ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 487 เทพศักดิ์สิทธิ์? จวนราชันบูรพา?
หลังจากออกจากโรงพนันมา หลิวฮุยก็พาคนกลับมาที่จวนราชันบูรพาด้วยความโกรธเกรี้ยว
เขาเดินตรงมาที่ห้องโถงใหญ่ เพิ่งก้าวเข้าประตูไปก็เห็นหลีชิงเอ๋อร์นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน และมีสตรีชุดขาวยืนอยู่ด้านหลังของนาง
“สตรีผู้นี้ ไม่มีธุระอะไรจะมาหาข้า ทำไมเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าไปเงียบๆ ไม่ได้หรือ? อีกอย่างมาถึงจวนของข้า ที่นั่งประธานนั้นเจ้านั่งได้หรือ? รีบลุกขึ้นออกไปเดี๋ยวนี้”
ในฐานะหนึ่งในผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ หลิวฮุยก็พอเข้าใจสถานะของหลีชิงเอ๋อร์อยู่บ้าง แม้ว่าภายนอกสถานะของทั้งสองจะทัดเทียมกัน แต่ในใจเขากลับดูถูกอีกฝ่าย
หลังพูดจบ พอหลีฮุยเห็นว่าหลีชิงเอ๋อร์ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาก็กำลังจะโกรธ
“เจ้า…”
แต่พอเงยหน้าสบตากับดวงตาคู่นั้นของหลีชิงเอ๋อร์แล้ว คำพูดที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากของเขาก็กลับพูดไม่ออกเสียแล้ว
เขาไม่เห็นความรู้สึกใดๆ ในสายตาของหลีชิงเอ๋อร์เลย นางมองเขาราวกับกำลังมองวัตถุไร้ชีวิต สิ่งนี้ทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจเขาดังขึ้นทันที
“พวกเจ้าไม่ได้ยินที่ราชาสวรรค์ของพวกข้าสั่งให้ลุกขึ้นมาหรือไร? รีบลุกเร็วเข้า”
หลิวฮุยยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้างกลับรีบออกหน้าแทนเขาเสียก่อน ชั่วขณะถัดมา ผู้ช่วยคนนั้นก็พลันกระอักเลือดและลอยกระเด็นออกไป เขาหมดสติไปในทันที
หลิวฮุยไม่สนใจ เพียงแตมองหลีชิงเอ๋อร์ด้วยสีหน้าขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”
ดวงตาของหลีชิงเอ๋อร์ยังคงไม่มีความรู้สึกใดๆ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไกเซียนจงไม่เคยบอกเจ้าเกี่ยวกับตัวตนของข้าหรือ?”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘ไกเซียนจง’ ม่านตาของหลิวฮุยก็พลันหดเล็กรวมกันอย่างรุนแรง
ชื่อนี้มีคนในสำนักปราบสวรรค์รู้จักน้อยมาก มีเพียงผู้อยู่ในระดับสูงเท่านั้นที่อาจเคยได้ยิน และเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และไกเซียนจงก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชื่อของประมุขสำนักปราบสวรรค์นั่นเอง
“เจ้าคือ…” หลิวฮุยได้สติกลับมาและเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เทพศักดิ์สิทธิ์?”
หลีชิงเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ในอดีตพวกเขาเรียกข้าเช่นนั้น”
ในชั่วขณะถัดมา หลิวฮุยพลันคุกเข่าลงกับพื้นทันที
“ขาน้อยหลิวฮุย ขอคารวะเทพีศักดิ์สิทธิ์”
“ลุกขึ้นเถิด”
หลังจากลุกขึ้นยืน หลิวฮุยก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง “หวังว่าเทพีศักดิ์สิทธิ์จะไม่ตำหนิขาน้อย เนื่องด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบ ขออนุญาตถามว่า เทพีศักดิ์สิทธิ์มีสิ่งใดที่สามารถพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงได้หรือไม่?”
แม้ว่าเขาจะเชื่อไปแล้วเก้าส่วนว่าหลีชิงเอ๋อร์ในตอนนี้คือใคร แต่ด้วยตำแหน่งของเขา ไม่ว่าจะเชื่อเก้าส่วนหรือแม้แต่เก้าจุดเก้าส่วน เขาก็ตองทำการอย่างระมัดระวัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีชิงเอ๋อร์จึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าช่างกล้านัก”
หลิวฮุยไม่กล้าลุกขึ้น เขายังคงคุกเข่าอยู่ “ทั้งหมดเป็นเพราะหน้าที่ความรับผิดชอบขอรับ”
“หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจภายหลัง”
“ขาน้อยไม่มีวัน… ซี้ด…”
หลิวฮุยดพูดยังไม่ทันจบ เขาก็ตองยกมือขึ้นกุมศีรษะพลางสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าปอด ในขณะนั้นเขารู้สึกเหมือนมีเข็มนับร้อยกำลังแทงเข้าไปในสมองของเขา รู้สึกทรมานอย่างยิ่ง
ดังนั้นเขาจึงรีบก้มหน้าลงกับพื้นและกล่าว “ขอเทพีศักดิ์สิทธิ์โปรดละเว้นชีวิตด้วย”
จากนั้นความเจ็บปวดก็จางหายไป หลิวฮุยจึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลีชิงเอ๋อร์กล่าวขึ้นว่า “ตอนนี้คงสามารถพิสูจน์ตัวตนของข้าได้แล้ว”
หลิวฮุยตอบรับด้วยสีหน้าหวาดกลัว “ได้ขอรับ ได้แน่นอน หากผู้ใดกล้าสงสัยในฐานะของท่านเทพีศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยไว้”
ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพราะสมาชิกระดับกลางและระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ทุกคน จะถูกสะกดด้วยคาถาพิเศษชนิดหนึ่ง
คาถาพิเศษชนิดนี้ตามที่ทราบมาในปัจจุบัน มีเพียงประมุขและรองประมุขของสำนักปราบสวรรค์เท่านั้นที่จะสามารถควบคุมได้ และตอนนี้หลีชิงเอ๋อร์ก็สามารถควบคุมคาถาชนิดนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีข้อสงสัยใดๆ ต่อฐานะของนางเลย
เมื่อเห็นหลิวฮุยเชื่อในตัวนางอย่างสมบูรณ์แล้ว ภายนอกของหลีชิงเอ๋อร์ก็ดูเหมือนจะสงบนิ่งมาก ราวกับเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเสร็จสิ้น
แต่ความจริงแล้วนั้น ในใจของนางรู้สึกตึงเครียดและถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นางได้รับความทรงจำในส่วนนี้ของ ‘นาง’ มาพอดี มิเช่นนั้นแล้วก็คงยากที่จะได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่ายในระยะเวลาอันสั้น
และนางยังโชคดีที่ได้ดูดซับพลังวิญญาณจากแกนวิญญาณ มาทำให้พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก มิเช่นนั้นแม้คาถานั้นจะอยู่ตรงหน้านางกิคงไม่สามารถใช้มันได้
คาถาพิเศษนั้นแม้จะมีพลังควบคุมที่แข็งแกร่ง แต่ก็มีข้อเรียกร้องต่อพลังจิตวิญญาณของผู้ใช้สูงมาก ในขณะเดียวกันข้อกำหนดจะเพิ่มขึ้นตามระดับความแข็งแกร่งของผู้ที่ถูกสะกดด้วย
ด้วยพลังของหลิวฮุยแล้ว การใช้คาถาเมื่อครู่ของนางก็ถึงขีดจำกัดแล้ว
เมื่อเห็นท่านเทพีศักดิ์สิทธิ์ไม่พูดอะไรอยู่เป็นเวลานาน หลิวฮุยจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองและเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าที่ท่านเทพีศักดิ์สิทธิ์มาในวันนี้ เป็นเพราะเรื่องใดหรือขอรับ?”
หลังจากที่หลีชิงเอ๋อร์รู้สึกตัว นางก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเข้าสู่ประเด็นหลักแล้ว นางจึงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ร่างของข้าโง่เขลา พวกเจ้าจึงปิดบังบางสิ่งเอาไว้ ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงเข้าใจเรื่องราวภายในสำนักน้อยมาก วันนี้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของสำนัก ในช่วงที่ข้าหลับใหล”
เนื่องจากหลิวฮุยได้ยอมรับสถานะของหลีชิงเอ๋อร์ในฐานะเทพีศักดิ์สิทธิ์แล้ว อีกทั้งยังเข้าใจสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของหลีชิงเอ๋อร์ด้วย เขาจึงไม่มีความสงสัยใดๆ ต่อคำพูดเช่นนี้เลย
“เทพีศักดิ์สิทธิ์ได้กลับมาแล้ว ขาน้อยย่อมจะบอกทุกสิ่งทีรู้ แต่ขาน้อยเองก็ไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดภายในสำนัก หากมีข้อบกพร่องประการใด หวังว่าเทพีศักดิ์สิทธิ์จะไม่ตำหนิ”
“เจ้าเพียงแค่บอกสิ่งที่เจ้ารู้ก็พอ”
“ขอรับ”
ดังนั้น หลิวฮุยจึงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น แล้วเริ่มเล่าเรื่องที่เขารู้ออกมา
หลีชิงเอ๋อร์ไม่ได้สนใจท่าทางของเขา นางเพียงนั่งบนเก้าอี้เงียบๆ หรี่ตาฟังอย่างสงบ ในตอนแรกหลิวฮุยได้พูดถึงเรื่องไม่สำคัญต่างๆ หลีชิงเอ๋อร์เองก็ไม่ได้รีบร้อน เพราะสุดท้ายหลิวฮุยก็ได้ยืนยันตัวตนของนางเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นางควรรู้นางก็จะได้รู้ในที่สุด
หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป ทันใดนั้นหลิวฮุยก็เริ่มกล่าวว่า “ผู้น้อยได้รับคำสั่งจากรองประมุขสำนัก ให้ส่งคนไปปลุกระดมฝูงชนบุกโจมตีเมืองหลงสุ่ย เดิมทีผู้น้อยคิดว่าจุดประสงค์คือการจับกุมขุนนางผู้ตรวจการที่ทางราชสำนักส่งลงมา”
“แต่ไม่คาดคิดว่าเป็นองค์ชายทั้งสองของราชวงศ์ต้าเฉียน”
“หลังจากผู้น้อยรายงานข่าวนี้ขึ้นไป รองประมุขสำนักก็สั่งให้ผู้น้อยส่งองค์ชายทั้งสอง พร้อมกับเหล่าขุนนางที่จับตัวไว้ก่อนหน้านี้ทั้งหมดออกไป”
มีข่าวแล้ว!
หลีชิงเอ๋อร์ข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้ แล้วเงยดวงตาขึ้นกล่าวว่า “หืม? พวกเจ้าถึงกับจับองค์ชายได้ถึงสององค์เชียวหรือ?”
หลิวฮุยหัวเราะเบาๆ “โชคดีขอรับ โชคดี”
หลีชิงเอ๋อร์กล่าวว่า “พวกเจ้ากล้าถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าราชวงศ์ต้าเฉียนจะตอบโต้กลับอย่างหนักหรือ?”
หลิวฮุยกล่าวว่า “เทพีศักดิ์สิทธิ์ หากมีเพียงสำนักปราบสวรรค์ของพวกเรา ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะกล้าล่วงเกินราชวงศ์ต้าเฉียนเช่นนี้”
“แต่ครั้งนี้ พวกเรามีชาวเมืองทั่งโจวทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง”
“หากฝั่งราชวงศ์ต้าเฉียนต้องการตอบโต้กลับ ก็ต้องจัดการกับชาวเมืองทั่งโจวเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน ราชวงศ์ต้าเฉียนจะกล้าหรือ?”
“อีกอย่าง พวกเรายังได้สืบทราบมาแล้วว่า องค์ชายทั้งสองนี้เป็นองค์ชายที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในราชวงศ์ต้าเฉียน ดังนั้นพวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรเกินไป”
“แน่นอนว่าสำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ภายนอกยังไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อมีตัวประกันอยู่ในมือ พวกเขาก็จะไม่กล้าทำการเคลื่อนไหวใหญ่อะไรอย่างชัดเจนในเร็ววันนี้”
หลีชิงเอ๋อร์ถามขึ้น “พวกเขาตายหรือยัง?”
“ในมือข้าไม่มีใครตาย เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อส่งไปที่รองประมุขสำนักแล้วจะเป็นอย่างไร”
“ดังนั้น รองประมุขสำนักให้เจ้าส่งพวกเขาไปที่ใด?”
“ส่งไป…” หลิวฮุยกำลังจะเอ่ยปาก แต่ทันใดนั้นเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะนี่เป็นความลับของสำนัก ทั้งสำนักปราบสวรรค์ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้
แต่เมื่อนึกถึงฐานะของเทพีศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เอ่ยตอบตามตรงว่า “พวกเขาพร้อมกับเหล่าขุนนาง ถูกส่งไปยังเขาเป่ยหมางแล้ว”