กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 26.1 เขียวถามขาว
มือยักษ์ที่ยื่นออกมาจากดวงจันทร์กุมตัวนักพรตกระดูกขาวที่เผ่นหนีอย่างบ้าคลั่งเหมือนคว้าจับลูกเจี๊ยบ
ซานย่วนฝ่าจู่ที่เมื่อครู่ยังป่าวประกาศว่าจะเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ ถึงขั้นไม่มีความอยากจะประลองเวทคาถากับเจ้าของมือยักษ์เลยด้วยซ้ำ ได้แต่ขอร้องวิงวอนอย่างยากลำบาก “ผู้อาวุโสปี้เซียว โปรดไว้ชีวิตด้วย”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เทพเซียนยากจะโน้มน้าวผีที่รนหาที่ตายได้ นับประสาอะไรกับที่ผินเต้าก็ไม่ใช่เทพเซียนอะไร ก็แค่ไม้ผุๆ ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น”
นักพรตกระดูกขาวพรั่นผวาสุดขีด “ขอผู้อาวุโสปี้เซียวโปรดบอกด้วยว่าผู้เยาว์ทำผิดตรงไหน ผู้เยาว์จะต้องแก้ไข จะต้องสำนึกผิดและแก้ไขความผิดที่เคยทำลงไปอย่างแน่นอน”
ระหว่างที่พูด จิตวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ก็คล้ายถูกมือยักษ์บีบเค้นให้หลุดออกมาจากร่าง ใบหน้าที่บิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง จิตหยินเหมือนเข็มขัดผ้าที่พลิ้วไสวกลายเป็นภาพมายาล่องลอย
แม้จะบอกว่าขอบเขตสิบสี่ของนักพรตกระดูกขาวในเวลานี้ได้ใช้วิชาอภินิหารลับที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่เยอะมาก บวกกับเรือไม้ท่อนเดียวที่มีความเกี่ยวพันกับมหามรรคาของตัวเขาเองอย่างแนบชิดได้ถูกเจ้าคนแซ่เฉินใช้พละกำลังอันป่าเถื่อนซัดให้หักออกเป็นสองท่อน
เป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่บนมรรคา พลังอำนาจอ่อนด้อยลง ทว่าขอบเขตสิบสี่ก็คือขอบเขตสิบสี่
หากไม่เป็นเพราะนักพรตเฒ่าปรากฏตัวกะทันหัน ข้ามใต้หล้ามาถึงที่แห่งนี้ ด้วยความเคยชินของนักพรตกระดูกขาวที่เวลาต่อสู้ก็มักจะเผยความเหี้ยมอำมหิตออกมาอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็
คงจะฉวยโอกาสที่ขอบเขตสิบสี่ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงจังหวะสำคัญ ก่อเรื่องสร้างความวุ่นวายให้กับในอาณาเขตของแคว้นต้าหลีแห่งนี้ ต้องให้ต้าหลีแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ถึงจะยอมเลิกรา
ไม่เห็นมรรคกถาที่ยอดเยี่ยมใดๆ ของซานย่วนฝ่าจู่ ได้ยินเพียงเสียงดังหนวกหู
เจ้าอารามผู้เฒ่าขมวดคิ้วน้อยๆ ไอ้หมอนี่ยิ่งมีชีวิตก็ยิ่งถอยหลังลงคลองจริงๆ
นักพรตกระดูกขาวหรือจะมีท่าทีพยศยากจะกำราบอยู่อีก ยังคงยอมก้มหัวพูดจาอ่อนน้อม ขอร้องให้ผู้อาวุโสปี้เซียวช่วยเมตตา
ในบรรดา “สิบสี่เก่า” ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ในโลกมนุษย์ เจ้าอารามผู้เฒ่าแห่งอารามกวานเต๋าทะเลบูรพาผู้นี้ บางทีอาจเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงบนภูเขามากที่สุด
แต่ปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่อายุขัยการฝึกตนยาวนานมากพออย่างกลุ่มของนักพรตกระดูกขาวผู้นี้ ต่อให้รวมผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเจอกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวของหาดลั่วเป่า ปีนั้นก็ไม่ใช่ว่านางสำรวมขึ้นเยอะเลยหรอกหรือ?
ได้แต่หยุดอยู่ที่ริมอาณาเขตของหาดลั่วเป่า ไม่กล้าบุกเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น?
“ออกจากถ้ำมาก็ไร้ศัตรูคู่ต่อสู้” ที่พูดนี้ก็หมายถึงพลังตบะแข็งแกร่งอ่อนด้อยของนักพรตเฒ่าผู้นี้ แน่นอนว่าเจ้าสามารถพูดให้ไพเราะน่าฟังแค่ไหนก็ได้ แต่ห้ามให้นักพรตผู้เฒ่าได้ยินเด็ดขาด
เพียงแค่เพราะประโยคท่อนหลังก็คือ “จุดที่ละเว้นได้ไม่เคยละเว้นใคร” ซึ่งนี่ก็ได้อธิบายให้เห็นถึงนิสัยการกระทำของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวผู้นี้อย่างชัดเจนแล้ว
เจ้าอารามผู้เฒ่าหัวเราะเยาะ “ผินเต้าอยู่ในพรรคเล็กๆ ไม่ได้สะสมหลักการเหตุผลไว้มากพอให้ผินเต้ามือเติบใจกว้าง ยามที่ออกจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมมาแล้วจะได้ยกให้คนอื่นไปทั่ว”
สีหน้าของนักพรตกระดูกขาวเศร้าสร้อย น่าอนาถเหลือเกิน ชีวิตของข้าคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว
บนถนนนอกเมือง เจ้าประมุขเผ่าจิ้งจอกแห่งชิงชิวที่จำแลงร่างมนุษย์ทำมุทราคารวะด้วยพิธีการโบราณต่อเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวก่อน
แล้วค่อยยอบกายคารวะเอาอย่างสตรีออกเรือนแล้วของยุคปัจจุบันไปทางม่านฟ้าอย่างแช่มช้อย
เพียงแค่เพราะตอนที่นางเป็นเซียนดินเคยถูกปีศาจใหญ่สองตนร่วมมือกันไล่ล่า ด้วยศักยภาพที่ต่างกันมาก นางหนีตายไปตลอดทาง อันตรายรายล้อมอยู่รอบด้าน
ได้แต่หนีไปทางหาดลั่วเป่า ขอการป้องกันคุ้มภัย แม้ว่าเวลานั้นเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่ได้เผยกายมาให้ความช่วยเหลือ
แต่ปีศาจใหญ่สองตนนั้นป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นนานหลายวัน สุดท้ายก็ยอมจากไปอย่างรู้กาลเทศะ ไม่ได้ก้าวข้ามบ่อสายฟ้ามาแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่กล้าจับตัวจิ้งจอกยั่วยวนที่น้ำลายสออยากได้มาครอบครองตัวนั้นกลับไป
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้สนใจการแสดงความเป็นมิตรของจิ้งจอกขาวตัวน้อยบนพื้นดิน แค่จ้องมองซานย่วนฝ่าจู่ผู้นั้นอยู่ไกลๆ ขมวดคิ้วเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เจ้าไม่ต้องมาแสดงละคร รีบเผยความดุร้ายมาต่อสู้กันอย่างจริงจัง ผินเต้ายังต้องรีบกลับไปหลอมยาในอารามอีก”
นักพรตกระดูกขาวในเวลานี้ไม่มีท่าทีบีบคั้นอีกแล้ว เพียงแค่เอ่ยขอร้องวิงวอน ขอความเมตตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันนี้สวีเซี่ยถือว่าได้เปิดโลกกว้างแล้ว ต่อให้เป็นหลิวเหล่าเฉิงก็ยังรู้สึกว่านักพรตเฒ่าผู้นี้พูดจาโผงผาง วางอำนาจ มีนัยชวนให้ขบคิดจริงๆ
เฉินผิงอันที่นั่งอยู่บนแท่นสูงสีขาวหิมะรวบผมเรียบร้อยแล้ว นั่งมองภูเขาสายน้ำอย่างสงบ สีเขียวครามปนสีแดงอ่อน งดงามจนสุดจะพรรณนา
ส่วนคำพูดประโยคนั้นของเจ้าอารามผู้เฒ่า มองดูเหมือนเป็นการเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง แต่แท้จริงแล้วกลับมีเป้าหมาย
เอาเป็นว่าเฉินผิงอันแค่ทำเป็นไม่ได้ยิน ยืดแขนบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นยืน เลือกพื้นที่ว่างเปล่าแถบหนึ่งชานเมืองหลวง จะพาหอบูชาเทพที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าแห่งนี้ลดระดับลงสู่พื้นไปด้วยกันช้าๆ
เหลือบตามองไปในเมืองหลวง ดูเหมือนว่าเซียนกระบี่ใหญ่หยวนจะร้อนใจอย่างมาก คงเป็นเพราะกลัวว่าร่างจริงของซานย่วนฝ่าจู่จะถูกนักพรตเฒ่าบีบแตกโดยไม่ทันระวัง
เฉินผิงอันจึงได้แต่พูดคุยกับเจ้าอารามผู้เฒ่าอย่างลับๆ เจ้าอารามผู้เฒ่าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วก็ไม่ได้บอกว่าได้หรือไม่ได้
เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อด้วยความเคยชินอีกครั้ง บังคับสมบัติหนักบรรพกาลที่หมอผีใช้บวงสรวงบูชาเทพเจ้าพวกนั้นมา แม้จะกลาดเกลื่อนกระจัดกระจาย แต่อย่างไรก็น่าจะมีมากถึงสามสิบกว่าชิ้น
อยากจะเก็บเข้ามาไว้ในกระเป๋าทั้งหมด แต่กลับต้องกระอักกระอ่วน ลืมไปว่าวิชาอภินิหารชายแขนเสื้อจะเป็นวิธีการที่ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตคนหนึ่งเอามาใช้งานได้อย่างไร
เป็นเหตุให้ของโบราณที่มีมูลค่าควรเมืองหลายชิ้นกระทบกันอยู่ในชายแขนเสื้อ ส่งเสียงดังเคร้งคร้าง
ยังดีที่ปรมาจารย์เฉินยังคงมีสีหน้าสุขุมเยือกเย็น ใช้ปณิธานหมัดสายหนึ่งชักนำสมบัติอาคมจำนวนมากให้ลอยเรียงกันเป็นวงกลม หมุนช้าๆ อยู่กลางอากาศ แสร้งทำเป็นว่าตรวจสอบระดับขั้นของสมบัติพวกนั้นไปทีละชิ้น
เฉาสื่อกลั้นขำ หน้าหนาขนาดนี้ ตนคิดอยากจะใช้วิธีการของเขาจัดการตัวเขาเองกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนกลับคืนมา ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลย?
