ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 457 จาวคังที่กระตือรือร้น
ตุบ!
พร้อมกับที่เสียงของฮ่องเต้ดังขึ้น
ขุนนางที่กำลังทูลเรื่องราวก็ขาอ่อนล้มลงคุกเข่ากับพื้นทันที
ส่วนบรรดาขุนนางที่เมื่อครู่ยืนอยู่ด้านหลังเขา และพากันเห็นด้วย ต่างก็ตัวสั่นไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
ฮ่องเต้มองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
“พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเราเพียงแค่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรนี้ แล้วจะไม่เข้าใจอะไรเลย?”
“มานี่!”
เมื่อมีคำสั่งดังขึ้น ทหารองครักษ์สองนายที่พกดาบก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพระที่นั่ง
“จับตัวเขาไปขังไว้ในคุกหลวง”
“ส่วนคนที่เหลือก็ให้กักตัวไว้ชั่วคราว และทำการสืบด้วยว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาไปมาหาสู่กับใครบ้าง จากนั้นก็ให้ควบคุมตัวทั้งหมด”
“พะยะค่ะ!”
ไม่นานนักคนกลุ่มนี้ก็ถูกพาตัวออกไป
หลังจากนั้นพระที่นั่งไท่เหอก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากในเวลานี้เพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้าย
ผ่านไปครู่หนึ่งฮ่องเต้จึงเอ่ยขึ้น
“เอาละ ทำไมพวกเจ้าถึงได้เคร่งเครียดกันนัก”
“เราจับแต่พวกที่เป็นถุงเหล้าถุงข้าว และคนโลภมากทุจริต หรือว่าพวกเจ้าเองก็เป็นพวกเดียวกัน?”
“ไม่ใช่พะยะค่ะ”
เหล่าขุนนางต่างพากันส่ายหัว
หลังจากนั้นขุนนางผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากฝูงชน
“ฝ่าบาท การลงโทษก็คือการลงโทษ แต่หากเรื่องที่ทั่งโจวเป็นความจริง ก็ควรจัดการโดยเร็ว”
“เรารู้ แต่เรื่องที่ทั่งโจวนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ควรรีบร้อนเกินไป”
“เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผู้คนมากมาย จำเป็นต้องสืบสวนก่อนแล้วค่อยจัดการ จะได้สามารถกวาดล้างให้หมดสิ้นในคราวเดียว”
เมื่อกล่าวจบฮ่องเต้ก็ทอดสายตามองไปยังผู้คนเบื้องล่าง
“ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือ ต้องเลือกคนไปสืบสวน แหล่งจึงจะสามารถจัดการได้อย่างแท้จริง”
“ดังนั้น ใครในหมู่พวกเจ้าเต็มใจที่จะสืบสวนจัดการเรื่องนี้?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็ต่างมองหน้ากันไปมาครู่หนึ่ง
สุดท้ายจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังองค์ชายทั้งห้า ที่ยืนอยู่หน้าสุดของฝูงชน
เรื่องที่ทั่งโจวยังไม่ทราบรายละเอียด จึงไม่มีใครรู้ว่าเกี่ยวพันกับผู้คนมากมายเพียงใด
คนทั่วไปเลยไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยง่าย เพราะเพียงความไม่ระมัดระวังเล็กน้อยก็อาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้
ยิ่งไปกว่านั้นคนส่วนใหญ่ก็มองออกแล้ว การที่ฮ่องเต้ให้องค์ชายทั้งห้าเข้าเฝ้านั้น แสดงถึงความตั้งใจที่จะทดสอบทั้งห้าคน
และคงเป็นสิ่งที่พวกเขาเองก็รู้ดี ฝั่งองค์ชายหลังจากที่ฮ่องเต้ออกคำสั่ง
องค์ชายสามจาวคังก็มองไปรอบๆ และพบว่าอีกสี่คนที่เหลือดูเหมือนจะกำลังพิจารณาอยู่
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงจวนอัครเสนาบดีที่อยู่เบื้องหลังองค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง
แล้วก็นึกถึงไทเฮาและคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังองค์ชายห้า
มีเพียงเขากับองค์ชายสี่เท่านั้นที่สถานการณ์ค่อนข้างย่ำแย่ ในแง่ของภูมิหลังไม่มีใครที่จะช่วยสนับสนุนพวกเขาได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ยากจะเปลี่ยนแปลงด้านภูมิหลัง พวกเขายังมีทางเลือกที่ดีที่สุดอีกหนึ่งทาง
นั่นก็คือฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์ ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของพวกเขา
อันที่จริงตามหลักการแล้ว ภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาก็คือฮ่องเต้นั่นเอง
ทว่าเนื่องจากนี่เป็นภูมิหลังร่วมกันของพวกเขาทั้งห้าคน เลยมักถูกผู้คนมองข้ามไป
อีกทั้งฮ่องเต้ยังทรงประทับอยู่ในวังหลวงตลอดทั้งปี ในขณะที่พวกเขาแยกออกไปอยู่ตำหนักนอกวังมานานแล้ว
ดังนั้นการจะได้ผลประโยชน์อะไรสักอย่างจากฮ่องเต้จึงเป็นเรื่องยากมาก
แต่ตอนนี้พวกเขาสามารถมาเข้าเฝ้าได้แล้ว สถานการณ์จึงแตกต่างออกไป
หากสามารถทำให้ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาเห็นความดีของพวกเขาได้ ก็จะแข็งแกร่งกว่าการมีภูมิหลังใดๆ คอยสนับสนุนเสียอีก
ท้ายที่สุดแล้วใครจะสามารถชิงตำแหน่งรัชทายาทได้สำเร็จนั้น ผู้ตัดสินสุดท้ายก็คือฮ่องเต้
คนอื่นอย่างมากก็แค่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฮ่องเต้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ หากสามารถทำให้ตัวเองโดดเด่นต่อหน้าฮ่องเต้ได้ ก็จะส่งผลต่อขุนนางฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารเช่นกัน
สุดท้ายนี้ในราชสำนักยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เลือกฝั่งอย่างเป็นทางการ
ก็เหมือนกับหลีเต้าก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เลือกใคร หากเขาแสดงออกได้ดีจนทำให้หลีเต้าและคนประเภทเดียวกันเห็นแล้วเลือกเขา นั่นก็จะเป็นกำไรอย่างมาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ องค์ชายสามจาวคังจึงตระหนักได้ว่าไม่อาจพลาดโอกาสนี้ได้ หากพลาดไปแล้วก็คงจะไม่มีอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เข้าเฝ้าและพบกับเรื่องสำคัญครั้งแรก หากไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ก็น่าเสียดายเกินไป
เมื่อคิดให้กระจ่างแล้ว จาวคังก็ลงมือทันที
อีกด้านหนึ่ง จาวหยงที่อยู่ติดกับจาวคังตลอดเวลา ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็คอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างไปด้วย
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นว่าจาวคังเริ่มลงมือแล้ว แม้ว่าเขายังคิดไม่กระจ่าง แต่สัญชาตญาณก็ทำให้เขาลงมือตามไปโดยทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อม…”
จาวคังเพิ่งก้าวออกมาประสานมือและจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งตามเขาออกมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อหันไปมองสีหน้าของเขาก็พลันดำทะมึนทันที เขาหยุดพูดแล้วกัดฟันกระซิบว่า “เจ้าต้องการทำอะไร?”
จาวหยงที่ได้สติแล้วยิ้มอย่างพอใจ “เจ้าทำอะไรข้าก็ทำอย่างนั้น”
“เจ้า!”
จาวคังโกรธจนแทบจะระงับไว้ไม่อยู่ แต่เขาก็ไม่อาจระเบิดอารมณ์ออกมาได้
ในเวลานี้ทุกคนต่างสังเกตเห็นจาวคังและจาวหยงที่ก้าวออกมาแล้ว
ฮ่องเต้มองดูทั้งสองคนพลางเลิกคิ้วขึ้น “องค์ชายสามและองค์ชายสี่ พวกเจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?”
ในตอนนี้จาวคังไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อแยกจากจาวหยง แล้วประสานมือกล่าวว่า
“ฝ่าบาท เรื่องทั่งโจวกระหม่อมอยากช่วยแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮ่องเต้ก็ลูบเคราที่คาง แล้วหันไปมองจาวหยง “องค์ชายสี่เล่า?”
จาวหยงเองก็ไม่เกรงใจ เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าวตามจาวคังแล้วประสานมือคำนับ
“ฝ่าบาท ลูกอยากแบ่งเบาภาระของพระองค์เช่นเดียวกับพี่สาม”
“อย่างนั้นหรือ”
ฮ่องเต้เหลือบมองไปยังบุตรชายอีกสามคนไม่ได้ก้าวออกมา
เห็นได้ว่าบุตรคนโตมีท่าทีลังเล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ก้าวออกมา
คนรองก็ดูเหมือนจะมองคนโตแวบหนึ่ง แล้วก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ส่วนคนที่ห้านั้น เมื่อมองดูพี่สามและพี่สี่แล้วก็แค่นเสียงเบาๆ จากนั้นก็ไม่สนใจอีก
สุดท้ายแล้วฮ่องเต้จึงหันกลับมามองทั้งสองคนอีกครั้ง
“พวกเจ้าต่างก็อยากจัดการเรื่องทั่งโจวหรือ?”
ทั้งสองคนตอบพร้อมกันว่า “พะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮ่องเต้ก็แสดงสีหน้าลังเล มองไปมาระหว่างทั้งสองคน
ในตอนนั้นเองจาวหยงพลันพูดขึ้นทันทีว่า “ฝ่าบาท พระองค์กำลังลำบากพระทัยว่าจะเลือกกระหม่อมหรือพี่สามใช่หรือไม่พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้า “พวกเจ้าต่างก็ก้าวออกมา ดังนั้นย่อมต้องเลือกสักคน”
จาวหยงยิ้มพลางกล่าว “อันที่จริงแล้วฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องเลือกก็ได้”
“หมายความว่าอย่างไร?”
จาวหยงประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท เรื่องทั่งโจวคาดว่าจะเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง”
“กระหม่อมรู้สึกว่าหากอาศัยเพียงคนเดียว ก็คงยากที่จะเปิดเผยสถานการณ์ในทั่งโจวได้อย่างรวดเร็ว”
“แต่หากมีคนเพิ่มมาอีกคนช่วยกันสืบสวนจัดการ ก็น่าจะง่ายขึ้นมากพะยะค่ะ”
จาวคังถึงกับตะลึงงัน ไม่คิดว่าจาวหยงจะเสนอความคิดเช่นนี้
แต่ไม่นานก็เข้าใจแล้ว เขาเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาและเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
หากลองพิจารณาดู ในเมื่อทั้งสองคนไม่มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน จึงดูเหมือนว่าเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะตกเป็นของเขาแล้ว
และการที่จาวหยงพูดเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการช่วงชิงโอกาสให้ตัวเอง
ในสถานการณ์ปกติจาวคังคงจะเอ่ยปากคัดค้าน แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดแล้ว จาวคังก็ตัดสินใจที่จะยอมรับ
เพราะสำหรับเรื่องทั่งโจวนั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
หากเขาไปคนเดียวจนสุดท้ายจัดการได้สำเร็จ และได้รับความดีความชอบแต่เพียงผู้เดียว
แตในทำนองเดียวกัน หากมีปัญหาเกิดขึ้นเขาก็ต้องรับผิดชอบคนเดียวเช่นกัน
แต่ถ้าเป็นสองคนเล่า ก็จะสามารถแบ่งความรับผิดชอบกันได้
แม้ว่าความดีความชอบก็จะถูกแบ่งครึ่ง แต่โอกาสที่การสืบสวนและจัดการจะสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
ฮ่องเต้มองไปที่จาวคัง “องค์ชายสามเล่า เจ้าคิดเช่นไร”
จาวคังตอบว่า “ฝ่าบาท ข้าคิดว่าสิ่งที่น้องสี่พูดมาก็มีเหตุผลพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮ่องเต้จึงพยักหน้า “ดี ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีข้อคัดค้าน เรื่องนี้ก็จะมอบให้พวกเจ้าทั้งสองจัดการ”