ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 560 พบอัครเสนาบดี
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ถึงเวลาที่ต้องกล่าวลาบุตรสาวอีกครั้ง
แม้ว่าด้วยตำแหน่งของหลี่เต้าในปัจจุบันนี้ เขาจะสามารถเข้าออกเขตพระราชฐานและวังหลวงได้อย่างอิสระ แต่ก็จำกัดเฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น เมื่อถึงยามค่ำคืนแม้แต่เขาเองก็ไม่ควรอยู่นานเกินไป
“องค์หญิง ข้าจะมาเยี่ยมในอีกไม่กี่วัน”
หลังจากส่งเสี่ยวอวี่เอ๋อร์คืนให้กับองค์หญิงหมิงเยว่แล้ว หลี่เต้าก็กล่าวเบา ๆ อีกไม่กี่วันยังจะมาอีก? เมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ได้ยินคำพูดนี้นางกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังท้าทายนางเสียมากกว่า พอเห็นหลี่เต้ากำลังจะหมุนตัวจากไป ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็เอ่ยขัดขึ้น “อูอันกง รอก่อน”
หลี่เต้าหมุนตัวกลับมา “องค์หญิงมีธุระอันใดหรือ?”
องค์หญิงหมิงเยว่เงยหน้าขึ้นกล่าว “ช่วงนี้อูอันกงอย่าเพิ่งมาเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“กระหม่อมทำให้ขุ่นเคืองพระทัยหรือพะยะค่ะ?”
“ไม่ใช่”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันกล่าวออกมาตามตรงว่า “ที่นี่ไม่มีคนนอก เจ้าก็รู้ดีว่าข้ามีวรยุทธ์”
“ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า ช่วงนี้การฝึกวรยุทธ์ของข้ามีการทะลวงขั้น จำเป็นต้องปิดด่านบำเพ็ญ ดังนั้นเสี่ยวอวี่เอ๋อร์จึงย่อมไม่สามารถพบเจ้าได้”
หลี่เต้ากล่าวว่า “พระองค์จะปิดด่านบำเพ็ญ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์”
เมื่อได้ยินคำถามองค์หญิงหมิงเยว่จึงตอบว่า “นางเป็นบุตรของข้า ข้าต้องรับผิดชอบนาง”
หลี่เต้าอยากจะบอกออกไปโดยไม่รู้ตัวว่าเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็เป็นลูกสาวของเขาเช่นกัน แต่เมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ตัดสินใจอดทนเอาไว้ก่อน หากเปิดเผยตัวตนออกไปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร อย่างไรเสียเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็อยู่กับมารดาของนาง เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร
“เอาละ รอให้พระองค์ทะลวงขั้นเสียก่อน แล้วกระหม่อมค่อยมาพบเสี่ยวอวี่เอ๋อร์”
“ได้”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจขององค์หญิงหมิงเยว่กลับไม่เห็นด้วยเลยสักนิด จะให้เขามาเจอกับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อีกงั้นหรือ ฝันไปเถอะ องค์หญิงหมิงเยว่คิดไว้แล้วว่าหลังจากทะลวงขั้นเสร็จ นางจะไปหาฮ่องเต้ ผู้ว่าการดินแดนทางใต้ผู้สูงศักดิ์จะมามัวอยู่แต่ในเมืองหลวงได้อย่างไรกัน หรือไม่ก็ให้ซานเหนียงเร่งมือสักหน่อย
ชอบเด็กนักไม่ใช่หรือ หากมีความสามารถก็ไปมีลูกเองเถิด หลังจากออกจากตำหนักขององค์หญิงหมิงเยว่ หลี่เต้าก็กำลังเดินอย่างสบายอารมณ์อยู่บนระเบียงทางเดินยาวที่เชื่อมจากวังหลวงสู่ด้านนอก ในตอนนั้นเองได้มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นทางด้านหลังของเขา
“ท่านอูอันกง ท่านอูอันกง”
“โปรดหยุดก่อน”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หลี่เต้าก็หยุดฝีเท้าและหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นเพียงชายในชุดขันทีผู้หนึ่งกำลังวิ่งรนรานมาทางเขา เมื่อเห็นหลี่เต้าหยุดเท้าแล้ว ขันทีก็รีบวิ่งเข้ามาหาในทันที
“ท่านอูอันกง ในที่สุดก็พบท่านเสียที”
“ท่านคือ… ขันทีจ้าวอี๋?”
