ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 510 การรวมตัว
“มันคือ… ง้าวไร้พ่าย ?”
จิตวิญญาณมังกรกวัดแกว่งง้าวมังกรทมิฬ มันแสดงวิชาง้าวไร้พ่ายออกมาทันที
ดูจากความชำนาญแล้วถือว่ามีทักษะสูงมาก
ภาพที่เห็นตรงหน้านี้ช่างดูเหนือจริงเหลือเกิน
ถึงกับว่าเป็นการเล่นกับตัวเองหรือไม่
หลี่เตายกมือห้ามจิตวิญญาณมังกรที่ยิ่งร่ายรำก็ยิ่งตื่นเต้นเอาไว้
“พูดแล้วรู้แล้วว่าเจ้าเก่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตวิญญาณมังกรก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อมองดูจิตวิญญาณมังกรกับง้าวมังกรทมิฬ หลี่เตาก็คิดในใจว่านี่น่าจะเป็นง้าวมังกรทมิฬที่แท้จริง
หากข้างในไม่มีมังกรแล้วจะเรียกว่าง้าวมังกรทมิฬได้อย่างไร
ในตอนนั้นเอง หลี่เตาพลันเงยหน้าขึ้น เขาสังเกตเห็นว่าเมฆดำบนท้องฟ้ายังไม่ได้สลายตัวไป
“หรือว่าสวรรค์จะยังไม่ยอมแพ้ ?”
แต่ก่อนที่หลี่เตาจะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ จู่ๆ ก็มีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นออกมาจากกลุ่มเมฆดำทะมึนนั้น
หลังจากเสียงดังสนั่นนั้น หลี่เตาก็รู้สึกราวกับได้ยินเสียงคำรามของมังกรนับไม่ถ้วนในความมืดมิด
คล้ายกับเสียงคำรามตอนที่เส้นชีพจรมังกรตื่นขึ้นและพุ่งทะยานออกมาจากใต้พิภพ
หลังจากเสียงฟ้าคำรามสิ้นสุดลง เมฆดำบนท้องฟ้าก็สลายหายไปในชั่วพริบตา เผยให้เห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสเบื้องหลังอีกครั้ง
หลี่เตาไม่ได้คิดอะไรมาก ในตอนนั้นเองจู่ๆ จิตวิญญาณมังกรข้างกายเขาก็หาวออกมา
มันทำท่าทำทางให้หลี่เตาดูครู่หนึ่งก่อนจะดำดิ่งกลับเข้าไปในง้าวมังกรทมิฬ
จากนั้นหลี่เตาจึงมองดูความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วภูเขาเป่ยหมาง ไม่สิ ไม่มีเขาเป่ยหมางแล้ว มีแต่หลุมเป่ยหมางเท่านั้น
“ถึงเวลาต้องไปแล้ว”
เกิดความวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหลี่ชิงเอ๋อร์และจิวเอ๋อร์คงจะต้องเป็นห่วงมากแน่
ณ สถานที่แห่งหนึ่งห่างจากเขาเป่ยหมางหลายสิบลี้ หลี่ชิงเอ๋อร์ จิวเอ๋อร์ และคนอื่นๆ กำลังรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจอยู่
หยางเหยียนและกองทัพหมาป่าฝูถูได้รวมตัวกันอยู่บนลานโล่งแห่งหนึ่ง
บนพื้นมีร่างของเจ้าคังและเจ้าหยงที่ยังคงสลบไสลอยู่ ไม่ไกลจากพวกเขานัก
ทันใดนั้นจู่ๆ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็ลุกขึ้นจากที่นั่งบนรถม้า ภายใต้สายตาอยกรูอยากเห็นของจิวเอ๋อร์และคนอื่นๆ
นางเดินหน้าบึงตรงไปที่หน้าเจ้าคังและเจ้าหยง
“เจ้าพวกสารเลว!”
หยางเหยียนเพิ่งจะอ้าปากพูดก็เห็นหลี่ชิงเอ๋อร์ชักกระบี่อ่อนที่เอวออกมา แทนที่จะใช้คมกระบี่ นางกลับใช้ตัวกระบี่ฟาดหน้าเจ้าคังและเจ้าหยงคนละสองสามครั้ง
“ทั้งหมดเป็นเพราะพวกสารเลวอย่างพวกเจ้าสองคน ที่ทำให้พี่ชายต้องตกอยู่ในอันตราย”
ระหว่างที่ตีพวกเขา หลี่ชิงเอ๋อร์ก็บ่นไปด้วย ทั่วร่างเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เมื่อจิวเอ๋อร์และคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้น พวกเขาก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะทำบ้าง พวกเขาเองก็อยากจะระบายความโกรธเช่นกัน
พอหยางเหยียนเห็นภาพตรงหน้านี้ เขาก็ถึงกับมุมปากกระตุก
คาดว่าในแผ่นดินต้าเฉียนนี้คงมีเพียงคนรอบตัวเขาเท่านั้นที่ไม่สนใจองค์ชายและเชื้อพระวงศ์
พวกนี้ถึงกับกล้าทุบตีได้ตามใจชอบ
เมื่อเห็นกองทัพหมาป่าฝูถูดูมีท่าทีสนใจ หยางเหยียนจึงพูดอย่างหงุดหงิดว่า “มองอะไรกัน หันหลังไปให้หมด”
หากแค่พวกหลี่ชิงเอ๋อร์ลงมือระบายอารมณ์บ้างก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าพวกเขาพากันลงมือ คาดว่าองค์ชายทั้งสองที่ช่วยออกมาก็คงเปล่าประโยชน์แล้ว
จนกระทั่งทุบตีองค์ชายทั้งสองจนหน้าบวมเป็นหมูไปแล้ว หลี่ชิงเอ๋อร์ถึงได้หยุดมือและถอนหายใจยาว
จากนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นมองหยางเหยียนและคนอื่นๆ แล้วถาม “พวกเจ้าเห็นอะไรหรือไม่ ?”
หยางเหยียน เสวี่ยปิง จางเมิ่ง ทั้งสามคนสบตากันแล้วส่ายหน้าพร้อมกัน
หลังจากแค่นเสียงเบาๆ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็เก็บกระบี่ยาวกลับไป แล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้ากับจิวเอ๋อร์และสตรีคนอื่นๆ
แล้วเริ่มพูดคุยกับหญิงสาวทั้งสามเกี่ยวกับเรื่องราวของหลี่เตาหลังจากที่เขาถูกส่งไปยังค่ายนักโทษประหาร
ถึงแม้จะเคยฟังจากพวกนางหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลี่เตา พวกนางก็ไม่เบื่อที่จะพูดถึงมันเลย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
หลี่ชิงเอ๋อร์นึกอะไรขึ้นมาได้ขณะสนทนา นางจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ไม่มีความเคลื่อนไหวจากทางนั้นมาพักใหญ่แล้วกระมัง ?”
“หากมีความเคลื่อนไหวรุนแรงก็แสดงว่ายังมีการต่อสู้อยู่ที่นั่น และนั่นก็หมายความว่าหลี่เตายังปลอดภัย”
“แต่หากไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ก็แสดงว่าผลแพ้ชนะได้ถูกตัดสินเรียบร้อยแล้วเช่นนั้น…”
ขณะที่หลี่ชิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ กำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“พบพวกเจ้าเสียที”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนก็ต่างแสดงสีหน้ายินดีออกมา และพอหันไปมองพวกเขาก็เห็นหลี่เตาที่กำลังถือง้าวมังกรทมิฬร่อนลงมาจากท้องฟ้า
“พี่ชาย !”
หลี่ชิงเอ๋อร์วิ่งเข้าไปกอดด้วยความตื่นเต้น
จิวเอ๋อร์มองดูหลิวซิวเอ๋อร์และเหมียวเมียวซินที่เดินออกมา นางก็อยากจะขยับตัวเช่นกัน แต่เมื่อสังเกตเห็นว่าหลี่เตาเปลือยท่อนบนจึงหยุดชะงัก
นางจึงหยิบอาภรณ์ชุดใหม่จากรถม้าก่อนจะเดินเข้าไปหาหลี่เตา
“พี่ท่านกลับมาแล้ว แล้วคนพวกนั้น…!”
หลี่ชิงเอ๋อร์เห็นหลี่เตากลับมาได้อย่างปลอดภัย นางจึงรู้สึกโล่งใจ ทั้งในดวงตายังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จัดการทั้งหมดแล้ว”
“จริงเหรอ ?”
หลี่ชิงเอ๋อร์มีสีหน้าตกตะลึง คนอื่นอาจจะไม่รู้ถึงความสามารถของคนพวกนั้นดี แต่นางรูดี
แม้นางจะประเมินความสามารถของพี่ชายไว้แล้ว แต่นางก็ยังพบว่าตนเองประเมินพี่ชายต่ำเกินไป
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หลี่ชิงเอ๋อร์ก็ยื่นมือไปลูบตัวหลี่เตาโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการยืนยันว่าพี่ชายของนางเป็นตัวจริง
จนกระทั่งจิวเอ๋อร์นำเสื้อผ้ามาคลุมให้หลี่เตา นางถึงได้ได้สติกลับมา
เมื่อเห็นร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่าของพี่ชาย แม้จะเป็นน้องสาวแท้ๆ แต่นางก็อดหน้าแดงไม่ได้
แต่แล้วนางก็รวบรวมความกล้าแตะอกของหลี่เตาพลางเอ่ยว่า “รูปร่างดีนัก น่าอิจฉาหมิงเยว่จริงๆ !”
“เจ้าเด็กน้อยนี่”
เมื่อเห็นหลี่เตายกมือขึ้น หลี่ชิงเอ๋อร์ก็รู้ว่าเขากำลังจะตบเขาเบาๆ นางจึงรีบวิ่งหนีไปไกลพลางแลบลิ้นใส่
หยางเหยียน เสวี่ยปิง และจางเมิ่ง เมื่อทั้งสามคนเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
ก่อนที่หลี่ชิงเอ๋อร์จะปรากฏตัว แม้หัวหน้าของพวกเขาจะมนุษยดีอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะเยือกเย็นและสงบนิ่ง
แต่หลังจากที่หลี่ชิงเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้น เขาก็มีความอบอุ่นมากยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง พวกไฉ่อีมองดูสตรีศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางด้วยสีหน้าคล้ายคลึงกัน
ตั้งแต่รู้จักกับหลี่ชิงเอ๋อร์มา พวกนางแทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มบนใบหน้ามันเลย จนกระทั่งได้พบกับหลี่เตา
หลังจากพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ครู่หนึ่ง เสวี่ยปิงก็เข้ามาถามว่า “หัวหน้าไม่ต้องการให้พวกเราช่วยหรือ ?”
หลี่เตาส่ายหน้า
ตอนแรกที่ให้เสวี่ยปิงและคนอื่นๆ มาก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหลุดรอดไป แต่หลังจากมาถึงก็พบว่าถ้าปลาในตาข่ายนี้หลุดรอดไปจริงๆ พวกเขาก็ไม่สามารถจัดการได้อยู่ดี
นอกจากพวกลูกสมุนไม่สำคัญของสำนักปราบสวรรค์แล้ว ที่เหลือล้วนแต่เป็นผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์อย่างต่ำก็อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้วทั้งสิ้น
ในกลุ่มคนเหล่านี้คาดว่ามีเพียงเหมียวเมียวซินเท่านั้นที่จะสามารถอาศัยราชันกูสองตัวรับมือได้สักพัก
ส่วนคนที่เหลือนั้นอาจต้องรวบรวมกองทัพหมาป่าฝูถูให้ครบสามพันนายก่อนจึงจะสามารถต่อกรกับระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้
แต่ถึงแม้ที่นี่จะไม่ต้องพึ่งพาเสวี่ยปิงและคนอื่นๆ แต่ในภายภาคหน้าพวกเขาจะมีประโยชน์อย่างมาก
หลี่เตาไม่ได้ลืมว่านอกจากบรรดาผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์แล้ว ยังมีสมาชิกธรรมดาอีกมากมายที่ได้ก่อความวุ่นวายไปทั่วทั้งใจกลาง
คนพวกนี้มีจำนวนมากเกินไป เหมาะสำหรับให้จางเมิ่งและคนอื่นๆ เป็นผู้จัดการ
ในตอนนั้นเอง หลี่เตาพลันสังเกตเห็นเจ้าคังและเจ้าหยงที่กำลังนอนอยู่ไม่ไกล หลังจากเดินเข้าไปดูก็ต้องชะงักงัน
“พวกเขาเป็นอะไร…!”
ทุกคนหันไปมองหลี่ชิงเอ๋อร์พร้อมกัน
เมื่อสบตากับหลี่เตา หลี่ชิงเอ๋อร์ก็พูดตามตรงว่า “พวกเขาท้าทายให้พี่ชายต้องเข้าไปในที่อันตรายแค่ซ้อมพวกเขา สักยกก็ยังถือว่าเบาไป”
หลี่เตาพยักหน้า “ขอแค่ไม่ตายก็พอ”
แม้ว่าเจ้าคังและเจ้าหยงจะเป็นองค์ชายที่เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจก็ตาม แต่ก็แค่ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเท่านั้น
หากเป็นองค์ชายหาเรื่อง คงไม่จบลงแค่การถูกชกต่อยเช่นนั้น หากยังมีลมหายใจกลับไปได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว