ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 485 น้องสาว ประมุข
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 319,828.25]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 90,531.91]
นับตั้งแต่ออกจากดินแดนทางใต้มาถึงเมืองหลวง เขาก็ยังไม่ได้เพิ่มแต้มเลย เนื่องจากพลังปราณโลหิตจะช่วยเสริมสร้างพลังกาย ในระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนแม้จะไม่ได้เพิ่มแต้ม พลังกายก็เพิ่มขึ้นประมาณสองพันแต้ม
ส่วนคุณสมบัติที่ใช้ได้นั้นก็ค่อยๆ สะสมมาหลังออกจากดินแดนทางใต้ ส่วนใหญ่มาจากหญิงสาวในชุดนักบวชที่พบกันก่อนหน้านี้ หลี่เต้ามองดูระบบแล้วพึมพำในใจว่า “เพิ่มแต้ม”
ในชั่วขณะถัดมา กระแสความร้อนพลันพลุ่งพล่านขึ้นในร่างของเขา ในความเป็นจริงหลี่ชิงเอ๋อร์ที่กำลังหลับอยู่ รู้สึกเพียงว่าตนเองกำลังกอดเตาที่แผ่ความร้อนออกมาเท่านั้น นางจึงขยับเข้าใกล้หลี่เต้ามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เวลาผ่านไปนาน หลี่เต้าลืมตาขึ้นมา การเพิ่มค่าสิ้นสุดลงแล้ว
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 410,360.16]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
ระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุด!
เมื่อพลังกายถึงสี่แสนแล้ว ในแง่ของคุณสมบัติล้วนๆ เขาได้บรรลุถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการเพิ่มแต้มพลังกายของเขาแตกต่างจากผู้บำเพ็ญทั่วไป แม้ว่าคุณสมบัติจะเพียงเท่าเทียมกับระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นสูงสุดเท่านั้น แต่การเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อย่างน้อยเขาก็รู้สึกว่า หากตอนนี้เขาได้พบกับอวิ๋นอ๋องอีกครั้ง ก็คงไม่ต้องใช้ความพยายามในการต่อสู้มากเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องใช้ทัณฑ์สวรรค์ เขาก็สามารถปราบอีกฝ่ายได้ด้วยตัวเอง
แต่หากเป็นระดับเทพมนุษย์จริงๆ เขายังคงห่างขั้นอยู่มาก โดยสรุปแล้วตราบใดที่ไม่เจอระดับเทพมนุษย์อย่างแท้จริง แค่ศัตรูทั่วไปเขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เช้าตรู่วันถัดมา
แสงฟ้าสาง หลี่ชิงเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาพร้อมกับขยี้ตา นางพูดอย่างงัวเงีย “พี่ชาย ข้าฝันถึงพี่ชายข้าอีกแล้ว”
ในชั่วขณะถัดมา หลี่ชิงเอ๋อร์พลันรู้สึกถึงบางสิ่ง นางจึงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่เต้าหยิบน่องไก่ที่ย่างอยู่บนกองไฟขึ้นมาดมดู แล้วยื่นไปตรงหน้าหลี่ชิงเอ๋อร์ “รับไปสิ น่องไก่ที่เจ้าชอบกินตอนเด็กๆ ที่สุด”
“ไม่ใช่ความฝัน!” หลี่ชิงเอ๋อร์ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะพลางกอดหลี่เต้า
“พอเถอะ กินตอนที่ยังร้อนอยู่ แล้วก็ระวังกิริยาหน่อย แสดงความสงางามของเจ้าในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์ออกมาบ้าง” แม้ว่าน้องสาวในตอนนี้จะน่ารักมาก แต่น้องสาวที่เย็นชาคนก่อนหน้านี้กลับให้ความรู้สึกที่องอาจมากเช่นกัน
หลี่ชิงเอ๋อร์รับน่องไก่มากัดคำหนึ่ง นางย่นจมูกพลางกล่าว “ข้าไม่อยากเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชาย ตอนนี้ข้าคงยังบำเพ็ญอยู่บนภูเขา”
“งั้นรอเรื่องที่ถังโจวจบลง เจ้าก็กลับไปได้”
“ไม่ ข้าจะอยู่เคียงข้างพี่ชาย”
“เคียงข้างข้า? ข้าอยู่ตรงนี้ไม่ต้องมีใครมาเคียงข้างหรอก”
หลี่ชิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา “แต่พี่ชาย ข้าแอบหนีลงจากเขามา ตอนกลับไปคงจะถูกลงโทษเป็นแน่”
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นกล่าว “ถึงเวลานั้น ข้าจะไปกับเจ้าด้วย แล้วข้าจะช่วยอธิบายให้พวกเขาฟัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ชิงเอ๋อร์ก็หัวเราะคิกคัก “ขอบคุณค่ะพี่ชาย”
นางพูดพลางกินน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเป็นเพียงน่องไก่ธรรมดา แต่เพราะเป็นของที่พี่ชายให้ นางจึงรู้สึกว่ามันอร่อยเหนือกว่าอาหารเลิศรสทั้งปวงในโลกเสียอีก
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นมองหญิงชุดขาวที่คอยคุ้มกันอยู่นอกวัดร้าง แล้วจึงหันมาถาม “แล้วพวกนางล่ะ? พวกนางจะทำอย่างไร? แม้พวกนางจะเป็นคนของสำนักปราบสวรรค์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสนิทกับเจ้ามากกว่า”
หลี่ชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองไปที่ไฉอี่และคนอื่นๆ แล้วนางก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า
“พี่ชาย ไฉอี่และพวกนางล้วนเป็นคนน่าสงสาร หลังจากที่ข้าเข้าร่วมสำนัก พวกนางก็เป็นคนที่ข้าช่วยมาจากมือของสมาชิกระดับกลางของสำนักปราบสวรรค์ คนส่วนใหญ่ล้วนไม่มีบ้าน ไร้ญาติขาดที่พึ่ง หากข้าต้องกลับขึ้นเขา การพาพวกนางไปด้วยก็คงเป็นไปไม่ได้… เพราะงั้น หลังจากเรื่องนี้จบลง ให้พวกนางติดตามพี่ชายเถิด” หลี่ชิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ติดตามข้าหรือ?” หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้น
หลี่ชิงเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านเป็นถึงขุนนางผู้ปกครองดินแดน และเป็นขุนนางขั้นกงของราชสำนัก คงไม่ถึงกับเลี้ยงดูคนเพียงเท่านี้ไม่ไหวกระมัง”
“เจ้าใช้กลยุทธ์ยั่วยุเช่นนี้ ดูโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว” หลี่เต้ามองไปที่พวกไฉอี่แล้วโบกมือพลางกล่าวว่า “ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ”
ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อทุกคนกินดื่มเสร็จแล้ว ก็ได้มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือว่าควรทำอย่างไรต่อไป
หลี่ชิงเอ๋อร์กล่าวว่า “พี่ชายวางใจมอบเรื่องนี้ให้ข้าเถิด ขาสัญญาวาจะล่วงข่าวขององค์ชายสามและองค์ชายสี่มาให้ได้”
หลี่เต้ายังคงไม่วางใจจึงเอ่ยปากว่า “เมื่อคืนข้าคิดอะไรแคบไป ที่จริงเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเสี่ยงอันตราย พวกเขาตายก็ปล่อยให้ตายไป เจ้าอยู่ข้างกายข้าก็พอ หลังจากนี้เราค่อยจัดการกับสำนักปราบสวรรค์ก็ได้”
“ไม่ค่ะ” หลี่ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ที่จริงไม่มีอันตรายเลยสักนิด ตราบใดที่ข้ายังเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ ตราบใดที่ ‘นาง’ ยังอยู่ ก็จะไม่มีใครในสำนักปราบสวรรค์กล้าทำอะไรข้า รวมถึงประมุขที่ไม่เคยปรากฏตัวผู้นั้นด้วย”
พอพูดถึงตรงนี้ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “พี่ชายท่านรู้หรือไม่ว่าข้าได้รู้อะไรจากความทรงจำของนาง”
“อะไรหรือ?”
“อันที่จริงแล้ว นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของประมุขลัทธิลึกลับนั่น” หลี่ชิงเอ๋อร์พูดต่อไปว่า “ดังนั้น ข้าไม่เพียงแต่จะไม่ตกอยู่ในอันตราย แต่กลับจะปลอดภัยมากด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เต้าก็พยักหน้า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็น่าจะลองดูได้ ทันใดนั้นหลี่เต้าก็ถามขึ้นว่า “เจ้าสามารถแสดงเป็น ‘นาง’ ได้ดีหรือไม่?”
หลี่ชิงเอ๋อร์กลอกตาใส่ “พี่ชาย ท่านอย่าได้ดูแคลนน้องสาวของท่านเลย”
ในชั่วขณะถัดมารอบกายของหลี่ชิงเอ๋อร์ก็พลันเปลี่ยนไป ทั่วร่างของนางแผ่กลิ่นอายอันเย็นเยียบออกมา ในกลิ่นอายนี่ยังมีความรู้สึกเหนือกว่าคนธรรมดาอีกด้วย ในขณะเดียวกันแววตาของนางก็เปลี่ยนเป็นไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ดูสูงส่งขึ้นมาอย่างมาก มีความคล้ายคลึงกับหญิงในชุดนักบวชผู้นั้นถึงแปดส่วน
ไม่นานนัก หลี่ชิงเอ๋อร์ก็กลับมาเป็นปกติ “แม้ว่าข้าจะไม่สามารถเลียนแบบสีหน้าและบุคลิกของนางได้อย่างสมบูรณ์ แต่เนื่องจากการมีอยู่ของข้า การมีอิทธิพลต่อนางก็เป็นเรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข้าค่อยๆ ซึมซับความทรงจำของนาง ข้าจะแสดงได้สมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หากข้าต้องการ ข้าอาจกลายเป็นนางได้เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า นางจะเป็นเพียงความทรงจำชุดหนึ่งเท่านั้น”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “เอาเช่นนั้นก็ได้”
“เย้!” หลี่ชิงเอ๋อร์กระโดดด้วยความดีใจ ทำลายบรรยากาศเย็นชาที่มีเมื่อครู่ไปหมด นางกอดแขนของหลี่เต้าแล้วกล่าวว่า “พี่ชาย คราวนี้ถึงตาข้าช่วยท่านแล้ว”
“ข้าเห็นด้วยกับเจ้า แต่ข้าจะเพิ่มการประกันอีกชั้นหนึ่ง” หลี่เต้าล้วงขวดหยกออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนมือของหลี่ชิงเอ๋อร์
หลี่ชิงเอ๋อร์เปิดขวดหยกด้วยความอยากรู้ กลิ่นหอมในนั้นพลันลอยออกมา นางพบว่าข้างในเป็นของเหลวสีแดงที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต “พี่ชาย นี่คืออะไรหรือ?”
“เลือดของข้า”
“เอ๋?” หลี่เต้าไม่ได้ปิดบัง เขาอธิบายว่า “เพราะเหตุผลของพลังสายเลือด เลือดของข้าตอนนี้จึงพิเศษมาก ข้างในเต็มไปด้วยพลังชีวิตมหาศาล สามารถเสริมสร้างพลังกายและศักยภาพได้ ในขณะเดียวกัน ยังทำให้ข้ารับรู้สถานการณ์ของเจ้าได้ในระยะหนึ่ง และยังมี…”
ยังไม่ทันที่หลี่เต้าจะพูดจบ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็ดื่มเลือดในขวดหยกดงไปอึกใหญ่เสียแล้ว หลังจากดื่มเสร็จนางยังเลียริมขวดพลางกล่าวว่า “รสชาติดีทีเดียว”
หลังจากที่หลี่ชิงเอ๋อร์ดื่มเลือดวิเศษลงไป หลี่เต้าก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เลือดวิเศษเริ่มถูกดูดซับในร่างของนาง อาจเป็นเพราะทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกัน มีความสนิทสนมกันอย่างมาก จึงทำให้การหลอมรวมเลือดวิเศษเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีความรู้สึกติดขัดใดๆ เลย
taimon
ตกลงค่าพลังที่ฆ่าเทพมนุษย์ เต้าจวิน แปดแสนหรือแปดหมื่นกันแน่