ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 561 ข่าวใหม่! แคว้นหมู่เกาะยอมจำนน!
- Home
- ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 561 ข่าวใหม่! แคว้นหมู่เกาะยอมจำนน!
“เจ้าหนุ่ม ข่มใจไว้…”
ทันใดนั้นหยางหลินก็พลันตบบ่าของหลี่เต้าเบา ๆ พลางกล่าวเสียงต่ำ หลี่เต้าก้มมองมือที่กำแน่นของหยางหลินและแววตาเย็นเยียบของท่านผู้อาวุโสผู้นี้ ก่อนจะตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ
“ท่านต่างหากที่ควรข่มใจไว้ก่อน”
เมื่อหยางหลินหันไปเห็นหลี่เต้ามีสีหน้าเรียบเฉย เขาก็หน้าแดงเล็กน้อยแล้วอธิบายว่า “ตอนนั้นหลังจากที่จัดการจวนอันหยวนป้อเสร็จ ก็เพราะข้าเป็นต้นเหตุ ตาเฒ่านั่นได้เล่นงานขุนนางที่สนิทกับข้าไปหลายคน”
ไม่นานหลังจากนั้น ประตูพระราชวังก็เปิดออก เจียนจื่อเต้าเดินอยู่หน้าสุดของแถวขุนนางฝ่ายปกครอง ท่ามกลางคำประจบประแจงจากบรรดาขุนนาง ยังมีขุนนางฝ่ายทหารบางส่วนเดินตามหลังไปด้วยท่าทีนอบน้อม ส่วนขุนนางที่เหลืออีกจำนวนหนึ่งก็รวมตัวอยู่ข้างหลี่เต้าโดยไม่รู้ตัว อูอันกงขั้นหนึ่งควบตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ หากพูดถึงฐานะและตำแหน่งแล้ว ในบรรดาขุนนางฝ่ายทหารที่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกว่าหลี่เต้า
ถ้าจะเอาคนมาเปรียบเทียบกับหลี่เต้า ก็คงมีเพียงองค์ชายที่เหลืออยู่เท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอ แต่ถึงแม้จะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน แต่หลี่เต้าก็เป็นขุนนางฝ่ายทหารที่มีอำนาจและกำลังอย่างแท้จริง หากต้องปะทะกัน หลี่เต้ายังคงแข็งแกร่งกว่า ในอีกแง่หนึ่ง ด้วยความโปรดปรานของฮ่องเต้แล้ว สถานะและตำแหน่งของหลี่เต้าในปัจจุบันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอัครเสนาบดีเลย เพียงแต่ด้วยวัยที่น้อยกว่าจึงขาดความน่าเกรงขามไปบ้างเท่านั้น เวลาผ่านไปครึ่งกานธูป
ณ พระที่นั่งไท่เหอ เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารต่างยืนเรียงแถวเป็นสองแนว ขุนนางฝ่ายทหารนำโดยหลี่เต้า ส่วนขุนนางฝ่ายปกครองนำโดยอัครเสนาบดี
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ทันใดนั้นพร้อมกับเสียงประกาศของจ้าวฉง ร่างของฮ่องเต้ก็ก้าวขึ้นบันไดมาจากด้านข้าง
เมื่อฮ่องเต้ปรากฏกาย หลี่เต้าก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อมองไป นอกจากจ้าวฉงแล้ว ข้างกายของฮ่องเต้ยังมีจ้าวอี๋ที่เขาเคยพบก่อนหน้านี้ติดตามมาด้วย ด้วยการประคองของจ้าวอี๋ ฮ่องเต้ก็ค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งบนบัลลังก์มังกร สิ่งที่ทำให้หลี่เต้ารู้สึกแปลกใจคือ แม้สีหน้าของฮ่องเต้จะดูเปล่งปลั่งไม่เหมือนคนป่วย แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าแปลกประหลาด หรือว่าเมื่อคืนจะมีกิจกรรมในห้องบรรทมมากเกินไป?
หลังจากฮ่องเต้ประทับลงบนบัลลังก์มังกรแล้ว พระองค์ก็กวาดสายตามองเหล่าขุนนางทั้งหลาย ฮ่องเต้มองมาที่หลี่เต้าครู่หนึ่งก่อนจะไปหยุดสายตาอยู่ที่อัครเสนาบดีเจียนจื่อเต้า
จากนั้นพระองค์ก็เอ่ยขึ้นว่า “เจียนจื่อเต้า ช่างเป็นแขกหายากของท้องพระโรง ยากที่จะมาเข้าเฝ้าสักครั้ง”
“ขอฝ่าบาทโปรดอภัย” เจียนจื่อเต้าประสานมือพลางกล่าวเสียงเบา “กระหม่อมล้มป่วยมาระยะหนึ่ง เพิ่งจะหายดี นับจากวันนี้กระหม่อมจะเข้าเฝ้าทุกวัน คอยติดตามรับใช้ฝ่าบาท”
“ไม่ฝืนเกินไปหรือ?”
