กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 24.1 เชิญออกหมัด
เฉินผิงอันยกเท้าขึ้น ใช้ปลายเท้าเตะไปที่ซี่โครงของอีกฝ่าย
ร่างของหมอผีโบราณที่นอนกองอยู่บนพื้นจึงถูกดีดขึ้นแล้วถูกเตะกระเด็นออกไป
หากไม่เป็นเพราะหมอผีที่ชุดผ้าป่านแหลกละเอียดไปแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าป่านใหม่เอี่ยมอีกตัวหนึ่งกะทันหัน
เฉินผิงอันก็เกือบจะเตะผ่าเอวของอีกฝ่ายได้แล้ว
หมอผีใช้ฝ่ามือข้างเดียวตบพื้นหยุดร่างที่ถอยกรูดเอาไว้ได้ พลิ้วกายลุกขึ้นยืน
เพิ่งจะยืนนิ่ง ไม่รอให้เขาได้ทันทำอะไรก็มองเห็นใบหน้าหนึ่งที่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
สองมือของเฉินผิงอันกระชากแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วกระชากเข้ามาหาตัวเองอย่างแรง
ก่อนจะใช้หัวกระแทกหัว
แขนข้างหนึ่งถูกฉีกขาดคาที่ ถูกเขาโยนทิ้งไป
หมอผียังเหลือแขนอีกข้างหนึ่ง
เฉินผิงอันตีเข่าใส่จนอีกฝ่ายร่างโก่งงอมาด้านหน้า
แล้วถือโอกาสนี้กระชากแขนอีกข้างที่เหลืออยู่ ก่อนจะใช้หัวไหล่กระแทกหัวใจของอีกฝ่าย
เหมือนเหล็กที่ขุดเจาะภูเขา
แค่การใช้ศอกกระแทกง่ายๆ ก็มีพลังอำนาจประหนึ่งกองทัพม้าเหล็กทะลวงขบวนรบอยู่บนสนามรบ
หมอผีถูกชนจนกระเด็นออกไป ร่างไปหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ริมขอบของหอบูชาเทพ
เฉินผิงอันหมุนข้อมือเบาๆ ขว้างแขนในมือไกลๆ ไปให้อีกฝ่าย
หมอผีเพิ่งจะใช้ความคิดในใจบังคับแขนข้างที่ถูกดึงขาดก่อนหน้านี้กลับมาอยู่ข้างกาย
เพียงไม่นานแขนก็ต่อเข้ากับหัวไหล่ที่ฉีกขาดได้ ยกมือขึ้นรับแขนที่สองมา
เวลานี้บนร่างของเขายังสวมชุดผ้าป่าน ชุดนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กลายไปเป็นเนื้อผ้าดิบที่หยาบที่สุด
ไม่มีการกุ้นขอบ ชายขาดรุ่ยสะเปะสะปะ เหมือนถูกมีดธรรมดาฟันขาด
สมกับเป็นธรรมเนียมไว้ทุกข์แบบจ่านชุยซึ่งมีระดับสูงกว่าฉีชุยอยู่หนึ่งขั้น
ใช่แล้ว
หมอผีใหญ่ที่เป็นผู้ติดต่อกับเทพจากบนพื้นดินโลกมนุษย์ได้เป็นคนแรกสุด
สำหรับการพังถล่มและการดับสูญของวิถีแห่งเทพยุคบรรพกาลแล้ว
แน่นอนว่าต้องแสดงถึงการบูชาและการไว้อาลัยด้วยพิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ชุดผ้าป่านที่แตกต่างไปตามพิธีการและกฎระเบียบซึ่งหมอผีสวมอยู่บนร่างคือระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อที่แตกต่างกันไป
คือระดับความสูงของวิถีวรยุทธที่ไม่เหมือนกัน คือปริมาณการรองรับควันธูปบริสุทธิ์ที่แตกต่างกัน
ชุดเขียวพลิ้วไสว เปลือยเท้ายืนอยู่บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะ
มือหนึ่งกำเป็นหมัดไพล่หลังเอาไว้ อีกมือหนึ่งผายมาข้างหน้า
ต่อให้มีเวลาหนึ่งหมื่นปีกั้นขวาง หมอผีก็ยังสามารถเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
เชิญออกหมัด
หมอผีโบราณที่เคยเสวยสุขกับการกราบไหว้บูชาของสรรพชีวิตบนพื้นดินจำนวนนับไม่ถ้วน
เขาที่อยู่บนหอบูชาเทพเคยได้เห็นศีรษะและแผ่นหลังที่หมอบกราบอยู่กับพื้นของสรรพชีวิตมามากมายเหลือคณานับ
หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็คล้ายจะกักตัวเองไว้ในพื้นที่แคบๆ อย่างมากก็แค่ขยับเท้าข้างเดียว
ปล่อยให้หมอผีขยับเข้ามาโจมตีในระยะประชิด
บนแท่นบูชาเทพสีขาวหิมะเหมือนว่ามีร่างสวมชุดผ้าป่านนับร้อยนับพันร่างในเวลาเดียวกัน
แต่สีเขียวกลับมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว
ปณิธานหมัดยิ่งใหญ่โอฬารที่เข้มข้นราวกับน้ำสองขุมประหนึ่งมหานทีสองสายที่ไหลเชี่ยวอย่างเกรียงไกรอยู่ในโลกมนุษย์
สีสันแตกต่างกัน หนึ่งเขียวหนึ่งเหลือง
ระดับความเร็วในการปล่อยหมัดและพละกำลังของหมอผีโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกดินอย่างแท้จริง
อีกทั้งไม่รู้ว่าเป็นวิชาอภินิหารบทใดที่ถึงกับสามารถโยกเอาปณิธานหมัดภายนอกส่วนหนึ่งของเฉินผิงอันมาใช้ได้
นอกจากนี้หมอผียังสามารถใช้ปณิธานหมัดของตัวเองเลียนแบบวิชาอภินิหารได้มากมาย
“แปรเปลี่ยน” มันอยู่บนแท่นบูชาเทพ ปณิธานหมัดมารวมกันเหมือนกระบี่บินที่เกาะกลุ่มกันเป็นค่ายกล
ห่อหุ้มเอาสัจธรรมแห่งมหามรรคาทั้งของลมฝนและสายฟ้าเอาไว้
หมอผีโบราณถึงขั้นยังสามารถ “จำแลง” ศาสตราวุธเทพบรรพกาลหลายต่อหลายชิ้นออกมาได้ตามใจ
ในบรรดานั้นก็มีดาบแคบพิฆาตที่เอาไว้ใช้สะบั้น “เส้นลมปราณมังกร”
ซึ่งอยู่ในอาณาเขตที่สำคัญของร่างกายผู้ฝึกยุทธโดยเฉพาะ
ผู้ฝึกยุทธในโลกยุคหลังหรือจะจินตนาการได้ว่าวิถีวรยุทธจะมีวิชาอภินิหารเช่นนี้ได้?
ในที่สุดก็ถูกขาข้างหนึ่งฟาดเข้ามาที่ใบหน้า
ร่างของเฉินผิงอันแน่นิ่งไม่สะทกสะท้าน แค่เอียงศีรษะถ่มเลือดออกมาคำหนึ่งเท่านั้น
กลับเป็นหมอผีที่ถูกแรงพุ่งชนมหาศาลซัดให้ถอยกรูดออกไปยืนห่างหลายสิบจั้ง
กระดูกขาวบนน่องขาเล็กเปิดเปลือยให้เห็น บนกระดูกมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏแล้ว
เลือดสดสีทองอ่อนไหลตามน่องมายังข้อเท้า ก่อนจะไหลนองไปบนพื้นกระจกสีขาวหิมะที่ไม่มีฝุ่นสักเม็ด
ชายชุดเขียวที่ยืนอยู่บนยอดสูงสุดของวิถีวรยุทธในอีกหมื่นปีให้หลังซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยอะไร แต่หมอผีโบราณก็ยังสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน
อ่อนแอ อ่อนแอเกินไปแล้ว!
……
คนที่ชมศึกไม่มีใครคิดว่าเฉินผิงอันจะแพ้ แต่ก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดว่าเฉินผิงอันจะสามารถเอาชนะมาได้อย่างสบายๆ เช่นนี้
สวีเซี่ยรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ไปถึงจวนราชครูแล้วตนยังอนุมานถึงวิธีการว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำลายการสยบราบลงไปได้
เห็นได้ชัดว่าเป็นตนที่คิดมากเกินไป
ขอแค่ปล่อยให้เฉินผิงอันขยับมาประชิดตัวได้ ตนก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ปัญหาคือจะทำอย่างไรไม่ให้เฉินผิงอันเข้าประชิดตัว? ไม่มีทางเลย!
