ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 557 การเคลื่อนไหวของจวนอัครเสนาบดี
ราชวงศ์ต้าเฉียนมีองค์ชายทั้งหมดห้าพระองค์ หลังจากที่การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาททวีความรุนแรงขึ้น ผู้คนมากมายก็ต่างจับตามองไปที่องค์ชายทั้งห้า เรื่องที่จ้าวเชียวมีปัญหาจึงได้แพร่สะพัดออกจากวังอย่างรวดเร็ว ภายนอกดูเหมือนว่าเมืองหลวงจะยังคงสงบสุขดี แต่แท้จริงแล้วภายในกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
จวนอัครเสนาบดี ภายในห้องหนังสือ เบื้องหน้าโต๊ะซึ่งทำจากไม้มะม่วงทอง บุรุษวัยกลางคนในชุดเรียบง่ายกำลังถือพู่กันวาดภาพลงบนกระดาษ บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคืออัครเสนาบดีแห่งราชสำนักเจียนจื่อเต๋า ในขณะนี้ตรงข้ามกับเจียนจื่อเต๋ามีชายชราในชุดขุนนางหรูหรากำลังประสานมือก้มหนายืนนิ่งอยู่ หากมีขุนนางราชสำนักอยู่ที่นี่ พวกเขาก็คงจะจำชายชราผู้นี้ได้ เสนาบดีกรมอาญาแห่งต้าเฉียน หลิวเซิน
เจียนจื่อเต๋าวาดภาพอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นถือพู่กันมองผลงานของตนด้วยสีหน้าพึงพอใจ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเบาว่า “หลิวเซิน เจ้าคิดเช่นไรกับผลงานของข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวเซินจึงเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม ก่อนจะประสานมือคำนับกล่าวว่า “สมแล้วที่เป็นท่านใต้เท้า ลายพู่กันราวกับมังกร เห็นปลายพู่กันแฝงพลังไว้ด้วยพลังภายใน นับเป็นผลงานชั้นครู”
“ไม่ได้พูดเกินจริงกระมัง”
“มิได้พูดเกินจริงขอรับ”
“ดี” ทันใดนั้นเจียนจื่อเต๋าก็ตบโต๊ะเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นภาพนี้ข้าจะมอบให้เจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเซินก็พลันมีสีหนายินดียิ่ง “ขอบคุณท่านใต้เท้าสำหรับความเมตตานี้ ข้าจะนำกลับไปติดไว้ที่หัวเตียงในห้อง จะได้ชื่นชมทุกวัน”
“เอาไปเถิด”
เจียนจื่อเต๋าหยิบภาพวาดของตนขึ้นมา บนนั้นเป็นภาพวาดรูปสัตว์ป่าในสวน สัตว์ในภาพมีลักษณะคล้ายงูคล้ายมังกร มีเขา มีหาง และมีเกล็ด ทั้งยังมีหัวยาว ใบหน้าใหญ่ สามตา และหกขา ในใจหลิวเซินอดทอดถอนหายใจไม่ได้ ‘ช่างเป็นภาพที่ดูไม่เหมือนอะไรสักอย่างจริงๆ วาดได้น่าเกลียดขนาดนี้คงหาได้ยากในใต้หล้า ประจวบที่ทั้งโลกอาจมีแค่คนผู้นี้เท่านั้นที่วาดได้’
หลังจากได้รับภาพมา หลิวเซินก็ทำราวกับได้ของล้ำค่า ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความยินดี พร้อมกับเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะทำให้เสียหาย เจียนจื่อเต่านั่งลงบนเก้าอี่อีกครั้ง เขาจิบน้ำชาหนึ่งอึกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “สถานการณ์ขององค์ชายห้าในวังเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวเซินก็พลันทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เขาตอบว่า “ท่านใต้เท้า องค์ชายห้าอาจพลาดโอกาสไปแล้ว…”
หลังจากนั้นหลิวเซินก็เล่าทุกสิ่งที่ตนสืบทราบมาให้ผู้ที่อยู่ตรงหน้าฟังทั้งหมด หลังจากฟังจบแล้วเจียนจื่อเต๋าก็พลันขมวดคิ้ว
“เกี่ยวข้องกับอู่อันกงอีกแล้วหรือ?”
