ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 537 จักรพรรดิเจ้าเล่ห์
แม้ว่าเถียซานเหนียงจะเป็นหญิงงามบอบบางที่น่าทะนุถนอม แต่เถียซานที่สูงราวหกฉี่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง กลับรู้สึกได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบที่พุ่งเข้าใส่จนทำให้เขาต้องสั่นสะท้าน เขากระซิบอธิบายว่า “คุณหนู นี่เป็นข่าวที่แพร่ออกมาจากในวัง”
ในวัง?
สีหน้าของเถียซานเหนียงพลันแข็งค้าง หลังจากที่มอบหนังสือพิมพ์ของตระกูลเถียออกไป หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลเถียโดยสมบูรณ์อีก
และข่าวที่สามารถแพร่ออกมาจากในวัง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับหมิงเยว่ที่เป็นสหายรักของนาง รวมถึงอูอันกงหลี่เต้า ก็มีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่จะกล้าทำเช่นนี้
“เหตุใดฝ่าบาทถึงได้…”
หากเป็นคนอื่นเถียซานเหนียงก็ยังพอจะหาเรื่องได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฮ่องเต้นางก็ทำได้แค่อดทน
“หรือว่าฝ่าบาทจะทรงมีพระประสงค์ใช้หมิงเยว่เป็นเครื่องมือดึงพี่หลี่เข้ามา? แต่หมิงเยว่จะยอมหรือไม่?”
เมื่อนึกถึงว่าบุรุษที่ตนชื่นชอบอาจจะต้องลงเอยกับสหายรักของนาง หัวใจของเถียซานเหนียงก็พลันบีบรัดด้วยความเจ็บปวด
นางเป็นคนแรกที่มาก่อน อีกทั้งหมิงเยว่ก็รู้เรื่องนี้ดี ไม่ได้ นางไม่อาจนั่งรอความตายเช่นนี้ แม้ว่าการแต่งงานของนางในยามนี้จะยังไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองทั้งหมด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมยกหลี่เต้าให้ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางได้ตระหนักถึงความรู้สึกที่ตนเองมีต่อหลี่เต้าอย่างชัดเจนแล้ว นางก็ยิ่งไม่มีทางยอมยกให้ผู้อื่น แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นสหายรักของนางก็ตาม
ถึงแม้หมิงเยว่จะกล่าวเอาไว้ว่าชาตินี้นางจะไม่รักบุรุษผู้ใดอีก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลี่เต้าเป็นคนที่มีความสามารถอันโดดเด่นด้วยแล้ว หากทั้งสองคนได้พัฒนาความรู้สึกต่อกัน นางจะมาเสียใจก็สายเกินไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นเถียซานเหนียงจึงเงยหน้าขึ้นสั่งเถียซานว่า “ไปเตรียมรถม้า ข้าจะไปจวนท่านอูอันกงสักหน่อย”
ขณะที่เถียซานกำลังจะจากไป เถียซานเหนียงก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบกล่าวเสริมว่า “อีกอย่าง ช่วยเตรียมของขวัญให้ข้าด้วย ภายหลังข้าจะเข้าวังไปเยี่ยมบุตรสาวบุญธรรมของข้า”
แค่ไปพบหลี่เต้ายังไม่พอ นางต้องไปสืบความคิดของสหายรักด้วยในเวลาเดียวกัน
ขณะที่เถียซานเหนียงทราบข่าวแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ผู้เป็นเจ้าของเรื่องถึงแม้จะรู้ช้ากว่าแต่ตอนนี้นางก็ได้รู้แล้วเช่นกัน ณ ตำหนักหมิงเยว่ องค์หญิงหมิงเยว่กำลังนั่งอยู่ในลานเรือน ในมือของนางถือหนังสือพิมพ์เมืองหลวงฉบับหนึ่ง ข้างกายยังมีหนังสือพิมพ์เมืองหลวงวางให้อยู่อีกหลายฉบับ
เนื่องจากการเผยแพร่ข่าวของผู้ที่มีเจตนาบางคน ทำให้หนังสือพิมพ์ช่วงนี้ล้วนแต่รายงานข่าวเกี่ยวกับหลี่เต้าและองค์หญิงหมิงเยว่ หลังจากอ่านเนื้อหาในหนังสือพิมพ์จบ องค์หญิงหมิงเยว่ก็วางหนังสือพิมพ์ลงก่อนจะเอ่ยด้วยคิ้วงามที่ขมวดเล็กน้อย
“เสด็จพ่อกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่”
ในฐานะผู้ที่เฉลียวฉลาด นางย่อมมองออกว่าปัญหานี่เกิดจากผู้ใด เช่นเดียวกับความคิดของเถียซานเหนียง นางเองก็คาดเดาว่าฮ่องเต้คงจงใจจับคู่นางกับอูอันกงผู้นั้น เรื่องเช่นนี้นางก็ไม่อาจไปสอบถามกับฮ่องเต้โดยตรงได้
อย่างไรเสียหนังสือพิมพ์ก็แค่กล่าวว่าท่านอูอันกงชื่นชอบนาง ต้องการจะเกี้ยวนาง แต่อำนาจการตัดสินใจยังอยู่ในมือนาง ในตอนนั้นเองเสียงของจีหมิงเยว่ก็ดังขึ้นในห้วงความคิด อีกฝ่ายเอ่ยเสียงอ่อนหวานว่า “ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป อย่างไรเสียดูจากประสบการณ์ของอูอันกงแล้ว เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา อย่างน้อยก็พอจะคู่ควรกับเจ้าอยู่”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “อย่าพูดเหลวไหล ข้ามีเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็พอแล้ว”
หลังกล่าวจบนางก็มองหนังสือพิมพ์แวบหนึ่งแล้วพูดต่อว่า “ไม่รู้ว่าฝ่าบาทกำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้พูดชัดเจนก็ยังพอพูดกันได้”
“ส่วนเรื่องที่เขียนในหนังสือพิมพ์จะจริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว”
“เพียงแต่ไม่รู้จะอธิบายกับซานเหนียงอย่างไร เพราะดูเหมือนนางจะชื่นชอบอูอันกงอยู่ไม่น้อย”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังต้องหาทางช่วยซานเหนียง หากรอจนกระทั่งรัชทายาทได้รับการแต่งตั้งอย่างแน่นอนแล้ว ก็คงยากที่จะแก้ไขได้”
แม้ว่านางจะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก แต่ในวังหลังไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองได้ และนางก็เป็นเพียงองค์หญิง จึงยิ่งยากที่จะเข้าแทรกแซงในเรื่องเช่นนี้
ในตอนนั้นเองเสียงของจีหมิงเยว่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “หากเป็นก่อนหน้านี้ เจ้าคงยากที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของสหายรักเจ้าได้ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว ถ้าเจ้าอยากจะช่วยจริงๆ มีสิ่งหนึ่งที่ถ้าเจ้าทำได้สำเร็จ นางก็จะสามารถหลุดพ้นจากการแต่งงานครั้งนี้ได้โดยธรรมชาติ”
“เรื่องอะไรหรือ?”
“นั่นก็คือการให้เจ้าขึ้นเป็นรัชทายาท”
เมื่อได้ยินคำพูดของจีหมิงเยว่ องค์หญิงหมิงเยว่ก็ถึงกับตกตะลึง
“ให้ข้าขึ้นเป็นรัชทายาท นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร ข้าเป็นเพียงองค์หญิง ไม่ใช่องค์ชาย”
จีหมิงเยว่เอ่ยเสียงเบา “เป็นองค์หญิงแล้วอย่างไร เล่า”
“ก่อนหน้านี้ข้าก็คงไม่แนะนำเช่นนี้หรอก เพราะเจ้ายังมีเวลาเตรียมตัวอีกหลายร้อยปี แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่ถาม “ต่างกันอย่างไรหรือ?”
จีหมิงเยว่ตอบ “เพราะถ้ารัชทายาทองค์ต่อไปของต้าเฉียนไม่มีความสามารถเพียงพอ ต้าเฉียนก็คงจะล่มสลายในไม่ช้าแล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าว “นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร ต้าเฉียนในยามนี้กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด”
จีหมิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบว่า “เพราะเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด จึงยิ่งต้องการผู้มีความสามารถ…”
“แค่มีความสามารถยังไม่พอ ต้าเฉียนต้องการฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง จึงจะหลีกเลี่ยงการล่มสลายนั้นได้”
องค์หญิงหมิงเยว่รู้สึกงุนงงอย่างมาก เพราะทุกคำนั้นล้วนแต่เป็นคำพูดที่นางไม่เข้าใจ จีหมิงเยว่เอ่ยว่า “แน่นอนว่าเจ้าไม่ทำก็ได้ หากเจ้าไม่สนใจความเป็นความตายของต้าเฉียน มีข้าอยู่พวกเรากับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดี”
“สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าคิดอย่างไร”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
นับตั้งแต่มีจีหมิงเยว่อยู่ นางก็พบว่าวันเวลาของตนเองยิ่งยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนแรกคิดว่าแค่บำเพ็ญอย่างหนักจนถึงระดับปรมาจารย์แล้วให้กำเนิดเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็พอ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้จู่ ๆ ก็ให้นางพยายามทะลวงขั้นมหาราชาปรมาจารย์ เรื่องนี้นางยอมรับได้ทั้งหมดก็เพื่อเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ แต่ตอนนี้กลับให้นางซึ่งเป็นสตรีไปขึ้นครองบัลลังก์เป็นผู้ปกครองแคว้นอยู่ดี ๆ ไม่มีสาเหตุ หากผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็ไม่รู้แล้วว่าจะให้นางทำอะไร
แต่ตอนนี้ควรจะถามจีหมิงเยว่ให้ชัดเจนก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแคว้นต้าเฉียนกันแน่
ส่วนเรื่องรัชทายาท…
ก็ดูจะเป็นตำแหน่งที่ดึงดูดอยู่ไม่น้อย
หลังจากสืบความจริงเรียบร้อยแล้ว ค่อยไปถามเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ดูว่านางอยากเป็นหรือไม่
หากว่าเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อยากเป็น ในฐานะมารดาของนางก็ไม่ใช่ว่าจะไม่พยายามสักหน่อย
จวนอูอันกง ในลานเรือน
หลี่เต้ากำลังนั่งอยู่ริมสระน้ำ มือหนึ่งถือชาโพธิอายุพันปีที่ฮ่องเต้ส่งมาให้ ส่วนอีกมือถือคันเบ็ดตกปลา
ทันใดนั้นเงาร่างอรชรก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก
“พี่ชาย ท่านจะไปเกี้ยวหมิงเยว่จริงหรือ ช่วงนี้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วแล้วนะ”
หลี่ชิงเอ๋อร์วิ่งเข้าไปหาหลี่เต้าแล้วถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น โดยไม่รอให้หลี่เต้าตอบ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็พูดต่อไปอีกว่า
“จริงๆ แล้วหากท่านอยากจะตามจีบหมิงเยว่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรเสียพวกท่านก็เคยมีสัมพันธ์กันมาก่อน”
หลี่เต้าหันไปมองน้องสาวตัวแสบของตนด้วยสายตาตำหนิ แล้วอธิบายอย่างหงุดหงิดว่า “ข้าบอกแล้วว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้รับมือกับฮ่องเต้เท่านั้น”
“เพื่อป้องกันไม่ให้เขาบังคับยัดเยียดองค์หญิงให้ข้า”
หลี่ชิงเอ๋อร์พูดอย่างร่าเริง “ถึงอย่างไรก็เป็นองค์หญิงที่ได้มาโดยเปล่า ไม่รับก็เสียของ”
“หากวันหน้าหมิงเยว่กับฮ่องเต้รู้ตัวตนที่แท้จริงของพี่ ก็คงจะน่าสนใจยิ่งนัก”
หลี่เต้าหันไปมองน้องสาวของตนอย่างเงียบ ๆ เขาตัดสินใจว่าหากมีโอกาสได้ไปที่สำนักของน้องสาว จะต้องถามให้ได้ว่าพวกเขาสั่งสอนน้องสาวตั้งแต่เด็กมาอย่างไร