ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 535 ปฏิเสธสมรสพระราชทาน
สมุดภาพนั้นบางมากเพราะฮ่องเต้มีธิดาเพียงห้าองค์เท่านั้น จะมีมากไปกว่านี้ได้อย่างไร เพียงแคพลิกดูห้าหกหน้าก็มาถึงหน้าสุดท้ายแล้ว หลังจากดูจบเขาต้องยอมรับว่าคนในราชวงศ์นั้นมีพื้นเพที่ดีจริงๆ บรรดาดำรัสของฮ่องเต้แม้จะไม่ถึงขั้นงามล่มเมือง แต่ก็ล้วนมีรูปโฉมเป็นเลิศ หากจะยกให้เป็นคู่ครองรับรองว่าไม่มีใครจะสามารถติเตียนเรื่องความงามได้ ทว่าน่าเสียดายที่หลี่เต้ากลับไม่พบคนที่เขาต้องการ
เมื่อเห็นหลี่เต้าปิดสมุดภาพลง ฮ่องเต้จึงถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? มีผู้ใดถูกใจหรือไม่?”
หลี่เต้าส่ายหน้า เมื่อเห็นดังนั้นฮ่องเต้จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า “อันที่จริงรูปโฉมของพวกนางอาจจะดีกว่าในสมุดภาพเสียอีก เจ้าต้องการพบตัวจริงหรือไม่?”
เพื่อให้หลี่เต้าอยู่ในเมืองหลวง ฮ่องเต้ถึงกับต้องทุ่มเทเช่นนี้ แน่นอนว่าก็มีเรื่องส่วนตัวอยู่เล็กน้อย หลี่เต้าเป็นเพียงขุนนางนอกราชสำนัก แต่หากได้แต่งงานกับองค์หญิงนั่นก็จะเป็นบุตรเขยของเขา นับว่าเป็นคนของตนเอง
แม้จะแค่ครึ่งเดียวแต่นั่นก็ยังถือว่าเป็นคนของตนเองไม่ใช่หรือ
“ไม่ต้องหรอกพะยะค่ะฝ่าบาท”
ฮ่องเต้พลันขมวดคิ้วแน่นขึ้นทันทีก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร คิดว่าข้าจะไม่ขุ่นเคืองหรือไร”
“ชั้นนี้ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ เจ้าต้องแต่งไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม”
ในต้าเฉียนไม่มีกฎว่าราชบุตรเขยจะรับราชการไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดปฏิเสธสมรสพระราชทาน
ด้วยเหตุนี้การกระทำของหลี่เต้าจึงทำให้ฮ่องเต้เกิดโทสะ เลยเป็นที่มาของการบังคับให้แต่งงานเช่นนี้ แน่นอนว่าที่ฮ่องเต้ทำเช่นนี้ก็เพราะมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย การที่พระองค์ยกพระธิดาให้ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นฝ่ายพระองค์ที่เสียเปรียบ แม้จะถูกบังคับให้เสียเปรียบ แต่สำหรับหลี่เต้าแล้วไม่มีอะไรต้องเสียหาย กลับจะได้ภรรยามาผู้หนึ่งโดยไม่เสียอะไร จึงไม่ต้องกังวลว่าหลี่เต้าจะมีความไม่พอใจต่อเขา
แต่ถึงจะไม่พอใจเขาก็ไม่กลัว อย่างมากก็แค้ให้แม่นมจากวังสอนศาสตรลับในห้องหอให้องค์หญิงที่จะอภิเษกสักหน่อย เมื่อถึงคืนเข้าหอแล้วไม่ว่าจะมีความขุ่นเคืองมากเพียงใดก็จะสลายไปเอง อย่าพูดถึงว่าองค์หญิงที่จะได้รับพระราชทานสมรสอาจจะไม่พอใจเลย ด้วยฐานะตำแหน่งและพลังของหลี่เต้าในปัจจุบันแล้ว หากฮ่องเต้ประกาศข่าวนี้ออกไป คาดว่าวันรุ่งขึ้นพวกคนของตำหนักองค์หญิงทั้งหลายก็คงจะย่ำธรณีประตูจวนอูอันกงจนพังเพื่อขอให้หลี่เต้าแต่งงานด้วย ในราชวงศ์นั้นไม่ใช่ว่าองค์หญิงทุกพระองค์จะมีฐานะสูงส่งเทียบเท่าองค์หญิงหมิงเยว่
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะพระราชทานสมรสให้ หลี่เต้าก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับฮ่องเต้อย่างเปิดเผยแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไร หากฮ่องเต้ไม่พอใจและต้องการกำจัดเขา การเผชิญหน้าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่การเผชิญหน้าเพียงเพราะเรื่องสมรสพระราชทานเช่นนี้ มองอย่างไรก็ดูโง่เขลา ดังนั้น…
หลี่เต้าจึงเอ่ยปากว่า “ฝ่าบาท หากพระองค์จะทรงพระราชทานสมรสให้ก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่องค์หญิงที่กระหม่อมพึงใจมิได้อยู่ในสมุดภาพนั้น”
ฮ่องเต้พลันชะงักไป แต่เมื่อได้สติเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าประหลาด ๆ “อูอันกง รสนิยมของเจ้าช่างแตกต่างจากผู้อื่นจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าอายุยี่สิบสามแล้วแต่ยังไม่แต่งภรรยา ที่แท้ก็…”
“แน่นอนหากเจ้าต้องการแบบนั้นจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่เจ้าต้องบอกก่อนว่าเป็นผู้ใด เพื่อข้าจะได้จัดการให้เหมาะสม”
หลี่เต้าขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท พระองค์เข้าใจอะไรผิดหรือไม่พะยะค่ะ?”
