ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 524 ซุนเซียนสารภาพผิด
“พวกเจ้า…”
ในตอนนี้แม้แต่ตัวซุนเซียนก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี ประเด็นสำคัญคือเขาเองก็ไม่ได้รู้แน่ชัดว่าคนพวกนี้มีตำแหน่งหน้าที่อะไรกันแน่ เดิมทีเนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงหลี่เต้าเขาจึงไม่ได้สืบค้นให้ละเอียด เพียงแต่รู้ว่าอาจจะสามารถใช้เรื่องนี้เล่นงานหลี่เต้าได้ ส่วนพวกขุนนางที่ออกมาสนับสนุนซุนเซียนก่อนหน้านี้ต่างจับตาสีหน้าของซุนเซียนอยู่ตลอด
เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนตามไปด้วย ทุกคนต่างหวังจะฉวยโอกาสในยามที่ฟ้าลมเป็นใจ แต่สุดท้ายแล้วคนของตัวเองกลับยอมจำนน หากไม่ใช่เพราะซุนเซียนเป็นคนของจวนอัครเสนาบดีมาตลอด พวกเขาคงคิดว่าซุนเซียนกำลังหลอกล่อพวกเขาอยู่ ส่วนเหล่าขุนนางไม่ได้รีบร้อนออกมาแสดงตัวก็ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้นฮ่องเต้พลันตบลงบนบัลลังก์มังกรเสียงดังลั่น
“บอกมา เรื่องที่อานกงพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่?”
“พวกเจ้าเป็นกบฏที่ก่อความวุ่นวายในถังโจวจริงหรือไม่”
กลิ่นอายความเป็นจักรพรรดิของฮ่องเต้เป็นดังฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐล้มตาย พวกสามัญชนที่ไร้วรยุทธ์เหล่านี้ยอมต้านทานไม่ไหว จึงพากันก้มหน้าสารภาพในทันที
“ขอประทานอภัยฝ่าบาท พวกกระหม่อมแค่กลัวถูกจับกุมจึงแอบอ้างว่าเป็นราษฎรดี”
“ขอพระองค์โปรดละเว้นชีวิต พวกกระหม่อมก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายจากสำนักปราบสวรรค์ ขอพระองค์โปรดไว้ชีวิตพวกกระหม่อมด้วย”
“ถูกต้อง พวกกระหม่อมก็เป็นผู้เคราะห์ร้าย ความผิดไม่ถึงตาย”
ความผิดไม่ถึงตาย?
จ้าวคังพลันหัวเราะเยาะขึ้นมา “เจ้าไปพูดคำนี้กับราษฎรผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตายอย่างทรมานในถังโจวดูสิ ดูว่าพวกเขาจะไม่ลงมือเชือดเนื้อเถือหนังพวกเจ้าทั้งเป็นหรือไม่”
แม้ว่าภายใต้วิธีการของหลี่เต้า พวกกบฏในถังโจวจะตายและบาดเจ็บไปนับล้าน แต่ราษฎรผู้บริสุทธิ์ที่ตายและบาดเจ็บจากการก่อกบฏกลับมีจำนวนมากกว่านั้นเสียอีก อย่าว่าแต่เชือดเนื้อเถือหนังเลย แม้แต่พวกเขาจะฉีกร่างพวกกบฏมาขินก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หากคนพวกนี้ไม่ยอมรับสารภาพ ซุนเซียนก็คงจะพอมีช่องให้ดิ้นรนได้บ้าง แต่พอพวกเขาเปลี่ยนคำให้การต่อหน้าเช่นนี้ก็ไม่เหลือโอกาสให้ซุนเซียนเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นซุนเซียนพลันทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น เขาก้มหน้าร่ำไห้พลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมผิดไปแล้ว กระหม่อมหลงเชื่อคำพูดของคนชั่ว เข้าใจในตัวท่านอานกงผิดไป กระหม่อมช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก”
หากผู้ที่ไม่รู้จักซุนเซียนได้เห็นภาพนี้ เขาคงคิดว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น
แต่ผู้ที่รู้จักซุนเซียนดีต่างรู้กันว่าการแสดงละครเป็นเพียงทักษะพื้นฐานของเหล่าขุนนางเท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือ ครั้นที่จริงแล้วในใจของเขาอาจเริ่มวางแผนครั้งต่อไปแล้วก็เป็นได้ ซุนเซียนก็เป็นเช่นนี้แหละ ในความคิดของเขาหากเขายอมรับว่าทำผิดก็ไม่ถึงกับต้องตาย ตราบใดที่เขาอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด เขาก็จะสามารถหลุดพ้นไปได้ แม้ว่าอาจจะต้องถูกลงโทษอยู่บ้าง แต่เมื่อมีท่านอัครเสนาบดีอยู่ก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไร หากวันหน้าสามารถโค่นล้มหลี่เต้าได้สำเร็จ นี่อาจจะกลายเป็นความดีความชอบก็ได้
ในเวลานี้ไท่ผิงกงหยางหลินผู้ซึ่งเงียบงันมาตลอดก็ได้ก้าวเท้าออกมาจากฝูงชนอย่างกะทันหัน เขาประสานมือคำนับแล้วทูลว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”
ฮ่องเต้ไม่สนใจท่าทางน่าสงสารของซุนเซียน เขาเงยหน้าขึ้นตอบว่า “อนุญาต”
ทันใดนั้นทุกคนก็ต่างจับจ้องมองไปที่หยางหลินด้วยความสงสัย หยางหลินทำเพียงแค่ชำเลืองมองซุนเซียนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้หลี่เต้าแล้วเอ่ยว่า “กระหม่อมจะกราบทูลเรื่องที่รองเสนาบดีกรมอาญาซุนเซียนรับสินบน ละเมิดกฎหมาย ไม่สนใจชีวิตประชาชน ติดต่อกับศัตรูภายนอก และก่อความวุ่นวายในราชสำนักพะยะค่ะ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยขึ้นมา ทั่วทั้งท้องพระโรงก็เกิดความโกลาหลในทันที ซุนเซียนถึงกับลุกพรวดขึ้นมาจากบนพื้น เขามองหน้าหยางหลินด้วยความตกตะลึง เมื่อได้สติกลับมาซุนเซียนก็ตะโกนว่า “ไท่ผิงกง ท่านอย่าได้ใส่ร้ายข้า”
“ในราชสำนักแห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าข้าซุนเซียนจงรักภักดีต่อฝ่าบาทและราชสำนักที่สุด”
จากนั้นซุนเซียนก็ก้มศีรษะคำนับฮ่องเต้แล้วทูลว่า “ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยพะยะค่ะ”
หยางหลินเผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจพลางกล่าวว่า “ท่านขุนนางซุนไม่ยอมรับสินะ?”
“ข้าจะยอมรับอะไร ล้วนแต่เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้มูล”
“แล้วถ้าข้ามีหลักฐานล่ะ?”
สีหน้าของซุนเซียนพลันเปลี่ยนไปในทันที หยางหลินไม่ได้พูดอะไรมาก เขาล่วงฎีกาออกมาจากอกเสื้อก่อนจะมอบให้ฮ่องเต้ด้วยสองมือ ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้าวฉงที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเดินลงบันไดมังกรไปรับฎีกามา
หลังจากตรวจสอบดูแล้วเขาก็ส่งต่อไปยังมือของฮ่องเต้ จากนั้นฮ่องเต้จึงหยิบฎีกาขึ้นมาแล้วเริ่มพลิกอ่าน ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังอ่านฎีกาอยู่นั้น เหล่าขุนนางด้านล่างก็ต่างพากันซุบซิบเสียงเบา เดิมทีวันนี้เป็นเพียงแค่การเข้าเฝ้าเพื่อรับพระราชทานรางวัลเท่านั้น ไม่คิดว่าจะวุ่นวายถึงเพียงนี้ บางคนมองไปทางหลี่เต้าโดยไม่รู้ตัว พวกเขาเข้าใจถึงหลักความจริงที่ว่ายิ่งมีชื่อเสียงก็ยิ่งมีเรื่องวุ่นวาย หากจะพูดถึงว่าตอนนี้ผู้ใดมีสีหน้าย่ำแย่ที่สุดก็คงเป็นจ้าวเชียวที่เป็นผู้ส่งคนออกมาเมื่อครู่นี้
คนของเขายังคงยืนอยู่ด้านหลังของซุนเซียนอยู่เลย หากซุนเซียนมีปัญหาเขาก็ยอมเสียหายหนักเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปสีหน้าของฮ่องเต้ขณะอ่านฎีกาก็ยิ่งดูสงบนิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศกดดันที่ปกคลุมอยู่ในขณะนี้ หัวใจของซุนเซียนแทบจะขึ้นมาจุกที่ลำคออยู่แล้ว เขามั่นใจว่าทุกอย่างที่ตนได้ทำไปนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เพราะในใจมีความผิดอยู่ดังนั้นเขาจึงรู้สึกประหม่าอย่างไม่อาจห้ามได้
“ไม่เป็นไร ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใครลงโทษได้” ซุนเซียนรำพึงในใจอย่างเงียบ ๆ แต่แล้วในชั่วขณะถัดมา…
ปัง!