หลิวเซินตอบว่า “สรุปคือมีคนจากในวังหลวงบอกว่าเห็นอู่อันกงปรากฏตัวแถว ๆ เรือนขององค์ชายห้า”
เจียนจื่อเต๋าถอนหายใจยาว “ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะโปรดปรานอู่อันกงมากขึ้นทุกที”
ทันใดนั้นหลิวเซินพลันเอ่ยปากขึ้นว่า “ฝ่าบาทช่างต้ามืดบอด ทั้งที่ท่านต่างหากที่อยู่เคียงข้างพระองค์มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะท่าน พระองค์ก็…”
“ระวังคำพูดหน่อย” เจียนจื่อเต๋าเงยหน้าขึ้นพูด “บางคำนั้นพูดต่อหน้าข้าก็ไม่เป็นไร แต่เจ้าต้องระวังเมื่ออยู่ข้างนอก อีกอย่างที่ฝ่าบาทมีวันนี้ได้ก็ล้วนแต่เป็นเพราะพระองค์เอง พวกเราขุนนางเพียงถวายความช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้หยิ่งผยองนัก”
หลิวเซินจึงก้มหน้าลงทันที “ท่านพูดถูกแล้ว ข้าล่วงเกินไป”
ทันใดนั้นเจียนจื่อเต๋าก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากว่า “ข่าวที่ให้เจ้านำไปทูลฝ่าบาท เจ้าส่งถึงพระหัตถ์แล้วหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำถาม หลิวเซินจึงก้มหน้าตอบอย่างรวดเร็ว “ส่งแล้วขอรับ”
“แล้วทางฝ่าบาทไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยหรือ”
“ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยขอรับ”
ทันใดนั้นหลิวเซินดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยปากว่า “ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนเห็นท่านผู้นั้นจากสำนักโหรหลวงเข้าวังไป”
“สำนักโหรหลวง?” เจียนจื่อเต๋าพลันพยักหน้านิด ๆ “ฝ่าบาทคงได้รับข่าวสารแล้ว แต่ดูเหมือนพระองค์จะเลือกเส้นทางอื่น”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายจริง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิวเซินก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้อีก ร่างกายพลันสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว แม้จะเป็นเพียงการสนทนาธรรมดา แต่กลับทำให้เขารู้สึกขนลุกโดยไม่มีสาเหตุ ครูต่อมาเจียนจื่อเต๋าพลันเงยหน้าขึ้นพูด “พ่อบ้าน”
“ครับ”
จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจนทำให้หลิวเซินสะดุ้งโหยง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาก็พบว่าชายชราในชุดพ่อบ้านได้ปรากฏกายขึ้นข้างกายเจียนจื่อเต๋าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และกำลังยืนอย่างนอบน้อมอยู่ ทั้งที่ห้องปิดสนิทแต่ตรงหน้าก็มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น
เจียนจื่อเต๋าเอ่ยขึ้น “มีบางเรื่องที่ฝ่าบาทไม่ทรงประสงค์ แต่ในฐานะขุนนาง พวกเราจะมานั่งมองความเสื่อมถอยเช่นนี้ได้อย่างไร ไปแจ้งพวกเขาด้วย บอกว่าสามารถเริ่มได้แล้ว”
พ่อบ้านพยักหน้ารับคำสั่งทันที “รับทราบ” เมื่อพูดจบ ร่างของพ่อบ้านชราก็พร่าเลือนและหายวับไปจากห้องหนังสือ
หลังจากพ่อบ้านไปแล้ว เจียนจื่อเต๋าก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางหลิวเซิน
“เอาละ เจ้ากลับไปได้แล้ว อีกอย่างเรื่ององค์ชายใหญ่และองค์ชายรองนั้น เจ้าต้องจับตาดูให้ดี อย่าให้ผู้ใดมาแทรกแซงพวกเขาได้”
“ครับ ข้าน้อยขอตัวก่อน”
เจียนจื่อเต๋ามองส่งหลิวเซินไปจนลับตา จากนั้นเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะเงยหน้ามองชุดคลุมลายพยัคฆ์ซึ่งเขาได้รับพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้มา ที่แขวนอยู่ตรงข้ามห้องหนังสือ พลางเอ่ยพึมพำกับตนเอง “ฝ่าบาท หวังว่าพระองค์จะไม่ทรงโทษกระหม่อม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ลิขิตไว้แล้ว”
ในเวลาเดียวกัน นอกจวนอู่อันกง
“ข้าคือเจ้าสำนักโหรหลวง อยากขอเข้าพบอู่อันกง”
ไป๋อวิ๋นเปียนสวมชุดนักพรตยืนอยู่นอกจวนอู่อันกง เขาเอ่ยเสียงเบากับทหารกองทัพผู่ถูที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ ทหารกองทัพผู่ถูคนหนึ่งพินิจมองไป๋อวิ๋นเปียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้าพูดว่า “ขอท่านนักพรตโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งท่านผู้บัญชาการก่อน”
ไป๋อวิ๋นเปียนแสร้งยิ้มบาง แต่ในใจกลับปั่นป่วนดังคลื่นลูกใหญ่สาดซัด เพราะเขาค้นพบปัญหาหนึ่ง นั่นคือคนตรงนี้เป็นเพียงแค่ทหารรักษาการณ์ ‘ธรรมดา’ เท่านั้น ทั้งสองนายที่อยู่หน้าจวนอู่อันกง เมื่อเขาดูเฉดหน้าของพวกเขาก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง พึงรู้ไว้ว่าตัวเขาก็เป็นถึงเทพมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากที่ใช้ความพยายามอย่างมากในการพินิจพิเคราะห์แล้ว ทหารรักษาการณ์ทั้งสองนายที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ พวกเขาล้วนถูกผู้อื่นดัดแปลงชะตาชีวิต ทั้งที่เส้นชีวิตของทหารรักษาการณ์ทั้งสองได้ขาดสะบั้นไปเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับถูกต่อเชื่อมขึ้นมาอย่างน่าพิศวง
ขณะที่ไป๋อวิ๋นเปียนกำลังจะคำนวณให้กระจ่าง ทันใดนั้นประตูใหญ่ของจวนอู่อันกงก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
“เชิญท่านนักพรตเข้ามา ท่านใต้เท้ารออยู่ที่โถงใหญ่แล้ว” เมื่อถูกขัดจังหวะเช่นนี้ ไป๋อวิ๋นเปียนจึงล้มเลิกความตั้งใจไปก่อน เพราะทุกสิ่งที่พบเจอจนถึงบัดนี้ล้วนดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับอู่อันกงผู้นี้ รอจนได้พบกับเขาก็คงจะกระจ่างขึ้นมาก
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องโถงใหญ่ หลี่เต้าถือถ้วยชาพลางพึมพำกับตัวเอง “สำนักโหรหลวง…”
ในชาติก่อนสำนักโหรหลวงก็เป็นหน่วยงานที่ลึกลับที่สุดของราชวงศ์โบราณมาโดยตลอด ทว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญนี้ก็คงจะยิ่งลึกลับมากขึ้นไป ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักโหรหลวงมาขอพบในครั้งนี้เป็นเพราะเรื่องใดกัน แต่ไม่ว่าจะเพื่ออะไรเขาก็ไม่สนใจ ขอเพียงแค่ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาก็พอ
“หัวหน้า ท่านนักพรตมาแล้วขอรับ”
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นมองเงาร่างของนักพรตผู้นั้น ในเวลาเดียวกันไป๋อวิ๋นเปียนที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ก็เห็นหลี่เต้าเช่นกัน ทันใดนั้นหลี่เต้าก็พลันรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงขมวดคิ้ว ด้วยการขมวดคิ้วเพียงครั้งเดียวนี้ได้ทำให้สีหน้าของไป๋อวิ๋นเปียนเปลี่ยนไปทันที ราวกับถูกคลื่นทุบเข้า พรวด!
ในชั่วขณะถัดมา เลือดเก่าพลันพุ่งออกมาจากปากของไป๋อวิ๋นเปียน