ฮ่องเต้เอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด “เจ้าไม่ได้ชอบภรรยาผู้อื่นหรอกหรือ?”
หลี่เต้า “…”
เมื่อเห็นสีหน้าที่แฝงความนัยของฮ่องเต้ หลี่เต้าก็สูดหายใจลึกแล้วอธิบายว่า “ฝ่าบาท พระองค์คงเข้าใจพระทัยผิด กระหม่อมไม่ได้…ชอบภรรยาผู้อื่น”
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า…หืม?”
พอฮ่องเต้พูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็ขมวดคิ้วทันที เขานึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่าง แต่ก่อนที่พระองค์จะทันได้มีปฏิกิริยาใด ๆ หลี่เต้าก็พลันลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “ฝ่าบาท องค์หญิงที่กระหม่อมพึงใจคือองค์หญิงหมิงเยว่ หากพระองค์จะทรงพระราชทานสมรสให้ ก็ขอทรงโปรดพระราชทานยกองค์หญิงหมิงเยว่ให้แก่กระหม่อมด้วยเถิดพะยะค่ะ”
ในครั้งนี้หลี่เต้าถือว่าได้ท้าทายต่อหน้าฮ่องเต้อย่างแท้จริง เพราะในราชสำนักปัจจุบัน ผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าองค์หญิงหมิงเยว่กลายเป็นหัวข้อต้องห้ามไปแล้วในความหมายบางอย่าง โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ในปีนั้น
“เจ้าวาจาคืออะไรนะ!”
ในชั่วขณะถัดมาฮ่องเต้ก็พลันลุกพรวดขึ้นยืน บารมีแห่งจักรพรรดิแผ่ซ่านออกมา
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา หลี่เต้าก็ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน และกล่าวซ้ำว่า “กระหม่อมชื่นชอบองค์หญิงหมิงเยว่ หากฝ่าบาทจะพระราชทานสมรส ก็ขอทรงโปรดพระราชทานองค์หญิงหมิงเยว่ให้แก่กระหม่อมด้วยเถิด”
ฮ่องเต้จ้องมองหลี่เต้าด้วยสายตาคมกริบ พยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่าง หลังจากพินิจดูอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ละสายตาออกไป พร้อมกันนั้นแรงกดดันจากบารมีจักรพรรดิก็สลายหายไปด้วย หลังจากกลับไปนั่งลงเหมือนเดิมแล้ว ฮ่องเต้ก็จ้องเขม็งพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าบอกว่าเจ้าชื่นชอบหมิงเยว่ เช่นนั้นเจ้าก็คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง ในสถานการณ์เช่นนั้นเจ้ายังเต็มใจที่จะรับนางเป็นภรรยาอยู่หรือ?”
