ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 525 แคว้นต้าเฉียนราชสำนัก! กงขั้นหนึ่ง!
“ยอมรับผิด?”
การที่ซุนเซียนยอมรับสารภาพผิดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเช่นนี้ ทำให้ฮ่องเต้อดกวาดสายตาจ้องไปยังเหล่าขุนนางเบื้องล่างไม่ได้ ไม่นานเขาก็หันกลับมาเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้ายอมรับความผิดทั้งหมดที่ระบุไว้ในฎีกานั้นใช่หรือไม่?”
ซุนเซียนพยักหน้ารับด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “กระหม่อมยอมรับพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้วก็เรียกคนเข้ามา”
เมื่อได้ยินคำสั่งนั้น องครักษ์สวมชุดเกราะติดอาวุธหลายนายก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“จงนำตัวซุนเซียนเข้าคุกหลวง รอจนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยลงโทษตามความผิด”
“พะยะค่ะ”
ภายใต้การคุมตัวขององครักษ์ติดอาวุธ ซุนเซียนได้ถูกลากตัวออกไปโดยที่เท้าแทบไม่แตะพื้น ก่อนจะถูกพาตัวไปขณะที่เดินผ่านข้างกายหลี่เต้า ซุนเซียนก็ได้รวบรวมกำลังแล้วเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเครียดแค้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลี่เต้า เขาถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทว่าหลี่เต้ากลับไม่แม้แต่จะมองตอบสักแวบเดียว เขาไม่ได้สนใจตัวละครเล็ก ๆ เช่นนี้เลยแม้แต่น้อย แต่หากเป็นจวนอัครเสนาบดีที่อยู่เบื้องหลังอีกฝ่าย เขาก็พอจะสนใจอยู่บ้าง หลังจากซุนเซียนถูกนำตัวออกไป ทั้งท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงแค่เสียงลมหายใจของเหล่าขุนนาง ในที่สุดฮ่องเต้ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน
“อู่อันกง คนเหล่านี้ใส่ร้ายเจ้า เจ้าคิดว่าควรจะจัดการเช่นไรดี”
ฮ่องเต้กวาดตามองพยานที่ซุนเซียนพามาก่อนจะจับจ้องไปที่หลี่เต้า
“กระหม่อม…”
“ท่านอู่อันกง ปล่อยคนเหล่านี้ให้เป็นธุระของพวกเราสองพี่น้องเถิด”
แต่ก่อนที่หลี่เต้าจะทันได้เอ่ยปาก ทันใดนั้นจ้าวคังก็พลันพูดขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าจึงมองทั้งสองคนแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง “งั้นก็รบกวนองค์ชายทั้งสองด้วย”
จ้าวคังหันไปมองฮ่องเต้อีกครั้งพลางถามว่า “เสด็จพ่อจะไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างสนอกสนใจ “ในเมื่ออู่อันกงเห็นชอบแล้ว เราย่อมไม่มีความเห็นขัดแย้ง”
การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านบุคลิกและการกระทำของโอรสทั้งสอง ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก จ้าวคังเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแม่ทัพสองนายที่ยืนอยู่ตรงแถวหน้าของขุนนางฝ่ายทหาร ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ทัพทั้งสอง ข้าขอยืมดาบสักครู่ได้หรือไม่”
ในท้องพระโรงนั้นไม่อนุญาตให้นำดาบเข้ามา แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางคน
คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแม่ทัพอาวุโสของต้าเฉียน พวกเขาได้รับพระราชทานสิทธิให้พกดาบเข้าท้องพระโรงได้ แต่แน่นอนว่าเพื่อแสดงความเคารพต่อฮ่องเต้ ดาบที่พวกเขาพกติดตัวมานั้นจึงดูคล้ายกับเครื่องประดับมากกว่าดาบปกติ ทว่าดาบก็คือดาบ ย่อมมีคมอยู่
“ในเมื่อองค์ชายทั้งสองมีรับสั่ง กระหม่อมย่อมไม่ขัด”
เมื่อฮ่องเต้เห็นชอบด้วยแล้ว แม่ทัพทั้งสองก็ย่อมไม่ก่อเรื่องวุ่นวายเพิ่ม อีกอย่างพวกเขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าทั้งสองพระองค์ต้องการดาบไปทำอะไร
หลังจากได้ดาบมาแล้ว จ้าวคังก็โยนให้จ้าวหย่งทันที จ้าวหย่งเองก็รับดาบยาวมาอย่างไม่เกรงใจ เขาสะบัดดาบวาดลวดลายได้อย่างคล่องแคล่ว หลังจากนั้นทั้งสองก็สบตากันชั่วครู่ ในชั่วพริบตาถัดมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าขุนนาง พวกเขาก็ลงมือทันที เพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น พยานที่ซุนเซียนนำมาทั้งหมดก็ถูกสังหารจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วท้องพระโรง เมื่อคนสุดท้ายสิ้นใจ จ้าวคังก็ก้าวออกมาประสานมือกล่าวว่า “กระหม่อมและน้องสี่เคยถูกสำนักปราบสวรรค์จับตัวไป บัดนี้ยังคงแค้นฝังใจจนถึงกับต้องทำให้เกิดการหลั่งเลือดในท้องพระโรง ขอเสด็จพ่อทรงลงโทษพวกกระหม่อมด้วย”
จ้าวหย่งประสานมือตามพี่ชาย “ขอฝ่าบาททรงลงโทษด้วยพะยะค่ะ”
แค้นฝังใจหรือ?
หากแค้นฝังใจจริง การลงมือก็คงจะไม่เยือกเย็นถึงเพียงนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนไม่ใช่คนโง่เขลา ใครมีตาก็เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งสองคนต้องการจะช่วยเหลือหลี่เต้า และไม่ใช่แค่ช่วยเหลือธรรมดา แทบจะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกให้หลี่เต้าแล้ว
ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นทั้งสองคนยืมดาบ แม้ฮ่องเต้จะพอคาดเดาได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังคงอดตกใจไม่ได้ เมื่อได้สติกลับมา ในดวงตาของฮ่องเต้กลับไม่มีความโกรธเคืองอยู่ มีแต่แววชื่นชมเท่านั้น หลังจากมองดูศพบนพรมแดง พระองค์ก็เอ่ยปากว่า
“พวกเจ้าจะมีความผิดอันใดเล่า”
“พวกกบฏทำร้ายเจ้า หากพวกเจ้าจะรู้สึกคับแค้นใจก็สมควรได้ระบายออกมา”
“ส่วนเรื่องที่เลือดสาดกระเซ็นในท้องพระโรงนะหรือ?”
“นั่นเป็นเพียงเรื่องขบขัน”
“แคว้นต้าเฉียนของเราถูกสถาปนาขึ้นด้วยกำลังทหาร ในตอนที่แย่งชิงบัลลังก์นี้มา ทั้งในและนอกท้องพระโรงล้วนแต่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของวีรบุรุษ ขุนนาง และฮ่องเต้มากมายแล้ว จะมาถือสาเรื่องเพียงเท่านี้ได้อย่างไรกัน”
“และการกระทำของพวกเจ้าครั้งนี้กลับยกย่องพวกมันเกินไป เรื่องนี้ทำให้เราไม่พอใจอยู่บ้าง”
“ดังนั้นจึงขอลงโทษให้พวกเจ้าทั้งสองคนกักบริเวณสารภาพผิดเป็นเวลาสามวัน”
กักบริเวณสามวัน?
ทั้งคู่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาเป็นเวลาเดือนกว่า คงเป็นการบังคับให้พักผ่อนกระมัง
ทั้งจ้าวคังและจ้าวหย่งต่างเข้าใจถึงความนัยนี้ พวกเขาจึงประสานมือคำนับ “ลูกขอรับการลงโทษพะยะค่ะ”
หลังจากนั้นจ้าวคังและจ้าวหย่งทั้งสองคนจึงได้คืนดาบ ต่อมาสายตาของเหล่าขุนนางในราชสำนักที่มองมายังจ้าวคังและจ้าวหย่งก็เปลี่ยนไป พวกเขาเคยคิดว่าองค์ชายทั้งสองจะสูญเสียโอกาสในการชิงตำแหน่งรัชทายาทไปเพราะความล้มเหลวที่ถังโจว คาดไม่ถึงว่าไม่รู้ทั้งสองคนไปเจออะไรมา แต่แทนที่จะถูกตำหนิ พวกเขากลับได้รับความโปรดปรานอีกครั้ง ทุกคนพากันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เบนสายตาไปมองที่หลี่เต้าอีกครั้ง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนมีต้นเหตุมาจากเขาทั้งสิ้น ส่วนหลี่เต้าเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของทุกคน เขากลับยืนอย่างนิ่งสงบ ไม่หวั่นไหวต่อสายตาของผู้คนมากมาย หรืออาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ย่างเท้าเข้าเมืองหลวงมาจนถึงท้องพระโรงแห่งนี้ เขายังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ตลอด ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้เลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ไม่ว่าจะเผชิญกับเรื่องดีหรือร้ายเขาก็ไม่หวั่นเกรง
เพราะตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้ายของเขา ฐานะอู่อันกงเองก็ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้าย และการสนับสนุนของจ้าวคังกับจ้าวหย่งก็ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้าย แม้แต่ความโปรดปรานของฮ่องเต้เองก็ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้ายของเขาเช่นกัน ไพ่เด็ดที่สุดของเขาคือพละกำลังของตัวเขาเอง ในไม่ช้าร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นก็ถูกนำออกไป ส่วนคราบเลือดที่สาดกระเซ็นอยู่บนพื้นนั้น ไม่มีผู้ใดสนใจจะจัดการ ดังนั้นในท้องพระโรงตอนนี้จึงเหลือแค่เพียงหลี่เต้าและเหล่าขุนนางที่ออกมาช่วยพูดแทนซุนเซียนก่อนหน้านี้
ฮ่องเต้มองไปยังคนเหล่านั้นอย่างล้ำลึก ก่อนจะเอ่ยปากถามว่า “พวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงส่ายหน้าปฏิเสธ ซุนเซียนถูกจับขังในคุกหลวงรอความตายแล้ว หากพวกเขายังจะกล้าพูดอะไรต่ออีก ก็คงจะต้องจบชีวิตน่าอนาถยิ่งกว่าซุนเซียนเสียอีก แม้แต่จวนอัครเสนาบดีที่อยู่เบื้องหลังซุนเซียนก็ยังเป็นเช่นนี้ แล้วพวกเขามีอะไรเล่า?
องค์ชายห้าจ้าวเชียว?
ช่างเถอะ งั้นก็เลิกคิดดีกว่า จ้าวเชียว…
“หากไม่มีแล้วงั้นกลับไปเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ต่างถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หลังจากนั้นก็เดินกลับไปยังที่เดิมของตนอย่างว่าง่าย สุดท้ายในท้องพระโรงจึงเหลือเพียงหลี่เต้าผู้เดียว
“เอาละ ล่าช้ามานานมากแล้ว เราจะไม่พูดอะไรให้เสียเวลาอีก”
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็พลันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “อู่อันกง จงรับพระบัญชา!”
“พะยะค่ะ”
“เจ้าช่วยชีวิตโอรสทั้งสองของเรา อีกทั้งยังสามารถปราบกบฏที่ถังโจวได้ในเวลาอันสั้น และได้ช่วยแก้ไขเรื่องวุ่นวายที่ถังโจว”
“ต่อเราและต่อต้าเฉียนล้วนแต่เป็นความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจลบเลือนได้ สมควรได้รับรางวัลอย่างงาม”
“ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นกงขั้นสาม วันนี้เราจะเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เจ้าใหม่”
“จะขอแต่งตั้งเจ้าเป็นกงขั้นหนึ่งของราชสำนัก ชื่อบรรดาศักดิ์คงเดิม”
“ส่วนตำแหน่งขุนนางนั้น เรารู้ว่าเจ้าไม่สนใจตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ เราจึงจะไม่บังคับเจ้า ให้เจ้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อไปเถิด”
กงขั้นหนึ่ง?
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็ต่างเผยสีหน้าตะลึงงันออกมา พวกเขาคิดว่าอย่างมากก็คงแต่เลื่อนขั้นเป็นกงขั้นสอง ไม่คิดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกงขั้นหนึ่งเช่นนี้ หากจะยังเลื่อนขั้นขึ้นไปอีก ต่อไปก็เหลือเพียงตำแหน่งอ๋องเท่านั้น หากเป็นวันปกติในยามนี้คงมีผู้คนมากมายออกมาขัดขวางเอาไว้แล้ว
แต่เพราะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับซุนเซียนเป็นบทเรียน ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าออกมาขัดขวาง