ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 521 กลับสู่เมืองหลวงเจ็ดวันให้หลัง
ที่นอกเมืองหลวง
กองกำลังทหารม้าจำนวนห้าร้อยนายได้ค่อย ๆ เคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองอันใหญ่โต
ในเวลานี้ที่ประตูเมืองได้มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันเพื่อชมความคึกคัก
หลังจากเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทุกคนต่างก็เผยสีหน้าประทับใจออกมา
นี่เป็นครั้งแรกที่กองทัพหมาป่าผู่ถูได้ปรากฏตัวต่อหน้าประชาชนทั่วไปในเมืองหลวง
บนกำแพงเมือง เมื่อทหารยามที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลประตูเมืองเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ เขาก็รีบโบกธงในมือทันที
“เปิดประตูเมือง!”
หลังจากมีเสียงคำสั่งดังขึ้น ทหารยามที่ประตูเมืองก็ค่อย ๆ เปิดประตูออก
ขณะนั้นภายใต้การนำของหลี่เต้า กองทัพหมาป่าผู่ถูก็ได้มาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว
หยางเหยียนเหลือบมองประตูเมืองอันใหญ่โต ก่อนจะเอ่ยพึมพำกับตัวเอง “เปิดประตูเมืองเป็นการเฉพาะ ฝ่าบาทช่างให้เกียรติหัวหน้ายิ่งนัก”
ในต้าเฉียนมีวิธีพิเศษในการแสดงออกซึ่งเกียรติยศอย่างหนึ่ง นั่นก็คือหากผู้ใดมีความดีความชอบมากพอก็จะได้รับรางวัลพิเศษโดยการเปิดประตูเมือง
การเปิดประตูเมืองที่ว่านี้หมายถึงการเปิดประตูเมืองเพื่อคนผู้นั้นโดยเฉพาะ แล้วจากนั้นจึงจะเปิดให้เข้าเมือง พึงรู้ไว้ว่าโดยปกติแล้วมีเพียงขบวนเสด็จของฮ่องเต้เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้
หลังจากกองทัพหมาป่าผู่ถูค่อย ๆ เคลื่อนผ่านเข้าประตูเมืองไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็คือถนนมังกรอันทอดยาว
ถนนมังกรมีความยาวสิบหลี่ กว้างสองร้อยยี่สิบสองจั้ง ทอดยาวตรงไปจนถึงวังหลวง
โดยปกติแล้วที่นี่จะคับคั่งไปด้วยผู้คนและยานพาหนะ แต่ในยามนี้กลับว่างเปล่าราวกับว่าทุกคนต้องหลีกทางให้
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้วหลี่เต้าก็อดนึกถึงตอนที่หนีออกจากค่ายนักโทษประหาร แล้วติดตามขบวนพ่อค้าตระกูลเถียกลับเมืองหลวงไม่ได้
ในตอนนั้นเขายังต้องระมัดระวังปิดบังตัวตนเขาไว้ เกรงว่าจะมีผู้ล่วงรู้
แต่บัดนี้เขากลับสามารถเดินอย่างองอาจบนถนนมังกรที่มุ่งตรงสูวังหลวงได้ ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่าสามสิบปีทางตะวันออกแม่น้ำ สามสิบปีทางตะวันตกแม่น้ำ [1]
ระยะทางสิบหลี่บนถนนมังกรดูเหมือนจะไกล แต่เนื่องจากเดินทางด้วยการขี่ม้า เพียงแค่หนึ่งก้านธูปก็มาถึงหน้ากำแพงวังหลวงแล้ว
บนกำแพงวังหลวงฮ่องเต้ได้นำขุนนางฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารมารอรับอยู่นานแล้ว
เรื่องที่ทังโจวดูเพียงผิวเผินแล้วเหมือนจะเรียบง่าย ภารกิจของหลี่เต้าก็เพียงแค่ต้องช่วยองค์ชายเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง จากการรายงานในหนังสือพิมพ์ของเถียซานเหนียง ทุกคนต่างรู้ดีว่าเรื่องที่ทังโจวยุ่งยากมากเพียงใด
เพราะแค่จำนวนสมาชิกสำนักปราบสวรรค์และพวกโจรที่บาดเจ็บล้มตายก็มีถึงล้านคนแล้ว เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนให้ความสำคัญ และนั่นก็เป็นเพียงแค่คนส่วนที่หลี่เต้าจัดการเท่านั้น ผู้ที่ถูกกวาดล้างย่อมมีมากกว่านั้น