“มิได้ฝืนพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้ารับ จากนั้นก็มองไปยังเหล่าขุนนางแล้วถามว่า “หากเราจำไม่ผิด เมื่อไม่กี่วันก่อนมีผู้ร่วมกันยืนฎีกาว่า ในการเข้าเฝ้าเช้าเช่นนี้จะมีเรื่องดี ๆ แจ้งให้เราทราบ ลองว่ามาสิ”
ราชสำนักต้าเฉียนมีการเข้าเฝ้าตอนเช้าทุกสามวัน โดยปกติแล้วทุกคนจะทำงานอยู่ที่บ้าน เมื่อฮ่องเต้กล่าวจบ ทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบ ทันใดนั้นขุนนางสิบกว่านายก็ก้าวออกจากแถวมาพร้อมกัน
“ฝ่าบาท พวกกระหม่อมมีเรื่องจะทูลพะยะค่ะ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ฮ่องเต้และผู้ที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับตกตะลึง ฮ่องเต้พลันเผยสีหน้าสนใจขึ้นมา “พวกเจ้าหลายคนล้วนมีเรื่องจะรายงานงั้นหรือ? งั้นลองว่ามาดู”
จากนั้นฮ่องเต้ก็ชี้ไปที่ขุนนางคนหนึ่ง “เริ่มจากเจ้าก่อนแล้วกัน”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
ดังนั้นขุนนางที่ถูกชี้จึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“ฝ่าบาท เมื่อสามวันก่อน ขุนนางใต้บังคับบัญชาของกระหม่อมได้รายงานด่วนมาว่า ที่เฟิ่งโจวมีพื้นที่ทดลองแห่งหนึ่ง สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากกว่าปกติถึงสามเท่า หลังจากลองตรวจสอบดูแล้ว ข้าวนี้สามารถแพร่หลายไปได้ทั่วทั้งแผ่นดิน ภายในเวลาไม่เกินห้าปี แคว้นต้าเฉียนของเราจะไม่มีผู้ใดอดตายอีกพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนในท้องพระโรงก็ต่างพากันฮือฮา
ตั้งแต่โบราณกาลมา ประชาชนถือว่าอาหารสำคัญดังสวรรค์ ธัญพืชคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในยุคโบราณ ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ เพราะเรื่องอาหารจึงไม่รู้ว่าก่อให้เกิดยุคสมัยแห่งความวุ่นวายมาแล้วกี่ครั้ง แต่ในยามนี้กลับมีข้าวชนิดหนึ่งที่ให้ผลผลิตมากกว่าปัจจุบันถึงสามเท่า ภายในห้าปีก็สามารถแพร่หลายเลี้ยงดูผู้คนทั่วหล้าได้ สำหรับราชวงศ์ต้าเฉียนแล้ว นี่ยับเป็นเรื่องดีอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ฮ่องเต้ก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา พระองค์ถึงกับลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรแล้วพูดว่า “มีของจริงให้เราดูหรือไม่”
หากเป็นแค่แว่วจาเลื่อนลอย ฮ่องเต้ก็ยังไม่กล้าเชื่อนัก ขุนนางผู้นั้นดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้วจึงทูลว่า
“กระหม่อมได้นำต้นข้าวมาด้วยพะยะค่ะ หากฝ่าบาทต้องการทอดพระเนตรก็สามารถชมได้ทันที”
“รีบนำมาให้เราดูเร็วเข้า”
ในไม่ช้าองครักษ์ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาจากด้านนอก ในมือของเขามีถาดใบหนึ่ง บนถาดมีต้นข้าวสองต้นวางอยู่ ต้นหนึ่งเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ อีกต้นเป็นข้าวพันธุ์เก่า ด้วยต้องการให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
พอต้นข้าวถูกนำมาถวายเบื้องหน้าฮ่องเต้และผ่านการตรวจสอบโดยจ้าวฉงแล้ว ฮ่องเต้ก็รีบหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง เห็นได้ว่าส่วนบนของรวงข้าวเต็มไปด้วยเมล็ดอวบอ้วน เพราะความหนักจึงทำให้ปลายรวงโน้มต่ำกว่าข้าวทั่วไป หลังจากชั่งน้ำหนักต้นข้าวแล้ว ฮ่องเต้ก็มองดูต้นข้าวอีกต้น ความแตกต่างระหว่างทั้งสองต้นเห็นชัดได้ด้วยตาเปล่า
