ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 516 การแปรสภาพครั้งที่แปด
[นายท่าน : หลีเตา]
[พลังกาย : 732611.18]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 129321.88]
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาสะสมคะแนนคุณสมบัติได้มากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนคุณสมบัติหนึ่งแสนที่ได้มาจากเส้นชีพจรมังกร การสะสมคะแนนคุณสมบัติหนึ่งแสนสองหมื่นในหนึ่งเดือนนี้ดูเหมือนจะไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วไม่สามารถคำนวณเช่นนั้นได้
หากคิดว่าคนหนึ่งคนให้คะแนนคุณสมบัติศูนย์จุดหนึ่ง ดังนั้นคะแนนคุณสมบัติกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นเกือบหนึ่งแสนสามหมื่นนี้ก็เท่ากับชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านสองแสนคน แน่นอนว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหลีเตาก็ไม่ได้สังหารคนไปมากมายขนาดนั้น ทว่าแม้จะไม่มากขนาดนั้นแต่ก็ยังมีคนอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดแสนคนที่ตายภายใต้น้ำมือของหลีเตาและกองทัพหมาป่าฝูถูของเขาสรุปแล้วในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ อาจกล่าวได้ว่านอกจากเวลาพักผ่อนแล้วดาบในมือของพวกเขาก็แทบไม่เคยได้หยุดพัก
หลีเตาไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้คนตายไปมากเท่าไร อย่างไรคนพวกนั้นก็สมควรตายอยู่แล้ว สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือการเพิ่มพูนพลังความสามารถ
“จง (ค่าพลัง) !!”
พร้อมกับเสียงพูดที่ดังขึ้น คะแนนคุณสมบัติก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสความร้อนไหลเวียนอยู่ในร่างของเขา เริ่มเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่นานหลังจากนั้นหลีเตาก็เปิดระบบขึ้นอีกครั้ง
[นายท่าน : หลีเตา]
[พลังกาย : 861933.16]
[ค่าพลังที่ใช้ได้ : 0]
แฟบ !
อา !
หลังจากเปิดระบบขึ้นมาใหม่ ความสนใจของหลีเตาก็จดจ่ออยู่ที่ตัวอักษรสามตัวสุดท้ายของพลังกาย สามารถทำการแปรสภาพครั้งที่แปดได้แล้วงั้นหรือ ?
ทุกครั้งที่แปรสภาพ พลังของหลีเตาก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จากพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ไม่รู้ว่าการแปรสภาพในครั้งนี้จะเป็นส่วนใดของร่างกาย
นอกจากการแปรสภาพครั้งที่แปดแล้วหลังจากที่พลังกายของหลีเตาพุ่งขึ้นมาถึงแปดแสน เขายังรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงแปลกใหม่ในร่างกายอีกด้วย
หากกล่าวว่าก่อนที่พลังกายจะถึงแปดแสนเขายังรู้สึกถึงแรงดึงดูดของพื้นดินอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่หลังจากที่พลังกายเพิ่มมาถึงแปดแสนแล้ว ร่างกายของเขาก็ราวกับหลุดพ้นจากพันธนาการของพื้นดินโดยสิ้นเชิง สรุปแล้วนั่นหมายความว่าในสภาวะที่เขาเหินอากาศ หลีเตาก็น่าจะสามารถแสดงความรวดเร็วออกมาได้อย่างเต็มที่แล้ว
หลีเตาเองก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้เขามีความเร็วเท่าไร แต่ต้องมีความเร็วเหนือเสียงอย่างแน่นอน
ในสภาพเช่นนี้หากเขาเดินทางเพียงลำพัง การเหาะจากทั้งโจวไปยังเมืองหลวงก็คงใช้เวลาไม่นานนัก พูดได้เต็มปากว่าใต้หล้าอันกว้างใหญ่นี้เขาไปได้ทุกหนแห่ง
“ทำการแปรสภาพก่อนดีกว่า”
การยกระดับพลังนั้นไม่ควรรีรอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะได้เผชิญกับสถานการณ์ใดในชั่วขณะถัดไป อย่างเช่นสมมติว่าจู่ ๆ ก็มีเทพมนุษย์ระดับสูงหลายสิบคนโผล่มาสังหารเขา
ดังนั้นเมื่อสามารถทำการแปรสภาพได้แล้วหลีเตาจึงเตรียมตัวที่จะทำการแปรสภาพในกระโจมชั่วคราวแห่งนี้ทันที
เขาเหลือบมองดูระบบแล้วเอ่ยเบา ๆ “แปรสภาพ”
เมื่อเสียงนั้นจบลง ตัวอักษรสามคำที่เขียนว่า ‘สามารถแปรสภาพ’ ด้านหลังระบบก็เริ่มบิดเบี้ยว หลังจากนั้นหลีเตาก็เริ่มใช้พลังทั้งหมดเพื่อรับรู้ถึงทุกส่วนของร่างกายอย่างเต็มที่ เขาพยายามค้นหาว่าการแปรสภาพในครั้งนี้เกิดขึ้นที่ส่วนใด
แต่ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็พลันแล่นขึ้นมาจากในส่วนลึกของสมอง
นี่มัน …
อั่ก !
หลีเตารู้สึกประหลาดใจในคราแรกแต่แล้วหลังจากนั้นเขาก็เข้าใจ ท้ายที่สุดแล้วดูเหมือนว่าร่างกายของเขาน่าจะผ่านการแปรสภาพมาหมดแล้วยกเว้นในส่วนนี้ ไม่รู้ว่าการแปรสภาพจิตวิญญาณจะส่งผลอย่างไรกับเขา
เมื่อความเจ็บปวดนั้นรุนแรงมากขึ้น หลีเตาจึงหลับตาลงและเริ่มอดทน ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ได้มีผลกับเขาอีกต่อไป แต่ความเจ็บปวดในส่วนลึกของจิตวิญญาณนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสจึงยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
ในขณะที่หลีเตากำลังปิดด่านเพื่อแปรสภาพอยู่ในกระโจมนั้น ผู้คนภายนอกก็กำลังยุ่งอยู่กับกิจธุระของตน
“นั่นอะไร !!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องตกใจดังขึ้นมาจากภายในกองทัพหมาป่าฝูถู
เสียงนั้นได้ดึงดูดความสนใจของทุกคน เมื่อทุกคนมองสำรวจไปรอบ ๆ สายตาก็ต่างจับจ้องไปที่กระโจมของหลีเตา
เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือกระโจมนั้นและมันก็กำลังขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
หากมองดูอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นได้ว่าใบหน้าของเงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหลีเตานั่นเอง
นี่มัน …
หลี่ชิงเอ๋อร์สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้อย่างรวดเร็ว นางได้รับมรดกความทรงจำจิตวิญญาณของเทพีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปราบสวรรค์มาจึงสามารถจดจำได้ในทันทีว่าเงาร่างนี้ประกอบขึ้นจากพลังจิตวิญญาณ
เมื่อเห็นเงาร่างจิตวิญญาณที่ขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากเล็ก ๆ ของนางก็เผยอออก ในห้วงจิตวิญญาณก่อนหน้านี้นางรู้เพียงว่าจิตวิญญาณของพี่ชายนางนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก
แต่เมื่อได้เห็นกับตาแล้วนางถึงรับรู้ได้ว่าพลังจิตวิญญาณที่แฝงอยู่นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
กล่าวโดยง่ายคือหากไม่มีจิตวิญญาณถึงระดับเทพมนุษย์ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะปล่อยจิตวิญญาณออกมาได้ ยิ่งปล่อยจิตวิญญาณออกมาได้มากเท่าไหร่ก็แสดงว่าพลังจิตวิญญาณยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น สรุปแล้วเพียงแค่สิ่งที่นางได้เห็นในตอนนี้ก็มากกว่าพลังจิตวิญญาณของเทพีศักดิ์สิทธิ์ที่นางจดจำได้เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นเงาร่างนั้นมันยังคงขยายตัวต่อไปไม่หยุด สิบจั้ง … ยี่สิบจั้ง … ห้าสิบจั้ง …
ในที่สุดเงาร่างนั้นก็หยุดลงเมื่อขยายตัวถึงหนึ่งร้อยจั้ง
ทุกคนที่ยืนอยู่ใต้เงานั้นรู้สึกราวกับว่าตัวเองเล็กจิ๋วเป็นเหมือนมดที่เงยหน้ามองเทพมนุษย์
แต่การที่เงาร่างขยายถึงหนึ่งร้อยจั้งมันก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด
ภายใต้สายตาตกตะลึงของผู้คน เงาร่างนั้นค่อย ๆ เริ่มหลอมรวมเป็นรูปร่างที่ชัดเจน
รูปลักษณ์ของหลีเตาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนเงาร่างนั้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นภาพนี้แววตาของหลี่ชิงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อนอีกครั้ง หากกล่าวว่าเงาร่างจิตวิญญาณสูงหนึ่งร้อยจั้งนี้แสดงถึงปริมาณพลังจิตวิญญาณของพี่ชายนาง
เช่นนั้นแล้วเงาร่างจิตวิญญาณที่ค่อย ๆ หลอมรวมจนเป็นรูปร่างชัดเจนนี้ก็แสดงถึงคุณภาพของพลังจิตวิญญาณ เมื่อเทียบกับปริมาณแล้วคุณภาพของจิตวิญญาณนั้นยากที่จะยกระดับที่สุด
“พี่ชายของนางแสดงให้เห็นถึงร่างกายที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แต่ทำไมด้านจิตวิญญาณถึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเช่นนี้ !”
“ช่างผิดปกติเหลือเกิน …!”
หลี่ชิงเอ๋อร์มิได้กำลังด่าทอแต่นางกำลังชื่นชมต่างหาก เพราะคำพูดธรรมดานั้นไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงพี่ชายนางได้แล้ว
ความเร็วในการหลอมรวมจิตวิญญาณยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หากก่อนหน้านี้ยังสามารถมองเห็นอีกด้านผ่านเงานั้นได้อย่างชัดเจน ตอนนี้มันก็ค่อย ๆ เข้มข้นจนเหลือความโปร่งใสเพียงน้อยนิด ในขณะนี้รูปร่างของหลีเตาได้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนราวกับเป็นยักษ์ใหญ่นั่งขัดสมาธิอยู่ระหว่างฟ้าดิน ในตอนที่ทุกคนคิดว่านี่คือจุดสิ้นสุด จู่ ๆ การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างฉับพลัน จิตวิญญาณขนาดหนึ่งร้อยจั้งเริ่มหดตัวลง
ไม่ถูก … นี่ไม่ใช่การหดตัว แต่เป็นการบีบอัด !!
จิตวิญญาณที่มีปริมาณมหาศาลและหลอมรวมเป็นรูปเป็นร่างแล้วได้เริ่มควบแน่นราวกับต้องการบีบอัดจิตวิญญาณให้ถึงขีดสุด
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกไป หลีเตาก็รับรู้ได้ถึงการแปรสภาพของจิตวิญญาณพร้อมกับความว่างเปล่าที่อยู่ในร่างกายของตน
ขณะที่จิตวิญญาณเริ่มบีบตัว เขาก็รู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณกำลังกลับคืนสู่ร่างกายพร้อมกับความรู้สึกเต็มเปี่ยมในเวลาเดียวกัน เมื่อจิตวิญญาณกลับคืนมาแล้วเขาจึงได้รับรู้ถึงร่างกายของตนอีกครั้ง
และในการกลับคืนมาของจิตวิญญาณครั้งนี้เขาพบว่าความรู้สึกต่อร่างกายของตนเองได้แตกต่างไปจากเดิม
แม้ร่างกายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดแต่เขากลับรู้สึกว่ามันแข็งแกร่งขึ้นและไม่ใช่ความแข็งแกร่งในแง่กายภาพ เขาเข้าใจร่างกายของตนเองดี มันคล้ายกับการรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายจนไม่อาจแยกออกจากกัน ราวกับเส้นขนานสองเส้นที่พลันมาบรรจบกัน
ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่กลับรู้สึกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
หลังจากบรรลุถึงขีดสุด จิตวิญญาณร้อยจั้งนอกกระโจมก็ได้หายไปโดยสิ้นเชิง