เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1715 ระวังตัวด้วย!
ตรุษจีนปีนี้ครอบครัวของเฉินชางกับฉินเยว่ฉลองด้วยกันห้องรับแขกบ้านใหม่ใหญ่มากอยู่รวมกันได้ทั้งครอบครัวฉินเสียวยวนมองเฉินหลัวพร้อมยิ้มพูด “เฮ้อ ถ้าผมมีลูกอีกคนจะดีแค่ไหน!”
ฉินเยว่ไม่พอใจ “พ่อ พ่อรังเกียจหนูอยู่เหรอ!”
ฉินเสียวยวนอดพยักหน้าไม่ได้ “ก็ใช่น่ะสิดูยัยเด็กคนนี้คนอื่นมีภรรยาแล้วลืมแม่ แต่ลูกเพิ่งรู้จักเฉินชางก็ลืมพ่อแม่แล้ว!”
ฉินเสียวยวนพูดจบก็เล่าเรื่องจอมโจรฉินขโมยเสื้อผ้าให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดทุกคนหัวเราะขึ้นมาทันที
ฉินเยว่บี้ใบหน้าของเฉินชางอย่างซึ่งโกรธ “ยังจะหัวเราะอีก! ที่ทำไปก็เพื่อคุณทั้งนั้น!”
เฉินชางรีบร้องขอชีวิต
“ความจริงตอนเยว่เยว่สามสี่ขวบแม่เธอตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง!” ฉินเสียวยวนพูดเหมือนคิดอะไรอยู่
จีหรูอวิ๋นพยักหน้า “ใช่ค่ะตอนนั้นการวางแผนครอบครัวของที่นี่เข้มงวดมากตอนนั้นแม่ยังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแม่และเด็กประจำเมืองหัวหน้าคนหนึ่งอายุสามสิบแปดปีตั้งครรภ์ลูกคนที่สองตอนนั้นการวางแผนครอบครัวเข้มงวดมากและเป็นภารกิจทางการเมืองถ้าไม่เชื่อฟังก็จะหักเงินเดือนถึงขั้นไล่ออก! แต่ตอนนั้นหัวหน้าแม่ยืนกรานจะมีลูกคนที่สองแม่ไม่เอาเงินเดือนก็จะเก็บลูกคนที่สองไว้จึงหลบซ่อนไม่ไปทำงานแกล้งป่วยและใช้สิทธิ์ลาป่วยแต่หลังจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลรู้เขาก็ไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนในหน่วยงานให้ทุกคนไปทวงถามกับเธอถ้าตามหาตัวเธอไม่เจอก็จะไม่ได้เงินเดือนหลังจากนั้นหัวหน้าที่ตั้งครรภ์เจ็ดเดือนก็ต้องทำใจ… เฮ้อ! น่าเสียดาย”
หยางจยาฮุยได้ยินคำพูดของจีหรูอวิ๋นก็อดพูดไม่ได้ “น่าเสียดายจริงๆ คนเป็นแม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี ตอนนั้นในหมู่บ้านก็มีการใช้แผนการวางแผนครอบครัวแต่ไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นแค่ปรับเงินตอนคลอดเฉินหลัวโดนปรับไปห้าพันหยวนตอนนั้นประมาณปี 2000 ที่บ้านไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนี้”
เฉินตาไหเองก็ดื่มไปค่อนข้างเยอะนึกถึงวันนั้นก็สะเทือนใจพลันถอนหายใจก่อนจะพูดเหมือนยังรู้สึกกลัวไม่หาย “ตอนนั้นชีวิตของแม่พวกเขา… แขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆเกือบไม่รอด”
หยางจยาฮุยมองบนใส่เฉินตาไหตรุษจีนแบบนี้พูดเรื่องพวกนี้ทำไม!
เฉินชางกับเฉินหลัวไม่เคยได้ยินแม่พูดถึงรายละเอียดของเรื่องนี้เลยทั้งสองได้ยินแบบนี้ก็มองหยางจยาฮุยอย่างประหลาดใจหยางจยาฮุยยิ้มพูด “ตอนนั้นแม่ผ่าคลอดเฉินหลัว หลังผ่าตัดในโรงพยาบาลสองสามเดือนแผลก็ยังไม่หาย หนองก็รักษาไม่หายตอนนั้นเกิดการติดเชื้อครั้งใหญ่แม่มีไข้ติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ต่อมารักษาหายด้วยวิธีแบบท้องถิ่น!” หยางจยาฮุยยิ่งเล่าอย่างนิ่งเฉยแค่ไหนก็ยิ่งบ่งบอกว่าสถานการณ์ตอนนั้นรุนแรงแค่ไหนงานเลี้ยงอาหารค่ำของครอบครัวกลายเป็นการย้อนความทรงจำ!
“แต่พอได้เห็นเด็กๆทั้งสองตอนนี้ก็รู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มแล้ว!” หยางจยาฮุยยิ้มพูดช่วงปีที่ผ่านมาเฉินหลัวล่ำสันขึ้นเยอะทั้งยังโตขึ้นมากชั่วพริบตาก็มหาวิทยาลัยชั้นปีที่สองแล้วฉินเสียวยวนยิ่งชื่นชมเฉินหลัวมากผู้ชายสี่คนกับเหล้าสองขวดก็ถือว่าคึกคักดีโชคดีที่มีห้องนอนสี่ห้องนอนพอดีแต่ตอนนี้เฉินชางวางแผนจะซื้อบ้านที่เมืองอันหยางแล้วถึงอย่างไรต่อไปถ้าฉินเยว่มีลูกเฉินหลัวมีแฟนเวลากลับบ้านช่วงตรุษจีนเห็นได้ชัดว่าห้องนอนไม่พอ
วันรุ่งขึ้นเฉินชางตัดสินใจว่าตอนคุยกับพวกเจิงกัวถังจะพูดถึงเรื่องนี้สักหน่อยถึงอย่างไรแม้ว่าเจิงกังถานไม่ใช่ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแต่สำหรับเมืองอันหยางแล้วเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพล
ทุกเทศกาลตรุษจีนจะมีรายการสัมภาษณ์ผู้ที่ยังไม่กลับบ้านหรือกำลังเดินทางกลับบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าในฐานะเมืองใหญ่ระดับนานาชาติเมืองหลวงแห่งนี้ได้รวบรวมผู้มีความสามารถชั้นนำจากทั่วประเทศแต่เมืองหลวงระดับนานาชาติที่เจริญรุ่งเรืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลนอกพื้นที่ ช่วงตรุษจีนที่นี่ก็เหมือนเมืองที่ว่างเปล่ายกเว้นเสียงหัวเราะที่มาจากตรอกซอกซอยเก่าๆโดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครอยู่บนถนนที่ปกติผู้คนพลุกพล่านเลย ดูเหมือนว่าจะแตกต่างกับการเฉลิมฉลองในสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีอย่างสิ้นเชิงคืนนี้แม้ว่าตึกในเมืองหลวงจะว่างเปล่าแต่ก็ยังเปิดไฟส่องสว่างให้กับเมืองหลวงระดับนานาชาติแห่งนี้ และคืนนี้ก็ยังคงมีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยืนหยัดในแนวหน้าและทำงานอย่างหนักเพื่อความปลอดภัยของเมืองนี้
“มาลองชิมดูนี่เกี๊ยวที่แม่ผมห่อ!” เสียงอันไพเราะดังขึ้นชายคนหนึ่งนำกล่องอาหารไปให้เพื่อนร่วมงานและยื่นตะเกียบให้เขา
“ไส้ซอสเนื้อวัว”
“ทำไมไม่ทำไส้หมูล่ะ”
“แม่ง ช่วงนี้ราคาเนื้อหมูจะเท่าราคาเนื้อวัวแล้วผมว่ากินเนื้อหมูไปก็เปล่าประโยชน์กินเนื้อวัวจะได้มีแรงออกไปทำภารกิจตอนกลางคืนจะได้ไม่เหนื่อย!” ชายหนุ่มพูดจบก็หันไปยื่นโค้กกระป๋องหนึ่งให้อีกฝ่าย “มา กินเกี๊ยวกับโค้กสะใจสุดๆ!”
ชายหนุ่มผิวคล้ำวางเกี๊ยวลงเปิดกระป๋องโค้กน้ำโค้กพุ่งออกมาพอดี!
“เฮ้ย เหล่าอู๋คุณปองร้ายผม!”
“ฮ่าๆๆ… แบบนี้ถึงจะมีกลิ่นอายของเทศกาลในหน่วยดับเพลิง” เหล่าอู๋กับหลิ่วจื่อเป็นคู่หูกันมาอย่างยาวนานเหล่าอู๋เป็นคนเมืองหลวงคุณแม่อาจจะมาส่งอาหารให้บ้างเป็นครั้งคราว “หลิ่วจื่อปีหน้าคุณก็อายุยี่สิบห้าปีแล้วสินะ”
“ใช่ครับ!”
“อยากได้อะไรไหม”
“ผม… ปีหน้าจะซ่อมบ้านหลังเก่าให้เสร็จแล้วปีถัดไปจะเก็บเงินซื้อบ้าน”
“ผมว่าบ้านที่บ้านเกิดคุณไม่ต้องซ่อมแล้วซื้อบ้านในเมืองหลวงก่อนจะได้หาภรรยาสักคน!”
“หาภรรยาเหรอครับเฮ้อ เอาไว้ก่อนแล้วกันผมแต่งงานตอนนี้ก็ต้องแยกกันอยู่อีกสองปีรอมีเงินก่อนค่อยว่ากัน”
“เหล่าอู๋คุณล่ะปีหน้าอยากทำอะไร”
“ผมเหรอสัปดาห์หน้าผมจะไปขอเมิงเมิงแต่งงาน!”
“ให้วันวาเลนไทน์ด้วยใช้ได้เลยนะ!”
“ฮ่าๆ อวยพรผมสิไม่แน่ว่าปีหน้าผมอาจจะเป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้ว”
ตอนที่ทั้งสองคุยกันจู่ๆก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นระรัวทั้งสองหัวใจกระตุกวูบทันทีท้องฟ้าจะสว่างอยู่แล้วเชียวเช้าตรู่แบบนี้จะมีภารกิจอะไรอีก ทั้งสองรีบใส่เสื้อและขึ้นรถไปทุกความเคลื่อนไหวล้วนคล่องแคล่วว่องไว
“เกิดเพลิงไหม้ในสถาบันวิจัยเคมีรีบไปกันเถอะ!” หัวหน้าทีมที่เข้าเวรดูประหม่าเล็กน้อยถึงอย่างไรการเกิดเพลิงไหม้ที่สถาบันวิจัยเคมีก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากจริงๆไม่เพียงแคหัวหน้าทีมเท่านั้นหลังจากสมาชิกทั้งสี่ห้าคนได้ยินแบบนี้ก็หัวใจหล่นวูบถ้าจัดอันดับสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอย่างพวกเขาเป็นห่วงและกลัวที่สุดสถาบันวิจัยเคมีโรงงานเคมีภัณฑ์พวกนี้จะต้องติดหนึ่งในสามอย่างแน่นอนเพราะอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในสถาบันวิจัยเคมีมีมากเกินไปถ้าเกิดเพลิงไหม้ในนั้นมีวัตถุไวไฟที่ระเบิดได้ง่ายและปฏิกิริยาเคมีก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พูดง่ายๆก็คือเหมือนระเบิดที่ปะทุได้ตลอดเวลา
รถดับเพลิงสามคันออกเดินทาง วันนี้บนถนนไม่ได้รถติดเหมือนปกติแต่ไม่ว่าจะขับไวแค่ไหนตอนนี้ก็ดูช้าไปหมด หน่วยดับเพลิงแบ่งออกตามพื้นที่พวกเขาอยู่ใกล้ที่สุดเพียงไม่ถึงสามกิโลเมตรเท่านั้นไม่นานก็ไปถึงแล้วไฟที่โหมกระหน่ำมีแนวโน้มที่จะลุกลามไปเรื่อยๆสะทอนใบหน้าของทุกคนจนกลายเป็นสีแดงใช่แล้ว! ผู้คนในสถาบันวิจัยเคมีเริ่มเอาตัวรอดแล้วชายอายุห้าสิบปีหน้าตามอมแมมคนหนึ่งเห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาก็วิ่งเข้ามาท่าทางสะบักสะบอม!
“ดับเพลิง… ดับ… เพลิง!”
หัวหน้าทีมได้ยินแบบนี้ก็รีบแบ่งงาน “ทีมหนึ่งทีมสองเตรียมตัว…” หัวหน้าทีมพูดจบก็พยุงชายวัยกลางคนไว้พร้อมถามว่า “ข้างในมีคนไหม”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า “ไม่มี! วันนี้ไม่มีใครอยู่แต่… ข้างในนั้นมี…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของชายวัยกลางคนตอนนี้เองจู่ๆเหล่าอู๋ก็ค้นพบว่าชายคนหนึ่งกำลังจะพุ่งไปข้างหน้าต้องรีบวิ่งเข้าไปล้มเขาจึงขวางไว้ได้
“คุณจะทำอะไร!”
