ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 534 พระราชทานสมรส
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้หรือ?”
“อืม”
ชิงเอ๋อรอธิบายว่า “พี่ชายอยู่ในราชสำนัก อาจจะไม่รู้เรื่องราวบางอย่างในยุทธภพ”
“ในยุทธภพนั้น คู่หมั้นของพี่ชายมีชื่อเสียงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หากพี่จะแต่งงานกับนางก็อาจจะมีปัญหาไม่น้อย”
หลี่เต้าขมวดคิ้ว “ปัญหา?”
หลี่ชิงเอ๋อร์นึกถึงความสามารถของพี่ชายขึ้นมาได้ นางจึงรีบพูดต่อว่า “แต่สำหรับพี่ชายแล้ว มันก็คงเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคอะไร”
หลี่เต้าส่ายหน้าพลางกล่าว “พอเถอะ ผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังจะมาพูดถึงคู่หมั้นอะไรอีก หลังจากตระกูลหลี่ตกต่ำ พวกเขาคงไม่สนใจแล้ว ข้าก็ไม่มีใจจะไปบังคับขืนใจใคร”
ชิงเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ “นั่นสิดีเลย ข้าอยากเห็นว่าถ้าพวกเขารู้ว่าพี่ชายมีความสามารถและตำแหน่งเช่นนี้ พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร”
หลี่เต้าเหลือบมองหลี่ชิงเอ๋อร์ “เจ้าเด็กคนนี้ ก่อนหน้านี้ข้าไม่ยักษ์เคยรู้เลยว่าเจ้าเป็นคนชอบสนุกเช่นนี้”
หลี่ชิงเอ๋อร์ถาม “คนชอบสนุก? คนแบบไหนหรือ?”
หลี่เต้ากล่าวว่า “เป็นคนที่ชอบดูเรื่องสนุก”
หลี่ชิงเอ๋อร์ยอมรับตามตรง “คิกคิก ก็ข้าเป็นคนชอบความสนุกนี่นา”
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วของหลี่ชิงเอ๋อร์ หลี่เต้าก็ส่ายหน้า “เอาละ หลังจากจุดธูปไหว้เสร็จแล้ว เจ้าก็ตามข้าไปจวนสกุลหยางเถิด ถือโอกาสที่เจ้าได้กลับมา ไปพบกับท่านผู้อาวุโสหยางเสียหน่อย ตอนนี้ทั้งเมืองหลวงมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ตัวตนของข้า”
เวลาหลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้ที่จวนอูอันกง
“ท่านอูอันกง ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้ท่านเข้าวัง”
ในลานเรือนมีขันทีในชุดขุนนางประสานมือกล่าวขึ้น
“ทราบแล้ว ข้าจะไปเตรียมตัวเข้าวังเดี๋ยวนี้” หลี่เต้าพยักหน้าตอบ แม้จะไม่รู้ว่าฮ่องเต้มีเรื่องอะไร แต่เขาก็เตรียมจะออกจากเมืองหลวงอยู่แล้ว ตอนนี้รอเพียงผู้คนจากหมู่บ้านเถาหยวนเดินทางมาถึงบริเวณเมืองหลวงก่อน เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถเดินทางไปยังดินแดนทางใต้พร้อมกันได้
สำหรับคนที่มีฐานะและตำแหน่งเช่นเขาแล้ว การจะออกจากเมืองหลวงนั้นจำเป็นต้องไปแจ้งต่อหน้าฮ่องเต้โดยตรง คราวนี้ก็พอดีเลย ขันทีพยักหน้าเบา ๆ แล้วประสานมือคำนับก่อนจากไป หลังจากขันทีจากไป หลี่ชิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ จึงเดินออกมาจากโถงใหญ่
“พี่ชาย ฮ่องเต้เรียกท่านไปเข้าเฝ้ามีธุระอันใดหรือ?”
ชิงเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้น
“ไม่ทราบ แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
ไม่นานนักหลี่เต้าก็แต่งกายเรียบร้อย โดยมีจิ่วเอ๋อร์คอยช่วยปรนนิบัติ
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ที่ห้องทรงพระอักษรในวังหลวง หลี่เต้านั่งลงบนตำแหน่งเดิมที่ไป่อวิ๋นเปียนเคยนั่ง ฮ่องเต้และจ้าวฉงก็เช่นกัน
ฮ่องเต้วางพู่กันในมือลงก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มบางพลางกล่าวว่า “อูอันกง เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้เราเชิญเจ้ามาด้วยเรื่องใด?”
