ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 536 การแก้แค้นของฮ่องเต้
หลี่เต้าประสานม้าก้มหน้าไม่พูดจาใด ๆ ทั้งสิ้น ท่าทางดูเหมือนจะไม่ยอมเปลี่ยนคำพูดเด็ดขาด ทำเอาฮ่องเต้รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมา ทันใดนั้นจ้าวฉงที่อยู่ด้านข้างก็เข้ามากระซิบบางอย่างข้างหูฮ่องเต้ หลังจากฟังจบสีหน้าของฮ่องเต้ก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ใช่แล้ว เขาเพียงแคิต้องการหาวิธีให้หลี่เต้าอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
ความจริงแล้วจะแต่งหรือไม่แต่งก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เมื่อคิดได้เช่นนั้นฮ่องเต้จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “อูอันกง”
“พะยะค่ะ”
“เจ้าชอบหมิงเยว่ของเราจริงๆ หรือ?”
“กระหม่อม…ชอบจริงๆ พะยะค่ะ”
“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว เราเห็นด้วยกับความรู้สึกของเจ้า”
เมื่อหลี่เต้าได้ยินคำพูดนี้ เขาก็พลันชะงักงันไป หรือว่าฮ่องเต้จะยกองค์หญิงหมิงเยว่ให้เขาจริงๆ?
แต่ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ได้กล่าวว่า “แต่ถึงแม้ข้าจะเห็นด้วย แต่เจ้าก็ต้องพยายามด้วยตนเองเท่านั้น”
“ฝ่าบาททรงหมายความว่า…”
ฮ่องเต้กล่าวตอบ “ความหมายของข้านั้นง่ายดาย เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับหมิงเยวในอดีต ข้าจึงไม่อยากบังคับให้นางทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ”
“ดังนั้นหากเจ้ารักหมิงเยว่จริง ก็จงไปตามเกี้ยวนางด้วยตนเองเถิด ถ้าเจ้าสามารถทำให้หมิงเยว่รักเจ้าได้ ข้าก็จะอนุญาตให้พวกเจ้าแต่งงานกัน ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว”
พอหลี่เต้าได้ยินดังนั้นก็อึ้งไป แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้วก็ไม่อาจเปลี่ยนคำพูดได้
เขาจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”
เดิมทีเขาคิดจะทูลลากลับดินแดนทางใต้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงจะไปไม่ได้แล้ว เพราะได้พูดไปแล้วว่าตนเองพึงใจจะตามเกี้ยวบุตรสาว หนีไปไกลดูอย่างไรก็ดูไม่งาม อีกทั้งเมื่อนึกถึงคำพูดที่ฮ่องเต้ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกว่าหากจะจากไปก็ต้องทำบางเรื่องให้กระจ่างเสียก่อน เมื่อเห็นหลี่เต้าตอบตกลง ฮ่องเต้ก็เข้าใจว่าหลี่เต้าคงจะไม่ออกจากเมืองหลวงในเร็ววันนี้
ต่อจากนี้พระองค์ก็จะมีเวลาสังเกตความเคลื่อนไหวของหลี่เต้า หลังจากพูดเรื่องเหล่านี้ให้กระจ่างแล้ว ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในความเงียบ ทันใดนั้นฮ่องเต้พลันเอ่ยปากขึ้นว่า “อูอันกง เจ้าคงทราบดีว่าขณะนี้เรามีความประสงค์จะแต่งตั้งรัชทายาท”
หลี่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติจึงพยักหน้าตอบ “กระหม่อมทราบมาบ้างพะยะค่ะ”
เมื่อนึกถึงคำพูดของนักพรตชราไป่อวิ่นเปียน ฮ่องเต้ก็เงยหน้าขึ้นถามตรง ๆ ว่า “แล้วเจ้าเห็นว่าโอรสคนใดของเราเหมาะสมที่สุด?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของฮ่องเต้ที่มาอย่างกะทันหันนี้ หลี่เต้าก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรดี เรื่องเช่นนี้จะตอบออกไปตามใจชอบได้หรือ?
คำตอบคือเขาสามารถตอบตามใจชอบได้จริงๆ องค์ชายสามและองค์ชายสี่เป็นพวกของเขา องค์ชายห้าก็ได้ขัดเคืองไปแล้ว ส่วนองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองนั้นสนิทสนมกับคนของจวนอัครเสนาบดี จึงทำให้เป็นศัตรูโดยธรรมชาติ ดังนั้น…
หลี่เต้าจึงได้กล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “คำตอบของกระหม่อมคือไม่เห็นด้วยกับองค์ชายองค์ใดเลยพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ “…”
คำตอบของหลี่เต้าทำให้ฮ่องเต้คาดไม่ถึง และยิ่งรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของหลี่เต้า คนทั่วไปใครเล่าจะกล้าพูดเช่นนี้ หากคำพูดเหล่านี้รั่วไหลออกไป คงจะก่อให้เกิดความเกลียดชังมากมายในชั่วพริบตา
ฮ่องเต้ถามว่า “องค์ชายสามและองค์ชายสี่ก็ไม่เหมาะสมหรอ?”
หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่เหมาะสม”
นี่คือความจริง ด้วยนิสัยของจ้าวคังและจ้าวหย่งแล้ว พวกเขาไม่เหมาะที่จะเป็นฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย คำพูดของหลี่เต้าทำให้ฮ่องเต้รู้สึกลำบากใจ ถ้าไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสมเลย แล้วจะให้เขาพิจารณาได้อย่างไรว่าใครคือผู้ที่มีแนวโน้มในการสืบทอดตำแหน่งของพระองค์มากที่สุด ฮ่องเต้ครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้ สุดท้ายฮ่องเต้จึงอนุญาตให้หลี่เต้ากลับไป
หลังหลี่เต้าจากไป ในห้องทรงพระอักษรก็เหลือเพียงฮ่องเต้และจ้าวฉงสองคน “จ้าวฉง”
“พะยะค่ะ”
“ไปหาคนปล่อยข่าวลือว่าอูอันกงชื่นชอบหมิงเยว่และต้องการจะเกี้ยวนาง”
เมื่อได้ยินคำสั่งนี้จ้าวฉงก็ถึงกับอึ้งไป ฮ่องเต้เห็นจ้าวฉงไม่ขยับเขยื้อนจึงหันไปถาม “ยังยืนอึ้งอยู่ทำไม?”
“ข้าทราบแล้วพะยะค่ะ”
พอจ้าวฉงได้สติกลับมา เขาก็พยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไปจากห้องทรงพระอักษร ไม่นานนักจ้าวฉงก็กลับมา เขาพยักหน้าพลางทูลว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมจัดการเรียบรอยแล้วพะยะค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าสนุกสนใจของฮ่องเต้ จ้าวฉงก็อดถามไม่ได้ “ฝ่าบาท จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือพะยะค่ะ?”
ฮ่องเต้ตอบว่า “ทำไมจะไม่จำเป็นเล่า เรากำลังช่วยเขาต่างหาก อูอันกงไม่ได้ชอบหมิงเยว่หรอกหรือ? ก็ต้องให้หมิงเยว่รู้สิ ไม่เช่นนั้นเขาจะเกี้ยวนางได้อย่างไร”
จ้าวฉงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาอยู่เคียงข้างฮ่องเต้มาหลายสิบปี เขาไม่เชื่อหรอกว่าฮ่องเต้จะฟังความหมายแฝงในคำพูดของท่านอูอันกงไม่ออก
อาจจะมีความชอบพออยู่บ้างเพราะว่าองค์หญิงหมิงเยว่นั้นงดงามที่สุด ชายหนุ่มโดยปกติทั่วไปล้วนต้องชื่นชอบ แต่เป็นไปได้มากกว่าว่าเขาคงใช้องค์หญิงหมิงเยว่เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธสมรสพระราชทานเสียมากกว่า เมื่อข่าวลือนี้แพร่ออกไป หลี่เต้าก็ย่อมต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน ดังนั้นนี่ต้องเป็นการแก้แค้นเป็นแน่ อย่างไรเสียฮ่องเต้จะยอมให้ขุนนางจับจุดอ่อนได้อย่างไร
ในฐานะฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเฉียน เมื่อพระองค์ต้องการจะทำสิ่งใดแล้วก็ต้องมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแน่นอน
ฝั่งของหลี่เต้ายังไม่ทันได้ออกจากวังหลวง ข่าวก็คงแพร่สะพัดออกไปทั่วแล้ว เพียงแค่ผ่านไปหนึ่งวัน ข่าวที่ว่าท่านอูอันกงหลงรักองค์หญิงหมิงเยว่และต้องการจะเกี้ยวองค์หญิงหมิงเยว่ก็ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เมืองหลวงเสียแล้ว และหลังจากผ่านไปอีกสองวัน ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง อีกทั้งยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าองค์หญิงหมิงเยว่จะเงียบหายไปช่วงหนึ่ง แต่ชื่อเสียงของนางก็ไม่เคยจางหายไป เพียงแต่เพราะเรื่องของฮ่องเต้ ผู้คนทั่วไปจึงไม่กล้าพูดถึงนางออกมาง่าย ๆ
แต่บัดนี้ฮ่องเต้เป็นฝ่ายทำลายข้อจำกัดนี้ก่อนเอง ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้จึงระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ แน่นอนว่าการที่สามารถครึกครื้นได้ถึงเพียงนี้ก็ต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ทางฝั่งหลี่เต้าด้วย อย่างไรเสียหลี่เต้าก็เป็นคนโปรดอันดับหนึ่งของฮ่องเต้ในยามนี้ ทุกด้านล้วนถือว่าเป็นยอดฝีมือในหมู่คนรุ่นใหม่ของต้าเฉียนทั้งสิ้น เมื่อคนทั้งสองถูกรวมอยู่ด้วยกันก็ยากที่จะไม่เป็นที่สนใจ ระหว่างหลี่เต้าและองค์หญิงหมิงเยว่ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่โด่งดังตามไปด้วย
นั่นก็คือ ‘หลี่เต้า’ ในอดีต แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงองค์หญิงหมิงเยว่แล้ว ใครจะไม่นึกถึงคนบ้าบิ่นในอดีตคนนั้น แต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องเหล่านี้ออกมาอย่างเปิดเผย ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องอื้อฉาว ในเมื่อรู้ว่าท่านอูอันกงกำลังตามเกี้ยวองค์หญิงหมิงเยว่ การพูดถึงเรื่องเช่นนี้ออกมาก็เท่ากับเป็นการตบหน้าท่านอูอันกง
แต่ลับหลังกลับเป็นหัวข้อสนทนาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ถึงขนาดผู้ชื่นชอบบางคนขององค์หญิงหมิงเยว่ยังคิดจะแก้แค้น ‘หลี่เต้า’ ในอดีต แต่เมื่อเห็นว่าจวนอันหยวนป๋อในอดีตกลายเป็นส่วนหนึ่งของจวนท่านอูอันกงไปแล้ว ก็ระงับความโกรธลง และในตอนนี้ได้มีคนพบว่าท่านอูอันกงและเจ้าบ้า ‘หลี่เต้า’ ในอดีตมีชื่อเดียวกัน อาจเป็นไปได้ว่าองค์หญิงหมิงเยว่กับ ‘หลี่เต้า’ มีวาสนาต่อกัน มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสองคนจะมีชื่อว่าหลี่เต้าเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ว่ามีคนสงสัยหรือไม่ว่าหลี่เต้าสองคนเป็นคนเดียวกันหรือไม่นั้น
คำตอบคือมิมี เพราะเมื่อมีคนวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นก็ย่อมมีการคาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่หลังจากที่มีคนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาก็ถูกปฏิเสธไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะไม่มีผู้ใดกล้าเชื่อว่าหลี่เต้าทั้งสองคนจะเป็นคนเดียวกันไปได้ คนหนึ่งเป็นคุณชายเสเพลที่เอาแต่กินดื่ม ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นขุนนางขั้นหนึ่งและเป็นผู้ปกครองดินแดนทางใต้ จะเอาทั้งสองคนมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร
ตระกูลเถีย
“เรื่องในหนังสือพิมพ์นี้มาจากที่ใดกัน!”
เถียซานเหนียงที่เพิ่งได้พักผ่อนหลังจากยุ่งวุ่นวายมาหลายวัน เมื่อได้เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์แล้ว ทั้งร่างก็พลันไม่สบายใจขึ้นมา