ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 567 อีกหนึ่งเดือนต่อมา
หลังเลิกประชุมราชสำนัก ข่าวในท้องพระโรงก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนได้รู้ว่าฮ่องเต้ทรงพระประชวร ต่างก็แสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่องค์ชายใหญ่จ้าวเหนียนได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่เฉียบแหลมต่างคาดเดาได้ว่าอาการของฮ่องเต้คงไม่ดีเป็นแน่ มิเช่นนั้นแล้วคงไม่รีบร้อนยุติการชิงบัลลังก์ที่ควรจะน่าตื่นเต้นลงเช่นนี้
จวนอูอันกง หลังจากหลี่เต้ากลับถึงจวน สิ่งแรกที่เขาทำคือการสั่งให้กองทัพหมาป่าฟู่ตูที่ตั้งประจำการอยู่บอกนอกเมืองหลวงย้ายเข้ามาในเมืองหลวง ในสถานการณ์ปกติเรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครสามารถนำทหารเข้าเมืองได้ตามใจชอบ แต่ในตอนนี้หลี่เต้าได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ อย่าว่าแต่กองทัพหมาป่าฟู่ตูห้าร้อยนายเลย ต่อให้เป็นสามพันนายเขาก็สามารถจัดการให้เข้าเมืองได้ทั้งหมด
การนำกองทัพหมาป่าฟู่ตูเข้าเมืองครั้งนี้ มิใช่เพื่อคุ้มครองเขตพระราชฐานแต่อย่างใด หากแต่เพื่อเป็นการคุ้มครองจิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ในจวนอูอันกง เพราะภายในเมืองหลวงตอนนี้มีกระแสวุ่นวายปั่นป่วนอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากที่หลี่เต้าเพิ่งออกคำสั่งไปได้ไม่นาน ทหารกองทัพหมาป่าฟู่ตูที่รับหน้าที่เฝ้าประตูก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าหลี่เต้า
“ท่านใต้เท้า ท่านไท่ผิงกงและคุณหนูเถียมาขอเข้าพบขอรับ”
“เชิญพวกเขาเข้ามา”
ไม่นานนักที่ห้องโถงใหญ่ หลี่เต้านั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งประธาน ไท่ผิงกงนั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนเถียซานเหนียงนั่งอยู่ในตำแหน่งรองลงมาจากหลี่เต้า หลังจากที่ไฉ่อีรินน้ำชาเสร็จแล้วเดินจากไป เถียซานเหนียงก็เอ่ยปากถามทันที “พี่หลี่ ตอนนี้สถานการณ์ในวังเป็นเช่นไรบ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหลินก็หันมามองด้วยเช่นกัน
แม้ว่าเขาจะเข้าเฝ้าพร้อมกับหลี่เต้า แต่หลี่เต้าน่าจะรู้เรื่องมากกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินคำถาม หลี่เต้าก็ตอบตามตรง “ไม่มีอะไรมาก ก็แค้สิ่งที่พวกเจ้าทราบกันนั่นแหละ”
เนื่องจากไม่ได้พบกับฮ่องเต้โดยตรง เขาจึงไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริง หลี่เต้าเห็นเถียซานเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจึงเอ่ยปากถามว่า “ซานเหนียง เจ้ากำลังกังวลเรื่องการอภิเษกสมรสอยู่หรือ?”
“อืม”
เนื่องจากรู้ว่าหยางหลินเองก็เป็นพวกเดียวกัน เถียซานเหนียงจึงไม่ได้ปิดบังอะไร นางเอ่ยว่า “แต่ก่อนฝ่าบาทเคยตรัสไว้ว่า หลังจากกำหนดองค์รัชทายาทแล้วก็จะถึงเวลาที่ข้าต้องอภิเษกสมรสด้วย และบัดนี้องค์รัชทายาทก็ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ข้าจึงกังวลว่าทางราชสำนักจะส่งคนมาทันที”
หลี่เต้าส่ายหน้า “เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องกังวลไป”
“ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรือ?”
“อืม”
หลี่เต้าไม่ปิดบังอะไร เขาเล่าสถานการณ์ที่เขาได้วิเคราะห์กับหยางหลินให้ฟังทั้งหมด เถียซานเหนียงเป็นคนฉลาด จึงได้รับข้อมูลมากมายจากเรื่องที่ฟังอย่างรวดเร็ว
“พี่หลี่ ท่านหมายความว่าเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป ภายนอกดูเหมือนสงบ แต่ความจริงแล้วยังมีสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันอยู่” เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าจึงมองไปที่เถียซานเหนียงด้วยสายตาชื่นชม หยางหลินรู้สึกประหลาดใจ เขาอดที่จะเอ่ยชื่นชมไม่ได้
“สมแล้วที่เป็นสตรีผู้เลื่องชื่อแห่งตระกูลเถีย ตอนนั้นข้ากับเจ้าหนูหลี่ต้องใช้เวลานิเคราะห์ถึงสองวันกว่าจะได้ข้อสรุปนี้” เมื่อพูดจบเขาก็หันไปมองหลี่เต้าแล้วเอ่ยว่า “เจ้าช่างโชคดีนักที่มีสหายสตรีผู้รู้ใจเช่นนี้ ต่อไปภายภาคหน้าเจ้าก็คงไม่ต้องเดินทางอ้อมมากนัก”
พอได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ยอมรับคำกล่าวของหยางหลินอย่างเปิดเผย
ทว่าเถียซานเหนียงกลับทำตัวไม่ถูก ใบหนางามแดงระเรื่อในพริบตา นางรู้ดีว่าตระกูลหยางและตระกูลหลี่เป็นสหายเก่ากัน หยางหลินเองก็เป็นผู้อาวุโส การได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสทำให้นางทั้งอายทั้งดีใจ ไม่นานนักเมื่อเลิกเขินอายแล้ว เถียซานเหนียงก็เอ่ยถามว่า “เป็นจวนอัครเสนาบดีที่ลงมือกับฝ่าบาทใช่หรือไม่?”
หลี่เต้าพยักหน้า “น่าจะเป็นพวกเขา”
“ก่อนหน้านี้เรื่องที่ขุนนางทูลฎีกาในท้องพระโรง มีเพียงอัครเสนาบดีเท่านั้นที่มีความสามารถทำเช่นนี้ได้ ต้องเป็นการลงมือของเขาแน่”
“ส่วนทางฮ่องเต้นั้น…”
หลี่เต้าเหลือบมองไปทางหยางหลิน ทันใดนั้นหยางหลินก็เอ่ยว่า “ข้ารับราชการมาหลายปี คาดเดาได้ว่าเข้าใจฝ่าบาทพอสมควร”
“ทางฝ่าบาทอาจจะเกิดปัญหาจริง แต่พระองค์จะไม่มีทางนั่งรอความตายอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่”
“ดังนั้นทุกอย่างย่อมมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าฝ่าบาทหรืออัครเสนาบดี ใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน”
“แน่นอนว่าสิ่งที่ข้าสงสัยในตอนนี้คือ เหตุใดจู่ ๆ อัครเสนาบดีจึงทำเช่นนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
“ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
หลี่เต้ากล่าวว่า “คำถามนี้ต้องถามผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพราะบางเรื่องกว่าจะถึงที่สุดแล้ว คนนอกย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนฉลาดเช่นพวกเขา”
หยางหลินถามขึ้น “ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะรอดูเฉย ๆ อย่างนี้หรอ?”
หลี่เต้ายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “แน่นอนว่าแครอดูไปก่อนก็พอแล้ว”
หากพูดถึงในสถานการณ์ที่มีกำลังไม่เพียงพอ ผู้ที่อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจำเป็นต้องคาดเดาอย่างระมัดระวังและเลือกข้างเพื่อปกป้องตนเองให้ปลอดภัย แต่หากมีกำลังเพียงพอแล้วนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่คอยดูสถานการณ์เท่านั้นก็พอ แน่นอนว่าที่จริงแล้วก็สามารถเลือกที่จะลงมือโดยตรงได้ แต่เช่นนั้นมันจะมีตัวแปรมากเกินไป สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นจวนอัครเสนาบดีหรือทางฝั่งฮ่องเต้ เขาก็ไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความขัดแย้งกับเขา
เรื่องของจวนอัครเสนาบดีนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้ว่าเขาจะเข้าใจการกระทำของฮ่องเต้ในตอนนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะผ่านพ้นไปเสียทีเดียว กล่าวโดยรวมแล้วสถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกสนใจอย่างมาก ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดมารบกวนเขา หลี่เต้าก็จะเพียงแค้มองดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น ท่าทีของหลี่เต้าถูกหยางหลินและเถียซานเหนียงที่อยู่ด้านข้างสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน สำหรับเถียซานเหนียงนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย นางเชื่อใจหลี่เต้าอย่างสมบูรณ์
ส่วนหยางหลิน…
“ข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าแน่ใจจริงๆ หรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็ยิ้มบางพลางกล่าว “ถ้าเช่นนั้น ท่านผู้อาวุโสหยางอยากจะพนันกันหรือไม่?”
พนัน? เพียงประโยคเดียวก็ดึงเอาความทรงจำของหยางหลินย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่ที่ด่านเฟยเฟิงในตอนนั้นทันที
“พนันบ้าบออะไร คราวนี้ข้าจะตามเจ้าให้ถึงที่สุด” หยางหลินกล่าวพร้อมหัวเราะด่าออกมา ผู้คนต่างกล่าวว่าให้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เขาก็เคยผิดพลาดมาแล้วถึงสองครั้ง มีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง แล้วจะมีครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ได้อย่างไร เขาจะไม่มีวันพลาดพลั้งกับคนผู้เดียวถึงสามครั้ง หลี่เต้าค่อนข้างประหลาดใจกับคำตอบของหยางหลิน แต่ไม่นานก็เผยรอยยิ้มออกมา นี่เป็นเครื่องยืนยันความไว้วางใจและการยอมรับของผู้อาวุโสหยางที่มีต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเช่นนี้หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว ก็อาจจะไม่มีวันกลับตัวได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาหนึ่งเดือนก็ผ่านไป รัชทายาทจ้าวเหนียนจึงได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการมาครบหนึ่งเดือนแล้ว ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จากที่เริ่มต้นด้วยความไม่คุ้นเคยจนถึงตอนนี้ ภายใต้การอบรมของขุนนางผู้พิทักษ์แผ่นดินเจียนจื่อเต้า จ้าวเหนียนก็สามารถจัดการงานราชการได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แน่นอนว่าส่วนจะจัดการได้ดีหรือไม่นั้นไม่มีผู้ใดทราบ รู้เพียงแต่ว่าดูภายนอกแล้วก็ราวกับเป็นเช่นนั้น
วันหนึ่ง การประชุมยามเช้าในท้องพระโรง
“ผู้ใดมีเรื่องรายงานจงกล่าวออกมา ผู้ใดไม่มีเรื่องก็ถอยออกไป”
จ้าวฉงและจ้าวอี๋เป็นขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ พวกเขาย่อมไม่ค่อยมาติดตามจ้าวเหนียน ส่วนขันทีที่ร้องประกาศนั้นเป็นผู้ที่จ้าวเหนียนคัดเลือกมาใหม่เพื่อรับใช้ข้างกาย หลังจากเริ่มเข้าเฝ้าก็เป็นไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน ขุนนางต่างรายงานเรื่องราวขึ้นไป จ้าวเหนียนจัดการ เจียนจื่อเต้าคอยกำกับดูแล บางครั้งจ้าวเหนียนและเจียนจื่อเต้าก็มีความเห็นขัดแย้งกันในการจัดการ แต่ท้ายที่สุดมักจะเป็นไปตามการตัดสินของเจียนจื่อเต้าเสมอ ทันใดนั้นมีขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมา
“องค์รัชทายาท แผ่นดินไม่อาจขาดฮ่องเต้และฮองเฮาได้แม้เพียงวันเดียว”
“ในเมื่อพระองค์ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว ก็สมควรจะแต่งตั้งพระชายาได้แล้วพะยะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าของหลี่เต้าและเจียนจื่อเต้าก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน