ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 696 เรื่องนี้จบเรื่องนั้นต่อ (1)
เซี่ยงไฮ้ พวกจางเทาคุยอะไร ฟางผิงยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสนใจ
จบเรื่องในห้องประชุมแล้ว ฟางผิงก็ต่อสายออกไป
รออยู่พักใหญ่ ไม่นานเสียงหัวเราะของเจี่ยงเชาก็ดังขึ้น
“ฟางผิง ไม่เป็นไรสินะ?”
“ฉันยังจะเป็นอะไรได้”
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แต่ครั้งนี้ยังต้องขอบคุณราชาสงคราม! นายอ้วน ได้ยินว่าราชาสงครามบาดเจ็บหนัก ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
เจี่ยงเชาได้ยินคำถามของฟางผิงก็ครุ่นคิดเล็กน้อย
“นายก็รู้ดีกว่าความสามารถฉันเป็นยังไง สัมผัสไม่ได้ แต่น่าจะไม่เป็นอะไรมาก ไม่งั้นพวกราชานักรบคงไม่มาแวบเดียวแล้วก็ออกไปหรอก ผู้อาวุโสฉันยังด่าเสียงดังอยู่เลย”
ฟางผิงหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยว่า
“ครั้งนี้ราชาสงครามมอบร่างแยกพลังจิตใจให้ฉัน ให้ความช่วยเหลือฉันอย่างมาก ตามหลักแล้วฉันควรต้องไปเยี่ยมสักหน่อย…”
เขายังไม่ทันพูดจบ โทรศัพท์ก็เหมือนจะถูกใครแย่งไป
ก่อนเสี้ยวนาทีต่อมา เจี่ยงหยวนหวาก็หัวเราะเสียงดังว่า
“ฟางผิง อนาคตยังอีกยาวไกล อย่าตะลอนไปตะลอนมาเลย! ตั้งใจฝึกวิชาดีๆ รีบเข้าสู่ขั้นเก๋าซะ…”
เจี่ยงหยวนหวา ‘ใส่ใจ’ ฟางผิงอย่างยิ่ง ใส่ใจอยู่พักใหญ่แล้วสุดท้ายยังกำชับว่า
“ไม่จำเป็นต้องมาจริงๆ ผู้อาวุโสไม่เป็นไร อีกอย่างช่วงนี้มีเรื่องราวภายในค่อนข้างเยอะ มาแล้วพวกเราอาจจะไม่มีเวลาต้อนรับเธอ นี่หากละเลยไปไม่ใช่ว่าเมืองเจิ้นซิงจะต้อนรับแขกไม่ทั่วถึงหรือไง?”
ความนัยของคำพูดนี้มีความหมายเดียว รับแค่คำขอบคุณ คนอย่ามาเลย แม้คนจะมา เมืองเจิ้นซิงก็ไม่อาจต้อนรับ ฟางผิงจนใจอย่างยิ่ง จำเป็นต้องขนาดนี้หรือไง?
ฉันวางแผนจะไปเยี่ยมจริงๆ ยังไงครั้งนี้ราชาสงครามก็แบ่งร่างแยกพลังจิตใจมาให้ ช่วยเขาโจมตีฆ่าผู้อาวุโสเก้า ตอนนี้ตาเฒ่าบาดเจ็บหนัก ฉันไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย นี่ไม่ใช่แสดงความจริงใจหรือไง?
แต่เจี่ยงหยวนหวาปฏิเสธ ฟางผิงก็จนใจ ทำได้แค่เอ่ยว่า
“งั้นผมคงไม่ไปแล้ว แต่ผู้น้อยยังต้องขอให้ช่วยทักทายราชาสงครามแทนหน่อย ครั้งนี้ราชาสงครามโจมตีฆ่าเหนือราชา สร้างชื่อเสียงให้ขั้นสุดยอดมนุษย์ ต้องขอแสดงความยินดีกับราชาสงครามด้วย”
เจี่ยงหยวนหวาไม่รู้เป็นเพราะว่าได้ยินเขาพูดจะไม่ไป หรือเป็นเพราะราชาสงครามฆ่าเหนือราชาได้ กลับอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย ได้ยินฟางผิงพูดแบบนี้ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“จะช่วยบอกให้! ผู้อาวุโสรู้ข่าวของพวกเธอก็ดีใจเหมือนกัน ผู้อาวุโสทั้งเก้าของลัทธินอกรีตถูกเปิดโปงหมดแล้ว ผลงานครั้งนี้ไม่ด้อยไปกว่าฆ่าเหนือราชาหนึ่งคนเลย!”
