ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 528 จีหมิงเยว่ปรากฏตัว
ท้ายที่สุดแล้วองค์หญิงหมิงเยว่ก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเอง นางรำพึงในใจว่า ลูกของตนเองก็ต้องตามใจเอง แต่ในใจกลับนึกสงสัยว่าท่านอานกงมีเสน่ห์อะไรกันแน่ ไม่เพียงแค่สหายรักของนางจะหลงรักเขา แม้แต่ธิดาผู้ไม่เคยเข้าใกล้ผู้ใดของนางก็ยังอยากเข้าใกล้คนผู้นั้นด้วย ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นมาได้ จีหมิงเยว่เองก็เคยบอกให้นางลองเข้าไปใกล้เขาดู
แม้ว่าอาจเป็นเพราะนางมีจุดประสงค์บางอย่างถึงได้พูดเช่นนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านอานกงต้องมีความพิเศษบางอย่างอยู่แน่ องค์หญิงหมิงเยว่จึงมองไปยังหยกโลหิตที่เสี่ยวอวี่เอ๋อร์กำแน่นอยู่ในมือ
“เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ เอามาให้แม่ดูหน่อย”
ทันใดนั้นนางกำนัลที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยเตือนว่า “องค์หญิงโปรดระวังเพคะ หินก้อนนี้อาจมีความผิดปกติ ดูเหมือนว่านอกจากองค์หญิงน้อยแล้ว ผู้อื่นก็ไม่อาจแตะต้องมันได้”
“ไม่เป็นไร”
คำพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้องค์หญิงหมิงเยว่รู้สึกสนใจมากขึ้น เสี่ยวอวี่เอ๋อร์พลันนึกถึงคำพูดของหลี่เต้าขึ้นมา นางจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ยื่นหยกโลหิตนั้นให้มารดาของตนไป จากนั้นนางก็กล่าวเสียงเบาว่า “เสด็จแม่เจ้าค่ะ ท่านอาบอกให้ท่านช่วยร้อยมันให้ลูกสวมใส่ด้วย”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “รอให้แม่ดูเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ว่าจำแล้วนางก็ยื่นมือไปรับหยกโลหิตมา นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างยังคงกังวลว่าหินก้อนนี้จะก่อให้เกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงต่อองค์หญิงหมิงเยว่
แต่หลังจากถือเอาไว้สองสามอึดใจ หยกโลหิตนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับเป็นเพียงแค่หยกธรรมดาทั่วไป องค์หญิงหมิงเยว่ไม่ได้คิดอะไรมาก นางถือมันเอาไว้ในมือแล้วทำการพินิจพิเคราะห์ ทันใดนั้นหยกโลหิตก็เปล่งแสงวูบวาบ องค์หญิงหมิงเยว่พลันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากหยกโลหิต ทำให้ทั่วร่างของนางรู้สึกสบายยิ่งนัก
“มันคือสิ่งใดกัน?”
ในตอนนั้นเองเสียงของจีหมิงเยว่ก็ได้ดังขึ้นในห้วงความคิดขององค์หญิงหมิงเยว่
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยด้วยในใจว่า “เจ้าไม่ได้ไปพักผ่อนแล้วหรือ?”
จีหมิงเยว่ตอบว่า “ข้ากำลังพักผ่อนอยู่ แต่ถูกของในมือเจ้าปลุกให้ตื่นขึ้นมา”
องค์หญิงหมิงเยว่ถามขึ้น “เจ้าเป็นผู้มีความรู้มากมาย จำหยกชิ้นนี้ไม่ได้หรือ”
“มันมาจากที่ใด”
“ท่านอานกงที่เจ้าให้ข้าเข้าใกล้ผู้นั้น เขาได้มอบมันให้เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ บอกว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย”
“ข้าดูไม่ออกจากระยะนี้ ต้องจับดูด้วยมือตนเอง”
“งั้นก็เชิญเจ้า”
เมื่อพูดจบองค์หญิงหมิงเยว่ก็หลับตาลง ไม่กี่ลมหายใจต่อมาเมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง บุคลิกของนางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เดิมทีนางมีกลิ่นอายเย็นชาราวกับจันทร์กระจางกลางนภา แต่บัดนี้นางกลับเป็นดังบุปผาอันงดงามเย้ายวนชวนมอง เมื่อปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผู้คนอดรู้สึกชื่นชอบมิได้ ใบหน้าที่เหมือนเดิมทุกประการแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นนี้
เป็นเสน่ห์ที่แผ่ซ่านออกมาโดยธรรมชาติ ทำให้นางกำนัลในห้องต่างเผยสีหน้าหลงใหลออกมาโดยไม่รู้ตัว มีเพียงเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมอกเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ในชั่วขณะถัดมาดวงตาขององค์หญิงหมิงเยว่ หรือจะเรียกว่าจีหมิงเยว่ก็พลันเรืองแสงสีม่วงอ่อน
“พวกเจ้าออกไปได้”
แม้แต่น้ำเสียงก็ดูเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์มากขึ้น ด้วยคำพูดนั้นของจีหมิงเยว่ นางกำนัลทั้งหมดจึงพยักหน้านำนับอย่างงุนงงแล้วเดินออกจากห้องไป
ในตอนนั้นเองเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็พลันแสดงสีหน้ายินดีออกมา ทันทีนางกอดร่างอรชรตรงหน้าแล้วเอ่ยว่า “เสด็จแม่ใหญ่ ท่านมาแล้วหรือ”
จีหมิงเยว่โอบกอดเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เอาไว้พลางหัวเราะเบา ๆ
“ใช่แล้ว ข้าเอง”
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เป็นบุตรขององค์หญิงหมิงเยว่และก็เป็นบุตรของจีหมิงเยว่เช่นกัน ก็ย่อมต้องสนิทสนมกันเป็นธรรมดา ทันใดนั้นเสียงขององค์หญิงหมิงเยว่ก็ดังขึ้นในห้วงความคิด “ยามที่ข้าไม่อยู่เจ้าสอนอะไรเสี่ยวอวี่เอ๋อร์บ้าง เจ้าเป็นเสด็จแม่ใหญ่แล้วข้าเป็นอะไร เสด็จแม่รองหรือ?”
จีหมิงเยว่พลันหัวเราะเสียงเบาขึ้นมา “ใจเย็น ๆ ก่อน เจ้ากับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน จะใหญ่หรือรองก็เหมือนกันนั่นแหละ”
องค์หญิงหมิงเยว่รู้สึกขัดใจ “จะเหมือนกันได้อย่างไร”
“พอเถอะ ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว ข้าจะดูว่าหินก้อนนี้เป็นอย่างไรก่อน”
จากนั้นจีิงเยว่ก็หยิบหยกโลหิตชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด ชั่วครู่ต่อมาสีหน้าของนางก็กลายเป็นประหลาดใจอย่างยิ่ง
“วิธีการช่างแยบยลยิ่งนัก เขาอาจจะไม่ธรรมดาอย่างที่ข้าคิดเอาไว้”
เนื่องจากทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน องค์หญิงหมิงเยว่จึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของจีหมิงเยว่เช่นกัน จีหมิงเยว่อธิบายให้ฟังว่า “หากข้าคาดเดาไม่ผิด นี่ไม่ใช่หยกโลหิตธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่ถูกหลอมรวมขึ้นมาจากพลังที่คล้ายกับพลังปราณแท้ แต่เนื่องจากมีปริมาณมากเกินไป จึงปรากฏออกมาเป็นรูปร่างที่จับต้องได้”
“แต่สิ่งที่ทำให้ข้าประหลาดใจก็คือ สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้กลับถูกสร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียน ไม่มีการรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย”
“มีเพียงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาตามธรรมชาติเท่านั้น”
“สิ่งที่เขาพูดไม่มีปัญหา หากพกติดตัวไว้เป็นเวลานานกลิ่นอายนี่ก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งหากยังค่อย ๆ ซึมซับมันก็จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ เหมาะกับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ยิ่งนัก”
“ส่วนความสามารถในการปกป้องที่เจ้าพูดถึงนั้น…”
“น่าจะถูกกระตุ้นขึ้นในยามที่เป็นอันตราย เพราะพลังที่อยู่ข้างในนั้นย่อมไม่อาจสูญเปล่าไปโดยไร้ค่าเป็นแน่”
องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวว่า “ไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว”
จีหมิงเยว่จึงยิ้มอย่างมีเสน่ห์พลางเอ่ยเย้า “เจ้ากลัวอะไร? กลัวว่าเขาจะมีเจตนาร้ายต่อเจ้างั้นหรือ?”
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยตอบ “ไม่มีความดีใดที่ปราศจากเหตุผล”
จีหมิงเยว่เอ่ยอย่างขบขัน “อย่าคิดมากไปเลย ซานเหนียงชื่นชอบอีกฝ่ายมากเพียงใด แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรเลย ทั้งที่รูปโฉมของซานเหนียงก็มิได้ด้อยไปกว่าพวกเราสักเท่าใด”
“ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นสตรีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกด้วย”
องค์หญิงหมิงเยวกัดฟันพูด “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของเจ้า มิเช่นนั้นข้าก็ยังคงบริสุทธิ์อยู่”
จีหมิงเยว่ถามกลับ “หากตอนนี้ข้าให้โอกาสเจ้าย้อนกลับไปแก้ไข เจ้าจะยอมหรือ”
“ทำไมข้าจะไม่…”
“หากย้อนกลับไปแก้ไขแล้ว เสี่ยวอวี่เอ๋อร์จะเป็นเช่นไร”
ทันใดนั้นเสียงขององค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันสะดุดลง ใช่แล้ว หากไม่มีเรื่องราวในครั้งนั้น เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็คงไม่มีตัวตนอยู่ในปัจจุบันเช่นนี้ ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมา
“เจ้ากำลังเบี่ยงประเด็น เรื่องเช่นนี้จะย้อนกลับไปแก้ไขได้อย่างไร”
จีหมิงเยว่จึงเอ่ยขึ้นว่า “ดังนั้นหากไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ เจ้าก็จงยอมรับชะตากรรมของตนเองเถิด”
หลังจากพูดไปได้ครึ่งเดียว จีหมิงเยว่ก็เอ่ยปากขึ้นมาอีกว่า “ว่าแต่ท่านอานกงผู้นั้นเขาช่างดีจริงๆ”
“อายุยังน้อยแต่กลับมีวรยุทธ์ถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ อีกทั้งรูปโฉมก็งดงาม ยศถาบรรดาศักดิ์ก็สูงส่ง เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทยิ่งนัก”
“สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาเป็นบุรุษเพียงผู้เดียวที่ทำให้เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ชื่นชอบได้ โดยที่นางไม่รังเกียจ แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ยังสู้ไม่ได้”
“เจ้าว่าหากให้เขามาเป็นพระสวามิของเจ้าจะเหมาะสมหรือไม่”
เมื่อองค์หญิงหมิงเยว่ได้ยินเช่นนั้นนางก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกล่าวว่า “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ เขาเป็นบุรุษที่ซานเหนียงชื่นชอบ”
จีหมิงเยว่หัวเราะคิกคักก่อนจะกล่าวว่า “แล้วอย่างไรเล้า สองนารีปรนนิบัติสามีหนึ่งคนก็ถือเป็นเรื่องปกติ ข้าคิดว่าซานเหนียงก็คงไม่ถือสาอะไร”
องค์หญิงหมิงเยว่จึงตอบกลับว่า “ซานเหนียงไม่ถือสาแต่ข้าถือสา ข้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่แห่งต้าเฉียน จะต้องร่วมปรนนิบัติสามีกับผู้อื่นด้วยหรือ ถึงแม้จะเป็นซานเหนียงก็ตาม”
จีหมิงเยว่แย้ง “แต่เจ้าก็ไม่ใช่สตรีบริสุทธิ์เสียหน่อย”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
จีหมิงเยว่เอ่ยอีก “อีกอย่างเขาก็ชื่อหลี่เต้าด้วยนะ ลองคิดดูสิ น่าตื่นเต้นไหมเล้า”
องค์หญิงหมิงเยว่ “…”
ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจีหมิงเยว่จะพูดอย่างไร องค์หญิงหมิงเยว่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ หรืออาจเป็นเพราะพวกนางเพียงแค่พูดเล่นไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ชีวิตของพวกนางมีบุรุษเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว แม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นเพียงคนไร้ค่าที่เสเพลและสุรุ่ยสุร่ายก็ตาม