ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 568 แผนซ้อนแผน
ทว่าขุนนางที่กำลังถวายฎีกาไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่เต้าและเจียนจื่อเต้า เขาจึงพูดต่อไปว่า “แต่ก่อนฝ่าบาทเคยตรัสไว้ว่า หลังจากกำหนดรัชทายาทแล้ว บุตรีตระกูลเถี่ยต้องอภิเษกสมรสด้วย บัดนี้ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ตระกูลเถี่ยก็ควรปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีกับราชวงศ์แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยางหลินที่ยืนอยู่ด้านหลังหลี่เต้าก็เงยหน้ามองไปยังหลี่เต้า หลี่เต้ามีสีหน้าสงบนิ่ง เขาเงยหน้ามองไปยังจ้าวเหนียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างเงียบ ๆ หยางหลินสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจจะก้าวออกไป
แต่ยังไม่ทันได้ยกเท้า ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งก้าวออกไปก่อนเขา
“ไม่เหมาะสม”
เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดที่ก้าวออกไป ทั้งหลี่เต้าและหยางหลินก็ต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ คนที่ก้าวออกไปไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอัครเสนาบดีเจียนจื่อเต้า
“ไม่เหมาะสม? ไม่เหมาะสมตรงไหน?” ขุนนางที่ถวายฎีกาเพิ่งพูดจบ สีหน้าก็แข็งค้างไปในทันที เขาไม่คิดว่าคนที่คัดค้านจะเป็นอัครเสนาบดี จึงรีบก้มหน้าลง
เจียนจื่อเต้ามีสีหน้าสงบนิ่ง เขาประสานมือกล่าวว่า “ขณะนี้ฝ่าบาททรงพระประชวร เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เรื่องเช่นนี้ควรรอไปพิจารณาในภายหลัง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ขุนนางทั้งหลายก็รู้ในใจว่าเรื่องนี้คงไม่สำเร็จแล้ว
“ท่านอัครเสนาบดีกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง!” เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนต่างหันไปมองขุนนางผู้ถวายฎีกาผู้นั้น เจียนจื่อเต้าเองก็เหลือบมองไปทางขุนนางผู้นั้นเช่นกัน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคนแรกที่กล้าขัดแย้งกับเจียนจื่อเต้าในรอบหนึ่งเดือนนี้
ในขณะนั้นขุนนางผู้ถวายฎีกาก็มีสีหน้าตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาเองก็รู้ดีว่าการกระทำของตนในครั้งนี้เสี่ยงเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วก็กัดฟันพูดว่า “ในหมู่ราษฎรมีความเชื่อเรื่องการแต่งงานเพื่อขจัดเคราะห์ ฝ่าบาททรงพระประชวรมานานไม่หายดีเสียที งานอภิเษกสมรสของรัชทายาทนับเป็นงานมงคลใหญ่ บางทีอาจจะช่วยขจัดโรคภัยให้ฝ่าบาทหายประชวรได้เร็วขึ้น”
“ดังนั้นจึงเห็นว่าควรนำเรื่องนี้มาพิจารณา”
เจียนจื่อเต้าจ้องมองคนผู้นั้นอย่างลึกซึ้ง จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังจ้าวเหนียนที่ประทับบนราชบัลลังก์ก่อนจะค่อย ๆ กล่าวว่า “องค์รัชทายาท ท่านเห็นเช่นไรพะยะค่ะ?”
ตามขั้นตอนปกติแล้ว องค์รัชทายาทและเจียนจื่อเต้าเป็นพวกเดียวกัน ขุนนางที่ถวายฎีกากระโดดโลดเต้นเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดจบที่น่าเศร้า ทว่า…
จ้าวเหนียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะมั่นคงขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าเจียน ข้าคิดว่าเรื่องการแต่งงานเพื่อเสริมมงคลนั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง” เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยขึ้น บรรยากาศในท้องพระโรงก็เปลี่ยนไปในทันที ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติได้อย่างว่องไว
เจียนจื่อเต้าเหลือบมองขุนนางผู้ถวายฎีกาก่อน แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองไปทางจ้าวเหนียน จากนั้นในใจก็เข้าใจความเป็นไปทั้งหมดในทันที ที่ขุนนางผู้ถวายฎีกามั่นใจเช่นนี้ก็มิใช่เพราะเขาไม่กลัว แต่เป็นเพราะมีผู้อยู่เบื้องหลังต่างหาก และคนผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองค์รัชทายาทเอง เมื่อคิดได้เข้าใจแล้ว เจียนจื่อเต้าก็หันไปมองจ้าวเหนียนอีกครั้ง ในดวงตาฉายแววผิดหวัง เพียงแค่หนึ่งเดือนบนบัลลังก์มังกร ก็ทำให้บารมีของเขาที่สะสมต่อหน้าจ้าวเหนียนมาหลายปีสลายไปจนหมดสิ้น รีบร้อนแต่งงานกับตระกูลเถียขนาดนี้เพื่ออะไรกัน?
เจียนจื่อเต้ารู้ดีชัดเจนว่าต้องการดึงตระกูลเถียมาอยู่ข้างกายเพื่อหาความกล้ามาต่อกรกับเขา
“องค์รัชทายาท เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก พระองค์ใคร่ครวญพิจารณาอีกสักระยะหนึ่งเถิด” เจียนจื่อเต้าไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เท่านั้น เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ขุนนางฝ่ายปกครองกว่าครึ่งก็พากันก้าวออกมาเช่นกัน
“ขอองค์รัชทายาทโปรดทบทวนอีกครั้ง”
ทันใดนั้นสีหน้าของจ้าวเหนียนก็แปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่อาจคาดเดา
สุดท้ายจ้าวเหนียนก็ก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “ก็ตามนี้แล้วกัน ท่านอัครเสนาบดิคิดรอบคอบกว่าข้า มาก ข้า รีบร้อนเกินไปจริงๆ” ทันทีที่เอ่ยคำนี้ออกมา จ้าวเหนียนก็ถอนหายใจ ในขณะเดียวกันความหม่นหมองในแววตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น และหากจะพูดถึงว่าผู้ใดที่ในใจปั่นป่วนที่สุด ก็คงต้องเป็นขุนนางผู้ถวายฎีกาก่อนหน้านี้ ยามนี้เขายืนอยู่กลางท้องพระโรงด้วยใบหน้าซีดขาว ในความเลือนรางนั้นเขาคล้ายมองเห็นจุดจบของตนเองแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น การเข้าเฝ้าช่วงเช้าก็สิ้นสุดลง หยางหลินและหลี่เต้าเดินออกมาด้วยกัน ทันใดนั้นหยางหลินก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าองค์รัชทายาทของพวกเราจะไม่ใช่คนที่อยู่นิ่งเฉยเสียแล้ว”
หลี่เต้าเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นจะมีสักกี่คนกันที่ไม่เปลี่ยนไป”
หยางหลินกล่าว “น่าเสียดาย เขายังคงร้อนใจเกินไป”
หลี่เต้าส่ายหน้า “นั่นไม่ใช่แค่ร้อนใจ แต่โง่เขลาเกินไปแล้วต่างหาก”
จากนั้นหยางหลินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “จริงสิ หากเมื่อครู่คนแซ่เจียนผู้นั้นไม่ออกมา เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร?” เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เขาพบว่าบนท้องฟ้ามีเมฆครึ้มปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ฟ้าเปลี่ยนแล้ว”
ฟ้าเปลี่ยนแล้ว? หยางหลินเงยหน้ามองฟ้า เขาพยักหน้าพลางกล่าว “อืม ฟ้าเปลี่ยนแล้วจริงๆ” เขาเองก็เข้าใจคำตอบของหลี่เต้าแล้ว
จวนอัครเสนาบดี ภายในลานเรือนแห่งหนึ่ง ในศาลาริมทะเลสาบ เจียนจื่อเต้ากำลังนั่งตกปลาอยู่บนเก้าอี้ไม้ หลังจากสูบน้ำออกครั้งก่อน พ่อบ้านก็ได้จัดการให้คนปล่อยน้ำเข้าทะเลสาบใหม่ ว่ากันว่ายังจัดหาลูกปลาชุดใหม่มาปล่อย โดยบอกว่าปลาในรอบนี้จะเชื่อง เชื่อฟัง นอนสอนง่ายอย่างมาก
ในตอนนั้นเองได้มีเงาร่างหนึ่งเดินมาตามเส้นทางเล็ก ๆ
“เจ้ามาแล้วหรอ” ยังไม่ทันที่เงาร่างนั้นจะเข้ามาใกล้ เจียนจื่อเต้าก็พลันเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมอง
“ท่านอัครเสนาบดี” จ้าวซุ่ยประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
“เหตุใดพระองค์ไม่ไปอยู่กับพี่ชายที่รัก แต่กลับมาหาข้าถึงที่นี่” เจียนจื่อเต้าจิบน้ำชาที่ชงไว้ข้างกายพลางเอ่ยเสียงเรียบ จ้าวซุ่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขาเหลือบมองถ้วยชาที่ว่างเปล่า ก่อนจะก้าวเข้าไปหยิบกาน้ำชาแล้วรินชาเพิ่มให้อย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียนจื่อเต้าก็เหลือบมองแต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว จ้าวซุ่ยจึงเอ่ยปาก “ท่านอัครเสนาบดี ข้ามาที่นี่เพื่อขออภัยแทนพี่ใหญ่”
“ขออภัยหรือ? ไม่ถูกต้องกระมัง มีที่ไหนกันให้องค์รัชทายาทมาขอโทษขุนนาง ยิ่งไปกว่านั้นองค์รัชทายาทมีความผิดอะไรที่ต้องขอโทษ องค์ชายรองคงไม่ได้มาล้วงความลับของข้ากระมัง” เจียนจื่อเต้าแสดงสีหน้าราวกับมีคนจะทำร้ายเขา
สิ่งนี้ทำให้จ้าวซุ่ยอ้าปากค้าง ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ทันใดนั้นเขาก็พบว่าแม้สีหน้าของเจียนจื่อเต้าจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ดวงตาทั้งคู่กลับใสสงบดังผืนน้ำในทะเลสาบที่ไร้คลื่น จากนั้นเขาก็รู้สึกตัวทันที จึงเอ่ยปากออกไปว่า “ท่านอัครเสนาบดี พี่ใหญ่ของข้าไม่เคารพท่าน ไม่ให้เกียรติต่าน นับเป็นความผิดร้ายแรง”
“เหตุใดองค์รัชทายาทต้องเคารพและให้เกียรติข้า”
“เพราะท่านเป็นผู้สร้างเขา หากไม่มีท่านแล้วเขาก็ไม่มีทางได้นั่งในตำแหน่งนั้น แต่กลับเป็นเช่นนี้เขายังคิดจะทอดทิ้งท่านอัครเสนาบดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น คันเบ็ดในมือของเจียนจื่อเต้าก็หยุดชะงัก เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “องค์ชายรองประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว” สีหน้าของจ้าวซุ่ยเพิ่งจะซีดเผือดลง ทันใดนั้นก็ได้ยินอีกประโยค “แต่องค์ชายรองใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทเป็นประจำ คำพูดนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว”
ในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของจ้าวซุ่ยก็กลับมามีสีสันอีกครั้ง เจียนจื่อเต้าเหลือบมองเบ็ดตกปลาที่ไม่มีปลาว่ายมาติดเป็นเวลานาน เขาส่ายหน้าก่อนจะโยนทิ้งไป แล้วหันมากล่าวว่า “องค์ชายรองมีความคิดเห็นอันใด ขอเชิญกล่าวมาตรง ๆ เถิด”
จ้าวซุ่ยสูดหายใจลึก ก่อนจะประสานม้าก้มศีรษะกล่าวว่า “ท่านอัครเสนาบดี ข้าต้องการสืบทอดตำแหน่งแทน”
เจียนจื่อเต้าเลิกคิ้วขึ้น “องค์ชายรอง ท่านรู้หรือไม่ว่าหากคำพูดเช่นนี้ถูกแพร่งพรายออกไป จะเกิดผลอันใดตามมา”
จ้าวซุ่ยพยักหน้าตอบว่า “ข้าเข้าใจดี แต่ข้าเชื่อใจท่าน” เจียนจื่อเต้ามองจ้าวซุ่ยด้วยความลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มบางว่า
“กระหม่อมก็เชื่อใจองค์ชายรองเช่นกัน”