กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 25.1 ถึงเมืองหลวง
เฉินผิงอันยกมือข้างซ้ายขึ้นกำเป็นหมัด เท้าขวาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว กระทืบพื้นหนักๆ ตั้งท่าหมัด
คือท่าปรับแก้มังกรใหญ่ที่เรียนรู้มาจากพื้นที่มงคลดอกบัว กระดูกสันหลังบนร่างส่งเสียงเหมือนเสียงโลหะ
ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ไล่ไปตามกระดูกจนกระดูกสั่นสะเทือนไม่หยุด กระดูกเกี่ยวพันไปถึงกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อนำพาเลือดลม เลือดลมย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจร
มองดูเหมือนเป็นการยกแขนขึ้นและก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวง่ายๆ แต่เฉินผิงอันกลับผสานรวมกระบวนท่าหกชนิด หลอมทุกอย่างเอาไว้ในเตาเดียวกัน
เฉินผิงอันไม่ปกปิดความฮึกเหิมสูงสุดของตัวเองเอาไว้อีก
ปณิธานหมัดหนาข้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เหมือนน้ำที่ทะลักท่วมทำนบ ไหลเชี่ยวกรากมายังหอบูชาเทพสีขาวหิมะ ริ้วกระเพื่อมเป็นชั้นๆ ซัดแผ่ออกไป
พริบตาเดียวก็แผ่ลามไปถึงนอกแท่นบูชาเทพ เป็นเหตุให้ฟ้าครามไร้เมฆรอบด้านเหมือนคันฉ่องโบราณบานหนึ่งที่ถูกน้ำใสชะล้างซ้ำไปซ้ำมา
นับตั้งแต่ตั้งท่าจนไปถึงปณิธานหมัดไหลริน เฉินผิงอันไม่ได้ปิดบังอำพราง ราวกับว่าเป็นตำราหมัดที่ไร้ตัวอักษรเล่มหนึ่ง
ผู้ที่จะยึดเอาวิชาหมัดนี้เป็นแบบอย่างการเรียนรู้ในภายหลัง ก็เชิญเรียนรู้ได้ตามสบาย จะจดบันทึกหรือเลียนแบบก็ตามใจ เชิญเบิกตากว้างมองดูให้ดีๆ
หมัดที่ปล่อยก็ไปก็คือกระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่บุกรุดหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง
ชายแขนเสื้อสีเขียวสองข้างพองเหมือนมีเครื่องเป่าลม ส่งเสียงสะบัดดังพึ่บพับ
การเรียนวรยุทธในยุคบรรพกาล เป็นเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารที่สร้างขึ้นมากับมือตัวเอง มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวง
ได้บุกเบิกเส้นทางที่สามที่มีความแตกต่างจากวิชาอภินิหารและวิชาอาคม
หากจะบอกว่าหมอผีผู้นี้คือสัญลักษณ์ของยอดเขาเดียวดายแห่งหนึ่งที่อยู่ในขอบเขตของวรยุทธยุคบรรพกาล แล้วเฉินผิงอันที่มานั่งบัญชาการยอดเขาสูงสุดของวิถีวรยุทธแห่งนั้นแทนที่เจียงเซ่อล่ะ?
ถ้าอย่างนั้นก็ขอเชิญให้วิถีวรยุทธยุคบรรพกาล รับหมัดนี้ไว้
ผู้ที่มองดูอยู่เห็นเพียงว่าในบริเวณที่เป็นสีขาวหิมะแห่งนั้น เรือนกายชุดเขียวที่พุ่งตรงไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงถึงกับฟันผ่าแท่นบูชาเทพเจ้าที่ใกล้เคียงกับมรรคาจนไร้ช่องโหว่ให้หักออกเป็นสองท่อน ก่อนจะหล่นร่วงลงสู่พื้นดินช้าๆ
หมอผีที่เลือดลมในร่างพลุ่งพล่านดุจน้ำเดือดยืนอยู่ที่เดิม สายตาพร่าเลือน ชุดผ้าป่านที่อยู่บนร่างตัวนั้นกลายเป็นผุยผง
เลือดเนื้อบนใบหน้าพลันหลอมละลายในเสี้ยววินาที กระดูกสีขาวบนร่างเปิดเปลือย พริบตาเดียวก็กลายเป็นเถ้าถ่านที่ร่วงเผลาะๆ ลงมา จิตวิญญาณแกว่งไกวแล้วก็ปลิวสลายหายไปตามลม
หลังจากหมัดหนึ่งผ่านไป หมอผีโบราณที่เรือนกายแข็งแกร่งก็เหมือนดอกไม้ป่าดอกหนึ่งที่อยู่บนทุ่งกว้าง ดอกไม้บานดอกไม้ร่วงเกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือ
แต่ดูเหมือนว่าหมอผีโบราณได้นำพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธและจิงขี่เสินทั้งหมดที่เล่าเรียนมากรอกรดลงไปบนแขนข้างหนึ่งอย่างไม่มีกักออมเอาไว้ ล้วนมอบมันให้กับหมัดที่นุ่มนิ่มไร้เรี่ยวแรงนี้
และหมัดนี้ก็กระแทกลงบนใบหน้าของบุรุษชุดเขียวเบาๆ
ดูเหมือนว่าหมอผีโบราณท่านนี้จะมีความยึดมั่นถือมั่นขุมหนึ่งประคับประคองเอาไว้ เขาไม่เพียงแต่ต้องรับหมัดนี้ แล้วยังต้องเอาคืนด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปณิธานหมัดของตนโชติช่วงเกินไป หรือว่าเจอหมัดนี้ของหมอผี เส้นผมของเฉินผิงอันถึงได้ปลิวกระจาย
เส้นผมของคนชุดเขียวแผ่สยาย สีหน้าของเขายังคงเป็นธรรมชาติ เปลือยเท้ายืนอยู่บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะเพียงลำพัง
เฉินผิงอันลูบชายแขนเสื้อสองข้างให้เรียบ ก่อนจะม้วนชายแขนเสื้ออีกครั้ง
ขณะเดียวกันก็ใช้ปณิธานหมัดที่มองไม่เห็นกระชากรั้งแท่นบูชาที่ขาดออกเป็นสองท่อนเอาไว้ ทำให้พวกมันไม่ถึงขั้นกระแทกชนเข้ามาในเขตชานเมืองของต้าหลีโดยตรง
พอกวาดตามองไปรอบด้าน เฉินผิงอันก็เอาสิ่งที่เรียนรู้มาใช้งานทันที
ก่อนหน้านี้เขาได้เรียนรู้เวทกระบี่ที่ปล่อยออกไปในความฝันจากหลิวเสี้ยนหยาง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิดมาโดยตลอด
แต่การถามหมัดกับหมอผีโบราณในวันนี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่อยากจะบุกเบิกเส้นทางใหม่ที่แตกต่างออกไป
เขานึกถึงรูปโฉมของนักพรตกระดูกขาว ในฟ้าดินของทะเลสาบหัวใจที่ค่อนข้างจะขุ่นมัวก็มีแสงไฟเปล่งประกายขึ้นมา เหมือนการจุดธูปหนึ่งดอกควันธูปลอยกรุ่น ภาพเหมือนภาพหนึ่งลอยขึ้นมา
นี่ก็คือข้อดีของการที่ก่อนหน้านี้ได้ถามหมัดกับราวตากผ้าผู้นี้อย่างจริงจังมาหลายครั้ง
หาไม่แล้วหากอาศัยแค่วิธีการนิมิตภาพจากการมองผ่านๆ ไม่กี่ครั้งก็ไม่มีทางได้ผลลัพธ์เช่นนี้แน่นอน
หมัดหนึ่งถูกปล่อยในแนวเฉียงพุ่งไปยังจุดที่พื้นดินกับทะเลเชื่อมต่อกัน พริบตาเดียวเกิดความเคลื่อนไหวเหมือนมีประทัดพวงหนึ่งที่ถูกโยนไปยังทะเลเมฆที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังครืนครั่น
หาม้าตามลายแทง น่าเสียดายที่ยังไม่อาจคว้าจับร่างจริงเอาไว้ได้
ไม่เป็นไร เฉินผิงอันยื่นมือออกไปอีกครั้ง ห้านิ้วงอเป็นตะขอ กระชากกลับมาเบาๆ หนึ่งที
ถึงกับกระชากนักพรตกระดูกขาวที่นั่งอยู่บนเรือไม้ท่อนเดียวให้ออกมาจากในน้ำวนแห่งกาลเวลาได้
นักพรตกระดูกขาวที่ตกใจอย่างหนักยื่นมือไปกดกราบเรือ เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ “เจ้าคนแซ่เฉิน เปิ่นจั้วเป็นฝ่ายถอยให้เจ้าก่อนแล้วนะ ไฉนเจ้ายังต้องบีบคั้นกันเช่นนี้?!”
ปณิธานหมัดของเฉินผิงอันไม่เพียงแต่ประคองหอบูชาเทพที่ขาดออกเป็นสองท่อนให้ลอยอยู่บนฟ้าคราม ถึงขั้นที่ว่ายังเหลือกำลังมากพอที่จะทำให้มันกลับมาผสานรวมกันได้อีกครั้ง
หากในอดีตมีวิธีการเช่นนี้ ตอนที่อยู่ในซากปรักของอุตรกุรุทวีป ไยต้องแบกฟ้าเพดานอันนั้นวิ่งวุ่นไปทั่วด้วยเล่า?
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เดิมทีข้าก็ต้องการให้เจ้าตายอยู่แล้ว เจ้าจะไม่ตายได้หรือ?”
นักพรตกระดูกขาวสีหน้าเยียบเย็น ปรายตามองจิ้งจอกยักษ์ที่ยังคงล้อมเมืองตัวนั้น “ทำไมถึงไว้ชีวิตนาง? แต่กลับต้องตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับข้า?”
เฉินผิงอันยิ้มรับ คร้านจะอธิบายแม้แต่ครึ่งคำ
หากเจ้าไปที่เปลี่ยวร้างก่อน ใช้สายตาในการมองไร่นามามองโลกมนุษย์ มองใต้หล้าเป็นเหมือนเขียง สรรพสิ่งคือเนื้อและปลา ก็ตามใจเจ้า แค่เจ้ามีความสุขก็พอ
อยู่ในไพศาลแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในอาณาเขตของต้าหลี กลับยังกล้ามีความคิดเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นสหายก็รังเกียจที่จะมีชีวิตยืนยาวแล้ว
เฉินผิงอันยกแขนข้างหนึ่งขึ้นบอกเป็นนัยกับเสี่ยวโม่ว่าสามารถเก็บแสงกระบี่เส้นนั้นไปได้แล้ว
ไม่มีความลังเลใดๆ จิตของเสี่ยวโม่ขยับไหวเล็กน้อย บังคับแสงกระบี่พร่างพราวเส้นนั้นให้กลับไปในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยของภูเขาฮุยเหมิงทันที
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวเดือดดาลอีกครั้ง เจ้าโครงกระดูกผู้นี้อำมหิตเหลือเกิน ถึงกับคิดจะลากนางลงน้ำด้วยเลยหรือ?
จิตหยินที่มีรูปโฉมเป็นร่างมนุษย์ของนางหรี่ตาหงส์คู่นั้นลง ในใจเคียดแค้นอย่างหนัก
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่หมอบซ่อนตัวอยู่ในกำแพงเคี้ยวขนมมงคลอย่างละเอียดหัวเราะร่าเอ่ยว่า “กินขนม กินขนม ลดโทสะ”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวสามารถได้ยินคำพูดและเสียงในใจที่อยู่ในเมืองหลวงต้าหลีได้แต่ถึงอย่างไรก็มีขีดจำกัด
นางสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งว่าไฉนเฉินผิงอันถึงได้… ค่อนข้างเกรงใจตนเพียงคนเดียว
หมอผีโบราณกายดับมรรคาสลายไปแล้ว แต่ว่าจิตวิญญาณที่เหลือเหมือนจะถูกรวบรวมไว้ในชายแขนเสื้อ ตามมาด้วยบีบให้ซานย่วนฝ่าจู้ออกมาจากที่ซ่อนตัวกลับมาคุมเชิงกันใหม่อีกครั้ง
จิตหยินของนางออกจากช่องโพรง ถือถุงปักลายใบนั้น รู้สึกลังเลตัดสินใจไม่ได้ หรือว่าเขาอยากจะดึงตนให้มาเป็นพวกเพื่อให้เป็นแรงหนุนช่วยเหลือภูเขาลั่วพั่วอีกแรง?
เซี่ยโก่วหัวเราะร่วนเอ่ยว่า “พวกเจ้าเพิ่งมาถึงใหม่ๆ อาจจะยังไม่รู้ เจ้าขุนเขาของพวกเราขึ้นชื่อว่ารักหยกถนอมบุปผานักล่ะ”
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวกึ่งเชื่อกึ่งกังขา
นักพรตกระดูกขาว ย่อมมีความกังวลซ่อนเร้นอยู่ และเวลานี้ก็รู้สึกเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ตายไม่ยอมเลิกรา อีกฝ่ายกลับไม่รีบร้อนที่จะปล่อยหมัด สรุปเขารออะไรอยู่กันแน่?
เมื่อครู่นี้คนผู้นี้ใช้วิชาหมัดที่แปลกประหลาดด้วยสองมือ? หรือว่าใช้เวทกระบี่? ตามหาร่องรอยของตนพบก็ต้องมีวิชาอภินิหารที่ยิ่งใหญ่น่าเหลือเชื่อมากจริงๆ
แต่หากจะบอกว่าคิดจะอาศัยสิ่งนี้มาทำลายรากฐานมหามรรคาของตน ก็ไม่ใช่ว่าเขาหลงตัวเองยกตนข่มผู้อื่น แต่เป็นอีกฝ่ายที่เพ้อฝันปัญญาอ่อนจริงๆ
นักพรตกระดูกขาวกลุ้มใจยิ่งนัก รสชาติของการถูกจูงจมูกให้เดินน่าอัดอั้นตันใจเหลือเกิน หวนนึกถึงปีนั้น ไหนเลยจะต้องมาเจอกับความอัปยศขนาดนี้?
จู๋ซู่ถอนหายใจด้วยความทึ่ง นางยิ่งอยากรู้เรื่องหนึ่ง การถามหมัดครั้งที่ห้าระหว่างเฉาชุดขาวกับเฉินชุดเขียว ใครจะแพ้ใครจะชนะกันแน่?!
หลิวชากลับตรงไปตรงมามากยิ่งกว่า ใช้เสียงในใจถามเฉาสือว่า “เจอกับเฉินผิงอันในเวลานี้ โอกาสแพ้ชนะของพวกเจ้าเป็นอย่างไร?”
เฉาสือยิ้มตอบ “ต้องต่อสู้กันจริงๆ ก่อนถึงจะรู้ได้”
เฒ่าหูหนวกไม่ได้ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กับจู๋ซู่ สวีเซี่ย เขาไม่มีอะไรให้พูดคุยกับเซียนกระบี่ที่อายุน้อยๆ ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือพวกนี้จริงๆ
ต้องรอให้เซี่ยอันดับหนึ่งออกคำสั่งเสียก่อน ผู้ถวายงานอันดับรองอย่างเขาถึงจะลงมือได้
แน่นอนว่าเฒ่าหูหนวกก็มองเห็นคนหนุ่มชุดขาวที่อยู่บนยอดสูงของเทือกเขากลุ่มนั้นเช่นกัน
ปีนั้นเด็กหนุ่มเฉาสือไปสร้างกระท่อมอยู่บนหัวกำแพงเมือง เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส บางครั้งเฒ่าหูหนวกไปเข้าร่วมการประชุมจึงเคยเจอหน้าเฉาสือครั้งสองครั้ง
เฒ่าหูหนวกในเวลานั้นยังรู้สึกว่าคนต่างถิ่นที่รูปโฉมและบุคลิกล้วนไม่ต่างจากตนตอนเป็นหนุ่มผู้นี้ คู่ควรกับแม่หนูหนิงที่สุดแล้ว จนใจที่พวกเขาสองฝ่ายไม่มีความคิดเช่นนี้
ได้ยินแค่ว่าแม่หนูหนิงเดินทางไปข้างนอกมารอบหนึ่ง พอกลับมาที่บ้านเกิดก็มักจะเหม่อลอยเป็นประจำ ตอนนั้นเฒ่าหูหนวกก็รู้ว่าท่าไม่ดีแล้ว เดาเอาว่าหนิงเหยาต้องถูกใครบางคนที่ใต้หล้าไพศาลหลอกแน่นอน?
ภายหลังรอกระทั่งเด็กหนุ่มสะพายกระบี่คนหนึ่งเดินทางผ่านภูเขาห้อยหัว เดินก้าวอาดๆ มายังกำแพงเมืองปราณกระบี่ เฒ่าหูหนวกก็รีบมาที่หน้าประตูคุก แอบมองมาที่หัวกำแพงเมืองอยู่หลายที
ตอนนั้นเซียวสวิ้นที่ยังรับหน้าที่เป็นอิ่นกวานก็อยู่ข้างกายเฒ่าหูหนวกด้วย
เฒ่าหูหนวกทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง รู้สึกแค่ว่าผักกาดขาวหัวสวยๆ ถูกหมูแทะเสียแล้ว
แม่นางน้อยมัดผมแกละถักเปียกลับบอกว่าคือ “คู่เซียนสวรรค์” ตรงกับในใจของนาง
เฒ่าหูหนวกไม่เข้าใจ คิดแค่ว่าอิ่นกวานเชียวสวิ้นต้องการสื่อถึงความหมายในทางตรงกันข้าม
ฝนกระหน่ำตกติดต่อกันนานจนดินโคลนบนพื้นสาดกระเซ็น เฒ่าหูหนวกยืนอยู่ข้างทางเพียงลำพัง เพื่อไม่ให้เปิดเผยสถานะผู้ฝึกตนของตัวเอง เขาจึงเสกร่มคันหนึ่งออกมากางร่มให้พอเป็นพิธี
บริเวณใกล้เคียงมีพ่อค้าหาบเร่บ้านเดียวกันที่สนิทสนมคุ้นเคยกันอยู่หลายกลุ่ม ร่วมแรงกันสร้างเพิงขึ้นมาง่ายๆ ขายของจุกจิกและของกินเล่นที่ทั้งราคาถูกและคุณภาพดีอยู่ด้านในเพิง
คำโบราณบอกไว้ว่าฝนตกหนักมักจะตกได้ไม่นาน ทว่าฝนกระหน่ำในวันนี้กลับดื้อดึงยิ่งนัก ไม่มีลางว่าจะหยุดเลยสักนิด
ฝนกระหน่ำเม็ดฝนใหญ่เท่าเมล็ดถั่วกระทบลงด้านบนเพิงเสียงดังเปาะแปะ
เนื่องจากมีฝนตกหนักในครั้งนี้ ขบวนที่เดินทางเข้าเมืองจึงช้ากว่าเดิมเล็กน้อย
พ่อค้าวัยชราคนหนึ่งที่กำลังย่างแผ่นแป้งตะโกนพูดกับเฒ่าหูหนวกที่อยู่ด้านนอกเพิง ด้วยสำเนียงท้องถิ่นเข้มข้น “ท่านผู้เฒ่า มานี่เถอะ มาหลบฝนในนี้”
เฒ่าหูหนวกเอ่ยขอบคุณพ่อค้า เดินเข้ามาในเพิงแล้วก็หยุด หมุนตัวกลับไปหุบร่มสลัดน้ำฝนออกไปนอกเพิง
สั่งแผ่นแป้งย่างร้อนๆ มาสองแผ่น ม้วนเข้าด้วยกัน แล้วจึงหันไปสั่งเหล้าต้มสองตำลึงมาจากร้านข้างๆ
โต๊ะและม้านั่งในร้านถูกลูกค้าที่เข้ามาพักเท้าชั่วคราวจับจองกันจนเต็มแล้ว เฒ่าหูหนวกจึงเหน็บร่มไว้ใต้รักแร้นั่งยองอยู่ริมเพิงโดยไม่ขวางทาง มือหนึ่งถือชามเหล้า อีกมือหนึ่งม้วนแผ่นแป้งย่าง กินดื่มคู่กัน
มีเด็กน้อยร่าเริงหลายคนกางร่มกระดาษน้ำมันคันเก่ายื่นเท้าออกไปย่าน้ำที่อยู่ด้านนอกเล่น
เสื้อผ้าบนร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยปะชุน หากไม่หลวมเกินไปก็แขนเสื้อขากางเกงเล็กแคบเกินไป
แต่กลับไม่ถ่วงรั้งการเล่นสนุกอย่างไร้เดียงสา การหาความบันเทิงท่ามกลางความทุกข์ของพวกเขา
แต่หากผู้ปกครองของพวกเขาทำการค้าในมือเสร็จ คงต้องถูกด่าหรือแม้กระทั่งถูกตีอย่างเลี่ยงไม่ได้
คืนชามที่ว่างเปล่ากลับไปให้ เฒ่าหูหนวกหยิบถุงเงินฟีบแบนใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ หยิบเงินเหรียญทองแดงออกมาหนึ่งกำ คิดว่าจะจ่ายเงินให้กับพ่อค้าทั้งสอง
เฒ่าหูหนวกกำลังจะอ้าปากถามราคา คิดไม่ถึงว่าเจ้าของร้านคนนั้นจะรีบโบกมือเป็นพัลวัน
“ท่านผู้เฒ่า ไม่คิดเงิน ให้เปล่าๆ เลย เมื่อครู่นี้เรียกท่านเข้ามาหลบฝนไม่ใช่เพราะอยากจะได้เงินของท่าน การค้าไม่อาจทำเช่นนี้ได้ ล้วนเป็นคนที่ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก แต่ละคนช่วยอำนวยความสะดวกให้กันก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย”
เฒ่าหูหนวกเองก็ไม่ยืนกราน เก็บเงินเหรียญทองแดงใส่เข้าไปในถุง เก็บถุงเงินใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “พี่ชายใจดีมีเมตตา ต้องมีโชคในช่วงบั้นปลายอย่างแน่นอน”
“นี่ถือเป็นความใจดีมีเมตตาตรงไหน ท่านผู้เฒ่าคือบัณฑิตกระมัง?”
