ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 530 นักพรตไป๋
หลี่เต้ามองดูคนหามเกี้ยวทั้งสี่คน และพบว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่มีชีวิต แต่เป็นเหมือนหุ่นชนิดหนึ่ง เนื่องจากเคยมีความเกี่ยวข้องกับสำนักปราบสวรรค์ เขาจึงสามารถสังเกตเห็นร่องรอยของวิชาเต้าได้บ้าง อีกด้านหนึ่งผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็จ้องมองหลี่เต้าและกองทัพหมาป่าผู่ถูอยู่ครู่หนึ่ง
“ช่างเป็นกองทัพที่ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าจึงไม่เคยพบเห็น”
ทั้งสองฝ่ายต่างเดินสวนกันผ่านไปเพียงชั่วครู่ อีกทั้งยังเป็นคนแปลกหน้า จึงไม่อาจสนใจกันมากไปกว่านี้
ภายในวังหลวง จ้าวคังและจ้าวหย่งมองส่งหลี่เต้าและกองทัพหมาป่าผู่ถูจนหายลับไปที่ประตูวังหลวง จากนั้นพวกเขาก็เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ ทว่าพวกเขาก็เห็นเกี้ยวหลังนั้นเช่นกัน
“นี่มัน…”
จ้าวหย่งครุ่นคิดครู่หนึ่งแต่ก็จำไม่ได้ ทันใดนั้นจ้าวคังก็มีสีหน้าเหมือนนึกออกขึ้นมา “นี่คือผู้ที่อยู่ในสำนักโหรหลวง”
สำนักโหรหลวง?
จ้าวหย่งจึงนึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ทำไมจู่ ๆ ท่านผู้นี้ถึงได้ออกมาจากสำนักโหรหลวง”
“ใครจะไปรู้เล่า”
เมื่อเห็นเกี้ยวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จ้าวคังก็เอ่ยขึ้น “พอเถอะ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อเห็นแล้วก็ต้องไปทักทายสักหน่อย”
หากเป็นขุนนางทั่วไปพวกเขาทั้งสองคนก็คงจะจากไปได้เลย แต่หากเป็นผู้ที่มาจากสำนักโหรหลวง พวกเขาจะจากไปทั้งอย่างนั้นเลยไม่ได้ แม้สำนักโหรหลวงจะมีตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ก็เป็นหน่วยงานที่มีความพิเศษเฉพาะ ขนาดว่าพวกเขาเลย แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ยังต้องมีวาจาสุภาพด้วยสักสองสามคำ
และดูเหมือนผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็สังเกตเห็นจ้าวคังและจ้าวหย่งเช่นกัน จึงได้หยุดลงตรงหน้าคนของทั้งสองคน
“ไม่ได้พบองค์ชายทั้งสองนานมากแล้ว”
ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น ชายชราในชุดนักพรตเดินออกมาจากด้านใน เขาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นนักพรตชราผู้นั้น ที่ก่อนหน้านี้คำนวณดวงชะตาอยู่ในสำนักโหรหลวงจนกระอักเลือดออกมาถึงสามถ้วย เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะรักษาอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดจากการพลังสะท้อนกลับได้จนหายดี แต่กลับได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้า
เมื่อจ้าวคังและจ้าวหย่งเห็นนักพรตชรา พวกเขาก็ประสานมือคำนับพร้อมกันพลางกล่าวว่า “คารวะท่านนักพรตไป๋”
“อืม”
อาจารย์ไป๋เพิ่งจะผงกศีรษะ จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นพินิจมองใบหน้าของจ้าวคังและจ้าวหย่ง ทั้งสองคนที่คอยสังเกตนักพรตไป๋อยู่ตลอดถูกมองจนรู้สึกประหลาด จ้าวคังอดถามขึ้นไม่ได้ “ท่านนักพรตไป๋? บนร่างกายของพวกเราสองพี่น้องมีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?”
อาจารย์ไป๋ไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
พลังมังกรหายไปไหน?
ทำไมพลังมังกรถึงได้เจือจางถึงเพียงนี้
อีกอย่างนี่ไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่กำลังจะตายอย่างแน่นอน ทั้งสองคนยังมีชีวิตที่ดีอยู่ เป็นไปได้ว่าอาจมีบางคนมาเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของพวกเขา ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดโดยไม่รู้ตัวอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น
“ท่านนักพรตไป๋ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว ฝ่าบาททรงรอท่านอยู่นานแล้ว” ขันทีคนหนึ่งได้รีบวิ่งมาหยุดตรงหน้าทั้งสามคน หลังจากทักทายจ้าวคังและจ้าวหย่งแล้ว เขาถึงได้กล่าวกับท่านนักพรตไป๋
เมื่อจ้าวคังและจ้าวหย่งเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อท่านนักพรตไป๋มาตามคำเชิญของเสด็จพ่อก็รีบไปเถิด พวกข้าสองพี่น้องขอตัวก่อน”
ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดที่ถูกนักพรตไป๋จับจ้อง จึงไม่อยากอยู่นานกว่านี้ ปลีกตัวจากไปทันที
หลังจากถูกขัดจังหวะ นักพรตไป๋ก็ได้แต่ส่ายหน้า ช่างเถอะ ก็แค่มีคนมาเปลี่ยนแปลงโชคชะตาเท่านั้น ตอนนี้แม้แต่เส้นชีพจรมังกรยังตื่นก่อนกำหนดเป็นร้อยเป็นพันปี เรื่องแค่นี้จะเป็นอะไรไป อีกอย่างมันก็เป็นเรื่องดี ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากนัก
เมื่อเห็นขันทีข้างกายทำท่าร้อนใจ นักพรตไป๋จึงโบกมือพลางกล่าวว่า “รบกวนท่านขันทีนำทางด้วย”
“ขอรับ”
นักพรตไป๋สะบัดแขนเสื้อคลุม จากนั้นทั้งเกี้ยวและคนหามเกี้ยวก็บิดเบี้ยวผิดรูป ก่อนจะลอยเข้าไปในแขนเสื้อของเขา แล้วเขาก็เดินตามขันทีเข้าไปในพระราชวังทันที
ด้านนอกห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าบาท ท่านนักพรตไป๋ไป๋อวิ๋นเปียนมาถึงแล้วพะยะค่ะ” ขันทีเคาะประตูใหญ่ของห้องทรงพระอักษรสามครั้งก่อนจะกล่าวรายงานเสียงเบา
“เข้ามา”
ไม่นานก็ได้ยินเสียงของฮ่องเต้ดังมาจากด้านในห้องทรงพระอักษร เมื่อได้ยินดังนั้นขันทีก็เปิดประตูบานหนึ่งแล้วกล่าวกับไป๋อวิ๋นเปียนว่า “เชิญท่านนักพรตไป๋”
ไป๋อวิ๋นเปียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนก้าวเท้าเข้าไปด้านในห้อง เนื่องจากเคยมาที่นี่แล้ว ไป๋อวิ๋นเปียนจึงเดินตรงไปยังห้องหลักของห้องทรงพระอักษรอย่างคุ้นเคย
เมื่อไปถึงก็เห็นฮ่องเต้นั่งดื่มชาอย่างสงบที่โต๊ะทรงงานในห้องทรงพระอักษร โดยมีจ้าวจงคอยปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ ไป๋อวิ๋นเปียนประสานมือคำนับทักทาย “ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้โบกมือพลางกล่าวว่า “นั่งลงเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
หลังจากไป๋อวิ๋นเปียนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว จ้าวจงก็ก้มตัวกระซิบบางอย่างข้างหูของฮ่องเต้ ทันใดนั้นสีหน้าของฮ่องเต้ก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะมองไปทางไป๋อวิ๋นเปียนแล้วกล่าวว่า
“ไม่นึกว่านักพรตไป๋จะก้าวผ่านขั้นนั้นได้แล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย”
ไป๋อวิ๋นเปียนกวาดตามองจ้าวจงแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “กระหม่อมเองก็ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทเช่นกัน”
“โอ้? เรามีเรื่องใดให้น่ายินดีหรือ?”
“กระหม่อมเป็นขุนนางของต้าเฉียนและเป็นขุนนางของฝ่าบาท หากกระหม่อมทะลวงขั้นได้ ต้าเฉียนและฝ่าบาทก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็อดหัวเราะไม่ได้ “นักพรตไป๋ช่างเป็นคนน่าสนใจ ตอนนั้นเรามองไม่ผิดจริงๆ”
ไป๋อวิ๋นเปียนแย้มยิ้มบาง “ไม่ทราบว่าวันนี้ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาด้วยเรื่องใด?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของฮ่องเต้ก็จางหายไป กลายเป็นความสงบนิ่ง ก่อนพระองค์จะพูดอย่างช้า ๆ ว่า “วันนี้ที่เชิญนักพรตมาก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับร่างกายของเรา”
“ร่างกายหรือ?”
ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มของไป๋อวิ๋นเปียนพลันจางลง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยปาก “กระหม่อมจำเป็นต้องจับชีพจรและดูโหงวเฮ้ง”
ฮ่องเต้เอยอนุญาต “เชิญ”
ไป๋อวิ๋นเปียนพยักหน้าพลางกล่าว “งั้นกระหม่อมขออนุญาต”
จากนั้นเขากยกมือขึ้นพลิกข้อมือ แล้วเส้นสายสีขาวที่หลอมรวมมาจากพลังปราณแท้ก็ได้พุ่งไปทางฮ่องเต้ จ้าวจงที่อยู่ด้านข้างฮ่องเต้เขาเหลือบมองครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้ขยับตัว ไม่นานนักเส้นพลังปราณแท้สีขาวก็ตกลงบนข้อมือของฮ่องเต้ แล้วพันรอบสองครั้งก่อนจะกลับคืนสู่มือของไป๋อวิ๋นเปียน จากนั้นไป๋อวิ๋นเปียนก็เริ่มจับชีพจรให้ฮ่องเต้ผ่านเส้นพลังปราณแท้สีขาว หลังจากจับชีพจรไปสักพัก ไป๋อวิ๋นเปียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ลองจับอีกหลายครั้งอย่างจริงจัง
ต่อมาไป๋อวิ๋นเปียนได้เงยหน้าขึ้นมองไปที่ฮ่องเต้
“ตาสวรรค์! เปิด!”
ในชั่วขณะถัดมา แสงสีทองก็พลันปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
พริบตานั้นมังกรทองที่ทรงพลังและดุดันตัวหนึ่งได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าไป๋อวิ๋นเปียน มันกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของฮ่องเต้ อาจเป็นเพราะฮ่องเต้ควบคุมมันเอาไว้ มังกรทองจึงทำเพียงแค่เวียนวนอยู่กับที่โดยไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใด
แต่ถึงกระนั้น ชั่วครู่ต่อมาน้ำตาสองสายก็ไหลออกมาจากหางตาของไป๋อวิ๋นเปียนอยู่ดี พอมาถึงจุดนี้แล้วเขาก็รีบปิดตาสวรรค์ลงทันที หากยังมองต่อไปอีกดวงตาของเขาอาจจะบอดได้ จากนั้นเขาก็ดึงพลังปราณแท้กลับคืนมา หลังจากสูดหายใจเข้าลึก เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ฮ่องเต้เอ่ยถามทันที “นักพรตไป๋ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
ไป๋อวิ๋นเปียนเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้อย่างจริงจัง ก่อนเขาจะส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ขออภัยในความไม่สุภาพของกระหม่อม แต่ร่างกายของฝ่าบาทแย่ลงกว่าครั้งที่แล้วมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฮ่องเต้ก็ยังคงมีความสงบนิ่งอยู่ ไม่ได้มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด ราวกับรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเช่นนี้
“มีอะไรอีกหรือไม่?”
“และอีกอย่าง… ต่อจากนี้ไปร่างกายของฝ่าบาทอาจจะทรุดลงเร็วขึ้น” ไป๋อวิ๋นเปียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดความจริงออกมา
“จะยังคงทรุดลงอีกหรือ?” ฮ่องเต้เอ่ยพึมพำเสียงเบาก่อนจะถามขึ้นทันที “เพราะเหตุใดกัน? เป็นเพราะเส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนชีพใช่หรือไม่?”
ไป๋อวิ๋นเปียนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง และเมื่อได้สติจึงตอบว่า “ที่แท้ฝ่าบาทก็ทรงทราบอยู่แล้ว”
“แล้วเหตุใดข้าจะไม่รู้เล่า”