“เอกสารของผมเอกสารอยู่ข้างในทั้งหมดจะถูกเผาไม่ได้นะ! ไม่อย่างนั้นความพยายามทั้งหมดของทีมวิจัยของเราจะสูญเปล่า” ชายที่ใส่แว่นคนนี้ตะโกนอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสลุกขึ้นจะพุ่งเข้าไปแต่แรงของเขาสู้เหล่าอู๋ที่ร่างกายกำยำไม่ได้อย่างแน่นอนถูกกดไว้แน่น
“โดนเผาไม่ได้นะ” ชายหนุ่มพลางตะโกนพลางร้องไห้สองมือตบลงบนพื้น ชายที่หน้าตามอมแมมโกรธจนวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบดึงชายใส่แว่นที่อยู่บนพื้นพร้อมต่อว่าเสียงดัง “คุณบ้าไปแล้วเหรอจะเข้าไปตอนนี้เนี่ยนะ! คุณไม่กลัวตายเหรอ!”
ชายใส่แว่นได้ยินแบบนี้ก็ตะโกนพร้อมเสียงสะอื้น “ข้อมูลทั้งหมดมาจากการทำงานหนักของเรา! แม้ต้องตายผมก็จะเอามันออกมา”
เหล่าอู๋กดชายใส่แว่นเอาไว้เขารู้ว่าถ้าเขาปล่อยมือจากชายใส่แว่นที่จิตใจอ่อนแอคนนี้เขาจะต้องพุ่งเข้าไปอย่างแน่นอนเปลวเพลิงขนาดใหญ่สะทอนใบหน้าของผู้คนหลายสิบคนจนแดงไปหมดบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยเคมีพวกนี้นอกจากความกลัวแล้วก็มีแค่เหงื่อและคราบน้ำตา! เปลวเพลิงครั้งนี้ไม่เพียงแค่เผาตึกแปดชั้นตึกนี้เท่านั้นแต่ยังเผาความหวังของพวกเขา! อย่างที่ชายใส่แว่นพูดสิ่งที่ถูกเผาไปคือความหวัง! เหล่าอู๋เห็นแบบนี้ก็ก้มหน้าลงมองชายใส่แว่นแวบหนึ่งแล้วกัดฟันเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าทีมพร้อมพูดว่า “หัวหน้าทีมครับผมไปเอง!”
หัวหน้าทีมได้ยินแบบนี้ก็ต่อว่าทันที “หุบปาก! หลิ่วจื่อเตรียมเสื้อให้ผมผมเข้าไป!” หัวหน้าทีมรีบพูด
หลิ่วจื่อได้ยินแบบนี้ก็มองหัวหน้าทีมพร้อมพูดว่า “ไม่ได้ครับหัวหน้าทีมคุณต้องอยู่ควบคุมสถานการณ์ผมเข้าไปเอง!”
เหล่าอู๋ปล่อยชายใส่แว่น “ผมไปกับหลิ่วจื่อเราสองคนมีวิธีทำงานร่วมกัน” หัวหน้าทีมได้ยินแบบนี้ก็มองทั้งสองที่ทำงานเข้าขากันได้ดีที่สุดของทีมจากนั้นจึงพยักหน้าอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
“ได้ ระวังตัวด้วยเอาของออกมาไม่ได้ไม่เป็นไรแต่พวกคุณต้องออกมาอย่างปลอดภัย!”
“แม่งเอ๊ย จะตรุษจีนอยู่แล้วยังมีเรื่องจนได้!” หัวหน้าทีมสบถด่า พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ใช่ตำรวจพวกเขาสนใจแค่เรื่องดับเพลิงไม่ใช่สืบหาผู้วางเพลิง อย่าคิดว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพวกนี้ชอบดับเพลิงถ้าไม่ใช่เพราะจนปัญญาใครจะอยากวิ่งเขากองไฟ!
“หลิ่วจื่อ ไปกันเถอะ!”
“เตรียมเริ่มภารกิจระวังตัวด้วย!”