ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 522 การฆ่าล้างผู้บริสุทธิ์?
“หัวหน้า!”
เมื่อเห็นหลี่เต้า จ้าวคังและจ้าวหยงก็เผลอเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัว พวกเขาอยู่กับกองทัพหมาป่าผู่ถูมานานจนเคยชินกับการเรียกเช่นนี้
“องค์ชายทั้งสองมีน้ำใจนัก” หลี่เต้ากล่าวขำๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสองคนจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกเขากลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว
สถานะของพวกเขาได้เปลี่ยนจากทหารน้อยใต้บังคับบัญชาของหลี่เต้ามาเป็นองค์ชายแห่งต้าเฉียนแล้ว
เมื่อได้สติกลับมาจ้าวคังก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “เป็นหัวหน้าหนึ่งวันก็เป็นหัวหน้าชั่วชีวิต ชีวิตในกองทัพหมาป่าผู่ถูตลอดช่วงหนึ่งเดือนนั้นข้าจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต”
จ้าวหยงอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็รีบพูดตาม “ข้าก็เช่นกัน”
หลี่เต้ายิ้มพลางกล่าวว่า “เข้าไปข้างในกันก่อนเถิด”
ณ ท้องพระโรง
ฮ่องเต้ประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างสงบ กำลังหลับตาพักผ่อนพระวรกาย เหล่าขุนนางด้านล่างต่างยืนรอคอยอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกท้องพระโรง
“ท่านอู่อันกง องค์ชายสามและองค์ชายสี่เสด็จแล้ว”
หลังจากเสียงขันทีประกาศจบลง ภายใต้สายตาของผู้คนทั้งหลาย ทั้งสามคนได้ค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรง
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ”
ท่ามกลางเหล่าขุนนางทั้งหลาย ทั้งสามคนได้กล่าวขึ้นพร้อมประสานมือคำนับ
ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรลืมตาขึ้นพลางแย้มรอยยิ้มบาง
“ลุกขึ้นเถิดไม่ต้องมากพิธี อย่างไรเสียท่านอู่อันกงก็เป็นขุนนางผู้มีคุณูปการต่อต้าเฉียน”
จากนั้นพระองค์ก็เบนสายตาไปยังจ้าวคังและจ้าวหยงทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “เดิมทีเมื่อพวกเจ้าสองคนกลับมาแล้ว ข้าจะต้องจัดการพวกเจ้าให้ได้”
“แต่ครั้งนี้เห็นแก่ที่พวกเจ้าติดตามอู่อันกงไปปราบกบฏจนได้รับชัยชนะกลับมา เราจะละเว้นพวกเจ้าไว้สักครั้ง”
“หากครั้งหน้ายังทำการประมาทบุ่มบ่ามอีก เราจะถือว่าไม่มีพวกเจ้าเป็นโอรสอีกต่อไป”
หากเป็นในอดีต คำพูดของฮ่องเต้คงทำให้จ้าวคังและจ้าวหยงดีใจเป็นอย่างมาก แต่ในตอนนี้ทั้งสองคนกลับเพียงแค่แสดงสีหน้ายินดีเล็กน้อย จากนั้นก็รีบปรับท่าทางให้เรียบร้อยแล้วประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่อเห็นท่าทางของทั้งคู่ ฮ่องเต้ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววสนใจออกมา
ภาพเหตุการณ์นี้ถูกขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงสังเกตเห็นทั้งหมด
หลี่เต้าที่กำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอาฆาตที่พุ่งเข้ามาใส่ตน
เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังผู้ที่แผ่กระแสอาฆาตอันรุนแรงที่สุดออกมา ไม่นานนักก็เห็นบุคคลสามคนที่กำลังยืนอยู่หน้าท้องพระโรง ตรงใกล้กับบันไดมังกร
เมื่อมองเห็นคนที่สามในกลุ่มชัดเจน หลี่เต้าก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้ องค์ชายห้าจ้าวเชียว?
แม้จ้าวเชียวจะก้มหนายืนนิ่งอยู่ แต่ด้วยการรับรู้ระดับเทพมนุษย์ของเขาแล้ว รังสีอำมหิตที่มุ่งมาก็ยังคงวนเวียนไม่จางหาย
ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ถึงความอาฆาตแค้นที่พัวพันอยู่รอบตัวจ้าวคังและจ้าวหยง
การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทสินะ…
ไม่ต้องคิดให้มากความ หลี่เต้าก็เข้าใจถึงสาเหตุของความอาฆาตแค้นนี้ทันที
หากเขาไม่ได้พาจ้าวคังและจ้าวหยงกลับมา การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทที่ควรจะมีห้าคนก็จะเหลือเพียงสามคน แม้ว่าทั้งจ้าวคังและจ้าวหยงจะไม่ใช่ภัยคุกคามที่ร้ายแรง แต่ก็ถือว่าลดตัวแปรลงไปได้สองคน
แต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับถูกหลี่เต้าพากลับมาแล้ว ทั้งยังดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ได้อีก จึงเป็นธรรมดาที่จะถูกผู้อื่นเคียดแค้นชิงชัง
สำหรับจ้าวเชียวหลี่เต้าเข้าใจดีอยู่แล้ว เขาจึงหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว เขาเบนความสนใจไปยังเงาร่างอีกสองคนที่อยู่ข้างจ้าวเชียว คนที่สามารถยืนอยู่ข้างหน้าจ้าวเชียวได้ไม่ต้องสงสัยเลยก็คงเหลือแค่องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเท่านั้น
“อู่อันกง”
ทันใดนั้นฮ่องเต้พลันเอ่ยปากขึ้น หลังจากได้สติหลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “พะยะค่ะ”
“การเดินทางไปทังโจวครั้งนี้ เจ้าไม่เพียงช่วยชีวิตองค์ชายทั้งสองไว้ได้ แต่ยังจัดการกบฏและช่วยราษฎรจากความเดือดร้อนอีก ครั้งนี้ข้าจะต้องพระราชทานรางวัลให้เจ้าอย่างงาม”
“ฝ่าบาททำเช่นนั้นมิได้พะยะค่ะ”
ก่อนที่หลี่เต้าจะทันได้ตอบอะไร จู่ๆ ก็มีคนก้าวออกมาขัดคำพูดของฮ่องเต้เสียก่อน
เมื่อฮ่องเต้เห็นชัดว่าเป็นผู้ใด ดวงตาก็พลันฉายแววเย็นชา
ส่วนหลี่เต้ากลับมีแววตาที่เจือไปด้วยความขบขันเล็กน้อย
เมื่อขุนนางที่เหลือเห็นว่าเป็นผู้ใด พวกเขาก็ต่างไม่ได้แปลกใจอะไร
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วกล่าวว่า “เจ้าจะพูดอะไรอีกหรือซุนเซียน”
ผู้ที่ก้าวออกมาไม่ใช่ผู้ใดที่ไหน แต่เป็นซุนเซียนศัตรูคู่รักคู่แค้นของหลี่เต้านั่นเอง
ซุนเซียนประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยอมรับว่าท่านอู่อันกงมีความชอบที่ช่วยชีวิตองค์ชายทั้งสองไว้ได้ อีกทั้งยังมีความชอบในการปราบปรามกบฏอีก”
“แต่ว่าในขณะที่ท่านอู่อันกงสร้างความชอบนั้น เขาก็ได้ทำความผิดมหันต์ขึ้นด้วย”
หลี่เต้ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก จ้าวคังที่อยู่ด้านข้างก็ทนไม่ไหวเสียก่อน เขาเอ่ยเสียงกร้าวว่า “เจ้าอย่าได้พูดเหลวไหล ข้าและน้องสี่อยู่กับท่านอู่อันกงที่ทังโจวทั้งวันทั้งคืน ไม่เห็นรู้ว่ามีความผิดมหันต์อันใด หากวันนี้เจ้าไม่พูดให้กระจ่าง ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
สายตาของจ้าวหยงก็เย็นชาขึ้นเช่นกัน เขาเอ่ยเสียงเย็น “ข้าก็เช่นกัน”
ซุนเซียนไม่หวั่นเกรงต่อคนทั้งสองคน เขาเอ่ยปากขึ้น “กระหม่อมมีหลักฐาน”
หลักฐาน?
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ต่างเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา
“หลักฐาน? หลักฐานอะไร?” ฮ่องเต้หรี่ตามองพลางถามซุนเซียน
ซุนเซียนประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท กระหม่อมมีพยานบุคคล!”
พยานบุคคล?
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เหล่าขุนนางในท้องพระโรงก็มีสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
ถ้าเป็นเช่นนี้ดูท่าซุนเซียนคงได้เตรียมการมาอย่างดีแล้ว
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วถาม “เจ้าว่าพยานบุคคลอะไร อู่อันกงจัดการกบฏในทังโจว มิใช่ว่าใครก็จะเป็นพยานได้”
ซุนเซียนกล่าวว่า “กระหม่อมมีพยานที่เห็นท่านอู่อันกงสังหารผู้บริสุทธิ์”
“การที่ท่านอู่อันกงปราบกบฏและฆ่าโจรนั้นถือเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดก็คือการไม่แยกแยะดีชั่ว สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ปรานี”
“บัดนี้กระหม่อมขออนุญาตฝ่าบาทนำพยานเข้าท้องพระโรงพะยะค่ะ”
สังหารผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ปรานี…
เมื่อได้ยินเหตุผลของซุนเซียน ทุกคนก็ต่างจับจ้องไปที่หลี่เต้า
สำหรับคนส่วนใหญ่ในที่นี้แล้ว พวกเขาไม่ค่อยรู้สถานการณ์ที่แท้จริงในทังโจวเท่าไหร่นัก พวกเขาเพียงแค่ได้รู้จากหนังสือพิมพ์ตระกูลเถียวว่าหลี่เต้ามีความชอบในการปราบปรามกบฏ สังหารผู้ก่อกบฏไปมากมาย ส่วนเรื่องที่ว่าได้สังหารผู้บริสุทธิ์หรือไม่นั้นทุกคนไม่อาจรู้ได้
แต่ในสถานการณ์ปกติเรื่องเช่นนี้สำหรับคนระดับพวกเขาแล้วไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
การปราบกบฏในทังโจวอันกว้างใหญ่ จะให้แม่นยำขนาดนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้บริสุทธิ์บางคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่ในสถานการณ์ส่วนใหญ่นั้นทุกคนต่างยอมรับในจุดนี้ ตราบใดที่ไม่เกินเลยมากเกินไปก็ไม่มีใครจะนำเรื่องนี้มาพูดอย่างเปิดเผย
แต่นี่เป็นกฎที่ไม่เป็นทางการ ในเมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาแล้วก็ย่อมต้องมีคำอธิบายให้เป็นธรรมดา แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การขอคำอธิบายเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานของหลี่เต้าแต่อย่างใด
มีความเป็นไปได้สูงว่าซุนเซียนเพียงต้องการกลั่นแกล้งหลี่เต้าเท่านั้น อย่างไรเสียสำหรับซุนเซียนนั้นเขาก็ได้ล่วงเกินมาหลายครั้งแล้ว จะเพิ่มอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไร
ฮ่องเต้ไม่ได้ตอบรับในทันที แต่หันกลับไปมองหลี่เต้า “เจ้าว่าอย่างไร?”
หลี่เต้ามองไปที่ซุนเซียนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “กระหม่อมก็อยากรู้เช่นกันว่าตนเองได้สังหารผู้บริสุทธิ์หรือไม่”
“อืม” ฮ่องเต้พยักหน้า “เช่นนั้นซุนเซียน เจ้าจงนำพยานของเจ้าขึ้นมา”
“พะยะค่ะ!”
อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าในที่สุดตนเองก็จะได้กัดเอาคืนหลี่เต้าสักที ซุนเซียนจึงเดินออกจากท้องพระโรงอย่างร่าเริง
ไม่นานนักคนกลุ่มหนึ่งในชุดขาดวิ่นก็เดินตามซุนเซียนเข้ามา
ตุบ!
ก่อนที่กลุ่มคนจะเดินเข้ามาใกล้ เสียงคนคุกเข่าลงกับพื้นก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อทุกคนหันกลับไปมอง ก็เห็นเพียงกลุ่มคนเหล่านั้นในชุดขาดวิ่น แต่ละคนต่างมีสีหน้าหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก ลงไปกองกับพื้น