Apocalypse Meltdown โลกาวินาศล่มสลาย - ตอนที่ 1382 คำประกาศที่ไร้ความรับผิดชอบ
ตอนที่ 1382 คำประกาศที่ไร้ความรับผิดชอบ
ทีมลาดตระเวนเขี้ยวหมาป่า!
ทีมที่ไปสำรวจซอมบี้ที่หลงเหลืออยู่ในเมืองหยินซึ่งพวกเขาหายไปเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว พลเอกหลายคนก็พลอยลืมไปว่ายังมีทีมลาดตระเวนเหลืออยู่ข้างนอก
”จากการคาดคะเน ตอนนี้ทีมลาดตระเวนน่าจะอยู่ที่ชายเมืองทางใต้” ตวนเจียงเหว่ยคว้าแผนที่ที่หนีบไว้ที่แขนออกมากางดูพร้อมพูดไปด้วย
พลเอกที่เหลือมองตามนิ่ง ยกเว้นฉางกวนหลงที่ตาเป็นประกายอย่างไม่อยากเชื่อ “นายพกแผนที่มาด้วย?”
ตวนเจียงเหว่ยหยิบปากกาขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือเทียนไปส่องตรงบริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหยินบนแผนที่และวาดเส้น “เพราะมันจำเป็น อย่างที่เห็นตอนนี้ครับ?” ฉางกวนหลงตะลึงงัน เขามองสลับกลับไปมาระหว่างชูฮันและตวนเจียงเหว่ยก่อนจะส่ายหัว “พวกหนุ่มสาวสมัยนี้รับมือยากเหลือเกิน”
ตวนเจียงเหว่ยไม่สนใจ เขายังคงวาดเส้นบนแผนที่ต่อไปโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา “เราไม่สามารถรู้แน่ชัดได้ว่าตำแหน่งเจาะจงที่ทีมลาดตระเวนอยู่เมื่อคืนคือที่ไหน แต่เรามั่นใจได้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับต้นตอ ไม่แน่อาจจะอยู่ตรงต้นตอเลยก็ได้!”
”อย่างนั้นมันอันตรายเกินไป!”
ตวนเจียงเหว่ยส่ายหัวและเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชูฮัน “พวกคุณยังไม่เคยเห็นความสามารถที่แท้จริงของทีมลาดตระเวนต่างหาก”
ชูฮันที่ยังคงยืนผิงกำแพงอยู่เหมือนเดิมมองตอบกลับตวนเจียงเหว่ยด้วยสายตานิ่งเรียบ จากนั้นก็เบนสายตากกลับไปมองที่ฝนตกด้านนอกต่อ
”ไม่ได้เด็ดขาด!” เหวินชี่เชิงผุดขึ้นยืนค้าน
”ทั้งชูฮันทั้งตวนเจียงเหว่ย ต่างก็เป็นพลเอกหนุ่มที่อายุยี่สิบต้นๆ ค่ายของพวกเขาเป็นค่ายที่เก่งที่สุดในจีน และทั้งคู่ยังเป็นหนึ่งในสิบห้าพลเอกที่ถูกเลือกจากทั้งจีน ในมือต่างมีไพ่ลับ กลยุทธ์มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้มันก็ได้พิสูจน์ความสามมารถของพวกเขาแล้วว่าคือที่สุดในโลกาวินาศ!”
”ฉันเคยคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้า ทั้งโลกอาจจะตกอยู่ในเงื้อมมือพวกเขาก็ได้”
เหวินชี่เชิงยิ้ม มองไปที่ทั้งสองด้วยแววตาชื่นชม “แต่ตอนนี้ มมันยังไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ พัฒนาการของพวกนายเติบโตรวดเร็วจนน่าทึ่ง แล้วคนแก่อย่างพวกเราก็วิ่งไล่ตามไม่ทันแล้วด้วยซ้ำ”
”ใช่ โดยเฉาะนาย ชูฮัน นายกำลังวางแผนอะไรอยู่ มาคุยกัน!” ฉางกวนหลงทนรอไม่ไหว
การนิ่งเฉยของงชูฮันแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างไม่ได้จะจบแค่การจมน้ำตาย แต่พวกเขายังมีไพ่ลับที่ยังไม่เผยออกมมา
ชูฮันขมวดคิ้ว ขณะที่สายตาของทุกคนจับจ้องมมาที่เขาเป็นตาเดียว
”ฉันรับประกันไม่ได้ ฉันเองก็ไม่แน่ใจ” ชูฮันเอ่ยขึ้นช้าๆ “ฉันก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ทีมลาดตระเวนอยู่ที่ไหน หรืออาจจะไม่ได้ใกล้เคียงกับที่เราคาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ”
”ฉันไม่รู้ ดังนั้นจึงได้แต่รอเท่านั้น” ชูฮันพูดครุมเครือ หากหลายคนคุ้นเคยกับคำพูดแนวนี้ของชูฮันดี
มันแปลว่า…ก่อนที่ทีมลาดตระเวนจะกลับมา ทุกอย่างจะยังไม่สามารถสรุปได้
—————————————-
ข่าวลือปลอมๆจู่ๆก็กระจายไปทั่วในซางจิงก่อนจะแพร่สะพักไปทั่วทั้งจีน มันเป็นข่าวที่ถูกปล่อยออกมาจากกลุ่มผู้ก่อตั้งซางจิงที่มีใจความเพียงแค่ประโยคเดียว…
กองกำลังพันธมิตรพ่ายแพ้! ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ไม่มีการบอกเล่าถึงกระบวนการต่างๆ ไม่มีรายละเอียดข้อมูล ตัวเลข จำนวนผู้เสียชีวิต ไม่มีบันทึกรายละเอียดสงคราม มีเพียงแค่ประโยคนั้นประโยคเดียว
หลายคน โดยเฉพาะคนในซางจิงต่างยอมรับไม่ได้กับการประกาศที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้ จึงทำให้ ณ เวลานี้ที่ประตูทางเข้าเมืองซางจิงมีผู้รอดชีวิตนับหมื่นมายืนออกันอยู่
”แล้วกองกำลังพันธมิตรอื่นละ? ไม่มีใครรอดกลับมาเลยงั้นเหรอ?”
”สมาชิกก่อตั้งออกมาอธิบายให้พวกเราเดี๋ยวนี้!”
เสียงวุ่นวายดังอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน และมีผู้รอดชีวิตหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกับความวุ่นวายโกลาหลที่เพิ่มขึ้นอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายวัน
ขณะที่กลุ่มสมาชิกก่อตั้งที่ติดอยู่ข้างในเมืองชั้นในจนผ่านไปสองวันก็จำเป็นจะต้องเรียกทุกคนมาประชุมเพื่อปรึกษาหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
”พวกเขามีปฏิกิริยากันเกินกว่าจะรับมมือ พวกเราควรทำยังไงต่อดี? จะโดนล้อมขังไว้อยู่แบบนี้ไปอีกกี่วัน?”
”พวกเขาเป็นผู้รอดชีวิต ไม่ใช่มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” คนหนึ่งพูดขึ้น
”แสดงว่าจัดการได้ไม่ยาก”
”อย่างนั้นมันอันตรายเกินไป!”
”ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าการประกาศแบบนี้มันจะมีปัญหาตามมา”
”นี้คือสิ่งที่ผู้บัญชาการมู๋และเลาหมิงหมายถึง” เฉินจีพึมพำกับตัวเอง
”ผู้บัญชาการมู๋…”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา มันมีความอับอายอยู่ในแววตาแต่ละคน พวกเขาเป็นคนกั้นผู้บัญชาการมู๋และเลาหมิงออกไป แต่พอพวกเขาประสบปัญหากลับต้องให้สองคนนั้นช่วย นี้มันน่าอายชะมัด!
”ไม่มีใครต้องไปตามหาผู้บัญชาการมู๋ทั้งนั้น!” เฉินจีพูด “ต่อให้เจอ คิดว่าเขาจะหาทางได้? แต่พวกเราทั้งหมดกลับช่วยกันหาทางแก้ไม่ได้? ถ้าอย่างนั้นจะมีพวกเราไว้ทำไม?!”
ขณะที่ทุกคนกำลังหัวหมุนกันอยู่ จู่ๆประตูก็เปิดออก ตามมาด้วยร่างๆหนึ่งที่มีแขนข้างเดียวเดินเข้ามาท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน
ชายที่มีแขนข้างเดียวคนนี้ดูไม่มีพละกำลังอำนาจอะไรเลย ร่างกายผอมแห้งดูอ่อนปวกเปียก แต่การเดินของเขากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
”สวัสดี ฉันคือเหย่จือโป”
ทุกคนยังคงตกใจจนเงียบกริบ
แล้วอยู่ๆผู้ชายคนนี้มาจากไหน?
”โอ้ ใช่ ลืมบอกไป” เหย่จือโปดูเหมือนจะพึ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ “ฉันเป็นคนที่ตระกูลป่ายส่งมาจัดการค่ายนี้แทน ซึ่งหมายความว่าตั้งแต่นี้ไป ฉันคือผู้นำค่ายซางจิง”