หลี่เต้าส่ายหน้า “กระหม่อมไม่ทราบพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้เอ่ยต่อ “ไม่ต้องเกร็งไป การที่เราเชิญเจ้ามาครั้งนี้ก็เพียงแค่อยากถามอะไรเจ้าสักหน่อยเท่านั้น”
“ฝ่าบาทประสงค์จะถามสิ่งใด กระหม่อมจะตอบตามตรงทุกประการพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้จึงเอ่ยถามออกมาตามตรง “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
หลี่เต้าชะงักไปชั่วครู่ เขานึกว่าฮ่องเต้จะถามเรื่องจริงจังกว่านี้เสียอีก
“กระหม่อมอายุยี่สิบสามปีพะยะค่ะ”
ตอนอายุสิบแปดถูกจับเข้าค่ายนักโทษประหาร ใช้ชีวิตร่อนเร่อยู่ทางเหนือมาเกือบปี แล้วก็อยู่ที่ดินแดนทางใต้สามปี รวมกับเวลาเล็กน้อยอื่น ๆ ทั้งหมดก็ประมาณห้าปี ดังนั้นตอนนี้เขาจึงอายุยี่สิบสามปีแล้ว
“ยี่สิบสามปี?”
แม้ว่าฮ่องเต้จะคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ ตอนอายุยี่สิบสามปีเขากำลังทำอะไรอยู่? ตอนนั้นเขาก็เป็นเพียงองค์ชายธรรมดาเท่านั้น ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างเลื่อนลอย
แต่หลี่เต้ากลับได้เป็นถึงผู้ว่าการมณฑล มีความสามารถเหนือกว่าผู้คนส่วนใหญ่ ในขณะที่ชีวิตของคนอื่นเพิ่งจะเริ่มต้น แต่หลี่เต้ากลับเดินทางมาถึงจุดสูงสุดแล้ว พอฮ่องเต้ได้สติกลับมาจึงถามว่า “เจ้าอายุยี่สิบสามแล้ว มีคู่ครองหรือยัง?”
คิ้วของหลี่เต้าพลันกระตุก เขาตอบว่า “ยังไม่มีคู่ครองพะยะค่ะ แต่ตอนเยาว์วัยบิดาเคยหมั้นหมายคู่ไว้”
ฮ่องเต้โบกมือ “แค่คู่หมั้นเท่านั้น ไม่เป็นไร”
เปลือกตาของหลี่เต้ากระตุกอีกครั้ง “ฝ่าบาท พระองค์ทรงหมายความว่า…”
ฮ่องเต้ตรัสอย่างอารมณ์ดี “อันที่จริงเราไม่ได้มีความหมายอื่นใด เราเพียงแต่เห็นว่าอูอันกงเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถและยังไม่มีคู่ครอง จึงอยากจะมอบวาสนาให้สักหน่อย”
แม้จะพอเดาได้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินจริงๆ หลี่เต้าก็อดตกตะลึงไม่ได้
“เรื่องการแต่งงานหรือพะยะค่ะ?”
“อืม”
หลี่เต้าลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยปาก “ฝ่าบาท กระหม่อมมีคู่หมั้นอยู่แล้ว เกรงจะไม่เหมาะสม”
ฮ่องเต้ถามกลับ “แค่คู่หมั้นหมายเท่านั้นไม่ใช่หรือ?”
“ฝ่าบาท นางจะเป็นภรรยาเอก มิใช่อนุภรรยาพะยะค่ะ”
คำพูดของหลี่เต้านั้นชัดเจนยิ่ง
เมื่อมีภรรยาเอกแล้วหากจะแต่งเพิ่มก็คงเป็นได้แค่อนุภรรยาเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงต้องการปฏิเสธการแต่งงานที่ไม่คาดคิดนี้ อย่างไรเสียการแต่งงานที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ไม่อาจให้เป็นเพียงอนุภรรยาได้
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็หัวเราะขึ้นมาก่อนจะเอ่ยว่า “สำหรับสามัญชนทั่วไป ภรรยาเอกก็คือภรรยาเอก อนุภรรยาก็คืออนุภรรยา แต่อูอันกงนั้นแตกต่างออกไป”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พอได้สติกลับมาจึงถามว่า “ขอฝ่าบาทโปรดตรัสให้ชัดเจน”
ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “เจ้าอายุเพียงยี่สิบสามก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นกงขั้นหนึ่งแล้ว ส่วนตำแหน่งที่สูงกว่านี้เจ้าคงไม่ต้องให้เราพูดมากความกระมัง”
แต่งตั้งเป็นอ๋อง!
ถัดจากตำแหน่งกงขั้นหนึ่งขึ้นไปก็เหลือเพียงตำแหน่งอ๋องเท่านั้น ใช่แล้ว!
หลี่เต้าพลันเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา
เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว ภรรยาและอนุภรรยาของเขาก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระชายา ในแคว้นต้าเฉียน ตำแหน่งอ๋องสามารถมีพระชายาหลักหนึ่งคนและพระชายารองอีกสองคน แม้จะเรียกต่างกันแต่แท้จริงแล้วมีสถานะเท่าเทียมกัน เมื่อคิดถึงตรงนี้หลี่เต้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย การแต่งตั้งบรรดาศักดิ์อ๋องไม่ว่าจะในราชวงศ์ใดก็ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าแคว้นต้าเฉียนจะเคยมีอ๋องต่างสกุลมาก่อน แต่ครั้งล่าสุดก็เป็นเรื่องเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ฟังจากคำพูดของฮ่องเต้แล้ว หรือว่าเพื่อให้เขาแต่งภรรยาได้มากขึ้น จึงจะแต่งตั้งให้เขาเป็นอ๋องต่างสกุลเลยหรือ?
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นถามว่า “ฝ่าบาท คู่ครองที่พระองค์กล่าวถึงนั้นคือ…”
เขารู้สึกสงสัยว่าอะไรทำให้ฮ่องเต้รีบวาดภาพอนาคตอันยิ่งใหญ่ให้เขาเช่นนี้ เมื่อเห็นหลี่เต้าดูมีท่าทีสนใจขึ้นมาบ้าง ฮ่องเต้จึงเอ่ยปากทันทีว่า “ข้าหมายถึงบรรดาธิดาของข้า”
“ธิดา… ทั้งหลาย?”
ฮ่องเต้พลันกลอกตาใส่หลี่เต้า “เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าหมายถึงให้เจ้าเลือกสักคน”
เลือกมาสักคน?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สิ่งแรกที่หลี่เต้านึกถึงไม่ใช่วิธีการว่าจะปฏิเสธอย่างไร แต่กลับเป็นเงาร่างอันงดงามในห้วงความทรงจำ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้เจ้าเลือกได้ทั้งหมด”
“พวกที่หมั้นหมายหรือออกเรือนไปแล้ว เจ้าอย่าได้คิดถึง” หลี่เต้า “…”
หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็ไม่รอให้หลี่เต้ามีปฏิกิริยาใด ๆ เขาหยิบสมุดเล่มหนึ่งจากบนโต๊ะโยนไปให้หลี่เต้าทันที หลี่เต้ายกมือขึ้นรับเอาไว้ พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นสมุดภาพ
“ธิดาที่ยังไม่ได้ออกเรือนทั้งหมดของข้าอยู่ในนั้น เจ้าจงพิจารณาดูให้ดีแล้วเลือกมาสักคน”
ในใจหลี่เต้าอยากจะปฏิเสธต่อไป แต่มือเขากลับเปิดสมุดภาพออกโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังคาดหวังถึงบางสิ่ง พอฮ่องเต้เห็นภาพนั้นแล้วจึงพยักหน้าเบา ๆ การที่เปิดสมุดภาพออกดูในความคิดของเขานั้น ก็เท่ากับเป็นการยอมรับวาสนาครั้งนี้แล้ว เขาเชื่อว่าหลี่เต้าเองก็เข้าใจเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาดื่มชาโพธิโบราณอายุพันปีที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ
ขณะที่ยังหายใจได้อยู่ ก็ต้องลิ้มรสของดีเหล่านี้ให้เต็มที่เสียหน่อย