ส่วนทางฝั่งเมืองหลวงต้าหลี นอกจากซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงแล้ว
ก็มีคนน้อยนิดที่สามารถมองออกอย่างปรุโปร่ง
มีเฟิงอี๋ที่นั่งอยู่บนม้านั่งหินใต้ซุ้มเถาวัลย์ของศาลเทพอัคคี
วันนี้นางไม่ได้ดื่มเหล้าอย่างที่หาได้ยาก ศอกสองข้างยันไว้บนโต๊ะหิน คลี่ยิ้มมีเลศนัย
เงยหน้ามองสถานการณ์การสู้รบบนฟ้า
พอจะรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าหมอผีที่ใบหน้าแต้มสีหลากหลายผู้นั้นค่อนข้างจะคุ้นตา
เพียงแต่ว่าปีนั้นหลังจากที่วิถีแห่งเทพพังทลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าอย่างตน
นอกจากการถูกลดขั้นในตำแหน่งเทพและการลดลงของหน้าที่เทพ
อีกทั้งยังต้องสูญเสียความทรงจำที่ยากจะหวนนึกถึงไปอีกมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอกระทั่งจอมปราชญ์น้อยสะบั้นการเชื่อมโยงระหว่างฟ้าดิน
ทวยเทพยุคบรรพกาลอย่างนางก็ยิ่งเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ “แก่แล้วก็ขี้หลงขี้ลืม”
และนี่ก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ จะว่าไปแล้วในบางความหมายก็ถือเป็นเรื่องที่โชคดีเหมือนกัน
ยังมีสารถีเฒ่าชูคานที่วางโต๊ะตัวเล็กตัวหนึ่งไว้ในลานบ้านบ้านตัวเอง
บนโต๊ะวางผักดองปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวไว้สองจาน
ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กจิบเหล้าหนึ่งคำแล้วขยับปากแจ๊บๆ คีบผักขึ้นมาเคี้ยวเสียงดังกรุบกรอบ
กินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อครู่นี้เห็นวิชาเฉพาะตัวหลากหลายชนิดของนักพรตกระดูกขาวผู้นั้น
สิ่งศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลที่เคยเป็นผู้ดูแลกองพิฆาตของสำนักอวี้ซู่ก็อดรู้สึกขัดหูขัดตาอีกฝ่ายไม่ได้
นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินอย่างหยวนฮว่าจิ้ง นักพรตเก๋อหลิ่งที่ยังอยู่ในเมืองหลวง
เก๋อหลิ่งถามเสียงเบา “ไม่ต้องเรียกพวกโจวไห่จิ้งกลับมาจริงๆ หรือ?”
หยวนฮว่าจิ้งส่ายหน้า “ไม่จำเป็น”
น่าเสียดายที่ถูกจำกัดด้วยค่ายกลของเมืองหลวง ตอนนี้เขาจึงไม่อาจปล่อยเสียงในใจออกไปได้
แต่เชื่อว่าด้วยผลงานอันเป็นรูปธรรมแล้ว ราชครูเฉินก็ไม่น่าจะปฏิบัติกับตนแย่ๆ
เพราะถึงอย่างไรการยกระดับของพลังพิฆาตสายแผนภูมิดิน นอกจาก ‘การคูณ” ที่มีต่อขอบเขตวิถีวรยุทธที่สูงขึ้นของโจวไห่จิ้งแล้ว
ต่อจากนี้ก็ควรถึงคราวที่ระดับขั้นของกระบี่บิน “เย่หลาง” ของหยวนฮว่าจิ้งจะได้ยกระดับบ้างแล้ว
พวกเก๋อหลิ่งสามารถมองสถานการณ์ออกได้คร่าวๆ
มีทั้งคนที่รู้สึกเหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไปเพราะ “ข้ากับราชครูเป็นพวกเดียวกัน”
แล้วก็มีทั้งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพราะ “ดูเหมือนว่าพวกเราก็เคยเจอกับความยากลำบากเช่นนี้มาก่อน
สรุปก็คืออารมณ์ของพวกเขาซับซ้อนอย่างถึงที่สุด
และยังมีเค่อชิงคนหนึ่งในกองโหราศาสตร์ของเมืองหลวงที่มีความรู้เทียมฟ้า ทว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไร้ตำแหน่งฐานะ
ในมือของเขาหอบตำราไว้ปีกหนึ่ง กำลังเงยหน้ามองฟ้า
ริมหน้าผานอกถ้ำชิงเสวียนของสะพานหยวนโหรว จู๋ซู่มองดูด้วยอาการชาไปทั้งหนังหัว
ก็โชคดีที่กระดูกของหมอผียุคโบราณแข็งแกร่งมากพอ
หาไม่แล้วคงถูกอิ่นกวานกระชากหัวลงมาโดยตรงเลยกระมัง
ไม่ใช่ว่าจู๋ซู่ประสบการณ์ตื้นเขินก็เลยตกอกตกใจ
แต่เป็นเพราะนั่นคือทัศนียภาพและความหมายที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับการถามกระบี่
เหมือนปัญญาชนอ่อนแอคนหนึ่งที่สวมชุดลัทธิขงจื๊อไปนั่งบนซากปรักของสำนักศึกษาที่ตั้งอยู่ในป่าชานเมืองรกร้าง
กินเนื้อสดๆ ที่ยังมีเลือดไหลโชก พอเงยหน้าขึ้นก็ยังคงเงยหน้าคลี่ยิ้มด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ประหลาดหรือไม่เล่า?
