ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 529 แผนของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์
หลังจากแกล้งองค์หญิงหมิงเยว่แล้ว จีหมิงเยว่ก็รีบคืนร่างให้องค์หญิงหมิงเยว่อย่างรวดเร็ว
เมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ได้สติกลับมา นางก็มองหยกโลหิตในมือ ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไรก็มอบสิ่งนี้ให้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เถอะ
องค์หญิงหมิงเยว่หาเชือกแดงเส้นหนึ่งมาร้อยหยกโลหิตเอาไว้ ก่อนจะนำไปคล้องคอเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์
“ต่อไปเจ้าก็สวมมันไว้นะ” องค์หญิงหมิงเยว่ลูบศีรษะเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์
“ขอบพระคุณเสด็จแม่เพคะ”
เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์จับหยกโลหิตที่คอมาดูพลางกล่าวอย่างดีใจ
“ได้ เจ้าไปเล่นเถอะ”
“ถ้าเช่นนั้นลูกไปเล่นก่อนนะเพคะ”
หลังพูดจบ เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็วิ่งจากไป
ขณะมองเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์วิ่งออกไป เสียงของจีหมิงเยว่ก็ดังขึ้นในหัวขององค์หญิงหมิงเยว่อีกครั้ง
“เอาละ ต่อจากนี้เจ้าก็ควรจะฝึกฝนได้แล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่ยังคงรู้สึกไม่พอใจจึงเอ่ยปากว่า
“เหตุใดจึงต้องเร่งรัดกันถึงเพียงนี้ด้วย ก็แค่ฝึกฝนเท่านั้น ค่อย ๆ ทำไปก็พอแล้ว”
จีหมิงเยว่กล่าวว่า “หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าจะค่อย ๆ ทำไปก็ได้ แต่ตอนนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่จึงถามขึ้น “ไม่เหมือนเดิม? มีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมหรือ?”
จีหมิงเยว่ถามกลับ “เจ้าไม่สังเกตหรือว่าความเร็วในการบำเพ็ญของเจ้าตอนนี้มันเร็วกว่าแต่ก่อนมาก”
องค์หญิงหมิงเยว่ตอบ “นั่นไม่ใช่เพราะข้าขยันหรอกหรือ”
“หืม?” จีหมิงเยว่กลอกตาใส่ทันที “กลางวันเจ้าเลี้ยงเด็ก กลางคืนเจ้าปล่อยให้ข้าใช้ร่างกายเจ้าบำเพ็ญ เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่าขยันงั้นหรือ?”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “เจ้าก็คือข้า เจ้าขยันก็คือข้าขยัน อีกอย่างอย่าคิดว่าการเลี้ยงเด็กเป็นเรื่องง่ายเชียว การเลี้ยงเด็กก็เหนื่อยเหมือนกันนะ”
จีหมิงเยว่หัวเราะเยาะ “ถ้าให้เจ้าตั้งครรภ์ตามปกติสิบเดือน เลี้ยงดูเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ตามปกติจนอายุสามขวบ ข้าถึงจะเชื่อเจ้า แต่เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เด็กคนนี้เกิดมาก็สามขวบแล้ว นอกจากซุกซนไปหน่อย ด้านอื่น ๆ ก็ล้วนฉลาดและรู้ความมาก เจ้ามีอะไรให้เหนื่อย?”
องค์หญิงหมิงเยว่พึมพำเสียงเบา “ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเสียหน่อย”
จีหมิงเยว่ไม่อยากเถียงกับตัวเองอีก นางจึงกล่าวว่า
“สรุปแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าก็ต้องขยันด้วย โลกกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว มีพลังบางอย่างเอาไว้ในมือของตัวเองก็ย่อมดีกว่า”
“ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ อีกไม่นานพวกเราก็จะสามารถบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นก็จะสามารถไล่ตามท่านอู่อันกงได้”
“เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็จะเก่งกว่าเขา บางทีเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์อาจจะชอบเจ้ามากขึ้นก็ได้”
“อีกอย่างก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดเอาไว้หรือว่าจะช่วยเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ชำระสายเลือดให้บริสุทธิ์”
“ข้าเจอวิธีนั้นแล้ว แต่ต้องใช้พลังระดับมหาราชาปรมาจารย์เท่านั้นจึงจะทำได้”
“ถือโอกาสตอนที่ร่างกายเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ยังเล็กอยู่ ยังไม่จำเป็นต้องฝึกวิทยายุทธ์ ให้รีบบรรลุเพื่อช่วยชำระสายเลือดให้บริสุทธิ์และปรับปรุงพรสวรรค์ เช่นนี้แล้วขีดจำกัดการเติบโตในภายภาคหน้าของนางก็จะสูงขึ้น”
“หมิงเยว่ เจ้าคงไม่อยากให้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เสียเปรียบตั้งแต่จุดเริ่มต้นกระมัง”
หากเป็นเพียงเพื่อตนเอง องค์หญิงหมิงเยว่อาจจะไม่มีความกระตือรือร้นมากนัก อย่างไรเสียในฐานะองค์หญิงที่เติบโตขึ้นมาด้วยการถูกตามใจ แม้จะไม่ได้โตมาจนเสียคน แต่ตัวนางเองก็ไม่ใช่คนที่มีความพยายามอะไร แต่เมื่อมันเกี่ยวข้องกับเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ องค์หญิงหมิงเยว่ก็จำต้องใส่ใจให้ดี
“ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายาม”
เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเยว่ตกลง จีหมิงเยว่ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “วางใจเถิด หากวิชาลับนั้นสำเร็จ พรสวรรค์ของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์แม้จะไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่ก็อย่างน้อยจะเป็นพรสวรรค์ขั้นสูงสุด”
“เพียงแต่น่าสงสารสามีผู้ล่วงลับของพวกเราเท่านั้น สายเลือดของเขาอาจจะถูกสลายจนเหลือเพียงน้อยนิด”
“ไม่มีทางเลือกแล้ว ก็ใครใช้ให้เขามีธิดาอย่างเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เล่า”
“เพื่อเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าเขาคงจะเข้าใจ”
“อีกอย่างมันก็เหลืออยู่อีกเล็กน้อย รอให้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เติบโตขึ้น นางก็จะยังมีร่องรอยของเขาหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่เสียชื่อบรรพบุรุษ”
องค์หญิงหมิงเยว่พลันกลอกตาใส่เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น สามีผู้ล่วงลับฟังดูช่างน่ารำคาญยิ่งนัก อีกอย่างตัวตนอีกคนนี้รู้อะไรมากันแน่ พูดราวกับว่าในอนาคจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น ทั้งที่ตอนนี้ทุกอย่างก็ยังสงบสุขดี
อีกด้านหนึ่งหลังแยกจากองค์หญิงหมิงเยว่แล้ว เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็ถือหยกโลหิตวิ่งไล่จับผีเสื้อในสวนดอกไม้อย่างสนุกสนาน นางกำลังเล่นสนุกจนไม่ทันสังเกตทางเดิน พลาดไปเตะก้อนหินเข้า จึงเซถลาจะล้มลงบนแปลงดอกไม้ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกนางกำนัลถูกจีหมิงเยว่ไล่ออกไป จึงไม่มีใครทันเห็นเหตุการณ์นี้ และเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ก็กำลังจะล้มลงจนแทบจะแตะพื้นดิน
ในชั่วขณะถัดมา หยกโลหิตที่คอของนางพลันดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่ง
