ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 563 เรื่องราวในอดีตของต้าเฉียน
ในเวลาเพียงไม่กี่สิบลมหายใจ องครักษ์มังกรทองก็ได้ควบคุมทั้งท้องพระโรงเอาไว้ และด้านนอกพระที่นั่งไท่เหอก็ถูกองครักษ์มังกรเงินล้อมไว้อย่างแน่นหนา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ขุนนางส่วนใหญ่ในท้องพระโรงตั้งตัวไม่ทัน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่ยังปกติดีอยู่ แต่ผ่านไปไม่นานก็กลายเป็นสถานการณ์เช่นนี้แล้ว เมื่อเห็นองครักษ์มังกรทองที่แผ่กลิ่นอายสังหารออกมา ขุนนางขี้ขลาดหลายคนก็เริ่มตัวสั่นอย่างไม่อาจห้ามได้
แน่นอนว่าขุนนางเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นขุนนางฝ่ายปกครอง ส่วนขุนนางฝ่ายทหารนั้นต่างก็มีประสบการณ์ในสนามรบมาบ้าง จึงยังคงรักษาความสงบได้พอสมควร
ในท้องพระโรงแห่งนี้มีเพียงหลี่เต้าผู้นำขุนนางฝ่ายทหาร และอัครเสนาบดีเจียนจื่อเต๋าผู้นำขุนนางฝ่ายปกครองเท่านั้นที่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลี่เต้ามั่นใจในพละกำลังของตนว่าเขาสามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์ แต่ไม่รู้ว่าอัครเสนาบดีเจียนจื่อเต๋าอาศัยอะไรเป็นที่พึ่ง
“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นอะไรหรือไม่พะยะคะ” จ้าวจงพยุงฮ่องเต้พลางเอ่ยถาม
“แค่ก…”
ฮ่องเต้ไอแห้ง ๆ หนึ่งครั้ง พลังชะตาแผ่นดินที่ย้อนกลับมาในร่างทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก แต่สุดท้ายก็สามารถทนรับมันไว้ได้ แม้จะทนได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่ไม่น้อยเลย ถ้าเดิมทีเขายังสามารถแบกรับภาระเพื่อต้าเฉียนได้อีก แต่ตอนนี้ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักเดือนก็นับว่าอยู่ได้นานแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็เกาะบัลลังก์มังกรพลางจ้องไปยังเจียนจื่อเต๋าด้วยดวงตาที่ลึกล้ำ
เผชิญหน้ากับสายตาของฮ่องเต้ เจียนจื่อเต๋าก็ก้มหน้าลงเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ ในที่สุดฮ่องเต้ก็เป็นฝ่ายละสายตาไปก่อน เขามองไปยังขุนนางทั้งหลายที่ด้านล่าง ก่อนจะโบกมือพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ไม่มีอะไร พวกเจ้าถอยไปได้”
เมื่อฮ่องเต้ออกคำสั่งมาแล้ว องครักษ์มังกรเงินที่อยู่นอกท้องพระโรงก็ถอยออกไป ส่วนองครักษ์มังกรทองได้วางอาวุธลง ก่อนจะประสานมือคำนับฮ่องเต้แล้วหายตัวไปจากพระที่นั่งไท่เหอ
พูดว่าหายตัวไป แต่ที่จริงแล้วองครักษ์มังกรทองเหล่านี้เพียงแค่กลับไปซ่อนตัวอยู่ตามเดิม ในความรู้สึกของหลี่เต้าเป็นเช่นนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าองครักษ์มังกรทองนั้นเก่งกาจจริงๆ แม้แต่หลี่เต้าเองในตอนแรกที่ยังไม่รู้เรื่องก็ไม่อาจค้นพบว่าในพระที่นั่งไท่เหอซ่อนผู้คนไว้มากมายเพียงนี้
เมื่อองครักษ์มังกรทองและองครักษ์มังกรเงินถอนกำลังออกไป เหล่าขุนนางจึงผ่อนคลายลงได้ จากนั้นขุนนางหลายคนก็ต่างเข้ามาถามไถ่ทุกข์สุขของฮ่องเต้
“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเป็นอะไรหรือไม่พะยะคะ”
“ฝ่าบาท ให้กระหม่อมเชิญหมอหลวงมาตรวจดูพระองค์เถิดพะยะคะ”
“ฝ่าบาท พระองค์ต้องทรงดูแลพระวรกายด้วยพะยะคะ”
เพราะฮ่องเต้ทรงกระอักเลือด ทุกคนจึงรู้สึกว่าราชสำนักดูจะไม่มั่นคงเสียแล้ว แต่ก็ไม่อาจหาสาเหตุของปัญหาได้
ฮ่องเต้ส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “เราเพียงแค่มีอารมณ์แปรปรวนไปบ้าง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“วันนี้เรารู้สึกยินดีเรื่องที่พวกเจ้ารายงานมาทั้งหมด เราได้จดจำไว้แล้ว รอประชุมเสร็จสิ้นเราจะพิจารณารางวัลให้”
“ยังจะมีใครจะรายงานเรื่องใดอีกหรือไม่”
“หากมีจงรีบรายงานมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าขุนนางก็ต่างมองหน้ากันแต่ไม่มีผู้ใดก้าวออกมา ผู้ที่มีหูตาร่อมเห็นว่าร่างกายของฮ่องเต้มีปัญหา หากยามนี้ผู้ใดกล้าก้าวออกมาถ่วงเวลาก็เกรงว่าคงจะถูกกำจัดในพริบตา
“จ้าวจง”
ทันใดนั้นจ้าวจงก็พยักหน้ารับแล้วประกาศเสียงดัง “เลิกประชุม!”
หลังทุกคนออกจากพระที่นั่งไท่เหอแล้ว พวกเขาก็ยังไม่รีบจากไป เหล่าขุนนางกว่าครึ่งต่างห้อมล้อมเจียนจื่อเต๋าทั้งซ้ายและขวา เมื่อราชสำนักมีปัญหา เจียนจื่อเต๋าก็กลายเป็นศูนย์กลางของทุกคน เจียนจื่อเต๋าเอ่ยปลอบเสียงเบา “พอเถิด ฝ่าบาทตรัสว่าไม่มีปัญหาก็คือไม่มีปัญหา ทุกท่านจงกลับไปอย่างวางใจเถิด”
อีกด้านหนึ่ง รอบกายหลี่เต้าเองก็มีขุนนางกลุ่มหนึ่งกำลังห้อมล้อมอยู่เช่นกัน เมื่อเทียบกับเจียนจื่อเต๋าที่คิดถึงแต่ตัวเอง หลี่เต้าและคนอื่น ๆ ต่างกำลังรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ
“พระวรกายฝ่าบาทดูไม่สู้ดีอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่”
“ฝ่าบาทยังทรงอยู่ในวัยฉกรรจ์ น่าจะไม่มีปัญหาอะไรกระมัง ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยได้ยินว่าฝ่าบาทมีโรคประจำตัว”
“หวังว่าคงไม่เกิดเรื่องใหญ่อะไร มิเช่นนั้นต่อไปอาจเกิดเรื่องใหญ่จริงๆ”
ท่ามกลางการถกเถียงของทุกคน หลี่เต้าไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร คนเหล่านี้ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในพระที่นั่งไท่เหอ แต่เขาได้เห็นทุกอย่างชัดเจน แม้จะไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริง แต่เขาก็พอจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงวันนี้เข้าด้วยกันได้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็มองไปยังเจียนจื่อเต๋าที่กำลังถูกขุนนางคนอื่น ๆ ห้อมล้อมอยู่อีกด้านหนึ่ง ในตอนนั้นเองเจียนจื่อเต๋าดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันมามองหลี่เต้าแวบหนึ่ง แต่แล้วก็รีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วพาขุนนางทั้งหลายจากไป
หยางหลินมองดูหลี่เต้าที่ยืนนิ่งเงียบ ก่อนจะพูดกับคนที่เหลือว่า “เอาละ พวกเรากลับไปรอดูเหตุการณ์กันเถิด อยู่ที่นี่นานเกินไปเดี๋ยวอาจจะถูกไล่ออกมาได้”
ไม่นานหลังจากนั้น บรรดาลขุนนางจึงต่างแยกย้ายสลายตัวกันไปจากหน้าวังหลวง สุดท้ายก็เหลือเพียงหยางหลินที่ยังอยู่ข้างหลี่เต้า
“เจ้าหนูหลี่เต้า เจ้ารู้อะไรบางอย่างใช่หรือไม่?” หลังทุกคนจากไป หยางหลินก็ได้เอ่ยถามขึ้น