เมื่อมองเห็นใบหน้าของขันทีได้ชัดเจนแล้ว หลี่เต้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด ในวังหลวงเขารู้จักขันทีเพียงสองคน คนหนึ่งคือจ้าวฉงผู้ติดตามฮ่องเต้ อีกคนก็คือจ้าวอี๋ที่อยู่ตรงหน้านี้ เขายังจำได้ว่าครั้งแรกที่พบกับจ้าวอี๋คือตอนรับพระราชโองการที่ด่านเฟยเฟิง ส่วนครั้งสุดท้ายที่พบกันคือการเข้าเฝ้าประชุมเช้าเมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้า จ้าวอี๋ก็หัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ไม่คิดว่าท่านอูอันกงจะยังจำข้าได้”
“ความจำระดับนี้ข้ายังพอมีอยู่” จากนั้นหลี่เต้าก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านขันทีเรียกข้าไว้มีเรื่องใดหรือ?”
ทันใดนั้นจ้าวอี๋ก็พลันตบมือ “ดูข้าสิ เกือบลิมพูดเรื่องสำคัญไปแล้ว”
จากนั้นจ้าวอี๋ก็ทำสีหน้าจริงจังกล่าวว่า “อูอันกง จงรับพระบัญชา”
“พะยะค่ะ”
“ด้วยพระบัญชา ขอสั่งให้อูอันกงเข้าเฝ้าในท้องพระโรงขณะประชุมเช้าวันพรุ่งนี้”
“น้อมรับพระบัญชา”
เมื่อรับพระบัญชาเสร็จแล้ว หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้นถาม “แค่เข้าเฝ้าตอนเช้าเท่านั้นหรือ?”
เนื่องจากตำแหน่งขุนนางของเขาไม่ได้อยู่ในเขตเมืองหลวง โดยปกติแล้วเขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้าตอนเช้า ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาจึงเลยอยู่บ้านว่าง ๆ หลังจากจ้าวอี๋ประกาศพระบัญชาจบ เขาก็เอ่ยว่า “ท่านคืออูอันกงอาจจะไม่ทราบ แต่ช่วงนี้ในราชสำนักเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น”
“เรื่องอันใดหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้รายละเอียดเช่นกัน แต่คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”
หลังจากนั้นหลี่เต้ากับจ้าวอี๋ก็พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนจะแยกย้ายกันไป
รุ่งเช้าวันถัดมา หลังจากจิ่วเอ๋อร์มาปรนนิบัติ หลี่เต้าก็สวมใส่เสื้อคลุมพญางูสี่เล็บสีดำ ผมเกล้าประดับด้วยกวาน มีสีหน้าสง่าผ่าเผยยิ่ง ก่อนเขาจะออกเดินทางด้วยรถม้ามุ่งตรงไปยังจุดหมาย เมื่อมาถึงทางเข้าพระราชวังก็มีขุนนางน้อยใหญ่จำนวนไม่น้อยมารวมตัวกันแล้ว พอหลี่เต้าก้าวลงจากรถม้า สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เขาในทันที
“ไม่นึกว่าคนที่ไม่ค่อยมาอย่างเจ้าจะมาด้วย”
หลี่เต้าเพิ่งจะเหยียบพื้น หยางหลินก็โผล่ออกมาจากที่ไหนไม่รู้
“ท่านผู้อาวุโสหยาง” หลี่เต้าเอ่ยทักทาย หยางหลินหัวเราะร่าพลางตบไหล่หลี่เต้าแล้วกล่าวว่า
“ไม่ต้องมากพิธีไป พวกเราเป็นคนกันเอง”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่กิริยาท่าทางของผู้อาวุโสนั้นยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง ในที่สุดก็มีผู้สืบทอดที่มีความสามารถเช่นนี้ เขาจะต้องแสดงท่าทีให้สมกับฐานะเสียหน่อย ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบ จึงทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างหันไป
เมื่อเห็นรถม้าคันนั้นได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเหล่าขุนนางที่อยู่ในที่นั้นก็พลันเปลี่ยนไปทันที ต่อจากนั้นบรรดาขุนนางที่เดิมทีกำลังพูดคุยกันอยู่ก็ต่างหุบปากลง พากันยืนตัวตรงมองไปยังรถม้าคันนั้น หยางหลินเองก็เก็บรอยยิ้มเช่นกัน เขามองรถม้าคันนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขุนนางที่เหลือก็แสดงท่าทีแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างดูเกรงกลัวผู้ที่อยู่บนรถม้าคันนั้น ทันใดนั้นหลี่เต้าก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านผู้อาวุโสหยาง เขาคือ…”
ทว่าก่อนที่หลี่เต้าจะพูดจบ รถม้าคันนั้นก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว สารถีกระโดดลงจากรถม้าแล้วค่อย ๆ เปิดม่านรถม้าขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากในนั้น คนผู้นั้นมีรูปลักษณ์สง่างาม ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาดูมีประกายแต่ก็ไร้ประกายในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้คนมองไม่ออก ในตอนนั้นเองเหล่าขุนนางฝ่ายปกครองก็ต่างพากันคำนับและเอ่ยทักทาย “ท่านอัครเสนาบดี!”
อัครเสนาบดี?
เมื่อได้ยินสองคำนี้ หลี่เต้าก็พินิจมองไปอย่างละเอียด หากจะถามว่าในยามนี้ผู้ใดในเมืองหลวงที่ทำให้เขาต้องคิดคำนึงถึงมากที่สุด ก็คงไม่มีผู้ใดเกินอัครเสนาบดีไปได้ จวบจนบัดนี้เขายังจดจำเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนได้ ตอนที่เขาเดินทางมายังเมืองหลวงหลังกลับจากค่ายนักโทษประหาร จวนอันหยวนป๋อได้ถูกพ่อบ้านแห่งจวนอัครเสนาบดีบุกเข้าทำลายข้าวของ ทว่าหลังจากที่หลี่เต้าได้มองสำรวจอัครเสนาบดีหรือก็คือเจียนจื่อเต้าอย่างละเอียดแล้ว
เขากลับพบว่าไม่สามารถมองอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะธรรมดาเกินไปหรือตั้งใจซ่อนบางสิ่งบางอย่างเอาไว้กันแน่ แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแค่คนธรรมดา เพราะนี่คืออัครมหาเสนาบดีในแผ่นดินต้าเฉียน ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเพียงคนเดียวและอยู่เหนือผู้คนนับหมื่นนับแสน จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร ดังนั้นจึงเหลือแค่เพียงความเป็นไปได้ข้อที่สอง
“น่าสนใจ”
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หลี่เต้าก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด กลับรู้สึกว่าน่าสนใจมาก หากว่าอัครเสนาบดีเป็นเพียงคนธรรมดา สำหรับเขาแล้วคงไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ในฐานะศัตรูคนเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ อย่างไรเสียเขาก็ต้องจัดการอย่างจริงจังสักหน่อย อันที่จริงแล้วตอนแรกฮ่องเต้ก็นับเป็นหนึ่งในนั้น แต่สุดท้ายหลี่เต้าก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป เพราะเขาได้พบกับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์และเข้าใจฮ่องเต้แล้ว
ภายใต้การต้อนรับของเหล่าขุนนาง พอเจียนจื่อเต้าก้าวลงมาจากรถม้าแล้ว เหล่าขุนนางทั้งหลายก็รีบเข้าไปห้อมล้อมในทันที ในตอนนั้นเองเจียนจื่อเต้าพลันรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงเหลียวมองมา สายตาของหลี่เต้าสบเข้ากับสายตานั้นของเจียนจื่อเต้า หลังจากมองเห็นหยางหลินที่อยู่ข้างกายหลี่เต้าชัดเจน เจียนจื่อเต้าก็จำหลี่เต้าได้
“อูอันกงงั้นหรือ?”
เจียนจื่อเต้าพยักหน้าให้หลี่เต้า จากนั้นเขาก็เริ่มทักทายขุนนางที่อยู่รอบข้างด้วยรอยยิ้ม