ดังนั้นการที่ฮ่องเต้นำขุนนางมารอรับด้วยตนเองบนกำแพงวังหลวงเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้ว
แม้จะมีความมั่นใจมากพอที่จะเปิดเผยตัวตน แต่หลี่เต้าก็ไม่ได้โง่พอที่จะกระโดดออกมาประกาศตัวตนแล้วทำการตบหน้าผู้อื่นทันทีแบบนั้น
การทำเช่นนั้นช่างไร้รสชาติเกินไป เขาชอบที่จะได้เห็นปฏิกิริยาของผู้อื่นมากกว่าเมื่อคนพวกนั้น ‘บังเอิญ’ ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเขา
ดังนั้นแล้วก็ควรทำเหมือนเช่นที่ผ่านมา ต่อหน้าฮ่องเต้และขุนนางทั้งหลาย หลี่เต้าได้ลงจากหลังม้าทำการคำนับพลางกล่าวว่า “กระหม่อมไม่ทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวัง สามารถพาองค์ชายสามและองค์ชายสี่กลับมาได้สำเร็จพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เต้า จ้าวคังและจ้าวหยงก็ก้าวออกมาจากแถวของกองทัพหมาป่าผู่ถู พากันมายืนอยู่ด้านหลังหลี่เต้า
แล้วคำนับไปทางฮ่องเต้ที่อยู่บนกำแพงวังหลวงพลางกล่าวว่า “เสด็จพ่อ ลูกกลับมาแล้วพะยะค่ะ”
อาจเป็นเพราะความรู้สึกประหม่าเมื่อใกล้กลับบ้าน ทั้งสองคนจึงตาแดงก่ำ ในหัวใจเต็มไปด้วยความหลากหลายปะปนกัน
“หยงเอ๋อร์ พวกเจ้า…”
เมื่อฮ่องเต้มองเห็นสภาพของจ้าวคังและจ้าวหยงในตอนนี้ เขาก็ถึงกับชะงักไป
แม้ทั้งสองคนตรงหน้าจะมีหน้าตาเหมือนโอรสทั้งสองของพระองค์ไม่มีผิดเพี้ยน แต่บุคลิกที่แสดงออกมานั้นแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
จ้าวคังและจ้าวหยงสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะคำนับพร้อมกล่าวว่า “ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ลูกได้รับการสั่งสอนจากท่านอู่อันกง หวังว่าเสด็จพ่อจะทรงพอพระทัยในตัวลูกตอนนี้พะยะค่ะ”
“แน่นอนว่าพอใจ!”
เมื่อได้เห็นจ้าวคังและจ้าวหยงในตอนนี้ ฮ่องเต้ก็อดหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้
มีบิดาคนใดบ้างที่ไม่หวังให้บุตรของตนมีอนาคตที่ดี แม้ฮ่องเต้จะเป็นจักรพรรดิก็ย่อมไม่ต่างกัน
ฮ่องเต้มองไปทางหลี่เต้าพลางเอ่ยขึ้นว่า “ไม่คิดว่าอู่อันกงเจ้าจะมีความสามารถในการอบรมสั่งสอนผู้คนด้วย”
หลี่เต้าเอ่ยตอบว่า “ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความพยายามขององค์ชายทั้งสองพระองค์พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้โบกมือพลางกล่าวว่า “เรารู้ดีว่าพวกเขาเป็นคนเช่นไร บุญคุณนี้เราจะจดจำไว้”
ไม่ใช่เรื่องของความดีความชอบ แต่เป็นเรื่องของบุญคุณ หนึ่งคือการที่ฮ่องเต้ยอมรับผลงานของขุนนาง ส่วนอีกหนึ่งคือความรู้สึกขอบคุณที่เป็นส่วนตัวมากกว่า ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจนำมาปะปนกันได้
เมื่อกล่าวจบฮ่องเต้ก็ก้มลงมองไปยังด้านล่างกำแพงแล้วเอ่ยว่า “เอาละ อู่อันกงเจ้าเดินทางกลับมาจากทังโจวอย่างเหน็ดเหนื่อย บัดนี้จงรีบมาเข้าเฝ้าเถิด”
“การเดินทางไปทังโจวครั้งนี้ นอกจากเจ้าจะช่วยชีวิตสองคนนั้นออกมาได้แล้ว ยังมีความชอบในการปราบกบฏอีก คราวนี้เราจะต้องพระราชทานรางวัลให้เจ้าเป็นอย่างดีเชียว”
เนื่องจากกองทัพหมาป่าผู่ถูไม่สามารถเข้าวังหลวงได้ ฮ่องเต้จึงส่งคนอื่นไปต้อนรับและจัดที่พักให้โดยเฉพาะ ส่วนหลี่เต้านั้นเขาสวมชุดเกราะขี่ม้าเข้าวังหลวงเพียงลำพัง
ภายใต้การจัดการของฮ่องเต้ เขาไม่ได้ถูกเร่งให้เข้าเฝ้าทันที แต่ถูกนำตัวไปยังตำหนักแห่งหนึ่งเพื่อชำระร่างกายและพักผ่อนก่อน
ไม่นานหลังจากที่ปฏิเสธการปรนนิบัติของนางกำนัล หลี่เต้ากำลังเตรียมจะสวมชุดเกราะของตน แต่เขากลับถูกนางกำนัลหลายคนลากตัวไปยังอีกห้อง
หลังจากเข้าไปในห้องนั้นแล้ว หลี่เต้าก็ถูกสิ่งหนึ่งในห้องดึงดูดความสนใจไปอย่างรวดเร็ว
บนราวแขวนเสื้อผ้าที่อยู่ตรงข้ามห้อง มีเสื้อคลุมพญางูสี่เล็บสีดำปักลายขลิบทองแขวนอยู่ สีดำสนิทผสมผสานเข้ากับลวดลายสีทองดูเข้ากันได้อย่างลงตัวยิ่ง
พญางูสี่เล็บถูกปักอย่างประณีตโดยช่างในวัง ดูสมจริงราวกับมีชีวิต
“ท่านอู่อันกง เสื้อคลุมพญางูสี่เล็บที่ฝ่าบาทจัดเตรียมไว้ให้ท่านเสร็จแล้ว ท่านสามารถสวมใส่ไปเข้าเฝ้าได้เลย”
ว่าแล้วนางกำนัลหลายคนก็ค่อย ๆ นำเสื้อคลุมนั้นลงจากราวแขวน แล้วเข้ามาช่วยหลี่เต้าแต่งกาย
ครั้งนี้หลี่เต้าไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้นางกำนัลจัดการแต่งกายให้ตัวเองจนเสร็จ
หลังจากนางกำนัลคาดสายหยกเส้นสุดท้ายที่เอวเสร็จ การแต่งกายก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว
เมื่อนางกำนัลในห้องเห็นรูปลักษณ์ของหลี่เต้าหลังแต่งกายเสร็จ พวกนางก็ต่างจมลงสู่ภวังค์ พากันจ้องมองหลี่เต้าตาไม่กระพริบ
ถึงขนาดนางกำนัลที่อ่อนไหวบางคนมองจนใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกายวาววับ
จนกระทั่งหลี่เต้ากระแอมเบาๆ ออกมา เหล่านางกำนัลถึงได้รู้ตัวว่าตนเสียกิริยาไป ต่างพากันหน้าแดง
นางกำนัลคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา “อู่อันกงในชุดนี้ช่างสง่างามยิ่งนัก การเข้าเฝ้าวันนี้คงจะดึงความสนใจไปจากขุนนางทั้งหลายเป็นแน่”
“ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดสวมเสื้อคลุมพญางูสี่เล็บได้งามถึงเพียงนี้มาก่อนเลย” นางกำนัลคนหนึ่งรีบเอ่ยขึ้น
หลี่เต้าเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณทุกท่านที่ชื่นชม แต่ถึงเวลาเข้าเฝ้าแล้วกระมัง ทางด้านนั้นคงรออยู่”
นางกำนัลที่เป็นหัวหน้าหัวเราะเบาๆ “ท่านอู่อันกงคงประเมินพระเมตตาที่ฝ่าบาททรงมีต่อท่านต่ำไปแล้ว ต่อให้ท่านช้าไปอีกหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็ยังคงรอท่านอยู่ดี”
“แน่นอนว่าหากทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ควรจะรีบไปโดยเร็วดีกว่า”
ไม่นานหลังจากนั้นหลี่เต้าก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกพระที่นั่งไท่เหอ และเขาก็ได้พบกับจ้าวคังและจ้าวหยงที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
แม้ทั้งสองคนจะกลับมาแต่งกายแบบองค์ชายแล้ว แต่ท่าทีที่มีต่อหลี่เต้ากลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้เห็นรูปโฉมของหลี่เต้าในยามนี้ แววตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพนับถือก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก
[1] สามสิบปีทางตะวันออกแม่น้ำ สามสิบปีทางตะวันตกแม่น้ำ (三十年河东,三十年河西) : สิ่งต่างๆ ย่อมหมุนเวียนผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดจีรัง