ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 515 เมืองสุดท้าย
หนึ่งเดือนต่อมา ทั้งโจวนอกเขตเฉาหยาง
บนเส้นทางโบราณที่ทอดยาวออกไป กองกำลังทหารม้าจำนวนหลายร้อยนายค่อย ๆ เคลื่อนพลมุ่งหน้าเข้าใกล้เขตเฉาหยาง บนกำแพงเขตเฉาหยาง
เมื่อทหารยามรักษาการณ์ที่อยู่บนกำแพงเมืองเห็นกองกำลังทหารแต่ไกล เขาก็มีสีหน้าตื่นตระหนกในทันที
จากนั้นก็รีบวิ่งไปยังกลองประจำเมืองแล้วตีอย่างหนักหน่วงรัวเร็ว
เมื่อเสียงกลองนั้นดังก้องไปทั่วเขตเฉาหยาง ไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนกำแพงเมือง
เมื่อเห็นกองทัพทหารม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทุกคนบนกำแพงเมืองก็ต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา บางคนถึงกับกลัวจนตัวสั่น
สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็ล้วนเป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาได้เห็นและได้ยินตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ในปัจจุบันผู้คนทั่วทั้งทั้งโจวต่างรู้กันดี
เพื่อจัดการกับสำนักปราบสวรรค์และกลุ่มกบฏ ทางราชสำนักได้ส่งกองกำลังทหารที่น่าสะพรึงกลัวมา ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่กองทัพทหารม้านี้มา พวกเขาเริ่มจากการกวาดล้างผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์จนหมดสิ้น จากนั้นก็กวาดล้างผู้ที่เกี่ยวข้องกับสำนักปราบสวรรค์ในทั้งโจวทั้งหมด
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ชาวบ้านทั่วไปในทั้งโจวต้องหนี พากันซ่อนตัวจากการถูกฆ่าโดยสมาชิกสำนักปราบสวรรค์และพวกกบฏ
ตอนนี้ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร กลายเป็นสมาชิกสำนักปราบสวรรค์และพวกกบฏที่ต้องหลบหนีและซ่อนตัวแทน
หากซ่อนตัวได้ก็ยังดี แต่ที่สำคัญคือพวกเขาแม้อยากหลบก็กลับหลบไม่พ้น
ส่วนเรื่องต่อต้านนะหรือ ?
แรกเริ่มยังมีคนคิดเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ประจิมราชันและอุดรราชันของสำนักปราบสวรรค์ได้รวบรวมกำลังคนเกือบหนึ่งแสนคนเพื่อต่อกรกับกองทัพทหารม้าแล้วนั้น ผลลัพธ์คือพวกเขาถูกสังหารหมู่จนหมดภายในครึ่งวัน หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้าคิดเช่นนี้อีก
ทั้งที่เป็นความแตกต่างของจำนวนคนถึงสองร้อยเท่า แต่สุดท้ายแล้วแม้แต่ความสามารถที่จะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ก็ยังไม่มี ในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะคิดต่อต้าน
สู้ก็ไม่ได้ หนีก็ไม่พ้น ลองคิดดูว่าผู้คนบนกำแพงเมืองเหล่านี้จะสิ้นหวังเพียงใด หลีเตานำกำลังพลกองทัพหมาป่าฝูถูหลายร้อยนายพร้อมด้วยเจ้าคังและเจ้าหยงมาถึงบริเวณห่างจากเขตเฉาหยางเพียงไม่กี่ร้อยจั้ง
หลังจากผ่านการฝึกฝนมาหนึ่งเดือน เจ้าคังและเจ้าหยงได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน อาภรณ์หรูหราแบบราชวงศ์ที่เคยสวมใส่หายไป แทนที่ด้วยชุดเกราะสองชุดที่ได้มาจากสมาคมการค้าตระกูลเถีย
หากไม่สังเกตใบหน้าของทั้งสองอย่างถี่ถ้วน จะเห็นว่าบุคลิกของพวกเขากลมกลืนเข้ากับกองทัพหมาป่าฝูถูอย่างสมบูรณ์
“หัวหน้าที่แห่งนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของศูนย์ราชันคนสุดท้ายของสำนักปราบสวรรค์ และตามรายงาน สมาชิกสำนักปราบสวรรค์ที่เหลือรวมถึงกลุ่มกบฏก็รวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วย หากจัดการที่แห่งนี้ได้ สำนักปราบสวรรค์และพวกกบฏก็จะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก” เสวียปิงเงยหน้าขึ้นกล่าวพลางถือรายงานที่ได้จากสมาคมการค้าตระกูลเถีย
“เป็นที่สุดท้ายแล้วสินะ”
หลีเตาดึงบังเหียนเขาเงยหน้าขึ้นมองกำแพงเมืองสูงตรงหน้าพลางกล่าว “ถ้าเช่นนั้นก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วบุกเข้าโจมตีให้ราบคาบในคราวเดียว”
“รับทราบ !”
ตามปกติแล้วกองทัพหมาป่าฝูถูไม่จำเป็นต้องเตรียมการใด ๆ พวกเขาสามารถบุกเข้าโจมตีได้ทันที
แต่ในเวลานี้กองทัพหมาป่าฝูถูเพิ่งผ่านการเดินทางไกลและการรบอย่างต่อเนื่องมาตลอดหนึ่งเดือน จึงจำเป็นต้องปรับสภาพร่างกายก่อน แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานนักเพราะพวกเขามียาวิเศษอยู่ หลังจากหลีเตาออกคำสั่ง ทหารทั้งหมดของกองทัพหมาป่าฝูถูก็หยิบถุงน้ำที่แขวนอยู่บนหลังออกมาแล้วพากันดื่มยาวิเศษที่อยู่ข้างในนั้น พละกำลังและกำลังจินตนาการที่ได้หายไปก็พลันคืนมาอย่างรวดเร็ว
เจ้าคังและเจ้าหยงก็มียาวิเศษเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วพวกเขาคงไม่สามารถอดทนมาจนถึงตอนนี้ได้
หลีเตามองดูทั้งสองคนดื่มยาวิเศษโดยไม่พูดอะไร ถือเป็นการทดสอบว่าทั้งสองคนยังมีความเป็นศัตรูกับเขาอยู่หรือไม่
แต่จากที่เห็นในตอนนี้ทั้งสองคนไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธยาวิเศษแต่อย่างใด และเมื่อไม่มีการปฏิเสธ ตามคุณสมบัติของยาวิเศษแล้ว ตราบใดที่หลีเตาไม่ได้ทำอะไรที่ขัดแย้งต่อความคิดของทั้งสองมากเกินไป ทั้งสองคนก็จะไม่แสดงความเป็นศัตรูต่อเขา
อย่างน้อยเมื่อกลับไปถึงเมืองหลวงเรื่องยุ่งยากก็จะลดน้อยลงบ้าง ในไม่ช้าทุกคนก็เตรียมพร้อมแล้ว ในขณะที่หลีเตากำลังจะออกคำสั่งให้เริ่มการโจมตีนั้น จู่ ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งร่อนลงมาจากกำแพงเมืองเขตเฉาหยาง
“ท่านใต้เท้าอย่าเพิ่งลงมือ ข้าคือศูนย์ราชันแห่งสำนักปราบสวรรค์ ข้าต้องการนำผู้คนทั้งหมดในเขตเฉาหยางมาขอยอมจำนน”
เมื่อผู้มาเยือนเห็นหลีเตาเขาก็รีบยกมือทำสัญญาณพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
หลีเตามองดูคนที่มาแล้วจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “กลับไปเถิด”
พอได้ยินดังนั้นร่างของศูนย์ราชันผู้นั้นก็พลันสั่นสะท้าน เขารีบกล่าวทันทีว่า “ท่านใต้เท้า พวกข้าตั้งใจจะยอมจำนนจริงๆ หากท่านยอมรับพวกเราจะเปิดประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ยอมจำนนทั้งหมด”
“เจ้าคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะยุติธรรมต่อผู้อื่นหรือไม่ ?”
“ยุติธรรมอันใดกัน ?” ศูนย์ราชันทำหน้างุนงง
“สรุปคือเจ้ากลับไปเสียเถิด ข้าให้เวลาเจ้าสิบอึดใจ”
“ท่านใต้เท้า …”
“สิบ … เก้า …”
เมื่อได้ยินเสียงนับถอยหลังของหลีเตา ศูนย์ราชันก็มีท่าทีอึกอักอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ในไม่ช้าหลีเตาก็นับมาถึงหนึ่ง ส่วนศูนย์ราชันผู้นั้นดูเหมือนเขาจะยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ส่วนหลีเตาก็ทำตามที่พูดไว้ เขาไม่ให้โอกาสศูนย์ราชันผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ทำการสังหารอีกฝ่ายด้วยง้าวเดียวทันที
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคนได้รับคุณสมบัติ : 821.82]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบหลีเตาก็ชี้ง้าวมังกรทมิฬไปทางเขตเฉาหยาง
ทันทีที่มีคำสั่งดังขึ้น กองทัพหมาป่าฝูถูหลายร้อยนายก็พลันพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้คนบนกำแพงเขตเฉาหยางเห็นภาพเบื้องล่างนี้ พวกเขาก็เกิดความโกลาหลในทันที แต่ความโกลาหลของพวกเขานั้นไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง มีเพียงแต่จะเร่งความตายของตนให้เร็วขึ้นเท่านั้น
บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนาเสียด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดผู้คนที่หนีมาถึงเขตเฉาหยางก่อนใครก็ทนทุกข์หวาดกลัวกันมานานแล้ว บัดนี้การจากไปก็ถือเป็นการได้พักผ่อนอย่างสงบ
ครึ่งวันต่อมาก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า กองทัพหมาป่าฝูถูก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากเขตเฉาหยางพร้อมร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ทุกสิ่งในเขตเฉาหยางได้ปิดฉากลงภายใต้แสงตะวันรอนดูงดงามราวกับภาพวาด
“จบแล้ว”
หลีเตามองอาทิตย์อัสดงพลางถอนหายใจยาว จากนั้นจึงหันไปมองเจ้าคังและเจ้าหยงก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ว่า “ตอนนี้พวกท่านก็ถือว่าได้ทำความดีชดเชยความผิดเสร็จสิ้นแล้ว คงไม่ต้องกังวลว่าฝ่าบาทจะมีโทสะมากนัก”
เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าคังและเจ้าหยงก็พลันเงยหน้าขึ้นมองหลีเตา หากไม่ได้ผ่านเรื่องราวเหล่านี้มาพวกเขาคงกลัวการถูกตำหนิจากฝ่าบาท
แต่ตอนนี้หลังจากได้รับประสบการณ์ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาพลันพบว่าการถูกฮ่องเต้ตำหนินั้นดูจะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไป
ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับเสด็จพ่อของพวกเขาแล้ว พวกเขากลับรู้สึกเกรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลีเตามากกว่า
ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ทั้งที่เมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อนพวกเขายังวางท่าทีเยี่ยงองค์ชายต่อหน้าหลีเตาได้ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่วางท่าทีแบบองค์ชายเลย แค่มองตรงไปที่หลีเตาหัวใจของพวกเขาก็เต้นรัวแล้ว
“ขอบคุณท่านอาอันกง”
หลังจากอึ้งไปครู่ใหญ่เจ้าคังจึงค่อย ๆ เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา
“ไม่เป็นไร”
หลีเตามองเจ้าคังและเจ้าหยงแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มบางพลางกล่าวว่า “หวังว่าหลังกลับไปครั้งนี้พวกท่านทั้งสองก็จะอยู่ร่วมกันได้ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งคู่ก็สบตากันแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า บางสิ่งบางอย่างนั้นเป็นสันดานที่ยากจะแก้ไขอย่างมาก พวกเขาก็แค่ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าหลีเตาเท่านั้น ไม่นานหลังจากนั้นหลีเตาได้นำขบวนมาถึงลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเพื่อชำระกายและพักผ่อนชั่วคราว
หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จเขาก็กลับเข้าไปในกระโจมชั่วคราวที่ตั้งเอาไว้แล้วเปิดระบบขึ้นมาดูคะแนนคุณสมบัติที่สะสมมาตลอดหนึ่งเดือน เมื่อเห็นตัวเลขพวกนั้นชัดเจน รอยยิ้มพึงพอใจก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา
ไม่เสียเที่ยวที่มาทั้งโจว