ฎีกาฉบับหนึ่งได้ถูกขว้างลงมาตรงหน้าซุนเซียน
“ซุนเซียน ตลอดหลายปีมานี้เจ้าได้ทำอะไรลงไปบ้าง เราคิดว่าได้ปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างดีแล้ว แต่นี่คือวิธีที่เจ้าตอบแทนเราหรือ” จากนั้นน้ำเสียงเย็นชาของฮ่องเต้ก็ดังขึ้นข้างหูซุนเซียน
“ฝ่าบาท กระหม่อม…”
“ไม่ต้องพูดมาก เจ้าดูเองเถิด”
ซุนเซียนกลืนน้ำลายก่อนจะหยิบฎีกาที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาพลิกอ่าน เมื่อเห็นหน้าแรกของฎีกา ม่านตาของเขาก็พลันหดเกร็งอย่างรุนแรง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้? เรื่องราวเหล่านี้ผ่านมานานเพียงใดแล้ว เหตุใดจึงถูกสืบสวนออกมาได้เล่า ขณะอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ซุนเซียนก็แสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อออกมา
ผลก็คือทุกครั้งที่พลิกเปิดไปหน้าใหม่ หัวใจของเขาก็สั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุมได้ ยังไม่ทันอ่านจบ อ่านไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ฎีกาก็ร่วงหล่นจากมือของเขาโดยไม่รู้ตัว มิใช่ว่าเขาอ่านต่อไม่ไหว แต่แค่ครึ่งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขาต้องตายไม่มีที่ฝังแล้ว แต่ว่า…
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
และเหตุใดจึงต้องเป็นเขา?
รายงานที่เขียนไว้ในฎีกานั้นละเอียดมากเกินไป มากจนหยางหลินไม่น่าจะสืบสวนออกมาได้
เว้นแต่ว่าจะมีคนวงในทรยศเขา เดี๋ยวก่อน… คนวงในงั้นหรือ?
หลังจากที่ตระหนักขึ้นได้ซุนเซียนก็เงยหน้าขึ้นทันที เขาเบนสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อมองไปยังพวกขุนนางที่ยืนอยู่ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่คนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา ผู้เป็นขุนนางผู้สูงสุดของกรมอาญา เสนาบดีกรมอาญาหลิวเซิ่น
เมื่อเผชิญกับสายตาของซุนเซียนที่มองมา ดวงตาอันชราของหลิวเซิ่นทำเพียงแค่เหลือบขึ้นเล็กน้อย ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ในแววตา ปากของซุนเซียนที่กำลังจะอ้าออกก็ต้องหุบลงในทันที เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลิวเซิ่น เขาจึงยังไม่กล้าที่จะจัดการกับหลิวเซิ่นเองตามอำเภอใจ ดังนั้นจึงเป็นได้เพียง… จวนอัครเสนาบดี เขากลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งแล้วกระนั้นหรือ?
ซุนเซียนไม่กล้าพูดอะไรเพราะเขามีจุดอ่อน
หากเขากล้าเอ่ยปากพูดแม้เพียงครึ่งคำ สิ่งที่รอเขาอยู่ก็คือการสิ้นสูญสายเลือดหรืออาจจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ดังนั้นท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน ซุนเซียนจึงไม่ได้ดิ้นรนเลยแม้แต่น้อย เขาก้มหน้าลงกับพื้น พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมขอรับผิด”
หยางหลินเพิ่งจะคว้าโอกาสได้สำเร็จ กำลังจะเตรียมสั่งสอนซุนเซียนให้หนำใจ แต่เขาพูดไปได้แค่ครึ่งหนึ่งก็พบว่าซุนเซียนกลับยอมรับผิดเสียแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนในที่นั้นก็ต่างตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่หลายคนจะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ฉลาดหลักแหลมต่างรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้