ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 558 การปฏิเสธ
กลิ่นอายที่คุ้นเคยนี้ก็คงเป็นเขาผู้นั้นเท่านั้น เมื่อครู่นี้เมื่อไป๋อวิ๋นเปียนเงยหน้าขึ้นมองเป็นครั้งแรก และได้ใช้วิชาดูโหงวเฮงโดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์ก็คือเขาถูกพลังสะท้อนโจมติกลับมาทันที แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การสะท้อนกลับแบบถูกกระทำ แต่เป็นเพราะวิชาของเขาถูกอีกฝ่ายรับรู้และปฏิเสธ จึงทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับมาเช่นนั้น
ทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูที่พาไป๋อวิ๋นเปียนเข้ามา เมื่อเห็นหลี่เต้าขมวดคิ้วและไป๋อวิ๋นเปียนกระอักเลือดออกมา เขาก็รีบมองไป๋อวิ๋นเปียนอย่างระแวดระวัง พร้อมกับชักดาบยาวที่เหน็บไว้ตรงเอวออกมา
“ท่านหัวหน้าโหรหลวงไป๋ ข้าคงไม่เคยล่วงเกินท่านกระมัง”
ดูจากสภาพของไป๋อวิ๋นเปียนในตอนนี้ ความรู้สึกถูกสอดส่องเมื่อครู่นี้ชัดเจนว่ามาจากอีกฝ่าย ไป๋อวิ๋นเปียนเช็ดเลือดที่มุมปาก ยิ้มขมขื่นพลางกล่าวว่า “ท่านอู่อันกง เป็นความประมาทของข้าเอง”
เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนยอมถอย หลี่เต้าก็ไม่ได้ถือสาอะไรมาก เขาก็พอจะเดาได้ว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายทำอะไร ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของท่านนักพรตไป๋ผู่นี้ เทพมนุษย์งั้นหรือ… ไม่อาจดูแคลนรากฐานของต้าเฉียนได้เลยจริงๆ
“ท่านนักพรต เชิญนั่งเถิด”
หลังทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูออกไป ในห้องโถงก็เหลือเพียงสองคน หลี่เต้ายกมือทำท่าเชื้อเชิญ เมื่อเห็นไป๋อวิ๋นเปียนนั่งลงแล้ว หลี่เต้าจึงเอ่ยปากถาม “วันนี้ไม่ทราบว่าท่านนักพรตมาเยือนด้วยเรื่องใด?”
ไป๋อวิ๋นเปียนกระแอมเบา ๆ แล้วอธิบาย “ข้าไม่ขอปิดบัง วันนี้ที่มาขอพบท่านอู่อันกงก็เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวข้าเท่านั้น”
“อันที่จริงแล้วตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน ข้าก็ได้ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของอู่อันกงผ่านวิชาโหราศาสตร์ จึงชื่นชมมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยได้พบตัวจริง เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ทราบจากฝ่าบาทจึงลองแวะมาดู”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามว่า “เช่นนั้นไม่ทราบว่าท่านนักพรตไป๋เห็นอะไรบ้าง”
ไป๋อวิ๋นเปียนพลันยิ้มขื่นขึ้นมา “วิชาของข้ายังไม่เพียงพอ จึงมองเห็นได้เพียงคร่าว ๆ เท่านั้น”
ต่อหน้าหลี่เต้า ไป๋อวิ๋นเปียนไม่อาจแกล้งทำเป็นรู้ดีได้เลย เพราะเขาเปิดเผยตัวเองตั้งแต่ตอนที่ก้าวเข้ามาในประตูแล้ว
“แน่นอนว่า…” ทันใดนั้นไป๋อวิ๋นเปียนพลันเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วพูดว่า “หากอู่อันกงไม่ได้ตั้งใจต่อต้าน ข้าย่อมมองเห็นได้มากกว่านี้”
ในอดีตเขาเคยทำนายจากทางไกลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียพลังหรือการถูกพลังสะท้อนกลับก็ล้วนแต่รุนแรงพอสมควร แต่ถ้าสามารถเผชิญหน้ากันได้ เขาก็จะสามารถรักษาสภาพได้นานขึ้น แน่นอนว่าเนื่องจากความแข็งแกร่งของหลี่เต้าเอง เขาจึงไม่สามารถต้านทานได้มากเกินไป มิเช่นนั้นหากเผชิญหน้ากันแล้วหลี่เต้าตั้งใจจะต่อต้าน เขาก็อาจจะได้รับบาดเจ็บหนักกว่าเดิม
พอพูดถึงตรงนี้ ไป๋อวิ๋นเปียนก็รีบพูดต่ออีกว่า “ท่านอู่อันกง ข้าทำนายโชคชะตาให้ท่านดีหรือไม่ วิชาทำนายของข้านั้นในแคว้นต้าเฉียนแห่งนี้ไม่มีผู้ใดเทียบได้ สามารถทำนายได้ทั้งเรื่องมงคลและโชคร้าย”
หลี่เต้าจิบน้ำชาหนึ่งอึกก่อนจะค่อย ๆ พูดว่า “ท่านนักพรต ข้ารู้สึกว่าท่านดูเหมือนจะร้อนรนเหลือเกิน ถึงกับต้องมาทำนายดวงให้ข้าเลยหรือ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋อวิ๋นเปียนก็พูดอะไรไม่ออก ดูเหมือนจะยอมรับโดยดุษณี นับตั้งแต่เขาได้เป็นโหรหลวงแห่งต้าเฉียนมา เขาก็ได้พบเจอผู้คนที่ไม่ธรรมดามามากมายนัก ด้วยความสามารถของเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาล้วนสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้ไม่มากก็น้อย ทว่ามีเพียงต่อหน้าหลี่เต้าเท่านั้นที่เขาต้องพบเจอกับอุปสรรค และยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้หากไม่สามารถมองเห็นอะไรจากหลี่เต้าได้เลย เขาก็ไม่อาจยอมรับได้
“หากท่านนักพรตไป๋เป็นดังที่ข่าวว่าจริง ข้าขอแนะนำว่าให้ท่านล้มเลิกความตั้งใจนี้ไปเสีย” หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นกล่าว “เพราะข้ายังไม่มีนิสัยให้ผู้อื่นมาล่วงรู้เรื่องส่วนตัว”
แม้ว่าจะเป็นเพียงผลจากการทำนายเท่านั้น ซึ่งก็มิได้หมายความว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งเหล่านี้หากไม่เข้าใจอย่างถองแท้ก็ควรจะระมัดระวังไว้ก่อน ส่วนเรื่องการทำนายโชคชะตานั้น เขาเชื่อว่าท่านนักพรตไป๋ที่อยู่ตรงหน้าคงจะสามารถทำนายได้จริง แต่เขาไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ หากมีปัญหาใด สิ่งที่จะช่วยเขาได้ก็มีเพียงพลังที่ฝึกฝนมาเท่านั้น
เมื่อได้ยินหลี่เต้าเอ่ยปฏิเสธ ไป๋อวิ๋นเปียนก็ดูอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ตองกลืนกลับไป เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลี่เต้า สุดท้ายเขาก็กลืนน้ำลายลงคอแล้วล้มเลิกความตั้งใจนั้น เพราะในใจรับรู้ได้ว่าหากยังคงรบเร้าต่อไป ตัวเขาคงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ เมื่อบำเพ็ญมาจนถึงระดับของเขาแล้ว ความรู้สึกลางสังหรณ์ในใจนั้นมันไม่ใช่แค่ลางสังหรณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้ว
“รบกวนท่านอู่อันกงแล้ว” ไป๋อวิ๋นเปียนคารวะพลางกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
หลี่เต้าเอ่ยเสียงเบา “ขอเพียงท่านนักพรตไป๋ไม่ถือสาก็พอ”
ถือสา? ไป๋อวิ๋นเปียนพลันส่ายหน้า เรื่องเช่นนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดจากความสมัครใจทั้งสองฝ่าย แล้วจะมีคำว่าถือสาได้อย่างไร อีกอย่างถ้าให้พูดตามตรงเขาก็ไม่อาจถือสาได้ แม้วิชาของเขาในตอนนี้จะมองความลึกลับจากร่างของหลี่เต้าไม่ออก แต่ก็ยังพอมองเห็นบางสิ่งที่อยู่ผิวเผินได้