หลี่เต้าไม่เพียงแค่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น ด้วยสติปัญญาของเขาในตอนนี้ รายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตสามารถผุดขึ้นมาในความทรงจำได้ทุกเมื่อ แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ควรพูดออกมาในตอนนี้ หลี่เต้าเอ่ยตอบว่า “กระหม่อมทราบดี แต่กระหม่อมไม่ถือสาแต่อย่างใด”
ฮ่องเต้กล่าวต่อว่า “ยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกเจ้า ตอนนี้หมิงเยว่มีธิดาหนึ่งคน”
หลี่เต้ายังคงตอบว่า “บุตรบุญธรรมขององค์หญิงหมิงเยว่ กระหม่อมก็ไม่ถือสาเช่นกัน”
ทันใดนั้นฮ่องเต้พลันเอ่ยขึ้นว่า “แล้วถ้าเราบอกว่าอันที่จริงแล้วนางไม่ใช่บุตรบุญธรรม แต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่คนผู้นั้นทิ้งไว้ล่ะ”
ชั่วขณะนั้นหลี่เต้าพลันเงยหน้าขึ้นมาทันที ในดวงตาพลันมีความรู้สึกอันรุนแรงอยู่ เป็นความรู้สึกประหลาดใจอย่างไม่คาดฝัน ผสานกับความตื่นเต้นดีใจ แต่ในสายตาของฮ่องเต้ ความรู้สึกนี้กลับมีความหมายอีกอย่าง
“อ้อ เจ้าบอกว่าไม่ใส่ใจ แต่ที่จริงแล้วก็ยังใส่ใจอยู่”
หลี่เต้ากดข่มความรู้สึกในใจเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ตรัสมาเป็นความจริงหรือพะยะค่ะ?”
ตอนนี้เขาต้องการรู้เพียงคำตอบเดียว
“เป็นเรื่องเท็จ”
“อะไรนะ?”
ฮ่องเต้ไม่ทันสังเกตเห็นความรู้สึกผิดหวังที่ฉายชัดในดวงตาของหลี่เต้า
“เราบอกว่าไม่จริง ไม่ได้บอกหรือว่าเป็นบุตรบุญธรรม เราพูดเช่นนั้นก็เพียงเพื่อลองใจเจ้าเท่านั้น”
ฮ่องเต้รู้ว่าเสี่ยวอวี่เอ๋อร์คือหลานสาวแท้ ๆ ของตน แต่เรื่องเช่นนี้ไม่ควรให้คนนอกล่วงรู้ หากรั่วไหลออกไปก็จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวของราชวงศ์ แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนที่เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
“ดูเหมือนว่าเจ้ายังคงรู้สึกกังขาในตัวหมิงเยว่อยู่บ้าง”
หลี่เต้าอยากจะบอกว่าตนไม่ได้มีข้อกังขาอะไร เพียงแต่เรื่องเช่นนี้ยากที่จะอธิบาย ทว่าคำโกหกของฮ่องเต้นั้นได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยลงในใจของหลี่เต้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นฮ่องเต้ได้กล่าวว่า “ดังนั้นอูอันกง เจ้าควรเลือกองค์หญิงองค์อื่นเถิด”
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “ฝ่าบาท กระหม่อมพึงใจองค์หญิงหมิงเยว่จริงๆ พะยะค่ะ”
เพื่อไม่ให้ต้องมีภรรยาเพิ่มขึ้นมา อย่างไรสาเหตุเขาจึงใช้องค์หญิงหมิงเยว่เป็นโล่กำบังไปก่อน หากฮ่องเต้เห็นด้วยเขาก็ไม่ขัดข้อง ถึงอย่างไรทั้งสองก็เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันมาแล้ว แต่หากฮ่องเต้ไม่เห็นด้วยก็ใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธได้พอดี เมื่อเห็นหลี่เต้าดื้อดึงเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็ขมวดคิ้วพูด “อูอันกง เหตุใดเจ้าจึงดื้อดึงเช่นนี้”
อันที่จริงแม้ฮ่องเต้จะหวงแหนบุตรสาวมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่ยอมให้องค์หญิงหมิงเยว่แต่งงาน
หากบุตรเขยดีมากพอแม้จะเสียดายแต่เขาก็จะยินยอม และหลี่เต้านั้นตรงตามความต้องการในใจของเขาทุกประการ ทว่าถึงเขาจะเห็นด้วยก็ต้องได้รับความยินยอมจากหมิงเยว่เสียก่อน หลังจากเกิดเรื่องในครั้งนั้นเขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่บังคับนางอีก แล้วตอนนี้จะกลับคำได้อย่างไร อีกอย่างเขาก็เห็นปฏิกิริยาของหลี่เต้าเมื่อครู่นี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ หากภายหลังรู้ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เสร็จแล้วถ้าหมิงเยว่กับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ต้องเจ็บช้ำน้ำใจเขาจะจัดการอย่างไร ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น