“พี่ชายจะไปเปิดร้านทำการค้าอยู่ในเมืองหลวงหรือ?”
“ใช่แล้ว สถานที่อย่างพวกอารามป่ายอวิ๋น ศาลเทพีบุปผา อาจจะแย่งที่กับคนอื่นเขาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปเปิดร้านในงานวัดทางทิศตะวันตกของเมืองก็แล้วกัน”
“พ่อของเจ้าหนูนั่นทำงานอยู่ในฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอหย่งไท่ ก็อาศัยโอกาสนี้แวะไปเยี่ยมหาเขาสักหน่อย เจ้าหนูติดเล่น ทุกครั้งที่ไปหาพ่อของเขาในที่ว่าการจะต้องไปลูบหางม้าในคอกเสมอ พ่อของเขาอยู่ที่นั่นมนุษยสัมพันธ์นับว่าดีพอสมควร บวกกับที่พวกขุนนางทั้งหลายนิสัยดี ก็เลยปล่อยให้เจ้าหนูได้เล่นสนุก”
“โอ้โห ได้ดิบได้ดีเลยนะ เป็นนายท่านขุนนางที่กินข้าวหลวง เก่งมาก ข้าเคยได้ยินว่านายอำเภอของอำเภอหย่งไท่กับอำเภอฉางหนิง ระดับขั้นขุนนางสูงมากเลยล่ะ”
พ่อค้าอายุมากหัวเราะชอบใจปากกว้าง
เฒ่าหูหนวกไม่สนใจพรรคตระกูลเซียนบนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปเลยแม้แต่น้อย
อย่างเช่นว่าเขารู้จักตำหนักฉางชุน แล้วก็อยากดื่มเหล้าหมักฉางชุน รู้จักภูเขาตะวันเที่ยงก็เพียงแค่เพราะเจ้าขุนเขาเคยไปอาละวาดที่นั่น รู้จักสำนักโองการเทพก็หนีไม่พ้นสงสัยใคร่รู้เรื่องผลผลิตพิเศษที่มีเฉพาะในพื้นที่มงคลชิงถาน
คงเป็นเพราะทำอาชีพอะไรก็รักในอาชีพนั้น ในเมื่อเคยเป็นตาเฒ่าฮ่องเต้มาก่อน เฒ่าหูหนวกจึงพอจะเข้าใจวงการขุนนางของไพศาลอยู่บ้าง
เพื่อให้แผ่นดินมั่นคงดุจถ้วยทอง จักรพรรดิทุกยุคทุกสมัยล้วนต้องหย่อนแผ่นหยกมังกรทองลงสู่สายน้ำ…
เฒ่าหูหนวกได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกตนอิสระบางคนทำเรื่องที่มนุษย์ไม่ควรทำ อาศัยเรื่องนี้มาหาทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ ราชสำนักเพิ่งจะหย่อน พวกเขาก็มาขโมย
บนเส้นทาง ขบวนรถหลายคันยาวเหยียดติดต่อกัน ในห้องโดยสารรถม้าคันหนึ่งมีเสียงของปัญญาชนที่กำลังท่องตัวอย่างบทความสำหรับการสอบเคอจวี่
การสอบเคอจวี่ของต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบระดับเมืองหลวงนั้นขึ้นชื่อว่าเข้มงวดอย่างมาก
นอกจากจะมีการเขียนบทกวีและบทความแล้ว ยังครอบคลุมถึงเศรษฐศาสตร์อันเกี่ยวพันกับบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎร ตลอดจนวิชาเลขและศาสตร์การคำนวณ
อีกทั้งยังต้องพูดถึงการทหารและกลศึก แม้จะเป็นเพียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษของบัณฑิตก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย มิฉะนั้นเมื่อออกไปรับราชการในท้องถิ่นก็ย่อมยากจะหลีกพ้นชะตาที่ถูกพวกเสมียนข้าราชการชั้นผู้น้อยชักใยเล่นงานอยู่ในกามือ
การสอบในเมืองหลวงของปีนี้มีการเปลี่ยนจากสอบในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงกะทันหัน พวกผู้เข้าร่วมสอบขบคิดความนัยที่ซ่อนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว
คาดว่าน่าจะเป็นเพราะฮ่องเต้อยากให้ราชครูคนใหม่มารับหน้าที่เป็นขุนนางผู้คุมการสอบหลัก อยากให้เขากลายเป็นอาจารย์ของจิ้นซื่อที่เข้าร่วมการสอบปีนี้มานานแล้ว?
ดังนั้นพวกผู้สอบที่ความคิดเฉียบไวหลายคนจึงเริ่มไปตามหาตำราตราประทับสองเล่มนั้น บ้างก็ซื้อมา บ้างก็ยืมมาอ่าน หากตัวอักษรมีความคล้ายคลึงกันอาจจะได้รับความโปรดปรานเพิ่มเติมหรือไม่?
ฟ้าโปร่งใสหลังฝนตก สีท้องฟ้าสว่างไสวมากเป็นพิเศษ
เฒ่าหูหนวกหยิบเอาร่มที่เหน็บไว้ใต้รักแร้ออกมา ยื่นส่งให้กับเด็กคนที่หน้าตาคล้ายพ่อค้าอยู่หลายส่วน ยิ้มเอ่ยว่า “หนูน้อย มอบให้เจ้าแล้ว”
เด็กน้อยมีนิสัยขี้อาย ไม่กล้ารับของขวัญจากคนแปลกหน้าง่ายๆ แค่มองไปยังท่านปู่ที่อยู่ในเพิงพัก
พ่อค้าส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม เด็กน้อยก็ส่ายหน้าตาม
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “เคยได้ยินมาว่าอนุญาตให้แค่ขุนนางจุดไฟ แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดตะเกียง แต่ไม่เคยได้ยินว่าอนุญาตให้พี่ชายอำนวยความสะดวกให้กับคนอื่น แต่ไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้ามอบร่มที่ไม่มีค่าให้”
พ่อค้าวัยชราอึ้งตะลึง หรือจะเป็นบัณฑิตที่ไม่มีตำแหน่งติดตัวแต่กลับชอบทำเรื่องพิถีพิถันจริงๆ?