ภายใต้ตาสวรรค์นั้น กลิ่นอายแห่งการสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่เต้าได้พุ่งทะยานขึ้นสู่เมฆา โชคดีที่หลังจากวิชาของเขาบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว ก็ทำให้วิชาตาสวรรค์มีความก้าวหน้ามาก มิเช่นนั้นถ้าต้องมองกลิ่นอายแห่งการสังหารนั้นเพียงแวบเดียว ก็อาจทำให้ดวงตาทั้งสองข้างของเขาบอดได้ แม้แต่ในตอนนี้เองเพียงแค่มองนานไปสักหน่อย ดวงตาทั้งสองของเขาก็เริ่มรู้สึกแสบร้อนแล้ว แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือเขาพบว่าพลังที่แสดงถึงความแข็งแกร่งบนร่างหลี่เต้านั้นยิ่งใหญ่กว่าเขาเสียอีก
สถานการณ์เช่นนี้บ่งบอกได้เพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ อีกฝ่ายมีพลังแข็งแกร่งกว่าเขา กล่าวคือพลังของอู่อันกงผู้นี้ก็อยู่ในระดับเทพมนุษย์เป็นอย่างน้อย สิ่งนี้ยิ่งทำให้ไป๋อวิ๋นเปียนรู้สึกว่าไม่ธรรมดาเลย ใครจะคิดว่าอู่อันกงที่แสดงออกภายนอกว่ามีวรยุทธเพียงระดับมหาราชาปรมาจารย์ แต่แท้จริงแล้วเขากลับมีพลังในระดับเทพมนุษย์ เมื่อรวมกับกลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ไป๋อวิ๋นเปียนก็รู้สึกว่าแม้จะให้ตัวเขามาสองคนก็คงไม่อาจสู้อีกฝ่ายได้ ท้ายที่สุดแล้วเทพมนุษย์อย่างเขาที่บำเพ็ญอยู่แต่ในที่เร้นลับ ย่อมสู้เทพมนุษย์ที่ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันมาตลอดทางไม่ได้
เมื่อหลี่เต้าปฏิเสธ ไป๋อวิ๋นเปียนก็ไม่กล้าอยู่นานไปมากกว่านี้ แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญกว่านั้นคือการอยู่ข้างกายหลี่เต้าทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเลย
ที่หน้าจวนอู่อันกง “ท่านอู่อันกง ส่งแค่ตรงนี้ก็พอแล้ว” หลี่เต้าเดินส่งไป๋อวิ๋นเปียนมาจนถึงหน้าจวน “เช่นนั้นท่านนักพรตไป๋เดินทางปลอดภัย”
“ลาก่อน” เมื่อพูดจบไป๋อวิ๋นเปียนก็ก้าวเท้าจากไปทันที หนึ่งก้าวไกลถึงร้อยจั้ง เพียงสามก้าวก็หายลับไปจากสายตา
“พี่ชาย ยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ?” ในตอนนั้นเองจิ่วเอ๋อร์ได้พาหลี่ชิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เดินกลับมาพร้อมกันที่บันได หลี่เต้าเองก็ไม่ได้ปิดบัง เขาเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง
“นักพรตไป๋? หัวหน้าโหรหลวง?” ทันใดนั้นหลี่ชิงเอ๋อร์ก็เงยหน้าขึ้นกล่าว “พี่ชาย สำหรับผู้ที่มีวิชาทำนายเช่นนี้ พวกเราควรอยู่ให้ห่าง ๆ จะดีกว่า”
คนอื่นอาจไม่รู้ถึงความร้ายกาจของวิชาคำนวณของสำนักเตา แต่นางรู้ดี อย่างไรเสียสำนักปราบสวรรค์ก็สืบทอดมาจากสำนักเตาเช่นกัน นางจึงเข้าใจดีกว่าผูื่น
หลี่เต้ามองไปยังทิศทางที่ไป๋อวิ๋นเปียนเพิ่งจากไป เขาเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเกรงว่านักพรตไป๋ผู้นี้คงจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำลับหลัง หากพวกเขาลงมือพวกเราก็ยากจะรู้ได้”
หลี่ชิงเอ๋อร์จึงเอ่ยว่า “เรื่องนี้พี่ชายไม่ต้องกังวล ที่เขาตามมาถึงนี่ได้ก็แปลว่าเขาใช้พลังในการทำนายมากพอสมควร ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ ถึงขั้นกระอักเลือดต่อหน้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าวิชาคำนวณของเขาก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร”
หลี่เต้ายิ้มบาง “เอาละ ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้นแล้ว อย่างไรก็ไม่เจ็บไม่ไข้ เสียเวลาคิดเรื่องนี้ สู้คิดว่าจะกินอะไรเป็นอาหารกลางวันดีกว่า”