แสงสีแดงจางที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้เข้าห่อหุ้มเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ในชั่วพริบตา จากนั้นร่างของนางก็ลอยขึ้นมาจากพื้นประมาณสามชุน ก่อนเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์จะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนภายใต้อิทธิพลของแสงสีแดง
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ตาโตด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่เสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ไม่ทันสังเกต แสงสีแดงนั้นได้เริ่มหดตัวกลับเข้าสู่หยกโลหิตที่คอของนาง
ขณะที่แสงสีแดงกำลังจะหดกลับเข้าไปในหยกโลหิต มันดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่งได้จึงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นแสงสีแดงก็หยุดอยู่ที่ผิวหนังบริเวณใกล้หยกโลหิตของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์ชั่วขณะ ราวกับกำลังตรวจสอบบางอย่าง ทันใดนั้นแสงสีแดงก็พลันสั่นไหวราวกับได้ยืนยันบางสิ่งบางอย่างเรียบร้อยแล้ว ชั่วขณะถัดมา แสงสีแดงเหล่านั้นกลับไม่ได้มุดเข้าไปในด้านของหยกโลหิตอีกต่อไป แต่มันดันแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์โดยตรง หลังจากแสงสีแดงหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์อย่างสมบูรณ์ หยกโลหิตก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
หลังไปส่งเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เสร็จเรียบร้อย ภายใต้คำสั่งของหลี่เต้า เหล่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูได้สวมชุดเกราะและเตรียมตัวออกจากวังหลวง หลี่เต้าพยักหน้าเมื่อเห็นผู้คนเบื้องล่างแต่งกายพร้อมสรรพ กลับมาเป็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่พร้อมจะเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง
“ไปกันเถอะ”
ภายใต้การนำของเขา กองทัพได้เดินมุ่งหน้าไปยังประตูวังหลวง และจากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูใหญ่นั้น
“ท่านอู่อันกง”
เมื่อมาถึงประตูวังหลวง หลี่เต้าก็เห็นร่างที่คุ้นตาสองร่างกำลังรอเขาอยู่
“ท่านอู่อันกง”
จ้าวคังและจ้าวหย่งประสานมือคำนับพลางเอ่ยเรียก จากนั้นพวกเขาก็พยักหน้าทักทายเหล่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูที่อยู่เบื้องหลังหลี่เต้า ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะมีสถานะเป็นองค์ชาย แต่การใช้ชีวิตในถังโจวตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ก็ได้ทำให้พวกเขาสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นกับผู้คนในกองทัพหมาป่าผู่ถู
อย่างไรเสียในกองทัพหมาป่าผู่ถูจำนวนห้าร้อยนาย ก็คงมีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เคยช่วยเหลือพวกเขาในสนามรบ หลี่เต้าที่นั่งอยู่บนหลังม้าหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“ต่อไปก็จงเป็นองค์ชายดี ๆ ไปเถิด อย่าได้ออกไปเพ่นพ่านอีก”
เมื่อถูกพูดถึงเรื่องน่าอับอายนั้น ก็ทำให้ใบหน้าของจ้าวคังและจ้าวหย่งแดงขึ้นมาทันที
“ต่อไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เรื่องที่ถังโจวขอประสบเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็พอ”
จ้าวคังเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “แม้อาจจะได้พบเจอเพียงครั้งเดียว แต่คงยากที่จะลืมไปได้ตลอดชีวิต”
จ้าวหย่งกล่าวว่า “ข้าก็เช่นกัน”
“เข้าใจได้ก็ดีแล้ว” หลี่เต้าพยักหน้า “ส่งพวกเราถึงแค่ที่นี่ก็พอแล้ว อย่างไรเสียพวกเราก็ยังอยู่ในเมืองหลวง หากมีเวลาค่อยมาพบกันใหม่”
“อืม”
จากนั้นจ้าวคังและจ้าวหย่งจึงยืนอยู่ที่เดิม มองส่งพวกหลี่เต้าที่เดินมุ่งหน้าออกไปนอกประตูวังหลวง
หลี่เต้าเพิ่งจะนำคนของเขาออกจากประตูพระราชวัง ณ อีกด้านหนึ่งของพระราชวัง เกี้ยวคันหนึ่งก็ได้เข้าประตูพระราชวังมาพร้อมกัน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงสวนทางกันที่ประตูพระราชวัง
ในชั่วขณะที่เกี้ยวสวนทางกัน ทั้งหลี่เต้าและคนในเกี้ยวต่างสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง