ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 531 ตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์
ฮ่องเต้พูดขึ้นมาเอง “นักพรตไป๋ เจ้าเคยกล่าวไว้ว่า
ต้องการนั่งบัลลังก์มังกรก็ต้องแบกรับภาระที่มาพร้อมกับมัน”
“พลังมังกรคู่กับบัลลังก์จักรพรรดิ”
“ในยุคที่เส้นชีพจรมังกรเสื่อมถอยเช่นนี้ หากไม่ใช่จักรพรรดิมนุษย์แล้วก็ย่อมไม่อาจบำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์ได้ ยิ่งพลังมังกรแข็งแกร่งมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น”
“นี่ก็คือสาเหตุที่บรรพบุรุษและบิดาของเราสิ้นพระชนม์เร็ว”
นึกถึงสิ่งนี้แล้ว ฮ่องเต้ก็รู้สึกหดหู่ในใจ
ทุกคนล้วนรู้ว่าบัลลังก์จักรพรรดิคือตำแหน่งสูงสุดในโลกมนุษย์ เป็นสิ่งที่วีรบุรุษและชายชาญทั้งหลายต่างโหยหา แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าบัลลังก์จักรพรรดิก็คือโซ่ตรวนที่สวรรค์และพิภพล่ามจักรพรรดิเอาไว้ เส้นชีพจรมังกรเสื่อมถอย ตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์ตกต่ำ อำนาจแบ่งแยกกลายเป็นเพียงโอรสสวรรค์ ด้วยเหตุนี้จึงสูญเสียความสามารถในการควบคุมชะตาแผ่นดินไป และเมื่อไม่สามารถควบคุมชะตาแผ่นดินภายใต้การสะท้อนกลับของชะตาแผ่นดินได้ ก็ย่อมถูกตัดขาดจากเส้นทางการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นหากชะตาแผ่นดินแข็งแกร่งมากเท่าใด การสะท้อนกลับก็จะยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันจึงไม่มีจักรพรรดิที่สามารถครอบครองความเป็นอมตะได้ แทบทุกพระองค์จะมีพระชนมชีพที่ไม่ยืนยาว ยิ่งเก่งกาจมากเท่าไรก็ยิ่งสิ้นพระชนม์เร็วเท่านั้น หากเป็นสถานการณ์ปกติ ฮ่องเต้ก็น่าจะยังพอทนไปได้อีกสักระยะ เพราะภายใต้การปกครองของพระองค์ ต้าเฉียนยังคงสงบร่มเย็น ชะตาแผ่นดินไม่ค่อยผันผวน อีกทั้งพระองค์เองก็ยังไม่ได้ชราภาพนัก ดังนั้นจึงน่าจะยังแบกรับภาระของต้าเฉียนไปได้อีกสักพัก
แต่เมื่อไม่นานมานี้ จู่ ๆ เส้นชีพจรมังกรทั้งหมดก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
แล้วผลลัพธ์ของการที่เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนชีพคืออะไร?
การฟื้นคืนชีพของเส้นชีพจรมังกรคือลางแห่งความรุ่งเรือง ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ต้าเฉียนจะไม่ได้ทำอะไรเลย ชะตาแผ่นดินก็จะค่อย ๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อชะตาแผ่นดินรุ่งโรจน์ ราษฎรทั่วหล้าก็จะอยู่ดีมีสุข ทว่าฮ่องเต้กลับต้องทนทุกข์ทรมาน เดิมทีร่างกายของพระองค์ก็เริ่มทรุดลงเพราะผลสะท้อนกลับจากชะตาแผ่นดินอยู่แล้ว
และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอย่างกะทันหันอีก ก็ยิ่งทำให้ร่างกายของพระองค์ย่ำแย่กว่าเดิม ตอนแรกพระองค์วางแผนไว้ว่าจะรอดูอีกสักสองสามปีก่อนแล้วค่อยตั้งรัชทายาท แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันนี้ ทำให้พระองค์ต้องเร่งกระตุ้นโอรสให้แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกันก่อนกำหนด ฮ่องเต้รู้สึกได้ถึงสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
เงยหน้าถามว่า “นักพรตไป๋ เราไม่มีโอกาสอีกแล้วหรือ?”
“เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนชีพแล้ว หากกระแสนั้นกำลังจะมาถึง เราย่อมไม่ยอมรับมันเด็ดขาด”
อันที่จริงแล้วเรื่องเส้นชีพจรมังกรอาจจะเป็นความลับสำหรับสามัญชน แต่ไม่ใช่สำหรับฮ่องเต้ และไม่เพียงแค่ฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนเท่านั้น ฮ่องเต้ของแคว้นน้อยใหญ่ทั้งหลายก็ล้วนแต่รู้เรื่องนี้ดี เพราะฮ่องเต้ต้องการอายุยืนยาว การฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกรจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเส้นชีพจรมังกรฟื้นคืน ตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์ก็จะฟื้นคืนตามมา ตำแหน่งบุตรแห่งสวรรค์ก็จะเปลี่ยนเป็นผู้เตรียมพร้อมสู่การเป็นจักรพรรดิมนุษย์ เหตุใดจึงเป็นเพียงผู้เตรียมพร้อมสู่การเป็นจักรพรรดิมนุษย์?
นั่นก็เป็นเพราะในใต้หล้าและสวรรค์มีตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์เพียงตำแหน่งเดียว และการได้เป็นผู้เตรียมพร้อมสู่การเป็นจักรพรรดิมนุษย์จะได้คุณสมบัติในการบำเพ็ญ แต่ขณะนี้เส้นชีพจรมังกรเพิ่งจะฟื้นคืน ตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะฟื้นคืนกลับมา และช่วงเวลานี้ก็คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะบางคนรอได้ สามารถทนรับชะตาแผ่นดินที่พลุ่งพล่านขึ้นมาก่อนที่ตำแหน่งจักรพรรดิจะฟื้นคืน
แต่บางคนรอไม่ไหว ยังไม่ทันที่ตำแหน่งจักรพรรดิจะฟื้นคืนก็ถูกชะตาแผ่นดินบีบคั้นจนล้มลงเสียก่อน และในขณะนี้ฮ่องเต้ก็รู้สึกว่าตนเองคงรอไม่ไหวแล้ว ยิ่งแคว้นที่มีชะตาแผ่นดินแข็งแกร่งมากเท่าไร จักรพรรดิก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาต้องคอยแบกรับแรงกดดันมากที่สุด พอไป๋อวิ๋นเปียนได้ยินคำบ่นของฮ่องเต้แล้ว เขาก็นิ่งเงียบไป ครู่ต่อมาไป๋อวิ๋นเปียนเงยหน้าขึ้นพลางกล่าว “อันที่จริงแล้วฝ่าบาทก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส”
“โอกาสอะไรหรือ?”
ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นถามอย่างรวดเร็ว ไป๋อวิ๋นเปียนค่อย ๆ กล่าวว่า “ที่ร่างกายของฝ่าบาททรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ก็เป็นเพราะการสะท้อนกลับของชะตาแผ่นดินมันรุนแรงยิ่ง”
“ดังนั้นฝ่าบาทเพียงแค่ต้องหาวิธีทำให้ชะตาแผ่นดินอ่อนกำลังลงก็พอ”
ทำให้ชะตาแผ่นดินอ่อนกำลังลงงั้นหรือ?
สีหน้าของฮ่องเต้เปลี่ยนไปในทันที ชะตาแผ่นดินคือโชควาสนาของแผ่นดิน หากต้องการให้ชะตาแผ่นดินอ่อนกำลังลง เช่นนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่บ้านเมืองจะเกิดปัญหา และความหมายในคำพูดของไป๋อวิ๋นเปียนนั้นชัดเจนยิ่ง นั่นก็คือให้เขาแสดงละครเรื่องความพินาศของแผ่นดิน
และการทำให้แผ่นดินพินาศนั้นจะง่ายดายได้อย่างไร?
โดยเฉพาะในยามที่ชะตาแผ่นดินของต้าเฉียนกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ ความยากในการทำให้แผ่นดินพินาศก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งก็ยังไม่รู้ว่าตำแหน่งจักรพรรดิมนุษย์จะฟื้นคืนเมื่อใด ในช่วงเวลานี้เขาจำเป็นต้องทำให้แผ่นดินพินาศอย่างต่อเนื่อง
หากทำพลาดไปแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงจะน่าเวทนายิ่ง อาจถึงขั้นพลั้งเผลอทำให้ต้าเฉียนถึงกาลอวสานเลยก็ได้ สีหน้าของฮ่องเต้แปรปรวนไม่คงที่ จ้าวจงและไป๋อวิ๋นเปียนต่างรู้ว่าฮ่องเต้ลังเลอยู่ พวกเขาจึงไม่มีใครเอ่ยปากพูด ต้าเฉียนเป็นของฮ่องเต้ ชะตากรรมก็อยู่ในมือของฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ทันใดนั้นสีหน้าของฮ่องเต้ก็กลับมาเป็นปกติ เขาเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
“บรรพชนของต้าเฉียนใช้เวลาเก้าชั่วอายุคนในการสถาปนาต้าเฉียนขึ้นมา”
“และต่อมาก็ใช้เวลาอีกเก้าชั่วอายุคนกว่าจะได้มาซึ่งแคว้นต้าเฉียนในปัจจุบัน”
“ทุกวันนี้เราทำลายแคว้นต้าเฉียนเพียงเพื่อผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นเราจะมีหน้าไปพบบรรพบุรุษได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋อวิ๋นเปียนก็ยิ้มพลางประสานมือ “ฝ่าบาท กระหม่อมยอมรับพระองค์แล้ว”
ฮ่องเต้เลิกคิ้วถาม “เจ้าไม่เคยยอมรับเรามาก่อนหรือ”
“แต่ก่อนกระหม่อมยอมรับแค่คำพูด แต่ในใจยังลังเลอยู่ แต่บัดนี้ได้ยอมรับพระองค์อย่างสุดหัวใจแล้ว”
หากเป็นในอดีต ไป๋อวิ๋นเปียนย่อมไม่กล้าล่วงเกินเช่นนี้ เพราะจิตใจของฮ่องเต้นั้นยากจะคาดเดา แต่ในยามนี้ฮ่องเต้ได้ยอมสละโอกาสที่จะมีอายุยืนนานเพื่อแคว้นต้าเฉียน ก็เพียงพอจะพิสูจน์ถึงจิตใจอันกว้างใหญ่ของพระองค์ได้แล้ว เนื่องด้วยฮ่องเต้ทุกพระองค์ของแคว้นต้าเฉียนล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ ดังนั้นแคว้นต้าเฉียนจึงต้องการฮ่องเต้ที่มีมาตรฐานสูงมาโดยตลอด หลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์แล้ว แม้จะไม่มีข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดเจน แต่ก็ยากที่จะหาจุดโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นในการประเมินของราษฎรที่มีต่อฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเฉียน เขาจึงถูกจัดอยู่ในระดับล่าง
แต่ในตอนนี้ในใจของไป๋อวิ๋นเปียน เพียงแค่การตัดสินใจครั้งเดียวนี้ของฮ่องเต้ มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาจัดอันดับฮ่องเต้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนทุกยุคสมัย รองจากจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่พระองค์ ก็เพราะว่า… เลือกทางยากละทิ้งทางง่าย
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้จึงเอ่ยอย่างอดไม่ได้ว่า “นักพรตชรานี่เกรงว่าแต่ก่อนคงไม่ค่อยมีคำพูดจริงใจสักเท่าไร”
ไป๋อวิ๋นเปียนกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ฝ่าบาทเข้าใจผิดแล้ว กระหม่อมทุ่มเททำงานเพื่อต้าเฉียนมาโดยตลอด ถึงขั้นต้องกระอักเลือดมาหลายครั้งแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ดังนั้นไป๋อวิ๋นเปียนจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เคยพบเจอที่สำนักโหรหลวงให้ฟังพระองค์ฟัง
“ดาวมรณะ? พัวพันกับดาวจักรพรรดิ แต่กลับไม่ปะทะกับดาวจักรพรรดิ?”
หลังจากฟังจบ ฮ่องเต้ก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ ในฐานะจักรพรรดิ ความรู้ที่เขาได้ศึกษามานั้นกว้างขวางอย่างยิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถบำเพ็ญได้ ดังนั้นฮ่องเต้จึงใช้เวลาว่างจากการตรวจฎีกามาอ่านหนังสือ เขาจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับโหราศาสตร์อยู่พอสมควร และได้เอ่ยขึ้นว่า “นักพรตชรา สิ่งที่เจ้าพูดมามีปัญหานะ”
“เจ้าบอกว่าดาวมรณะคือดาวขุนพล ดาวขุนพลที่มีอิทธิพลรุนแรงจะเกิดสองสถานการณ์ขึ้นก็คือ ดาวขุนพลปะทะกับดาวจักรพรรดิ หรือไม่ก็ดาวจักรพรรดิปราบดาวขุนพลเอง แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีการปะทะกัน”
เปรียบได้กับในราชสำนัก เมื่อมีผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าจนผู้นั้นเหนือกว่าผู้ปกครอง ทั้งสองฝ่ายก็ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งระแวง และท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ไป๋อวิ๋นเปียนส่ายหน้า “กระหม่อมไม่เห็นว่ามีปัญหาจริงๆ พะยะค่ะ”
จากนั้นเขาก็รีบถามต่อ “ฝ่าบาท ดาวมรณะผู้นี้พระองค์คงทรงทราบว่าเป็นผู้ใดกระมัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็เงยหน้าขึ้นกล่าว “หากเป็นดังที่เจ้าว่า ในราชสำนักขณะนี้ก็คงมีเพียงผู้เดียวที่ตรงตามที่เจ้าพูด”
“ในเมื่อเจ้าพูดถึงดาวมรณะแล้ว เขาผู้นั้นก็เพิ่งจะสังหารผู้คนไปอย่างน้อยหนึ่งล้านคนเมื่อไม่นานมานี้”