“สวรรค์ช่างเมตตาต่อแคว้นต้าเฉียนของเรายิ่งนัก” เมื่อฮ่องเต้เปรียบเทียบเสร็จแล้วก็อดเอ่ยเสียงดังไม่ได้ จากนั้นเขาก็มองไปยังขุนนางที่กำลังถวายฎีกาแล้วกล่าวว่า “จงประกาศพระบัญชาของเราลงไป ให้เพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่เหล่านี้ให้ดี หากทำได้ดีเราจะพระราชทานให้รางวัลอย่างงาม”
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ”
ยามคนได้พบเรื่องน่ายินดี จิตใจก็จะแจ่มใส เมื่อได้รับรู้เรื่องนี้แล้ว ฮ่องเต้ก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที ต่อจากนั้นเขาก็มองไปยังขุนนางที่เหลือที่จะถวายฎีกา ยามนี้ฮ่องเต้ทรงมีท่าทีว่าแม้จะมีเรื่องไม่ดีบ้างก็ยอมรับได้ เพราะฎีกาเรื่องแรกที่ถูกนำมาถวายนั้นสามารถนำผลประโยชน์มาสู่แคว้นต้าเฉียนได้มากมาย อาจกล่าวได้ว่าเทียบเท่ากับการได้ดินแดนใหม่เลยทีเดียว ฮ่องเต้มองไปยังขุนนางที่เหลือแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้ามีเรื่องอะไรจะรายงานก็รีบวามาเถิด”
จากนั้นก็มีขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมา
“ฝ่าบาทยังทรงจำหมู่เกาะที่อยู่นอกมณฑลจี๋โจวได้หรือไม่พะยะค่ะ”
อ๋อ! หมู่เกาะ! ทันใดนั้นสีหน้าของฮ่องเต้ก็พลันดูไม่สู้ดีนัก จี๋โจวเป็นหนึ่งในหกมณฑลของต้าเฉียนที่ไม่ใช่ตงโจว เนื่องด้วยภูมิประเทศของจี๋โจวมีลักษณะคล้ายกับปีกคู่ที่ประกับกัน จึงถูกเรียกว่าจี๋โจว จี๋โจวมีความแตกต่างจากมณฑลอื่น ๆ ของต้าเฉียนอยู่อย่างหนึ่ง มันตั้งอยู่ในเขตชายฝั่งทะเล นอกจากจะมีพื้นที่บนบกกว้างใหญ่แล้ว ยังมีอาณาเขตทางทะเลอันกว้างไกลอีกด้วย อันที่จริงแล้วหากพิจารณาตามสภาพภูมิประเทศ จี๋โจวควรจะเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับสองรองจากตงโจว ท้ายที่สุดแล้วอวิ๋นโจวที่มีพรมแดนติดกับเป่ยหมานก็เกิดสงครามอยู่บ่อยครั้ง ดินแดนทางใต้ก่อนหน้านี้ก็เคยมีสำนักต่าง ๆ จากเขาหมื่นลี้อยู่มากมาย ยิ่งทำให้สภาพย่ำแย่ ถังโจวนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพียงแค่สำนักปราบสวรรค์ก็ทำให้ที่นั่นเสื่อมโทรมลงอย่างหนัก ส่วนเฟิ่งโจวเป็นมณฑลเกษตรกรรมและเป็นฐานเสบียงของต้าเฉียน จึงมีข้อจำกัดบางประการอยู่ มีเพียงจี๋โจวเท่านั้นที่มีพื้นที่ทางทะเลอุดมไปด้วยเกลือบริสุทธิ์และแร่ธาตุจากทะเล สามารถค้าขายกับต่างแดนได้ รวมถึงมีข้อได้เปรียบอื่น ๆ อีกมากมาย แต่จี๋โจวที่ควรจะเติบโตรุ่งเรือง กลับมีข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือแคว้นหมู่เกาะ หากจะพูดให้ถูกต้อง มันคือกลุ่มโจรสลัดที่รวมตัวกันเป็นอำนาจหนึ่งมากกว่า นับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเฉียนได้ก่อตั้งขึ้น แคว้นหมู่เกาะนี้ก็คอยรบกวนจี๋โจวไม่เคยหยุดหย่อน ด้วยเหตุนี้จี๋โจวจึงมีความวุ่นวายไม่ต่างจากอวิ๋นโจว หากจะพูดกันแล้ว จี๋โจวยังน่าสงสารยิ่งกว่าอวิ๋นโจวเสียอีก ผู้คนบนแคว้นหมู่เกาะนั้นเติบโตมาในทะเลตั้งแต่เด็ก ย่อมมีประสบการณ์การรบในทะเลอย่างโชกโชน
เมื่อชนเผ่าเป่ยหมานบุกโจมตี ราชวงศ์ต้าเฉียนก็ยังสามารถใช้กำลังทหารปราบปรามได้ แต่กับแคว้นหมู่เกาะนั้นกลับทำไม่ได้ แม้จะมีกำลังพลเท่ากันแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ และถึงแมจะใช้อำนาจของแคว้นกดดัน พวกเขาก็หนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้จับได้เลย เรื่องที่เกี่ยวกับแคว้นหมู่เกาะจึงไม่เคยมีเรื่องดี ๆ เลย