เฒ่าหูหนวกเอ่ย “ฝนมักจะตกลงมาเสมอ ต้องได้ใช้งานแน่”
พ่อค้าพยักหน้าให้กับหลานชาย “รับไว้เถอะ ขอบคุณท่านผู้เฒ่าด้วย”
เด็กน้อยถึงได้รับร่มมากอดไว้ในอ้อมอก ทั้งยังพูดขอบคุณอาจารย์ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้า
บทพิเศษ ตอนที่ 25.2 ถึงเมืองหลวง
เฒ่าหูหนวกพยักหน้าให้ ก่อนจะเดินไปทางเมืองหลวง
อยู่ที่เปลี่ยวร้าง หากทำเรื่องเช่นนี้จะรู้สึกประหลาดอย่างมาก
อยู่ที่ไพศาล เรื่องแบบนี้กลับเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย
บนเส้นทาง ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิตคนใดที่ท่องบทกวีนำขึ้นมาก่อน เพียงไม่นานก็มีคนที่อยู่จุดอื่นท่องตาม
เสียงท่องบทกวีทอดยาวเป็นสายประหนึ่งสายฝน คล้ายจะมีความพิถีพิถันของบัณฑิตซ่อนอยู่
อย่างเช่นหากคนผู้หนึ่งเอ่ยประโยคที่ว่าสายลมเกรี้ยวกราด หมายจะพัดเรือนให้ปลิวหาย สายฝนโถมกระหน่ำดุจน้ำท่วมทะลักทำนบ
ก็จะมีคนที่อยู่ในจุดอื่นพูดเสียงดังว่าเสียงฟ้าร้องกึกก้องดั่งหลั่งลงจากพันสันเขา สายฝนพรั่งพรูราวไหลมาจากหมื่นยอดภูผา
และเพียงไม่นานก็มีเสียงใสกระจ่างทั้งยังกังวานของสตรีดังมาว่า หางสายฟ้าเผาเมฆาดาวาบวับ สายฝนโปรยพริ้วดุจเส้นเงินปลิวว่อน
ต่อมาก็เป็นเสียงท่องตำราไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ร้อนรนเอ่ยว่า ฝนซาแล้วไม่รู้ว่ามังกรลาลับไปแห่งใด เหลือเพียงสระน้ำเขียวขจีที่กบนับหมื่นส่งเสียงร้องระงม
…บนถนนก็มีเสียงหัวเราะดังครืน มีทั้งเสียงที่ดังมาจากในห้องโดยสารรถม้า แล้วก็มีเสียงที่ดังมาจากบนหลังม้า และยังมีเสียงที่ดังมาจากบนเส้นทางดินโคลน
อาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งเลิกม่านรถม้าขึ้น ออกมานั่งข้างกายสารถี เอ่ยบทกวีที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับฤดูกาลอย่างเนิบช้าว่า “หิมะในเมืองเพิ่งละลาย ผักกาดป่าก็เริ่มผลิหน่อ”
มีบัณฑิตยากจนที่เดินทางมาสอบเข้าใจความนัย จึงเอ่ยประโยคต่อทันที “ประตูมุมและตรอกลึกเงียบเหงา แทบไร้ผู้คนสัญจร”
แล้วก็มีเสียงดังที่ฟังแล้วองอาจผึ่งผายตามมา “ปลายกิ่งหลิวแว่วเสียงนกขมิ้นขับขาน… ท่านทั้งหลายโปรดรอสักครู่ วรรคสุดท้ายนี้ขอให้สตรีผู้มีความสามารถแห่งต้าหลีเป็นผู้ปิดท้ายเอง!”
แล้วก็มีเสียงพูดกลั้วหัวเราะอ่อนหวานของสตรีดังมาทันที “นี่คือเสียงแรกแห่งการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ!”
เฒ่าหูหนวกที่เดินเนิบช้าอยู่บนถนนก็รู้จักกวีบทนี้เหมือนกัน ชื่อของบทกวีไม่ถือเป็นวลีติดปากผู้คน แต่ก็ไม่ถือว่าหาฟังได้ยาก บทกวีนี้ชื่อว่า “มาถึงเมืองหลวง”
ต่อให้ป๋ายจิ่งจะยังไม่ได้บอกกล่าวอะไร ทว่าเฒ่าหูหนวกแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ผู้ถ่ายทอดมรรคาบนยอดเขาฮวาอิ่งของภูเขาลั่วพั่ว กานถังผู้ฝึกกระบี่ที่อัดอั้นไม่สมปรารถนามาโดยตลอด อยู่ดีๆ เขาก็อยากจะไปเจอกับนักพรตกระดูกขาวที่มีฉายาว่าซานย่วนฝ่าจู่ผู้นั้นสักหน่อย
ตรงจุดสูงกลางฟ้าคราม นักพรตกระดูกขาวที่เปลี่ยนมาสวมชุดคลุมอาคมสีเหลืองเงียบไปพักใหญ่
มันได้แต่ฝืนนิสัยยอมลดความหยิ่งลง ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“สหายเฉิน เดิมทีเจ้ากับข้าก็ไม่มีความแค้นต่อกัน ไยต้องฉีกหน้าแตกหักให้มีจุดจบที่ต้องพินาศวอดวายกันไปทั้งคู่ด้วย”
“หากพูดกันอย่างละเอียดแล้ว ชุดคลุมอาคมตัวนั้นถูกโจรแย่งชิงไป บนมหาสมุทร ต้องเป็นเปิ่นจั้วที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักถึงจะถูก สหายเฉินมีความเสียหายตรงไหน? ใช่ไหมล่ะ?”
เฉินผิงอันเงยหน้ามองนักพรตกระดูกขาว กวักมือเรียก “อย่ายืนคุยกับข้าสูงขนาดนั้น ลงมาคุยกัน”
นักพรตกระดูกขาวเกือบจะอดไม่ไหวก่นด่าออกไป คิดว่าเปิ่นจั้วเป็นเด็กน้อยสามขวบที่ไม่รู้ประสาอย่างนั้นหรือ?
ข้าจะไม่รู้ผลลัพธ์จากการที่ “พูดคุย” กับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดในระยะประชิดหรืออย่างไร?
ด้วยความโมโหจึงมีการชักนำให้มรรคกถาจำแลงออกมาเป็นภาพเหตุการณ์ผิดปกติ
เห็นเพียงว่าร่างของซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้มีแสงสีทองไหลริน ช่องโพรงลมปราณห้าหกร้อยแห่งล้วนเกิดความเคลื่อนไหว เผยวัตถุแห่งชะตาชีวิตจำนวนมากน่าดูชมออกมา
พวกมันมารวมตัวกันกลายเป็นฟ้าดินสีทองที่เหมือนการกระจายตัวของดวงดาวแห่งหนึ่ง สมบัติอาคมและวัตถุแห่งชะตาชีวิตหลากหลายสีสันเปล่งประกายแสงอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในชุดคลุมอาคมสีเหลืองที่ระดับขั้นไม่สูง จึงไม่อาจบดบังภาพเหตุการณ์นี้ไว้ได้
เฉินผิงอันหรี่ตาคลี่ยิ้มบางๆ
อ่านตำรามาเยอะ แต่ไม่รู้จักเอามาปรับใช้ ง่ายที่จะถูกเย้ยหยันว่าเป็นตู้หนังสือสองขา คิดไม่ถึงเลยว่าสหายกระดูกขาวผู้นี้จะเป็นคลังสมบัติสองขาด้วย?
ก่อนหน้านี้อิงตามคำกล่าวของเจิ้งจวีจงตอนอยู่บนเรือราตรี ในแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาสายนั้น แค่รักษาร่างไม่ให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้ก็ถือว่ายากมากแล้ว
ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้มีวิธีการที่ดีจริงๆ คิดดูแล้วนอกจากพลังตบะของมันจะหนาข้นลึกล้ำแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะเรือไม้ท่อนเดียวลำนี้มีวาสนาอย่างอื่นซ่อนอยู่ด้วย?
สัมผัสได้ถึงลมปราณที่เปลี่ยนแปลงไปของอีกฝ่ายอย่างเฉียบไว นักพรตกระดูกขาวรู้สึกขนลุก เสียวสันหลังวาบๆ เพียงแค่เพราะมันคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง
ตัวนักพรตกระดูกขาวเองรู้สึกเช่นนี้ เชื่อว่าผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งก็น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกัน
ก็คือนักพรตบรรพกาลคนหนึ่งที่ท้องร้องโครกครากด้วยความหิวโหย เดินทางท่องไปในใต้หล้า เดินกร่างไปทั่วสารทิศ ในที่สุดก็เจอเสบียงบนมหามรรคาที่เรียกได้ว่าเป็นของบำรุงชิ้นใหญ่ จิตสังหารจึงพลันบังเกิด อยากจะจับอีกฝ่ายมากิน!
แล้วก็จริงดังคาด เจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้นออกหมัดแล้ว เรือนกายทะยานขึ้นสูงจากพื้นดินหอบูชาเทพสีขาวหิมะหล่นร่วง ระดับสูงลดลงมาร้อยกว่าจั้ง
นักพรตกระดูกขาวยกชายแขนเสื้อชุดคลุมอาคมที่กว้างใหญ่อย่างมากขึ้นบดบังเบื้องหน้าตัวเองอย่างว่องไว ประหนึ่งม่านมุ้งสีเหลืองที่ถูกกางไว้บนฟ้าสีคราม ก่อนจะใช้ดวงจิตบังคับเรือไม้ท่อนเดียวลำนั้น ร่องรอยพลันถูกเก็บ หายวับไปมองไม่เห็นอีก
สายตาของเฉินผิงอันฉายประกายร้อนแรง ยิ้มเอ่ยว่า “ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็อย่าไปไหนเลย”
ถามหมัดกับหมอผีโบราณคนนั้น คือการขัดเกลาวิถีวรยุทธระหว่างผู้ฝึกยุทธเต็มตัวสองคน
ประมือกับนักพรตกระดูกขาวผู้นี้กลับเพียงแค่เพราะต้องการให้มันทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แล้วจะเหมือนกันได้อย่างไร
ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นเหมือนมีเส้นใยเส้นหนึ่งคอยชักนำ
นั่นคือกระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่การปล่อยหมัดขาดช่วงไปนานแล้ว แต่กลับสามารถเชื่อมติดกันได้ใหม่
อยู่ใต้แสงอาทิตย์สาดส่องตอนกลางวันแสกๆ เช่นนี้ วิธีการของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบสี่ล้วนมองเห็นได้อย่างแจ่มชัด
กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าที่ชุยเฉิงถ่ายทอดให้ มาอยู่บนมือของเฉินผิงอันที่เป็นขอบเขตสิบเอ็ดแล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตะลึงพรึงเพริดได้อีกขั้นหนึ่ง
ก่อนหน้านี้กระบวนท่าหมัดนี้ต้องปล่อยหมัดติดต่อกันหลายหมัดเพื่อเพิ่มพูนปณิธานหมัดอย่างต่อเนื่อง ทว่าเฉินผิงอันในเวลานี้กลับสามารถชิง “ออกหมัด” อยู่ในฟ้าดินร่างกายมนุษย์ของตัวเองได้ก่อน เหมือนการรวมเล่มหน้าหนังสือให้กลายเป็นตำราเล่มหนึ่ง ทับซ้อนกันกลายเป็นหนึ่งหมัด
เหมือนอย่างที่ปีนั้นผู้เฒ่าสอนหมัดอยู่ในเรือนไม้ไผ่ บางครั้งก็จะมีความอารมณ์หดหู่หม่นหมองที่แปลกไปจากยามปกติ
เพียงแค่เพราะกระบวนท่าหมัดมากมายที่ชุยเฉิงตั้งใจศึกษามา ต่อให้มีพลังใจสูงแค่ไหน มีความหมายยิ่งใหญ่เท่าไร แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง ไม่อาจแสดงพลานุภาพของกระบวนท่าหมัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่ว่าหมัดไม่ดี แต่เพียงแค่เพราะขอบเขตของชุยเฉิงต่ำเกินไป ถึงได้ไม่อาจทำให้ผู้ฝึกยุทธในโลกมนุษย์ได้เห็นว่าวิถีวรยุทธที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงนั้น ระดับความสูงอยู่ตรงไหนกันแน่!
เฉินผิงอันท่องตัวเลขอยู่ในใจเงียบๆ
ยี่สิบเจ็ด
นักพรตกระดูกขาวที่ทำมุทราไม่หยุด ร่างจำลองที่เป็นตัวตายตัวแทนระเบิดแตกกระจายอยู่กลางอากาศ
ตรงจุดอื่น ร่างจริงของนักพรตกระดูกขาวทำการควบคุมเรือไม้ท่อนเดียวนั้นอีกครั้ง เรือไม้ล่องลอยไม่หยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆกลางนภากาศที่โอบล้อมไปด้วยปณิธานหมัดเข้มข้น
เฉินผิงอันที่เส้นผมสยายเปลือยเท้า ขยับเข้ามาใกล้ พลิ้วกายลงบนเรือไม้ท่อนเดียว
สามสิบหก
จุดจบของเรือไม้ท่อนเดียวไม่ต่างจากหอบูชาเทพแห่งนั้น นั่นคือถูกฉีกกระชากออกเป็นสองส่วน
ชุดคลุมอาคมสีเหลืองบนร่างของนักพรตกระดูกขาวฉีกขาดแหลกเละ หยุดลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ ยื่นมือไปคว้าจับเรือไม้ท่อนเดียวครึ่งที่เป็นส่วนของหัวเรือมา
คนชุดเขียวที่ยืนอยู่บนไม้ท่อนเดียวอีกครึ่งหนึ่งพลันเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดถึงกับมีรอยปริร้าวเล็กๆ จำนวนนับร้อยรอยปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า เส้นเอ็นเลือดเนื้อบนหลังมือข้างขวาขมวดรวมเข้าด้วยกัน น่าอกสั่นขวัญผวา
เห็นว่าเจ้าคนแซ่เฉินคล้ายจะอึ้งตะลึงไปเพราะหมัดนี้ อีกฝ่ายยกแขนข้างนั้นขึ้นมา ก้มหน้าลงมอง
ในใจของนักพรตกระดูกขาวก็รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก หัวเราะดังลั่นไม่หยุด “เจ้าคนที่ดีแต่จะใช้กำลัง รสชาติเป็นอย่างไรเล่า? ยังกล้าจะปล่อยหมัดที่สามออกมาอีกไหม…”
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งมายังนักพรตกระดูกขาวที่มีวิชาอภินิหารร้ายกาจ น่าสนใจนัก ถึงกับสามารถเฉลี่ยปณิธานหมัดให้กระจายเท่าเทียมกันได้
ไม่เหลือการวางแผนและความคิดวุ่นวายที่คิดว่าหากกำจัดนักพรตกระดูกขาวได้ก็จะได้ทุนคืนอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว
แม้กระทั่งจิตสังหารก็ยังไม่เหลือ มีเพียงความเหี้ยมเกรียมและความเร่าร้อนรุนแรงที่… บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเท่านั้น
หมัดหนึ่งปล่อยออกไประหว่างฟ้าดิน เบื้องหน้าก็ควรไร้ศัตรูทัดทาน!
ในเมื่อเจ้าอยู่ตรงหน้าพอดี จะมีเหตุผลอะไรให้ไม่ออกหมัด?
ข้าผู้อาวุโสอยากจะเห็นนักว่า เป็นเรือนกายผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่เก็บซ่อนอำพรางตัวอย่างเจ้าที่มั่นคงกว่า หรือเป็นเรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดของข้าที่ทนการทุบตีได้มากกว่า!
เจ็ดสิบสอง!
ปณิธานหมัดแผ่เต็มฟ้าคราม
นักพรตกระดูกขาวร้อนใจราวกับมีไฟลน นี่มันคนบ้าคลั่งไร้เหตุผลชัดๆ ไอ้หมอนี่เป็นบ้าไปแล้ว เสียสติไปแล้วจริงๆ
หนึ่งหมัดผ่านไป ฟ้าดินสะอาดสว่างไสว
เฉินผิงอันที่เส้นผมปลิวสยายลอยตัวอยู่กลางอากาศสูง พายุหมัดบนร่าง ต่อให้เป็นมนุษย์ธรรมดาก็ยังมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ประหนึ่งดวงตะวันกลางนภา
เขาปรายตามองไปยังจุดหนึ่งบนม่านฟ้า กระตุกมุมปาก เจ้าโจรเฒ่าผางติ่งแห่งป่ายอวี้จิง เจ้ามองเห็นชัดแล้วหรือยัง?
…
เฉินผิงอันไม่ได้เข้าใจผิดคิดว่านักพรตกระดูกขาวตายไปนับแต่นี้ แขกที่ไม่ได้รับเชิญพวกนี้ นักพรตไร้นามที่ขว้างง้าวยาวลงไปในมหาสมุทร และยังมีอดีตผู้ครองชิงชิวที่เป็นผู้นำของเผ่าจิ้งจอก
พวกเขาต่างก็ขอบเขตถดถอย หากมองกันแต่ภายนอก นักพรตกระดูกขาวก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่เฉินผิงอันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่า
ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าขุนเขาเอ่ยเตือน หรือให้ป๋ายจิ่งเร่งรัด เฒ่าหูหนวกที่เดินอยู่บนถนนทางหลวงนอกเมืองหลวงต้าหลีเพียงลำพังก็เป็นฝ่ายออกกระบี่ด้วยตัวเอง
อีกทั้งขณะเดียวกันยังเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มที่มหามรรคาขัดแย้งกันออกมาด้วย
อันที่จริงเฒ่าหูหนวกรู้แก่ใจตัวเองดีว่า หมัดทั้งหลายที่เหมือนการแสดงวรยุทธของเจ้าขุนเขาก่อนหน้านี้ ทั้งการจำแลงมหามรรคาให้หมุนไปทางซ้ายและหมุนไปทางขวา เป็นทั้งการแสดงให้หมอผีโบราณผู้นั้นได้เห็นวรยุทธใหม่เอี่ยมของโลกมนุษย์
และยิ่งเป็นการวิถีกระบี่เส้นหนึ่งที่แสดงให้… ผู้ถวายงานอันดับรองอย่างเขาได้เห็น หรือว่าระหว่างฟ้าดินจะยังมีสิ่งที่ที่เป็นเอกยิ่งกว่าการหมุนเวียนของมหามรรคาอีก?
ในเมื่อเป็นไปได้ กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มของผู้ฝึกกระบี่กานถังก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสเปลี่ยนจากการข่มกันเป็นการเกื้อหนุนกันหรอกหรือ?
ทว่าต่อให้เป็นอย่างนี้ ต่อให้จะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ และรู้สึกซาบซึ้งในกับสิ่งที่เฉินผิงอันทำอย่างมาก ทว่าตอนนั้นเฒ่าหูหนวกก็ยังไม่ยินดีจะออกกระบี่
ใจของข้าจะไม่มีอิสระได้อย่างไร
เฒ่าหูหนวกเหมือนคนเป็นโรครักความสะอาด เขาคิดจะหาเหตุผลที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าให้กับตัวเอง สามารถเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วก็สามารถเล็กจ้อยได้มากเช่นกัน
ด้วยจิตแห่งกระบี่ของตน ทำให้ผู้ฝึกกระบี่กานถังแห่งเปลี่ยวร้างผู้มีฉายาว่าหลงเซิงปล่อยกระบี่ใส่ศัตรูผู้แข็งแกร่งอย่างเต็มกำลัง
คงเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ปล่อยกระบี่บินสองเล่มออกมาพร้อมกัน แสงกระบี่ที่ไหลรินถึงทำให้คนที่มองดูอยู่มีความรู้สึกที่ค่อนข้างขัดแย้งไม่ลื่นไหล
ในอาณาเขตที่แสงกระบี่สองเส้นพุ่งไปถึง แถบหนึ่งเป็นสีดำ แถบหนึ่งเป็นสีขาวประหนึ่งทะเลเมฆ ดุจดั่งม่านฝน เมฆดำเหมือนกรงเล็บมังกร ฝนสีขาวเหมือนเม็ดหมาก
เฒ่าหูหนวกหดย่อพื้นที่ในก้าวเดียว เลือกเนินเขาขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง บังคับกระบี่บินสองเล่มให้ตัดสลับกันอยู่กลางอากาศ
แล้วก็จริงดังคาด แค่เรียกกระบี่บินออกมาเท่านั้น พลังตบะของตัวเองก็ถูกลดทอนลง ทว่าเฒ่าหูหนวกกลับรู้สึกได้ว่าจิตกระบี่ใสสะอาดมากเป็นพิเศษ
ตวัดชายแขนเสื้อปัดกระบี่บินสีขาวหิมะให้กลับไปบนพื้นดิน จากนั้นใช้เรือไม้ท่อนเดียวที่เหลือเพียงครึ่งท่อนซัดกระบี่บินเล่มที่สองที่เหมือนเจียวสีหมึกที่พลิกตัวอยู่กลางอากาศ
เนินเขาใต้ฝ่าเท้าของเฒ่าหูหนวกพลันสาดกระจายเหมือนโคลนเละๆ ยืนอยู่ในแอ่งดินที่เว้ายุบลงไป ควบคุมกระบี่ให้สังหารศัตรูอีกครั้ง ไม่ลืมเงยหน้าเอ่ยว่า
“รองผู้ถวายงานแห่งภูเขาลั่วพั่ว ผู้ถ่ายทอดมรรคาแห่งภูเขาเที่ยวอวี๋ ผู้ฝึกกระบี่กานถัง ขอสำแดงวิชากระบี่หลายกระบวนท่ากับผู้อาวุโสท่านนี้”
นักพรตกระดูกขาวที่ถูกบีบให้เผยกายอีกครั้งคอยซัดกระบี่บินที่เหมือนผีร้ายกัดกระดูกสองเล่มให้ถอยกลับไปอย่างต่อเนื่อง มันแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย
“แต่ละคนอาศัยวิชาหมัดและเวทกระบี่เพียงเล็กน้อย ดึงดันทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถ้าอย่างนั้นจะมาโทษที่เปิ่นจั้วเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ไม่ได้แล้ว”
มันหลุบตามองเงาเล็กจ้อยเหมือนเมล็ดงาที่อยู่บนถนน แม่งเป็นผู้ฝึกกระบี่อีกคนหนึ่งแล้ว
แทงเปิ่นจั้วมาก่อนทีหนึ่ง แล้วค่อยบอกกล่าวสถานะ ฉายาและภูเขาอย่างนั้นหรือ?
“ความคึกคัก” ที่หล่นลงมาจากฟ้าครั้งนี้ นอกจากคนที่อยู่ในสถานการณ์อย่างพวกอดีตผู้ครองชิงชิวแล้ว ยังมีคนที่นิ่งดูดายอยู่เฉยๆ ซึ่งบ้างก็เผยกายอย่างโจ่งแจ้ง บ้างก็เลือกจะปิดบังร่องรอย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลสองคนอย่างเฟิงอี๋และซูคานที่อยู่ในเมืองหลวง เสี่ยวโม่ที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยแต่ปล่อยกระบี่ออกมาหนึ่งครั้ง ป๋ายจิ่งที่แทงนังจิ้งจอกแพศยาอย่างเอาเป็นเอาตาย หลิวชาที่ยืนอยู่ริมหน้าผาของเมืองหลวง กุมกระบี่ไว้ในมือด้วยท่าทางสบายๆ เฒ่าหูหนวกที่รอฟังข่าวอยู่ข้างถนนทางหลวงนอกเมือง สวีจวินเซียนกระบี่ที่เป็นขอบเขตบินทะยานเหมือนกัน รวมไปถึงจู๋ซู่ที่เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน
แน่นอนว่ายังมีผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดอีกสองคนอย่างเฉินผิงอันและเฉาสือ
เฉินผิงอันหันไปมองทางถ้ำชิงเสวียน เห็นเงาร่างของคนสองคนก็ค่อนข้างจะประหลาดใจ
ถึงกับเป็นเจิ้งจวีจง แล้วก็ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นร่างจริง จิตหยินหรือจิตหยางที่มาเยือนที่นี่กันแน่
ข้างกายเขาคือหุ้นเจ่อแห่งนครจักรพรรดิขาว เจิ้งตั้นจากสายเวทกระบี่เยว่หนวี
คลื่นลูกหนึ่งสงบ คลื่นอีกลูกหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา ทางฝั่งของม่านฟ้าเกิดความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
จิตแห่งมรรคาของนักพรตกระดูกขาวพลันสั่นสะเทือนอย่างหนัก สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งมหามรรคาที่คุ้นเคยอย่างถึงที่สุด
หัวใจของมันเหมือนถูกมีดคว้าน เงยหน้ามองไปที่ม่านฟ้าอย่างเหม่อลอย เห็นเพียงกายธรรมของนักพรตร่างสูงใหญ่ที่ใบหน้าพร่าเลือน
เป็นมายาล่องลอย รัศมีแสงที่อยู่ข้างหลังเหมือนพระจันทร์ดวงหนึ่ง ร่างจริงไม่ได้ข้ามทวีปมา เป็นแค่จิตหยินที่ออกเดินทางไกล อาศัยแค่พลังตบะที่แข็งแกร่งฝืน “ข้ามน้ำ” มา
เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่าผู้นี้ไม่ได้บอกกล่าวกับป่ายอวี้จิงและศาลบุ๋นแผ่นดินกลางล่วงหน้า
นักพรตกระดูกขาวตกตะลึงระคนหวาดกลัว คือเจ้าจมูกโคหน้าเหม็น เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวแห่งหาดลั่วเป่าผู้นั้น!
นักพรตผู้นั้นโบกชายแขนเสื้อ ปัดสายตาของป่ายอวี้จิงที่ลอบมองมายังที่แห่งนี้ทิ้งไปได้อย่างง่ายๆ
ไม่มีความคิดที่จะเก็บงำฝีมืออีกต่อไป ซานย่วนฝ่าจู่ที่อาศัยวิชาอภินิหารของสรวงสวรรค์บรรพกาลประคับประคองขอบเขตสิบสี่ไม่ให้หล่นร่วงลงได้ชั่วคราวมองไกลๆ ไปยังสถานที่หนึ่งอีกครั้ง ครู่หนึ่งต่อมามันก็เดือดดาล หมายจะเผ่นหนีไปไกล
เห็นเพียงว่ามีมือยักษ์ข้างหนึ่งที่ขาวสะอาดราวกับหยกยื่นออกมาจากดวงจันทร์ที่แสงจันทร์สว่างสุกสกาวช้าๆ
เจ้าของมือยักษ์ข้างหนึ่งเอ่ยแค่คำเดียว น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแววเย้ยหยันพลันดังก้องสะเทือนไปทั้งชั้นเมฆ “หนี?”
อดีตเจ้าแห่งชิงชิวเก็บจิตหยินมา แล้วถอนร่างจริงที่โอบล้อมเมืองหลวงออก กลายร่างมาเป็นสตรีโตเต็มวัยหน้าตางดงามเรือนร่างอรชรอีกครั้ง
เซี่ยโก่วเอ่ยสัพยอก “พี่หญิงอาจื่อ มีความรู้สึกนึกคิดเช่นไร?”
นางอ่อนใจเป็นทบทวี โลกมนุษย์ในทุกวันนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอย่างเมื่อหมื่นปีก่อนแล้วจริงๆ รู้สึกว่าฟ้าดินแคบลงแล้ว
นางใช้เสียงในใจถาม “คนที่เพิ่งมาถึงคือเทพเซียนจากฝ่ายใด?”
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “เขาน่ะหรือ คือพญามารที่ฉลาดอย่างมาก”
อดีตเจ้าแห่งชิงชิวถามอย่างสงสัย “เขามาทำอะไรที่นี่?”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก “ข้าไม่ได้ฉลาดนักหรอก จะรู้ความคิดของเขาได้อย่างไร”
ไม่ซักถามต่ออีก อดีตเจ้าแห่งชิงชิวลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังเปิดถุงปักลายใบนั้น หยิบเอาลูกอมมงคลเม็ดหนึ่งออกมา ใส่ปากเคี้ยว
มองไปยังแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะที่ลอยอยู่บนฟ้า คนชุดเขียวนั่งอยู่ริมขอบแท่นสูงด้วยท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์ บุรุษกำลังรวบผมเป็นมวย
กว่าพวกเขาจะหนีออกมาจากกรงขังแห่งกาลเวลา กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง ฟื้นคืนสู่อิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
การเดินทางมาเยือนแจกันสมบัติทวีปครั้งนี้ แต่ละคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ ความคิดเห็นไม่ได้ตรงกัน จะได้เห็นหนึ่งหรือไม่ได้เห็นก็ดูเหมือนจะไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกแล้ว
มาถึงเมืองหลวง มุ่งสู่ท้องพระโรงหลวง แลเห็นชายผู้สวมอาภรณ์สีเขียวคราม