ขั้นเก้าเก้าคนที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มมนุษยชาติถูกค้นหาออกมาหมดแล้ว ผลงานแบบนี้อาจจะไม่ด้อยไปกว่าการฆ่าเหนือราชาหนึ่งคนจริงๆ ไม่งั้นสงครามปะทุขึ้น ขั้นเก้าเยอะขนาดนี้ บางคนถึงกระทั่งเป็นศูนย์รวมใจของมนุษยชาติ หากทรยศในช่วงเวลาสำคัญนั้นก็ยิ่งอันตราย ทั้งสองคนคุยกันอยู่ยกใหญ่ โทรศัพท์ก็ถูกส่งคืนให้เจี่ยงเชาแล้ว
เจี่ยงเชาได้รับโทรศัพท์กลับมาก็เอ่ยเสียงเบาว่า
“อย่าไปฟังปู่ฉัน ผู้อาวุโสดีใจอะไรกัน… ก่อนหน้านี้พวกราชานักรบและราชาพิภพมาเยี่ยมผู้อาวุโส นอกจากผู้อาวุโสจะด่าราชานักรบแล้วยังด่านายด้วย บอกว่าครั้งหน้าเจอนายจะซ้อมให้ตาย! ฟางผิง นายไม่มาก็ดีแล้ว มาอาจจะโดนซ้อมตายจริงๆ ก็ได้”
ฟางผิงชะงักไปเล็กน้อย ทำไมกัน?
ไม่นานฟางผิงก็เผยแววตาคมกริบขึ้นมา อดด่าไม่ได้
“ขั้นสุดยอดก็ปากมาก! ไอ้…”
เขาอดกลั้นจนไม่รู้จะด่ายังไงแล้ว!
เหล่าจางตาเฒานี้ไร้ยางอายชะมัด!
ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้แล้วว่าเป็นเหล่าจางที่บอกความลับว่าตัวเองด่าราชาสงคราม แต่ฟางผิงคิดว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ฉันไม่ได้ด่าสักหน่อย!
เขาแค่พูดความจริงเท่านั้น บอกว่าพลังจิตใจของราชาสงครามอ่อนแอ แบ่งร่างแยกออกมาฆ่ายอดฝีมือในเส้นทางต้นกำเนิดไม่ตายเท่านั้น
ดูก็รู้แล้วว่าร่างแยกของหลี่เจิ้นไม่สามารถกำจัดผู้อาวุโสห้าได้เหมือนกัน
ร่างแยกพลังจิตใจของเหล่าจางกลับไม่อ่อนแอ กำจัดผู้อาวุโสหกหมัวเออร์ถ่าได้ แต่นั่นก็เป็นเพราะหมัวเออร์ถ่าไม่ทันได้ตั้งรับอะไร แน่นอนว่าด้วยเหตุนี้เห็นได้ชัดว่าร่างแยกพลังจิตใจของเหล่าจางแข็งแกร่งอย่างมาก ต่อให้หมัวเออร์ถ่าจะประมาท นั่นก็เป็นยอดฝีมือในเส้นทางต้นกำเนิดอยู่ดี ไม่อาจไม่มีการระวังตัวสักนิดได้ สุดท้ายยังคงถูกกำจัดแล้ว นี่ก็เป็นความแตกต่างของร่างแยกพลังจิตใจอย่างหนึ่ง
เจี่ยงเชาพูดไม่กี่ประโยคแล้วก็หัวเราะว่า
“เรื่องของผู้อาวุโสเอาไว้ก่อนเถอะ ฟางผิง ฉันใกล้จะทะลวงขั้นเจ็ดแล้ว! นายว่าถึงเวลานั้นฉันต้องจัดงานเลี้ยงปรมาจารย์สักหน่อยหรือเปล่า? อีกอย่างพวกหลี่เฟย เจิ้งหนาน ฉีซู่ สามคนนี้ก็ใกล้แล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นหลอมสารจิงและเลือดเป็นหนึ่ง จื่อซูก็จะถึงขั้นหกสูงสุดแล้ว… ก่อนหน้านี้บอกว่าเมืองเจิ้นซิงรุ่นของพวกเรานี้สู้รุ่นก่อนหน้านี้ไม่ได้ เหอะๆ ตอนนี้ถูกตบหน้าแล้วสินะ ฉันกำลังจะขั้นเจ็ดแล้ว!”
เขาเอ่ยอย่างตื่นเต้น ฟางผิงกลับตะลึงไปเล็กน้อย ผ่านไปสักพักก็เอ่ยว่า
“พวกหลี่เฟยยังไม่ถึงขั้นเจ็ดอีก?”
เจี่ยงเชา “…”
เจี่ยงเชานิ่งไปพักหนึ่ง จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ฟางผิงถอนหายใจว่า
“ตอนแรกพวกเขาอยู่ขั้นหกตอนปลาย ฉินเฟิ่งชิงเพิ่งเข้าสู่ขั้นห้า ฉันก็อยู่ขั้นห้าสูงสุดเท่านั้น ตอนนี้ฉันยังขั้นแปดแล้ว ฉินเฟิ่งชิงขั้นเจ็ด ทำไมพวกนายยังติดอยู่ที่ขั้นหกอีก?”
เจี่ยงเชาร้องไม่ออกอยู่บ้าง เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยอึกอักว่า
“ตอนแรกที่นายพูดถึง… คือเดือนมิถุนายนปีนี้! เวลานั้นพวกเราเพิ่งจะเจอกัน! เดือนมิถุนายนพวกเราเพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาว เดือนกรกฎาคมพวกเราเข้าสู่แดนรบราชา ตอนนี้เดือนตุลาคม ฟางผิง… ตั้งแต่ที่พวกเรารู้จักกันจนถึงตอนนี้แค่ครึ่งปี ครึ่งปีเท่านั้น! ครึ่งปีมานี้พวกเราก้าวหน้าไวแล้ว ฉันจากขั้นหกตอนกลางมาถึงขั้นหลอมสารจิงและเลือดเป็นหนึ่ง จื่อซูจากขั้นหกตอนต้นถึงขั้นสูงสุด ตามความคิดเดิมแล้วแม้จะเข้าไปในแดนรบราชาก็ต้องใช้เวลาปีสองปีถึงจะเข้าสู่ขั้นเจ็ดได้ นาย… ทำไมถึงคิดว่าพวกเราช้าได้?”
เจี่ยงเชาอัดอั้นตันใจ เร็วมากแล้ว เร็วจริงๆ เร็วกว่าไอ้โรคจิตตระกูลเขาซะอีก ไอ้โรคจิตตระกูลเขาหลังจากเข้าสู่แดนรบราชาเกือบปีถึงจะสามารถทะลวงขั้นเจ็ดได้ พวกหลี่เฟยก่อนหน้านี้ไม่ได้รักคำชื่นชมเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ทุกคนล้วนใกล้จะเข้าสู่ขั้นเจ็ดแล้ว สามารถพูดได้ว่าในเมืองเจิ้นซิงรุ่นของพวกเรา ระเบิดความสามารถอีกครั้งแล้ว ทว่ากลับถูกดูแคลนแล้ว!
แต่พอคิดดูก็เหมือนจะไม่แปลก พวกฟางผิงแม่งน่ากลัวเกินไปจริงๆ!
เวลานี้ฟางผิงกลับตระหนักขึ้นมาได้ ผ่านไปสักพักก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เพิ่งจะผ่านไปครึ่งปีเองเหรอ?”
เพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งปี!
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว?
ครึ่งปีนี้เขาไปถ้ำใต้ดินเทียนหนาน ไปถ้ำสวรรค์ชวีหลิง ลงถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้ ทำลายเมืองเทียนเหมิน เข้าร่วมการแข่งขันผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวทั่วโลก ไปแดนรบราชา สังหารอัจฉริยะถ้ำใต้ดินเป็นจำนวนมาก ไปถ้ำใต้ดินซีซาน ไปถ้ำสวรรค์เสวียนเต๋อ ไปถ้ำใต้ดินต้องห้าม ล่อผู้อาวุโสทั้งเก้าของลัทธินอกรีตออกมา…
ความสามารถจากขั้นห้าถึงขั้นแปด!
ไม่ใช่หนึ่งปีสี่ขั้น แต่เป็นครึ่งปีสามขั้น เจี่ยงเชาไม่เอ่ยถึง ฟางผิงคงจะลืมไปแล้ว ที่แท้เรื่องทุกอย่างก็เกิดภายในครึ่งปีเท่านั้น
“แน่นอนว่าต้องเพิ่งครึ่งปีอยู่แล้ว!”
เจี่ยงเชาเอ่ยอย่างจนใจเหมือนกัน
“พูดตามตรง ยังคงเป็นพวกนายที่ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ยังไงครึ่งปีนี้แทบจะมีแต่ข้อมูลของพวกนาย ข่าวสารของพวกนาย เรื่องแล้วเรื่องเล่าไม่หยุดหย่อน ทางเมืองเจิ้นซิงตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของนายแล้ว ไอ้โรคจิตตระกูลฉันแทบจะบ้าคลั่ง ไม่กี่วันก่อนเพิ่งกลับมาก็ออกไปแดนรบราชาอีก บอกว่าไม่ถึงขั้นแปดจะไม่กลับมาแล้ว! ตอนที่เขาอยู่ขั้นเจ็ดนายยังไม่ฝึกวรยุทธ์ด้วยซ้ำ เขาขั้นเจ็ดตอนปลายนายกลับขั้นแปดแล้ว… อย่าพูดถึงอีกเลย ก่อนหน้านี้นายประกาศว่าจะทะลวงถึงขั้นแปด ไอ้โรคจิตก็ตะโกนดังลั่นในบ้าน บอกว่าเขาต่างหากที่เป็นคนมีพรสวรรค์ที่สุด วันนั้นก็วิ่งออกไปทันที ขวางยังขวางไม่อยู่ด้วยซ้ำ”
พูดถึงตรงนี้เจี่ยงเชาก็เอ่ยว่า
“เอาเถอะๆ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว ฟางผิง นายว่านายทะลวงถึงขั้นเจ็ดแล้ว ควรจะจัดงานเลี้ยงปรมาจารย์หรือเปล่า?”
“นายจะทะลวงแล้วงั้นเหรอ? นายไม่ใช่บอกว่าในเมืองเจิ้นซิง จากขั้นหลอมสารจิงกับเลือดถึงขั้นเจ็ด ต้องใช้เวลานานหน่อยหรือไง?”
เจี่ยงเชาหัวเราะว่า
“นั่นเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ช่วงนี้พวกเราก็ว่างไม่มีอะไรทำ พวกหลี่เฟยไปแดนรบราชามาหลายครั้งแล้ว ครั้งก่อนนายฆ่าคนเกือบเกลี้ยง พวกจีเหยาก็ทะลวงถึงขั้นเจ็ดแล้ว… ตอนนี้ในพื้นที่ขั้นห้ามีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น พูดว่าเป็นของพวกเรายังได้…”
“นายก็ไป?”
ฟางผิงแปลกใจอยู่บ้าง เจี่ยงเชาไปแดนรบราชาเหมือนกัน ไม่กลัวจะถูกคนฆ่าหรือไง?
เจี่ยงเชาไม่ใส่ใจ หัวเราะว่า
“ต้องไปอยู่แล้ว ฉันไม่ใช่นายสักหน่อย ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ว่านายเป็นคนทำ ฉันแค่เป็นแพะรับบาปเท่านั้น ผู้อาวุโสตระกูลฉันยังเป็นราชาสงคราม ตอนนี้พวกเขาก็ไม่กล้าข้ามเขตมาจัดการฉันเหมือนกัน อย่าพูดเลย มีนายคอยดึงดูดสายตาของทุกคน คนพวกนี้ก็แทบไม่สนใจพวกเราแล้ว ตอนนี้ในพื้นที่ขั้นเจ็ด เฟิงเมี่ยเชิง จีเหยา คนพวกนี้ล้วนเอาแต่คิดจะหาเรื่องนาย ปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเราแทบจะถูกมองข้ามด้วยซ้ำ”