีหมิงเยว่ จ้าวจื่อเต๋าก็มีสีหน้าเรียบเฉย เขาสะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้นคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งเข้าใส่ร่างขององครักษ์มังกรทองและองครักษ์มังกรเงิน เพียงชั่วพริบตาทุกคนต่างพลันกระอักเลือดออกมาและกระเด็นออกไปสองข้างทาง นี่ก็เพราะจ้าวจื่อเต๋ายังไม่ได้ลงมือสังหาร
ในสายตาของเขาเมื่อได้ขึ้นครองราชย์แล้ว คนพวกนี้ก็จะกลายเป็นข้ารับใช้ของเขา
ขณะที่จ้าวจื่อเต๋ากำลังเข้าไปใกล้จีหมิงเยว่ จู่ๆ เงาร่างสองสายพุ่งออกมาโจมตี
“อนัตตดาราตัดเงา!”
“ดาราเชือดชีวา!”
ดาบอันทรงพลังได้พุ่งเข้าโจมตีจ้าวจื่อเต๋าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผู้มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคือหัวหน้าขององครักษ์มังกรทองและองครักษ์มังกรเงินนั่นเอง
เฮ่อเหนียนและโหวไห่ เมื่อเห็นคนทั้งสอง จ้าวจื่อเต๋าก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะยกมือทั้งสองขึ้น
เมื่อการโจมตีทั้งสองสายกำลังจะปะทะเข้าหน้า ภาพที่เกิดขึ้นต่อมาได้ทำให้ทั้งสองคนตะลึง เห็นเพียงอีกฝ่ายใช้ฝ่ามือเปล่าคู่เดียวรับการโจมตีของทั้งสองคนไว้ได้
ทันใดนั้นความรู้สึกหวาดกลัวก็พลันผุดขึ้นในใจของทั้งสอง ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ตอบสนอง จ้าวจื่อเต๋าก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง
เพียงแคไขว้มือทั้งสอง การโจมตีของแต่ละคนก็เฉียดผ่านร่างเขาไป จากนั้นการโจมตีของทั้งสองก็ปะทะกันเอง
ตูม!
โหวไห่กระอักเลือดลอยกระเด็นออกไปทันที เฮ่อเหนียนมีวรยุทธ์ระดับมหาราชาปรมาจารย์ ส่วนโหวไห่อยู่ในระดับกึ่งมหาราชาปรมาจารย์ จึงย่อมต้านทานไม่ไหวเป็นธรรมดา
แต่เฮ่อเหนียนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน จ้าวจื่อเต๋าได้ใช้นิ้วจิ้มโจมตีไปที่หน้าอกของเฮ่อเหนียน ในชั่วขณะถัดมาเฮ่อเหนียนก็พลันลอยกระเด็นออกไปอย่างแรง
ขณะที่เฮ่อเหนียนกำลังจะร่วงลงพื้น ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นรับตัวเขาไว้กลางอากาศ พร้อมกับผ่อนแรงปะทะส่วนใหญ่ออก
จ้าวจงรับตัวเฮ่อเหนียนเอาไว้ได้ เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเฮ่อเหนียน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
ในยามนี้ความโหดเหี้ยมของจ้าวจื่อเต๋าก็ได้ทำให้ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างตกตะลึง หลายคนรู้จักเฮ่อเหนียนและโหวไห่เป็นอย่างดี
และถึงแม้จะไม่รู้จัก แต่แค่ตำแหน่งราชองครักษ์ก็บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของทั้งสองคนได้แล้ว แต่บุคคลระดับนี้กลับพ่ายแพ้ต่อจ้าวจื่อเต๋าเพียงกระบวนท่าเดียว
หยางหลินร้องอุทานออกมาอย่างอดไม่ได้ “ตาเฒ่านั่นมีวรยุทธ์ระดับใดกันแน่!”
ความตกตะลึงแบบเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นในใจของผู้คนมากมาย เพราะในความทรงจำของทุกคน พวกเขารู้ว่าอัครเสนาบดีเจียนจื่อเต๋าคนก่อนมีวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับวรยุทธ์แล้ว สิ่งที่เขาแสดงออกมามากที่สุดคือความสามารถและกลยุทธ์ทางปัญญา
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าในด้านวรยุทธ์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าความสามารถและกลยุทธ์ของเขาเลย เห็นได้ชัดว่าเฮ่อเหนียนและโหวไห่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
บรรดาแม่ทัพไม่ได้อยู่ฝ่ายจ้าวจื่อเต๋า เดิมทีพวกเขาคิดจะเข้าไปแทรกแซง แต่ก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหว พวกเขาย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของจ้าวจื่อเต๋าได้ ขืนเข้าไปมีแต่จะถูกสังหารเท่านั้น
หลังจากจัดการกับเฮ่อเหนียนและโหวไห่แล้ว จ้าวจื่อเต๋าก็ไม่ได้หยุดฝีเท้า เขาเดินตรงไปทางจีหมิงเยว่ต่อ
เมื่อเห็นภาพนี้กลุ่มคนของจ้าวจื่อเต๋าก็ต่างตื่นเต้นผิดปกติ ดูจากสถานการณ์ตอนนี้โอกาสที่จ้าวจื่อเต๋าจะได้ขึ้นครองอำนาจมีถึงเก้าส่วน หากยอดฝีมือในราชวงศ์ไม่สามารถลงมือได้ ส่วนคนที่เหลือก็ไม่มีปัญญาทำอะไรแล้ว เรียกได้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว
“หมิงเยว่…” เถียซานเหนียงยืนอยู่ข้างจีหมิงเยว่จับมืออีกข้างของนางเอาไว้
พอเถียจิงซานเห็นภาพนี้แล้วเขาก็ถอนหายใจ เมื่อเห็นบุตรชายทั้งสองของตนยืนนิ่งอยู่หลังบุตรสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดเพิ่มเติม
เมื่อเห็นจ้าวจื่อเต๋าเข้ามาใกล้จีหมิงเยว่และคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็ได้ก้าวออกมาจากด้านข้างและขวางหน้าจ้าวจื่อเต๋าเอาไว้
“ข้าประเมินเจ้าต่ำไป”
หลี่เต้ามองไปยังจ้าวจื่อเต๋าที่อยู่ไม่ไกลนักพลางเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ เดิมทีคิดว่าแค่พลังของราชวงศ์ก็เพียงพอที่จะจัดการกับจ้าวจื่อเต๋าได้แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวจ้าวจื่อเต๋านั้นมีมากมายหลายชั้น
แน่นอนคนที่สามารถนั่งในตำแหน่งอัครเสนาบดีมาได้หลายปีเช่นนี้จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร จนกว่าจะถึงที่สุดก็ไม่อาจมองเห็นความจริงทั้งหมดได้เลย
เขาเพิ่งจะเห็นบางสิ่งบางอย่างเมื่อตอนที่จ้าวจื่อเต๋าลงมือสังหารเฮ่อเหนียนและโหวไห่ในพริบตา ได้แต่บอกว่าชายชราผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เหลือเกิน
เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เต้า ดวงตาของจ้าวจื่อเต๋าก็เผยแววที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้ลงมือโจมตีในทันทีเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับเอ่ยปากว่า “อู่อันกง เจ้าก็จะขัดขวางข้าด้วยหรือ?”
“พูดตามตรงแม้ว่าระหว่างเจ้ากับข้าจะมีความขัดแย้งกัน แต่ขาก็ยังชื่นชมอู่อันกงอยู่มาก”
“ดังนั้นเจ้าเข้ามาอยู่ใต้อาณัติข้าเป็นอย่างไร?”
“หากเจ้าต้องการ รอให้ข้าขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้แล้ว ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นอ๋อง”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา บรรดาผู้สนับสนุนของจ้าวจื่อเต๋าก็ต่างเผยสีหน้าอิจฉาในทันที นั่นคือการแต่งตั้งเป็นอ๋อง เป็นตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก นับว่าอยู่ใต้เพียงผู้เดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น คำพูดนี้ทำให้ผู้คนฝั่งของจ้าวจื่อเต๋ากรารู้สึกอิจฉา แต่ทางฝั่งของจ้าวจงกลับไม่ค่อยดีนัก
หากหลี่เต้ากบฏ โอกาสก็คงหมดสิ้นเสียแล้ว แต่บางคนกลับไม่กังวลเลยแม้แต้น้อย อย่างเช่นหยางหลิน เขารู้ดีว่าความแค้นระหว่างสองฝ่ายไม่ใช่แค่เรื่องในราชสำนักเท่านั้น
หลี่เต้าครุ่นคิดพลางพึมพำ “แต่งตั้งเป็นอ๋อง?”
จ้าวจื่อเต๋าคิดว่าหลี่เต้าสนใจในข้อเสนอของตน จึงเอ่ยอีกว่า “ถูกต้อง เพียงแคเจ้าติดตามข้า ก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องทันที”
“พูดตามตรง ฟังดูก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย”
“หากสนใจเช่นนั้นก็…”
ทว่าก่อนที่จ้าวจื่อเต๋าจะพูดจบ หลี่เต้าก็พลันเงยหน้าขึ้นกล่าวตัดบทว่า “แต่เมื่อเทียบกับการได้รับจากผูื่นแล้ว ข้าชอบที่จะคว้ามันมาด้วยตนเองมากกว่า!”
จ้าวจื่อเต๋าหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
หลี่เต้าตอบตามตรง “หากกำจัดเจ้าได้ องค์หญิงคงไม่ตระหนี่ตำแหน่งอ๋องกระมัง”
เมื่อจีหมิงเยว่ได้ยินคำพูดนั้น นางก็กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ว่า “หากอู่อันกงสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ การแต่งตั้งเป็นอ๋องก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง”
“ได้ยินหรือไม่ ข้าเองก็สามารถเป็นอ๋องได้”
จ้าวจื่อเต๋าพลันสังเกตเห็นแววเยาะหยันในดวงตาของหลี่เต้า น้ำเสียงของเขาจึงแฝงไปด้วยความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว “เจ้ากำลังเยาะหยันข้าอยู่หรือ”
“เจ้าคิดเช่นไรเล่า”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ตายซะ”
เสียงพูดเพิ่งขาดคำ ร่างของจ้าวจื่อเต๋าก็หายวับไปจากที่เดิม ก่อนที่ผู้คนจะทันได้ตอบสนอง ทันใดนั้นคลื่นพลังก็ระเบิดขึ้นบนร่างของหลี่เต้า ทุกคนพยายามเพ่งตามองท่ามกลางคลื่นลม
ก่อนจะพบว่าจ้าวจื่อเต๋าไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหลี่เต้าตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ หนึ่งฝ่ามือถูกฟาดลงบนหน้าอกของหลี่เต้า จากนั้นคลื่นพลังก็ได้ระเบิดขึ้นที่หน้าอกของหลี่เต้า
“ท่านผู้บัญชาการ!”
“เจ้าหนูหลี่!”
เพราะมีตัวอย่างของเฮ่อเหนียนและโหวไห่มาก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้จึงทำให้ผู้คนมากมายร้องอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
In สายตาของผู้คนส่วนใหญ่ตอนนี้ ความประทับใจที่มีต่อหลี่เต้ายังคงหยุดอยู่ที่การพนันของเขากับซุนเซียน และการปะทะกับคนคลั่งกระบี่โม่ลู่หมิงในครั้งนั้น การประเมินพลังของหลี่เต้าก็ถูกจัดอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ ก็อาจจะก้าวหน้าไปบ้างแล้ว แต่ก็คงเป็นแค่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นกลางหรืออย่างมากก็ขั้นปลายเท่านั้น แม้แต่ขั้นสูงสุดของระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ไม่มีใครกล้าคาดเดา ถึงอย่างไรอายุของหลี่เต้าก็ยังเยาว์นัก ต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็คงมีขีดจำกัด
ส่วนจ้าวจื่อเต๋า… เพียงแคท่าเดียวก็สามารถสังหารผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ในพริบตา ทำให้ผู้คนมีความประทับใจว่าอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลี่เต้าที่ไม่ได้ป้องกันตัวเลยแม้แต้น้อย ทว่ากลับต้องรับการโจมตีอันรุนแรงของจ้าวจื่อเต๋าเข้าไปเต็มๆ แล้วจะรู้สึกดีได้อย่างไร