จู๋ซู่อับอายแทนอิ่นกวานจะแย่อยู่แล้ว
หลิวชาก็เก็บกระบี่ไว้ในมือใช้เสียงในใจพูดคุยกับเฉินผิงอันไปประโยคหนึ่ง เมื่อได้รับคำตอบยืนยันว่าไม่ต้องชมศึกอยู่ที่นี่ต่อแล้ว เขาก็ขี่กระบี่กลับไปที่ภูเขาหวงหูก่อน
เฒ่าหูหนวกเก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มนั้นมาแล้ว พรูลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆ
เวลาพันปีผ่านพ้นไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตแห่งกระบี่จมดิ่งมาโดยตลอด จากเปลี่ยวร้างที่เป็นบ้านเกิด กำแพงเมืองปราณกระบี่ ไพศาลที่เป็นต่างบ้านต่างเมือง พเนจรร่อนเร่มาตลอดทาง ในที่สุด ในที่สุด ข้าก็ได้พบเห็นเส้นทางหลังฝนแล้ว
เฒ่าหูหนวกปลอบกระบี่บินสองเล่มที่อยู่ในช่องโพรงลมปราณซึ่งทำท่าจะ “พุ่งออกไปซัดมันให้หมอบ” ทำสภาพจิตใจให้มั่นคง
จัดระเบียบปราณวิญญาณฟ้าดินสองขุมที่เกิดจากการชักนำของกระบี่บินให้เป็นระเบียบ ในปราณวิญญาณแต่ละขุมซุกซ่อนสัจธรรมแห่งมหามรรคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เฒ่าหูหนวกรู้หนักเบาดีร้าย ก็เหมือนการจัดการน้ำที่ไม่ควรอุดกั้นขวางทางไปของพวกมัน เขาจึงบุกเบิกถ้ำสถิตจำนวนมากขึ้นเพื่อชักนำการไหลรินขึ้นลง ลอยจมของปราณวิญญาณมหาศาลสองขุมนี้
ทำ “การบ้าน” ที่เมื่อก่อนแม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันพวกนี้เสร็จ สภาพจิตใจของเฒ่าหูหนวกก็พลันเปิดกว้าง ดุจทัศนียภาพที่กระจ่างชัดหลังสายฝน
เนินดินเล็กๆ ถูกเขาย่ำจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ คิดอยากจะรายงานให้ที่ว่าการต้าหลีทราบสักหน่อย
ส่วนที่ควรชดใช้ด้วยเงินก็ควรชดใช้ ส่วนที่ควรถูกจดลงบันทึกก็ควรจดลงบันทึก ต้องมีการอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
ก็ไม่ใช่ว่าอิ่นกวานเป็นราชครูต้าหลี ตนเป็นผู้ถวายงานอันดับรองคนใหม่ของภูเขาลั่วพั่วแล้วจะทำอะไรตามใจก็ได้
เฒ่าหูหนวกปล่อยพลังจิตออกไปเล็กน้อย สายตาหล่นร่วงลงไปอยู่ในจุดหนึ่ง คือศาลาหลังหนึ่งที่ห่างออกไปประมาณสามสิบลี้ ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “ทั้งสองท่านล้วนเป็นขุนนางจากกรมอาญาหรือ?”
จำต้องยอมรับว่า “ขุนนาง” ของต้าหลีช่างใจกล้ากันเหลือเกิน หากเป็นที่เปลี่ยวร้างกล้าขยับเข้ามาใกล้ผู้ฝึกตนใหญ่เช่นนี้ ไม่ใช่รนหาที่ตายแล้วจะเรียกว่าอะไร
ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีศาจใหญ่ที่มีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว ไหนเลยจะมีคำกล่าวที่ว่า “ฆ่าผิดตัว”
ผู้ฝึกตนทั้งสองบอกกล่าวสถานะ พวกเขามาจากกองตรวจตราและกองสำรวจตรวจสอบของกรมอาญา ฝ่ายแรกยังเป็นผู้ถวายงานที่ได้ครอบครองป้ายสงบสุขระดับสองด้วย
แน่นอนว่าพวกเขาต้องรู้สถานะบนทำเนียบภูเขาลั่วพั่วของ “ผู้ฝึกกระบี่กานถัง” ดี
เพียงแต่เพราะมีภาระหน้าที่ติดตัว ช่วงนี้พวกเขารับผิดชอบคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนที่อยู่ในพื้นที่แถบนี้ ก่อนหน้านี้หลิวเหล่าเฉิงเซียนเหรินแห่งสำนักเจินจึงก่อเรื่อง พวกเขาก็รู้สึกกดดันอย่างมาก
ต่อให้ทางฝั่งของจวนราชครูจะไม่ซักไซ้เอาผิด ฮ่องเต้ก็ไม่ได้พูดอะไร ทว่ากรมอาญาและที่ว่าการเหนือหรือจะกล้าไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ
เฒ่าหูหนวกหดย่อพื้นที่ตรงดิ่งมายังศาลาริมทางหลังนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน เขาหยิบถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ หยิบเหรียญเกล็ดหิมะออกมาเหรียญหนึ่ง โยนให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านในศาลาเบาๆ
เฒ่าหูหนวกไม่ลืมเอ่ยเตือนว่า “ทำให้พื้นดินของที่แห่งนั้นเสียหาย พวกเจ้าไปถามที่ว่าการอำเภอ ให้ช่วยประเมินราคาให้หน่อย หากมากไปก็คืนกลับมา น้อยไปจะจ่ายให้เพิ่ม”
ผู้ถวายงานสองคนของกรมอาญามองหน้ากันตาปริบๆ เซียนกระบี่ของภูเขาลั่วพั่วล้วนมีนิสัยประหลาดเช่นนี้หรือ?
นครชั้นนอกของเมืองหลวง เซี่ยโก่วยังคงหมอบเป็นแมวอยู่บนป้อมกำแพง ยื่นมือชี้ไปยังที่นาแถบที่ถูกกรงเล็บจิ้งจอกตวัดพลิกคว่ำ เคี้ยวขนมมงคล พูดเสียงอู้อี้ว่า
“ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะให้เจ้าเงินชดใช้ค่าที่นา ไม่ได้ล้อเล่น เจ้าขุนเขาของพวกเราใจแคบ นิสัยเดียวกับสหายปี้เซียว ดังนั้นพวกเขาถึงได้ถูกชะตากัน”
อดีตผู้ครองชิงชิวพยักหน้า เงินแค่นี้เล็กน้อย
เซี่ยโก่วส่ายหน้า ตอไม้ที่มืดทึบเอ๋ย กำลังสอนเจ้าว่าควรจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามอย่างไรอยู่นะ ช่างไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ต้องโดนสั่งสอนบ้างแล้ว
มนุษย์ธรรมดาสามารถตัดสินจากการกระทำ มิใช่จากเจตนาในใจ อยู่ในแจกันสมบัติทวีป เจ้าขึ้นมาบนภูเขา ฝึกตนกลายเป็นเซียน ต้าหลีก็จะต้องดูจากทั้งการกระทำและเจตนาในใจของเจ้าด้วย
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้เสียงในใจถาม “ป๋ายจิ่ง เวลานี้คิดอยากจะถอยออกไปจากแจกันสมบัติทวีปก็สายเกินไปแล้วใช่ไหม?”
เซี่ยโก่วผงกปลายคางไปทางแท่นบูชาเทพ “ข้าไม่ใช่คนตัดสินใจหรอกนะ เจ้าลองถามเขาเองเถอะ เจ้าขุนเขาของพวกเราเป็นคนมีเหตุผลอย่างมาก”
อดีตผู้ครองชิงชิวยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ดูไม่ออกเลยนะ”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน สตรีผู้นี้ไม่รู้จักพูดเลยจริงๆ ยังต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้
อันที่จริงก็ไม่ยาก โยนไปไว้ที่ภูเขาลั่วพั่ว ให้พูดคุยกับอาจารย์ผู้เฒ่าจูสักสี่ห้าวัน แล้วค่อยดื่มเหล้ากับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยอีกสี่ห้ามื้อ คาดว่าก็น่าจะสำเร็จวิชาและออกสู่โลกภายนอกได้แล้ว
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้เสียงในใจถามว่า “ทำไมผู้อาวุโสปี้เซียวถึงลงมือ?”
ปีนั้นอยู่ที่ริมชายหาดลั่วเป่า นางที่โชคดีหลุดพ้นมาจากเส้นเขตแดน ได้ก้มลงกับพื้นหมอบกราบไปยังทิศทางของถ้ำปี้เซียวด้วยความจริงใจ โขกหัวอย่างจริงจังสามครั้ง
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว นางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หากจะบอกว่าสหายปี้เซียวแค่ต้องการระบายความแค้นแทนเสี่ยวโม่
แน่นอนว่าต้องมีเหตุผล แต่แท้จริงแล้วกลับอธิบายได้ไม่ค่อยกระจ่างนัก นางรู้นิสัยของเสี่ยวโม่กับสหายปี้เซียวดี ต่างก็เป็นคนดื้อรั้นดึงดัน หัวแข็งอย่างถึงที่สุด
หากจะบอกว่าฝ่ายใดยินดีเปิดปาก บอกตามตรงว่าอีกเดี๋ยวข้าจะต้องมีการเข่นฆ่าที่ยากจะบอกได้ว่าเป็นหรือตาย ต้องให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ ช่วยคุมท้ายขบวนให้
หรือต้องการให้อีกฝ่ายช่วยปิดด่าน หาสหายที่คู่ควรแก่การฝากชีวิตและมหามรรคามาช่วยปกป้องด่านให้ พวกเขาต่างก็เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของแต่ละคน
แต่หากจะบอกว่ารับมือกับซานย่วนฝ่าจู่คนเดียว เสี่ยวโม่ถามกระบี่ก็ดี เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวถามมรรคาก็ช่าง ล้วนไม่ต้องทำเช่นนี้ แค่มองดูอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว
เซี่ยโก่วคิดแล้วก็มีการคาดเดาอย่างหนึ่ง “คงเป็นเพราะในอดีตซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้เคยไปหาเรื่องสหายปี้เซียว มีความแค้นเก่ากัน แล้วก็บังเอิญมาถูกจับได้คาหนังคาเขา”
ทางฝั่งถ้ำชิงเสวียนสะพานหยวนโหรว รอกระทั่งเจิ้งจวีจงปรากฏตัว บรรยากาศก็เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียดทันที
พวกสวีเซี่ย จู๋ซู่ต่างก็ไม่สะดวกแล้วก็ไม่กล้าที่จะเปิดปากโอภาปราศรัยกับเขา หลิวชาก็คร้านจะพูด กับคนอย่างเจิ้งจวีจง พวกเขาสองคนควรจะเป็นน้ำบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้ำคลองมากกว่า
จึงมีแค่เฉาสื่อที่เปิดปากยิ้มถาม “อาจารย์เจิ้งมาได้อย่างไร?”
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “ต้องมาที่นี่ มาดูท่าทีและจุดยืนของอาจารย์เจ้าก่อน หากเป็นไปได้ก็ถือโอกาสเก็บตกของดีไปด้วย”
เฉาสื่อถามอย่างสงสัย “ผู้อาวุโสชิงจู่ก็อยู่ใกล้ๆ นี้ด้วยหรือ?”
บทพิเศษ ตอนที่ 26.2 เขียวถามขาว
เจิ้งจวีจงพยักหน้า อาจารย์ของเขาอยู่ที่อาณาเขตเลียบชายทะเลแห่งหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกล กำลังเที่ยวเล่นไปตามภูเขาสายน้ำ ผ่อนคลายอารมณ์และจิตใจ
ข้างกายเฉินชิงหลิวในเวลานี้นอกจากเซี่ยสือจีแล้วก็ยังมีบินทะยานเฒ่าอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงมงคลที่ยอดเขาโหยวอี๋
จิ่งเฮาแห่งหลิวเสียทวีป เทพเซียนผู้เฒ่าจิ่งในใจของเด็กชายชุดเขียวถือว่าได้รับโองการฉบับหนึ่งมานานแล้วนั่นคือให้เขาไปพบเจ้าของที่แท้จริงของภูเขาชิงกง
เจิ้งตั้นมองสตรีกระโปรงเขียวที่เอาแต่ยืนมองอยู่ข้างๆ อย่างนิ่งเฉยตลอดเวลา ใช้เสียงในใจถามว่า “คือนางหรือ?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “ไม่อย่างนั้น?”
สตรีกระโปรงเขียวที่สุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าคนที่อยู่นอกสถานการณ์ไม่ได้ขัดขวางการสละร่างของบุรุษถือง้าวใหญ่ ไม่มีวิธีการที่ช่วยชดเชยแก้ไขใดๆ ปล่อยให้กายเนื้อนั้นหลอมละลายหายไประหว่างฟ้าดิน
และก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้อดีตผู้ครองชิงชิวโอบล้อมเมืองหลวง ไม่ได้ยื่นมือเข้าแทรกการประลองยุทธระหว่างเฉินผิงอันกับหมอผีโบราณ ยิ่งไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เฉินผิงอันและซานย่วนฝ่าจู่ร่ายวิชาอภินิหาร
นางแค่จ้องมองสภาพนานาประการในโลกมนุษย์ของฟ้าดินใหม่เอี่ยมนี้อย่างละเอียดซ้ำไปซ้ำมา
เจิ้งตั้นขยับสายตามองไปอีกทางก็เห็นนักพรตกระดูกขาวถูกเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวก็ไวในมือง่ายๆ นางยิ้มเอ่ย “ไฉนถึงได้รู้สึกว่ากระดูกขาวร่างนี้ ทำอะไรไร้ระเบียบแบบแผนให้พูดถึงล่ะ?”
เจิ้งจวีจงเอ่ย “เส้นสายไม่ชัดเจน ถึงได้รู้สึกปะปนกันมั่วซั่ว”
เจิ้งตั้นถามอย่างใคร่รู้ “ขออาจารย์เจิ้งโปรดไขข้อข้องใจให้ข้าด้วย”
เจิ้งจวีจงกล่าว “เจ้าแค่รับหน้าที่เป็นหุนเจ่อของนครจักรพรรดิขาวตามคำเชิญ ตั้งใจฝึกกระบี่ อดทนแสวงหาเส้นทางของการผสานมรรคาไปก็พอ”
เจิ้งตั้นอ่อนใจนัก
อันที่จริงเจิ้งจวีจงเข้าใจความคิดของซานย่วนฝ่าจู่ผู้นั้นดี เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงผู้ถ่ายทอดมรรคาของตนก็ควรต้องให้ความเคารพผู้สูงศักดิ์บ้าง
ข้อแรก หาพันธมิตรใหม่ ชูธงอีกครั้ง หวังสร้างกิจการยิ่งใหญ่สืบเนื่องเป็นพันปี อย่างเช่นการก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์ ลองชั่งน้ำหนักศักยภาพของเฉินผิงอันก่อน หากอ่อนแอก็ถือโอกาสนี้ฆ่าทิ้งเสียเลย หากแข็งแกร่งมากพอก็เชื้อเชิญให้เฉินผิงอันไปเป็นรองเจ้าขุนเขา
ข้อสอง ดูว่าจะสามารถดึงตัวประมุขจิ้งจอกแห่งชิงชิวมาเป็นพวกได้หรือไม่ อาศัยขอบเขตสิบสี่ที่อำพรางไว้มาทำสัญญาพันธมิตรร่วมกัน สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แน่นอนว่าต้องมีมันเป็นผู้นำสูงสุด หากอดีตผู้ครองชิงชิวหรือใครไม่รู้กาลเทศะก็จะจับเคี้ยวร่างจริง กินให้สะอาดเอี่ยมอ่อง ยังสามารถยึดระยะเวลาของตบะขอบเขตสิบสี่ไปได้อีก
ถึงขั้นที่ว่าด้วยมหามรรคาของพวกมันแล้วทำให้มีเส้นสายเก่าเหลืออยู่ สามารถเอามาสร้างเป็นสะพานแห่งการผสานมรรคาสองสามแห่ง เพื่อเป็นการปูพื้นให้เรียบร้อยบนเส้นทางของการผสานมรรคาของจิตหยินและจิตหยางในอนาคต
ข้อสาม ทำตามสัญญา
ภายในเวลาหนึ่งปี ผู้บรรลุมรรคาที่สามารถมองแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ คือบุคคลที่ไม่สร้างความรบกวนให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลที่รับหน้าที่เป็นหุนเจ่อ เกรงว่าคงมีแค่เฉินชิงหลิวที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นแล้ว
ตอนที่เฉินชิงหลิวเดินทวนกระแสน้าจะต้องเคยได้เจอกับซานย่วนฝ่าจู่อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะได้ข้อตกลงลับบางอย่างที่รู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา
บุรุษถือง้าวใหญ่เดินทางมาที่นี่ด้วยเป้าหมายที่เรียบง่ายยิ่ง นั่นก็เพื่อได้พบเจอเฉินผิงอันที่ “หลังจากเวลาแปดพันปีผ่านไปอย่างเชื่องช้าก็ยังสามารถทิ้งชื่อไว้ในโลกมนุษย์ได้”
หมอผีโบราณเดินทางมาที่นี่พร้อมกันก็เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าเฉินผิงอันหรือไม่ก็โจวมี่สรุปแล้วใช่การจุติกลับมาเกิดของ “หนึ่ง” หรือไม่กันแน่ คำตอบคือไม่ใช่
อดีตเจ้าผู้ครองชิงชิวกังวลว่าวิถีทางโลกในอีกหมื่นปีให้หลังจะมีแต่ความพิสดารยากคาดเดา จึงเดินทางมาพร้อมกับ “สหาย” ที่รู้ไส้รู้พุง สนิทสนมกันมานานแล้วหลายคน จะได้ไม่ถึงขั้นมีจุดจบที่ว่าแค่ได้พบแสงสว่างก็ต้องตายทันที
มีแค่ซานย่วนฝ่าจู่เท่านั้นที่มีความทะเยอทะยาน อยากจะหาสถานที่แห่งหนึ่งมาก่อตั้งลัทธิ ตั้งตัวเองเป็นบรรพจารย์
น่าเสียดายที่ใจสูงกว่าแผ่นฟ้า ชะตาเบาบางยิ่งกว่าแผ่นกระดาษ แล้วยังดูแคลนคำว่า ‘อดทน” สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ล้วนเป็นเพราะทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพร จิตแห่งมรรคาและพลังตบะล้วนไม่ได้เรื่อง
เฉินผิงอันบอกกล่าวกับเซี่ยโก่วว่าให้มาช่วยเก็บสมบัติที่หมอผีโบราณทิ้งไว้ที่นี่ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจเฒ่าหูหนวก แต่เป็นเพราะเชื่อว่า “ดวงมือ” ของเซี่ยโก่วจะดียิ่งกว่า
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบลุกขึ้นยืนบนป้อมทันที ทำท่าหมายมั่นปั้นมือ ถูมือเอ่ย “รับคำสั่ง!”
เห็นว่านังจิ้งจอกยั่วยวนผู้นั้นยังยืนอยู่ที่เดิม เซี่ยโก่วก็ถลึงตาใส่ “มัวยืนอึ้งอยู่ทำไม?”
อดีตผู้ครองชิงชิวเอ่ยอย่างลังเลว่า “จะให้ข้าไปทำอะไรที่นั่น?”
เซี่ยโก่วบ่น “ดูท่าทางอึดอัดของเจ้านั่นสิ ขอแค่นอนไม่หลับก็คงไม่รู้ว่าควรจะพูดคุยกันอย่างไรแล้วสินะ?”
อดีตผู้ครองชิงชิวจึงได้แต่ติดตามเซี่ยโก่วไปยังชานเมืองหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่แท่นบูชาเทพร่วงหล่นลงมา เผยร่างอยู่เหนืออาณาเขตสีขาวหิมะ
เจอเซี่ยโก่วแล้ว เรื่องแรกที่เฉินผิงอันถามก็คือแท่นบูชาเทพที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าสามารถซ่อมกลับไปให้เป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่
เซี่ยโก่วนอนฟุบลงบนขอบของแท่นบูชาเทพที่ขาดออกเป็นสองท่อน งอนิ้วเคาะลงเบาๆ หนึ่งที แล้วเปลี่ยนที่ ไล่เคาะตรวจสอบไปเรื่อยๆ
เฉินผิงอันนั่งยองอยู่ด้านข้าง รอคอยผลลัพธ์อย่างอดทน เซี่ยโก่วเงยหน้าเอ่ย “ไม่ได้หรอก”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ถามหยั่งเชิงว่า “ไม่มีโอกาสสักนิดที่จะหลอมใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลยหรือ? ต้องจ่ายเงินเท่าไรก็ได้นะ”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าขุนเขา ทีอย่างนี้ถึงเริ่มรู้สึกเสียดายอย่างนั้นหรือ?”
เฉินผิงอันนวดคลึงปลายคาง “อุตส่าห์ได้ออกหมัดอย่างเต็มที่ครั้งหนึ่ง ก็เลยค่อนข้างลืมตัวไปหน่อย”
เซี่ยโก่วหัวเราะหึหึ “โอ้โห แค่ “ค่อนข้าง” เท่านั้นเองหรือ? ข้าว่าเจ้าขุนเขาออกหมัดมีบารมีอำนาจมากเลยนะ”
เฉินผิงอันยื่นมือไปกดหมวกขนเตียว ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “โอ้อวดความรู้เรื่องคำประกอบกับข้าอย่างนั้นหรือ? พูดคุยกับเจ้าขุนเขาแบบนี้ได้อย่างไร”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างขัดเคือง “ข้าก็แค่เคยชินกับการเรียบเรียงถ้อยคำเซียนเป็นตำราแล้วอย่างไรล่ะ คำช่วยบอกน้ำเสียงของประโยคก็สำคัญมากเหมือนกันนะ”
แล้วพวกเขาก็ไม่สนใจว่าการปล่อยอดีตผู้ครองชิงชิวไว้อีกด้านไม่สนใจเช่นนี้จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่
เซี่ยโก่วลุกขึ้นยืน ตรวจสอบสมบัติพวกนั้นผ่านมือไปทีละชิ้น แล้วเก็บเข้าไปในชายแขนเสื้อ ช่วยเก็บรักษาไว้ให้ก่อนชั่วคราว
นางบอกให้เฉินผิงอันและอดีตผู้ครองชิงชิวขยับไปอยู่ที่หอบูชาเทพอีกครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆ ก่อน ส่วนนางทรุดตัวลงนั่งยองอีกครั้ง
ยื่นฝ่ามือออกมา แนบไปบนหอบูชาเทพ ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตานางก็ลุกขึ้นยืน ขยับเท้าเดินไปหยุดอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน
เซี่ยโก่วยื่นมือออกมาทำท่าประคองอยู่กลางอากาศ แล้วเอ่ยว่า “ขึ้น” หอบูชาเทพที่เดิมทีถูกหล่อหลอมให้ถึงขีดสูงสุดแล้วแห่งนั้นถึงกับกลายเป็นวัตถุขนาดจิ๋วเล็กเท่าฝ่ามือในทันที ถูกเซี่ยโก่วถือไว้ในมือก็เหมือนตราประทับเปล่าสีขาวหิมะชิ้นหนึ่ง
อดีตผู้ครองชิงชิวถอนหายใจเบาๆ ป๋ายจิ่งผู้นี้ศึกษาวิชาหลากหลายจริงๆ ทั้งๆ ที่ขอบเขตถดถอยเป็นหยกดิบแล้ว แต่กลับยังสามารถจำแลงวิชาอภินิหารได้สมดังใจปรารถนาเช่นนี้อีก?
เซี่ยโก่วขว้าง “ตราประทับเปล่า” ไปให้เจ้าขุนเขาก่อน แล้วนางค่อยโบกมือบอกเป็นนัยกับพวกเขาว่าอย่าขวางทาง นางทรุดตัวลงนั่งยอง เตรียมจะหลอมหอบูชาเทพอีกครึ่งที่เหลือ
เฉินผิงอันโน้มน้าวว่า “ครึ่งนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนหลอมหรอก ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครมาขโมย”
เซี่ยโก่วไม่เงยหน้า ใบหน้ากระตุกเกร็ง เหงื่อเย็นหลั่งเต็มหลัง แต่น้ำเสียงกลับเรียบเฉย “ไหนเลยจะมีเหตุผลให้ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ นั่นไม่เหมือนข้าเลยนะ”
เฉินผิงอันถือประคองตราประทับเปล่าชิ้นนั้นไว้ด้วยมือข้างเดียว พยักหน้า แต่หางตากลับเหลือบไปบนร่างของอดีตผู้ครองชิงชิว
เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เซี่ยโก่วอ่อนแอที่สุดจริงๆ ไม่สู้สหายลองลงมือดู?
อดีตผู้ครองชิงชิวโมโหเดือดทันใด รู้สึกอับอายจนพาลเป็นโกรธ ป๋ายจิ่ง นี่ก็คือเจ้าขุนเขาที่มีเหตุผลที่สุดของเจ้าอย่างนั้นหรือ?! รังแกกันหรือไร
เฉินผิงอันหรี่ตาลงยิ้มบางๆ “สหาย ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าจะไม่คู่ควรให้ข้าใช้เหตุผลอะไรกับเจ้าทั้งนั้น”
ดวงตาเรียวยาวคลอประกายน้ำคู่นั้นของอดีตผู้ครองชิงชิวพลันแผ่ประกายระยิบระยับ เพียงแต่ว่าพลังอำนาจของนางก็ลดฮวบลงในเสี้ยววินาที เบี่ยงหน้าไปทางอื่น
เซี่ยโก่วพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก โยน “ตราประทับเปล่า” สีขาวหิมะชิ้นที่สองให้กับเจ้าขุนเขา หัวเราะร่าเอ่ยว่า “เป็นอย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง”
เก็บตราประทับเปล่าสองชิ้นไว้ในชายแขนเสื้อข้างหนึ่งนับว่าไม่มีปัญหา แต่ประหลาดยิ่งนัก เฉินผิงอันกลับหยิบตราประทับเปล่าออกมาอีกครั้ง ยื่นส่งให้เซี่ยโก่ว
เซี่ยโก่วเข้าใจได้ทันที อดีตผู้ครองชิงชิวกลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็มองข้ามไปไม่ครุ่นคิดให้ลึกซึ้ง
พวกเขาหวนกลับไปที่หัวกำแพงเมืองกันอีกครั้ง เฒ่าหูหนวกก็มาเจอกันที่นี่ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อมาขอความดีความชอบอะไร แต่มายื่น “หนังสือลาออกจากตำแหน่ง” กับเจ้าขุนเขา เขาต้องรีบกลับไปที่ยอดเขาฮวาอิ่ง
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ไม่ไปปิดด่านที่หอบูชากระบี่ก่อนหรือ?”
เฒ่าหูหนวกส่ายหน้า “ไม่ใช่การผสานมรรคาักหน่อย ต้องปิดด่านทำไมกัน ข้าสามารถถ่ายทอดมรรคาให้ผู้อื่นพลางทำความเข้าใจหนทางแห่งมรรคาด้วยตัวเองได้”
เฉินผิงอันอึ้งงันพูดไม่ออก รู้สึกละอายใจอย่างหาได้ยาก เพียงแต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เป็นเซี่ยโก่วที่เรียกตัวเฒ่าหูหนวกมา เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า
เซี่ยโก่วถึงกับหยิบยันต์ที่ทำด้วยกรรมวิธีลับปึกหนึ่งออกมายัดใส่ปากแล้วเคี้ยวโดยตรง
อดีตผู้ครองชิงชิวถอนหายใจ “พันไม่ควรหมื่นไม่ควร ซานย่วนฝ่าจู่ไม่ควรไปหาเรื่องผู้อาวุโสปี้เซียวเลยจริงๆ”
เซี่ยโก่วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พลาดมาก” เฉินผิงอันเงียบไม่พูดอะไร
ระบบสืบทอดของลัทธิขงจื้อเสนอ “แนวคิดสามยุค” มานานมากแล้ว พูดถึงเรื่องยุคแห่งความโกลาหล ยุคแห่งการฟื้นคืนความสงบ และยุคแห่งสันติร่มเย็นโดยเฉพาะ
รากฐานมหามรรคาของเจ้าอารามผู้เฒ่ามีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใหญ่ในโลกมนุษย์อย่างแนบแน่น เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา วิถีทางโลกดี พลังตบะของเขาก็จะเหมือนเรือที่ลอยขึ้นสูงตามน้ำ
วิถีทางโลกแย่ มหามรรคาของเจ้าอารามผู้เฒ่าก็จะได้รับความเสียหายอย่างที่มองไม่เห็น ดังนั้นนักพรตแห่งอารามกวานเต๋าของพื้นที่มงคลดอกบัวผู้นี้ถึงได้กลายเป็นบุคคลที่ใส่ใจ “เรื่องเล็กน้อยในโลกมนุษย์” มากที่สุด
ศึกเดินขึ้นฟ้าสิ้นสุดลง เหล่าผู้บำเพ็ญเพียร บัณฑิตและผู้ฝึกกระบี่ที่ยุคบรรพกาลเรียกรวมกันว่านักพรต ที่ตายก็ตาย ที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บ หรือไม่ก็หลับสนิทไปเหมือนอย่าง ป๋ายจิ่ง เสี่ยวโม่
นั่นก็น่าจะเป็นช่วงเวลาอันน่าอเนจอนาถช่วงหนึ่งที่ “เมื่อยุคสมัยไร้วีรบุรุษ แม้กระทั่งคนธรรมดาก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียงได้”
แล้วบรรพจารย์ของเปลี่ยวร้างสร้างภูเขาทัวเยว่ขึ้นมา แต่ถูกผู้ฝึกกระบี่สามคนซึ่งมีเฉินชิงตูเป็นหนึ่งในนั้นไปถามกระบี่
ปีศาจใหญ่ชูเซิงสร้างตำหนักอิงหลิง จูเยี่ยนแบกกระบอง ใช้มันทุบกลุ่มเทือกเขาให้แหลกสลาย หย่างจื่อครอบครองลำคลองเย่ลั่ว
หลังจากนั้นถึงได้มีการลุกผงาดของปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก์อย่างพวกเฟยเฟย มีสถานที่อย่างนครเซียนจาน
หลังจากศึกเดินขึ้นสวรรค์ ก่อนที่สถานการณ์ใหญ่ของเปลี่ยวร้างจะมั่นคง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งเรียงราย
ระหว่างนี้ก็มี “ดาวรุ่งผู้มาแรงรุ่นหลัง” ที่เชี่ยวชาญการอำพรางตัวตนอย่างนักพรตกระดูกขาวปรากฏตัว
มีโอกาสที่ยากจะพบพานให้ฉกฉวย รสชาติที่มองไปทั่วโลกมนุษย์แล้วไม่มีใครเป็นคู่ต่อกร ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำอะไรก็ทำได้ตามใจปรารถนา
นักพรตกระดูกขาวนั้นยังดีหน่อย ถือว่าเป็นคนกลุ่มน้อยที่จิตแห่งมรรคามีความอดทนอดกลั้นมากที่สุด ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ อยู่ดีๆ นักพรตกระดูกขาวก็ยังประสบเคราะห์ร้าย
ในช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญที่เขาแอบแสวงหาขอบเขตสิบสี่กลับได้เจอกับมรรคกถาเฉียบคมที่เกือบเอาชีวิตแก่ๆ ของเขาไปได้ครึ่งหนึ่ง
เดิมทีเรื่องของการผสานมรรคาจะสำเร็จหรือไม่ก็มีความเป็นไปได้อยู่ที่ห้าต่อห้า ผลคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งแห่งถูกปาดจนราบเรียบ
ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้ก็มีสภาพกระเซอะกระเซิง นั่งเหม่ออยู่บนเบาะรองนั่งที่ฉีกขาด ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ดำเนินการมาอย่างยากลำบากนานเป็นพันปี ล้วนกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมด
เมื่อครู่นี้เลือดเนื้อทั่วร่างของมันก็เพิ่งจะสลายหายไปสิ้น แค่พอจะรักษาจิตวิญญาณและร่างที่เป็นกระดูกเอาไว้ได้เท่านั้น
นอกจากจะเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว คิดไปคิดมามันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหายนะที่มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัวซึ่งไม่ต่างจากทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้ มาจากฝีมือของศัตรูคนใดกันแน่
มันก่นด่าสาปแช่งไม่หยุด ด่าไปแล้วก็ทิ้งตัวนอนฟุบคว่ำกับพื้น ร้องไห้เสียงดัง
และเวลานี้เอง ท่ามกลางฝุ่นคลุ้งที่มืดฟ้ามัวดินก็มีนักพรตเครายาวเรือนกายกำยำคนหนึ่งเดินออกมา หัวเราะหยันเอ่ยว่า “มามัวคร่ำครวญเศร้าโศกอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ?”
มันรีบลุกขึ้นนั่งทันที เส้นเอ็นหัวใจขมวดตึง ลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเปิดปากถามว่า “สหายบังเอิญผ่านทางมาที่นี่หรือ?”
กลัวก็แต่ว่าจะเป็นพวกที่แกร่งกล้ารับมือได้ยากซึ่งมาแอบซ่อนตัวอยู่ในจุดที่ห่างไปไกลเพื่อรอฉวยโอกาสลงมืออยู่นานแล้ว หากตนผสานมรรคาสำเร็จ แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องไม่กล้ามาเสี่ยงอันตราย ไม่มีทางมาพูดแสดงความยินดีด้วย
ย่อมต้องหลบหนีไปอย่างรู้กาลเทศะ หาไม่แล้วตกอยู่ในกามือของขอบเขตสิบสี่ เดิมทีก็คือของขวัญแสดงความยินดีที่ดีที่สุดอยู่แล้ว
บทพิเศษ ตอนที่ 26.3 เขียวถามขาว
คิดไม่ถึงว่านักพรตเฒ่าคนนั้นจะส่ายหน้า ไม่ได้ผ่านทางมา ผินเต้าตั้งใจมาหาเจ้า
ซานย่วนฝ่าจู่ลุกขึ้นยืน กัดฟันเอ่ยว่า “ทำไมสหายต้องทำลายแผนการใหญ่ในการผสานมรรคาของข้าด้วย?!”
นักพรตเฒ่าเอ่ย “ข้าก็ตั้งฉายาการฝึกตนด้วยตัวเองเหมือนสหาย มีสี่ตัวอักษรเหมือนกัน นอกจากนี้ต่างก็ไม่เคยเดินขึ้นฟ้า ถือว่ามีวาสนาต่อกัน”
มันเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว?!!
นักพรตเฒ่าพยักหน้า “ก็ไม่ถือว่าโง่เกินไป ผินเต้ามาจากหาดลั่วเป่า คือสถานที่เล็กสกปรกหูของสหายแล้ว”
อึ้งไปครู่หนึ่ง มันก็พูดอย่างรวดร้าวปานจะขาดใจ “ข้ากับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่เคยมีความแค้นใดต่อกัน ไยต้องสร้างความลำบากใจให้ผู้เยาว์เช่นนี้ด้วย?!”
นักพรตเฒ่าร้องเอ๊ะ ไม่มีความแค้นใด? ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็สับสนแล้ว สหายบอกว่าตัวเองมีนิสัยเหมือนกับผินเต้า ไม่เดินขึ้นฟ้าก็คือการกระทำที่ฉลาด
ไยต้องเดินไปบนเส้นทางของการกลับชาติมาเกิดใหม่ที่เหมือนการให้ขี้เถ้ามอดติดไฟอีกครั้ง ความหวังเลือนรางอย่างยิ่งนั่นด้วย ไม่สู้เป็นเถ้าถ่านที่เหลือหลังหายนะ ยังพอจะประสบผลสำเร็จบนมหามรรคาได้อยู่บ้าง
ผินเต้าล่ะประหลาดใจนัก จะประสบผลสำเร็จบนมหามรรคาหรือไม่ เจ้าซานย่วนฝ่าจู่เป็นคนตัดสินใจอย่างนั้นหรือ?”
“หากเป็นเช่นนี้จริง ผินเต้าก็ต้องขอให้สมพรปากของสหายที่เอ่ยวาจาผลลัพธ์บังเกิดแล้ว อย่างเช่นที่บอกว่าให้ผินเต้าเป็นขอบเขตสิบห้าบนพื้นดิน เป็นอย่างไร?
หากสำเร็จ ผินเต้าเป็นขอบเขตสิบห้าก็จะช่วยฉุดดึงเจ้า มอบขอบเขตสิบสี่กลับคืนให้เจ้า หากไม่สำเร็จ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษหากผินเต้าต้องส่งเจ้าออกเดินทาง”
ฟังคำพูดที่เหี้ยมโหดอย่างถึงที่สุดพวกนี้ มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยแววหยอกเย้าดูแคลนของนักพรตเฒ่า มันก็รู้สึกเกลียดแค้นยิ่งนัก
มันฝืนบังคับเก็บอารมณ์ของตัวเองให้ดี ถามว่า “แค่คำพูดเหลวไหลของคนเมาไม่กี่คำเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
นักพรตเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ใครพูดผิดแค่ไม่กี่ประโยคก็จะทำร้ายเอาชีวิตของคนผู้นั้น ผินเต้าไม่มีความสามารถยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก แล้วก็ไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้นด้วย
มันอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา เดิมทีซานย่วนฝ่าจู่คิดว่าครั้งนี้ได้ออกมาข้างนอกอีกครั้ง เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้งัดข้อกับนักพรตเฒ่าจมูกวัวหน้าเหม็นนั่นให้ดีสักตั้ง!
ตกมาอยู่ในกามือของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวอีกครั้ง ปณิธานอันฮึกเหิมห้าวหาญของนักพรตกระดูกขาวก็ไหลหายไปกับสายน้ำแล้ว
ใจของนักพรตกระดูกขาวเหมือนขี้เถ้ามอด เพียงแต่ว่าจู่ๆ ก็แผดเสียงหัวเราะดังลั่น “จะต้องลากเอาคนมารับเคราะห์ด้วยเสียหน่อย”
ไม่ปิดบังภาพบรรยากาศของขอบเขตสิบสี่อีกต่อไป ฝืนเผยร่างกายธรรม ควันดำกลิ้งหลุนๆ วัตถุทุกชิ้นที่ผ่านการหลอมใหญ่ในช่องโพรงลมปราณในร่างกายล้วนกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพุ่งออกมา
มันเตรียมจะเอื้อมมือไปบีบดวงจันทร์ดวงนั้นให้แตก ขณะเดียวกันนั้น มือข้างหนึ่งของกายธรรมก็กดลงไปบนพื้นดิน
นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเรือนกายปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลได้เป็นอย่างดี
เจ้าอารามผู้เฒ่าส่ายหน้าอย่างไม่ให้เป็นที่จับสังเกต ผ่านเวลามานานหลายปีก็ยังดื้อดึงโง่เขลาเช่นนี้ หายนะใหญ่สองครั้งที่มาเยือนล้วนอาศัยการหลบเลี่ยง แล้วจะหลบครั้งที่สามได้หรือ?
ปีนั้นทดลองผสานมรรคาเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ เดิมทีก็ซานย่วนฝ่าจู่ผู้นี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะทำไม่สำเร็จ จะต้องถูกทัณฑ์สวรรค์บดขยี้ให้กลายเป็นผุยผง
จึงเท่ากับว่าเขาช่วยให้ซานย่วนฝ่าจู่ที่ร่อแร่ปางตายผู้นี้ข้ามผ่านหายนะมาได้ แล้วยังสอนให้สหายรุ่นเยาว์ผู้นี้รู้จักคำว่า “เคารพ”
ครั้งนี้ลุยน้ามาเยือนใต้หล้าไพศาล เจ้าอารามผู้เฒ่ายังคงหวังว่าเขาจะสามารถตระหนักรู้ถึงคำว่า “ยำเกรง” ในขณะที่อยู่ระหว่างความเป็นกับความตายได้
หากนักพรตกระดูกขาวสามารถเปลี่ยนความคิดได้ การที่จะนำอีกฝ่ายกลับไปยังอารามกวานเต๋า ให้ฝึกตนร่วมกับสหายเก่าผู้นั้น ไยจะเป็นไปไม่ได้เล่า
นักพรตเฒ่ายกมือขึ้นสูงอีกครั้ง เอ่ยว่า “ยังหลงผิดไม่ยอมตื่นรู้ จะดื้อดึงงมงายไปถึงเมื่อไหร่?!”
นักพรตกระดูกขาวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือหนึ่งกระแทกชนไปที่ดวงจันทร์ อีกมือหนึ่งกดทับลงไปยังเมืองหลวงต้าหลี
“เหตุผลผายลมสุนัขของคนที่อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น เหม็นโฉ่ไม่น่าดม วันนี้เปิ่นจั้วจะต้องการาบเจ้า เอามาทำเป็นพาหนะเดินทางท่องไปทั่วทิศ ขี่เจ้านานหมื่นปี!”
มือหนึ่งของเจ้าอารามผู้เฒ่าบีบจิตวิญญาณให้แหลกสลาย แต่กลับไม่ทำร้ายร่างจริงเลยสักนิด จากนั้นยกฝ่ามือตบลงไปบนหัวของกายธรรม
ตบจนหัวของอีกฝ่ายแหลกเละก่อนจะสะบัดข้อมือ สลัด ‘ร่างจริง’ ลงไปยังเมืองหลวงต้าหลี ขณะเดียวกันก็โบกชายแขนเสื้อขับไล่ท่วงทำนองแห่งมหามรรคาสองขุมที่เหลืออยู่ให้สลายหายไปทั้งหมด
นักพรตกระดูกขาวลั่นวาจาอำมหิต แต่แท้จริงในใจยอมรับชะตากรรมพร้อมตายมานานแล้ว ในขณะที่ร่างกายกำลังจะสลายหายไปนั้นเอง นักพรตก็แค่มองดวงจันทร์บนฟ้าครามเท่านั้น
เคยมีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าชิงจู่ ยามที่ข้ามน้ามาได้สัญญากับเขาว่า ในอนาคตหากมีโอกาสจะต้องไปเยือนโลกมนุษย์ด้วยกัน
ผู้ฝึกกระบี่คนนั้นก็เคยโน้มน้าวตักเตือนเขาอยู่หลายคำ บอกว่าโลกมนุษย์ในยุคหลังมีเวทคาถาละลานตา แตกกิ่งก้านสาขามากมายน่าดูชม มิอาจดูแคลนได้….
หึ มหามรรคาแปรปรวนไม่แน่นอน ช่างเถอะๆ ให้เป็นไปตามนี้ก็แล้วกัน
ร่างของนักพรตกระดูกขาวหายวับไป มาแล้วก็ผ่านไปดุจเงาแสงวูบไหว มิทันตั้งตัวก็ลาลับ ราวกับว่าให้บรรดาผู้ชมเหตุการณ์ทั้งหลายเหลือบเห็นแค่แวบเดียว แค่นี้เท่านั้น
สีหน้าของอดีตผู้ครองชิงชิวอ้างว้าง มีความรู้สึกเหมือนกระต่ายตายจิ้งจอกเศร้าอย่างอดไม่ได้
เพราะถึงอย่างไรวีรบุรุษแห่งยุคบรรพกาลของพื้นที่แห่งหนึ่งต้องตายดับไปเช่นนี้ ไม่ต่างจากก้อนหินที่กระดอนไปบนผิวน้ำเลยสักนิด
สตรีกระโปรงเขียวถอนหายใจเบาๆ ไปที่ยอดเขา นางผงกศีรษะทักทายเจิ้งจวีจง
เจิ้งจวีจงเอ่ย “ผู้อาวุโสสามารถเดินทางไปเยือนเปลี่ยวร้างกับเจิ้งตั้นได้”
สตรีกระโปรงเขียวสีหน้าซับซ้อน เอ่ยว่า “ไม่เชื่อใจคนของทุกวันนี้”
เจิ้งจวีจงยิ้มกล่าว “แค่เชื่อใจเจิ้งจวีจงก็พอ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเก็บกายธรรมดวงจันทร์มา รวบกลิ่นอายแห่งมรรคาที่อยู่บนร่างลงไป ไม่ได้กลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในใต้หล้ามืดสลัว แต่พลิ้วกายลงบนถนนหลังฝนตกในเมืองหลวงต้าหลี
หยวนฮว่าจิ้งได้เรียก “เย่หลาง” เล่มนั้นออกมาแล้ว สามารถชดเชยกระบี่สุดท้ายได้สำเร็จ มีแม่ทัพใหญ่ใต้อาณัติเพิ่มมาคนหนึ่ง คือหุ่นเชิดขอบเขตบินทะยาน
ภาพที่เกิดขึ้นในลำดับถัดมาทำให้พวกหยวนฮว่าจิ้ง เก๋อหลิ่งสะดุ้งโหยง เห็นเพียงว่ามีแสงเรืองรองหลายเส้นชวนให้คนตาลายพุ่งออกมาจากในร่างของนักพรตกระดูกขาว พริบตานั้นก็กองกันอยู่เต็มพื้น
กู้ช่านพากู้หลิงเยี่ยนมาอยู่ที่ริมทะเลมหาบรรพตประจิมของแจกันสมบัติทวีป นางยอบกายคารวะไกลๆ ไปยังอาจารย์เจิ้งที่อยู่ในเมืองหลวงต้าหลีซึ่งช่วยให้นางได้หลุดพ้นจากการเป็นผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้า ถือเป็นการขอบคุณอยู่ไกลๆ
เจิ้งจวีจงถาม “เฉาสือ เจ้ามองอะไรอยู่?”
เฉาสือลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เขากำลังมองว่าจะมีขอบเขตวรยุทธที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหรือไม่
ในเมื่อสตรีกระโปรงเขียวตัดสินใจได้แล้วจึงมองไปยังเจ้าประมุขเผ่าจิ้งจอกที่อยู่บนหัวกำแพงเมือง
ฝ่ายหลังลังเลตัดสินใจไม่ได้ ควรจะออกผจญโลกกว้างที่เปลี่ยวร้าง สร้างชิงชิวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง? หรือว่าอยู่ในไพศาล แสวงหามรรคาหล่อหลอมจิตใจท่ามกลางธุลีแดงคลุ้งหมื่นจั้ง?
สตรีกระโปรงเขียวเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ไม่เอ่ยอะไรอีก จากไปพร้อมกับเจิ้งจวีจงและผีหญิงตนนั้น เพียงแต่ว่าก่อนจะจากไป นางได้คลี่ยิ้มให้ป๋ายจิ่งที่สวมหมวกขนเตียว เซี่ยโก่วก็ยกนิ้วโป้งให้นาง
อดีตผู้ครองชิงชิวพึมพำ “หวังเพียงว่าในอนาคตจะไม่เสียใจภายหลังกับการตัดสินใจในวันนี้”
เซี่ยโก่วเอ่ย “ทางฝั่งของเปลี่ยวร้างมีเผ่าจิ้งจอกอยู่อาศัยอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นโล้เป็นพาย แม้กระทั่งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอักษรจงสักแห่งก็ยังสร้างขึ้นมาไม่ได้
กลับเป็นที่แจกันสมบัติทวีปแห่งนี้ที่มีแคว้นหู (จิ้งจอก) อยู่แห่งหนึ่ง ในอดีตทำการค้าน่าสงสารที่ต้องขายเนื้อหนังกับยันต์หนังจิ้งจอก
กระทั่งแคว้นหูถูกเจ้าขุนเขาของพวกเราเก็บเข้ามาเป็นของในกระเป๋าถึงได้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พี่หญิงอาจื่อไปดูก็จะรู้เองว่าจริงหรือเท็จ”
อดีตผู้ครองชิงชิวสูดจมูก ทำท่าสูดกลิ่นไปทางเฉินผิงอันแล้วส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าคลางแคลง “สหายป๋ายจิ่ง เจ้าอย่าได้หลอกข้า”
เฉินผิงอันเอ่ยเยาะเย้ยตัวเอง “ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไปกลิ้งตัวอยู่ในหม้อน้ามันสองสามรอบ แล้วกระโดดลงแม่น้ำล้างน้ำให้สะอาด บนร่างจะยังเหลือกลิ่นอายอะไรได้?”
เขยกแขนขึ้น กางฝ่ามือออก เส้นด้ายสีทองเส้นหนึ่งลอยผลุบๆ โผล่ๆ
นอกจากเพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหูที่เป็นผู้ถวายงานในศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อแล้ว ยังมีพวกเด็กสาวที่มีชื่อจริงว่าชิวชิงที่ต่างก็มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับภูเขาลั่วพั่ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่แรกเริ่มสุดเฉินผิงอันยังเคยบังเอิญเจอกับป๋ายเจ๋อและสาวใช้ข้างกายของเขาที่สะพานริมหน้าผาในค่ำคืนที่หิมะตก
นางเอาสองมือไพล่หลัง สิบนิ้วสอดประสานกัน หรี่ดวงตาเพ่งมองอย่างละเอียด สีหน้าเคร่งขรึม
ขณะเดียวกันนางก็ยกนิ้วขึ้นทำมุทราอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งต่อมาก็พลันคลี่ยิ้ม พยักหน้าพูดด้วยแววตาหวานซึ้ง “คาดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วจะเป็นท่านชายรูปงามผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์เช่นนี้”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ถูกใจเลย เฉินผิงอันหน้าดำทะมึน “ว่าไงนะ?”
นางปิดปากหัวเราะคิก ยิ้มจนตาหยี โบกมือข้างหนึ่งเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยน “ขอโทษด้วย ขอโทษด้วย เคยชินที่จะพูดจาอย่างนี้จริงๆ พวกเจ้าต่างก็พูดกันว่าสันดอนเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยากไม่ใช่หรือ สหายเฉินโปรดอภัยให้ด้วย”
จู๋ซู่ที่อยู่ข้างๆ ทนมองกิริยาของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยั่วยวนผู้นี้ไม่ได้จริงๆ เลี่ยนจนทำให้คนขนลุกขนชัน
อดีตผู้ครองชิงชิวยืดเอวขึ้นตรง พูดด้วยแววตาไม่พอใจว่า “เรื่องที่ปกป้องแคว้นหูเอาไว้ ไฉนสหายเฉินไม่บอกกันตั้งแต่แรก?!”
นางเป็นคนคิดอ่านละเอียดรอบคอบที่สุด เวลานี้รู้สึกเสียดายจนต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สหายชิงชิวไม่ถามแต่แรกล่ะ?”
หากสหายไม่โดนซ้อมครั้งนี้ให้มีบทเรียน ไม่ว่าจะอยู่ในไพศาล หรือจะไปที่เปลี่ยวร้างจะยอมหยุดอยู่อย่างสงบได้หรือ?
เซี่ยโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก เอ่ยว่า “พี่หญิงอาจื่อ ทุกวันนี้อยู่ที่นี่ต้องใช้นามแฝง ข้ามีข้อเสนอ ชื่อว่า “สวีเหนียง” เป็นอย่างไร?”
อดีตผู้ครองชิงชิวรู้ความหมายของชื่อนี้ แต่นางกลับไม่ได้สนใจ ปิดปากหัวเราะคิก “ดีสิ” จู๋ซู่จุ๊ปาก
อดีตผู้ครองชิงชิวคลี่ยิ้มราวบุปผาผลิบาน หันมามองเซียนกระบี่หญิงหน้าตางดงามผู้นี้ บุคลิกนิ่งเฉยเย็นชา มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
จู๋ซู่ทำจิตแห่งมรรคาให้สงบอย่างรวดเร็ว ตวาดกร้าว “อยากตายรึ?!”
อดีตผู้ครองชิงชิวกุมหัวใจ เม้มปาก ทำท่าจะพูดไม่พูด…จู๋ซู่ไม่สนปีศาจจิ้งจอกที่ทำท่ายั่วยวนผู้นี้ เตรียมจะปล่อยกระบี่แล้ว
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ถลึงตาใส่เจ้าอันธพาลผู้นี้ อะไรกัน กระต่ายยังไม่กินหญ้าข้างรังตัวเองเลยนะ นางพูดไกล่เกลี่ยอย่างสุขุมเหมือนคนแก่ว่า “คนกันเอง คนกันเอง”
เฉินผิงอันที่ไม่อยากจะมองเหตุการณ์ทางนี้เพียงแต่มองไปยังชายหนุ่มชุดขาวที่ยังคงอยู่บนยอดเขาของชานเมือง เอ่ยเรียกเสียงดังกังวาน “เฉาสือ!”
เกี่ยวกับเฉาสือ ใต้หล้าไพศาลมีการเดิมพันมิพ่าย พวกผู้ฝึกตนที่ลงเดิมพันว่าเฉาสือต้องไม่มีทางแพ้ให้ใครอย่างแน่นอนต่างก็คิดว่าเป็นกเอาเงินไปฝาก กินดอกเบี้ยอย่างมั่นคง รับรองว่าได้ผลกำไรในทุกสถานการณ์ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า?
สำหรับเฉินผิงอันแล้ว นี่ก็ง่ายเลย ข้าผู้อาวุโสขาดเงิน!
เดิมทีเฉาสือก็รอเฉินผิงอันอยู่แล้ว การที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนก็หนีไม่พ้นกลัวว่าตัวเองจะชนะอย่างไม่สมเกียรติ
เฉินผิงอันชี้ไปที่บนทะเล เฉาสือพยักหน้า
เฉินผิงอันดีดปลายเท้า ร่างทะยานขึ้นสูง เฉาสือทะยายลมพลิ้วกายออกไปจากยอดเขา
คนชุดเขียวบินโฉบไปทางมหาสมุทร ม้วนชายแขนเสื้อทั้งสองข้าง ทันใดนั้นก็มีเสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นเป็นระลอก พลันมองไม่เห็นเงาร่างสีเขียว
เฉาสือตามหลังมาติดๆ วาดวิถีสีขาวหิมะเส้นหนึ่งอยู่กลางอากาศ เหมือนสายรุ้งสีขาวที่พาดผ่านท้องฟ้า เนิ่นนานก็ไม่สลายหายไปไหน
ในจุดที่ทะเลและพื้นดินเชื่อมต่อกัน ระหว่างคลื่นสีมรกตกับฟ้าสีคราม เฉาสือชิงปล่อยหมัดออกไปก่อน
เฉินผิงอันพลิกตัวกลับ หันหน้าเข้าหาเฉาสือ เพียงแค่ยกสองมือบังด้านหน้า รับหมัดอย่างง่ายๆ
เรือนกายเหมือนลูกธนูที่พุ่งยิงไปยังมหาสมุทร เฉินผิงอันเปลือยเท้ายืนอยู่บนผิวน้ำไถลไปด้านหลัง ถอยแล้วถอยอีก
ครู่หนึ่งต่อมา คนชุดเขียวที่ยืนนิ่งอยู่บนพื้นผิวทะเล ทว่าด้านหลังเขาห่างไปไกลมากมีคลื่นยักษ์หลายชั้นเบียดทับซ้อนกัน ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงสูงร้อยจั้ง ลมพัดจนคลื่นทะเลโหมกระหน่ำตั้งตระหง่าน