หลี่เต้าหันไปมองหยางหลินแวบหนึ่ง ก่อนเขาจะพยักหน้าและเล่าเรื่องที่เขาได้พบเห็นก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง ในฐานะที่หยางหลินผ่านประสบการณ์รับใช้มาสามรัชสมัย จึงย่อมรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าเขาอย่างแน่นอน
หลังจากฟังคำพูดของหลี่เต้าจบ หยางหลินก็ขมวดคิ้วจมอยู่ในภวังค์ความคิดชั่วขณะ
“ตามที่เจ้าว่า การที่มังกรทองแห่งชะตาเติบใหญ่ขึ้นก็ควรจะเป็นเรื่องดีต่อต้าเฉียน แล้วเหตุใดจึงส่งผลกระทบต่อฝ่าบาทได้”
ทันใดนั้น สีหน้าของหยางหลินก็พลันเปลี่ยนไปราวกับนึกอะไรบางอย่างออก จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ไม่ถูกต้อง ข้าเคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน”
“นึกออกแล้ว!” ทันใดนั้นหยางหลินพลันเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ครั้งหนึ่งตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้น”
“ในตอนนั้นกองทัพอวิ๋นโจวแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งถึงขนาดที่หลังจากปราบชนเผ่าเป่ยหมานแล้ว อดีตฮ่องเต้ยังทรงนำทัพบุกเข้าไปในชนเผ่าเป่ยหมานจนแทบจะกวาดล้างไปทั้งหมด”
“แต่ในตอนที่กองทัพของต้าเฉียนเกือบจะยึดราชสำนักของชนเผ่าเป่ยหมานได้แล้ว จู่ ๆ อดีตฮ่องเต้กลับมีรับสั่งให้หยุด”
“ตอนนั้นข้ายังเยาว์วัยมาก ติดตามบิดาของข้าอยู่”
“ข้าจำได้แต่เพียงว่าบิดาของข้าเคยกล่าวไว้ว่า ตอนที่อดีตฮ่องเต้กำลังจะถล่มชนเผ่าเป่ยหมาน จู่ ๆ โรคเก่าก็เกิดกำเริบขึ้นจึงจำต้องถอนทัพกลับ”
“ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากถอนทัพกลับแล้ว ก็ยังทรงคืนดินแดนส่วนใหญ่ที่ยึดมาได้ให้แก่ราชสำนักชนเผ่าเป่ยหมาน สุดท้ายนำกลับมาเพียงของที่ริบได้จากสงครามเท่านั้น”
“ในตอนนั้นทุกคนต่างสงสัยว่าเหตุใดอดีตฮ่องเต้จึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น แต่พระองค์ก็มิได้ทรงอธิบายแต่อย่างใด”
“รู้เพียงว่าหลังจากเสด็จกลับมาได้สองปี อดีตฮ่องเต้ก็ทรงล้มประชวรด้วยโรคเก่าและสวรรคตไป จากนั้นฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ขึ้นครองราชย์”
หยางหลินเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนสงสัย
“อันที่จริงแล้วตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ไม่เคยมีใครได้ยินว่าพระองค์มีโรคประจำตัวมาก่อน และตอนที่สวรรคตก็ยังทรงอยู่ในวัยฉกรรจ์”
“สถานการณ์คล้ายคลึงกับตอนนี้อย่างมาก”
หลังจากฟังหยางหลินเล่าจบ หลี่เต้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชะตาแผ่นดิน…”
ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่งหลังเลิกประชุมช่วงเช้าแล้ว จ้าวจงก็พยุงฮ่องเต้เดินตามหลังไปยังห้องทรงพระอักษร ระหว่างทางฮ่องเต้ดูเหมือนจะทนไม่ไหว สายตาพร่ามัวก่อนจะล้มพับลงไป
“ฝ่าบาท!”
จ้าวจงพลันรู้สึกใจหายวาบ ทว่าเขากลับสามารถรักษาความสงบได้มากกว่า หลังจากตรวจดูฮ่องเต้แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะพาฝ่าบาทไปพักที่ห้องทรงพระอักษร เจ้าไปแจ้งสำนักโหรหลวงให้เชิญท่านนักพรตมา”