หากจับอิ่นกวานที่ต่อสู้อย่างเต็มกำลังโยนไปไว้ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
จุ๊ๆ นางไม่กล้าคิดถึงภาพเหตุการณ์พวกนั้นเลย
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้ร่างที่ใหญ่โตโอฬารโอบล้อมเมืองหลวงเอาไว้ก็ตกใจมากเหมือนกัน
พรสวรรค์บนวิถีวรยุทธของหมอผีโบราณเป็นเช่นไร วิธีการอัญเชิญเทพของเขายอดเยี่ยมแค่ไหน นางล้วนรู้ดี
ในดินแดนที่ใช้ขังผู้ที่ล่วงเกินเบื้องบนอย่างพวกเขา ในประวัติศาสตร์
เคยมีผู้ฝึกตนใหญ่หลายคนที่อดทนผ่านการถูกกาลเวลาชำระกัดเซาะกายเนื้อไม่ได้
แล้วก็บอกได้ยากเหมือนกันว่าพวกเขาอยากตายอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะจิตแห่งมรรคาพังทลายถึงถูกธาตุไฟเข้าแทรก
ก็เลยอยากจะข้ามผ่าน “โซ่ตรวน” เส้นนั้นไป
ไม่จำเป็นต้องให้หุนเจ่อที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูลงมือ หมอผีก็จะออกหน้าขัดขวาง
สังหารพวกเขาให้ตายไปทีละคน เป็นเหตุให้ตลอดทางในการ “เดินลุยน้ำ” กลับมาเยือนโลกมนุษย์อีกครั้งในครานี้
นักพรตกระดูกขาวที่ทะเยอทะยานอยากจะก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเองเป็นบรรพจารย์จงใจอยากดึงเขามาเป็นพวกอยู่หลายครั้ง
ทว่าหมอผีที่ไร้ชื่อไร้แซ่เอาแต่เงียบงัน ไม่สนใจ
คงเป็นเพราะต้องการจะลดความกดดันในใจ อดีตผู้ครองชิงชิวถึงได้ชวนพูดเรื่องอื่นไม่คุยเรื่องการประลองฝีมือบนเวทีทางฝั่งนั้น
แต่ถามป่ายจิ่งว่า “เขาคือคู่บำเพ็ญเพียรของเจ้าหรือ?”
เซี่ยโก่วขยับหมวกขนเตียว “เกี่ยวผายลมอะไรกับเจ้าด้วย”
ใบหน้าจิ้งจอกของอดีตผู้ครองชิงชิวเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ นางคลี่ยิ้มหวานเอ่ยว่า
“ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บหนักมาก ดึงดันจะทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ฝืนปล่อยกระบี่ออกมา”
“ไม่กลัวว่าจะรักษาบาดแผลไม่สำเร็จกลับกันยังขอบเขตถดถอยต่อเนื่องหรือ น้องป่ายจิ่งเจ้าไม่ห้ามเขาบ้างเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วกระตุกมุมปาก “จิ้งจอกแพศยารู้จักแต่ความสุขสำราญในเรื่องบนเตียงแท้จริงแล้วไม่เข้าใจผายลมอะไรเกี่ยวกับความรักชายหญิงเลย”
ในเมื่อสองคนมีใจตรงกัน ตัดสินใจว่าจะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันแล้ว
อีกทั้งพวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ ถ้าอย่างนั้นป่ายจิ่งก็ดี เซี่ยโก่วก็ช่าง
นางก็ยิ่งต้องเคารพเสี่ยวโม่ไม่ว่าเขาจะออกหรือไม่ออกกระบี่ก็ตาม
เคารพในการทำผิดพลาดของเขา ความลังเลไม่เด็ดขาดของเขา
เคารพในความไม่สนผลลัพธ์ ยึดมั่นในความถูกต้องอย่างไม่หันหลังกลับของเขา
สรุปก็คือต้องเคารพทั้งข้อดีและข้อเสีย ความเป็นความตายและอิสระของเขา
นี่ต่างหากถึงจะเป็นความรักที่เมื่อหมื่นปีก่อนผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่งเป็นเช่นไร หมื่นปีให้หลังก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
อดีตผู้ครองชิงชิวม้วนหางสีขาวหิมะข้างหนึ่งมาบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของตัวเอง
เหมือนสตรีที่ใช้พัดกลมปิดบังใบหน้า “เรื่องของความรัก ต่อให้เจ้าใสสะอาดก็ดี ขุ่นมัวก็ช่าง”
“ล้วนหนีไม่พ้นความสุขจากความรักและความใคร่ ผู้ศึกษามรรคาในทุกวันนี้ไม่เข้าใจถึงสัจธรรมของเรื่องนี้”
“ดูแคลนเรื่องนี้ว่าเป็นศาสตร์การประกอบกามกิจในห้องนอนอะไรนั่น”
“ไหนเลยจะรู้ว่าเดิมทีฟ้าดินก็เหมือนโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง ผู้ที่ฝึกตนแสวงหาความเป็นเซียนก็ไม่ใช่ว่าต้องอยู่ในห้องกันทุกคนหรอกหรือ น้องป่ายจิ่ง เจ้าว่าใช่หรือไม่? ไม่สู้ให้พี่สาวสอนเจ้าดีไหม?”
เซี่ยโก่วสะบัดชายแขนเสื้อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย เอ่ยข่มขู่ว่า “นังแพศยาเดี๋ยวก็แทงเจ้าเสียเลยนี่”
แต่แท้จริงแล้วนางใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “มีตำราลับสองสามเล่มมอบให้ข้าบ้างหรือไม่ ทางที่ดีที่สุดเอาแบบที่มีภาพวาดด้วยนะ”
เซี่ยโก่วไม่ลืมเอ่ยเตือนมาอีกประโยค “ใช่แล้ว พี่อาจื่อ เนื้อหาในตำราลับก็อย่าให้นอกรีตนอกรอยเกินไปนัก ต้องควบคู่กับมรรคกถาชั้นสูงด้วยจึงจะดีที่สุด”
อดีตผู้ครองชิงชิวใช้หางจิ้งจอกลูบไล้ดวงตาเบาๆ เอ่ยทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังว่า
“ใครเล่าจะคิดได้ว่าผู้ฝึกกระบี่ที่บริสุทธิ์ถึงที่สุดอย่างป่ายจิ่งก็ต้องตกอยู่ในห้วงอำนาจแห่งรัก หลงทางไม่อาจหาทางกลับได้เหมือนกัน”
เซี่ยโก่วชักสีหน้าใส่ทันที ก่นด่าดังลั่น “นังแพศยาพูดจาใหญ่โตไม่รู้จักละอาย อุตส่าห์ไว้หน้าเจ้าแต่ไม่ยอมรับไว้ใช่ไหม?”
อดีตผู้ครองชิงชิวรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก หางจิ้งจอกข้างนั้นลากระพื้นเบาๆ มันผงกหัวขึ้นมากล่าวว่า
“มีสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ หากสามารถรอให้คลื่นลมของที่แห่งนี้สงบลงได้ พี่สาวจะมอบให้เจ้าหลายสิบเล่มเลย”
ระหว่างที่คุยเล่นกับป่ายจิ่ง ในใจของนางก็อดรู้สึกเจ็บปวดขมขื่นไม่ได้
พวกเด็กๆ ในภูเขาของข้าลำบากตกอับกันมานานเหลือเกินแล้ว
ถึงอย่างไรกินของคนอื่นก็ต้องปากหวานมืออ่อน เซี่ยโก่วรู้สึกถูกชะตากับนางขึ้นหลายส่วน
จึงโน้มน้าวดีๆ ว่า “พี่สาวก็ไม่ต้องทำหน้ากลัดกลุ้มหรอก ฟ้านดินกว้างใหญ่ ขอแค่ไม่รนหาที่ตายอย่างโง่งม”
“ด้วยตบะของพี่สาวแล้ว มีที่ไหนที่ไปไม่ได้ มีที่ไหนไม่มีอิสระบ้างเล่า”
อดีตผู้ครองชิงชิวถามอย่างสงสัย “ป่ายจิ่งรู้จักใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นแล้วหรือ?”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวมีสีหน้าจริงจัง พูดเหมือนพึมพำกับตัวเองว่า
“ฟ้าดินกว้างใหญ่ ข้าล่องลอยพเนจรมานานแล้ว เดิมทีชีวิตนี้ไม่รู้จักความทุกข์โศก สิ่งที่กลัวที่สุดคือเผลอไปพบความอ่อนโยนเข้า”
อดีตผู้ครองชิงชิวอึ้งตะลึงไปก่อน แต่จากนั้นก็ตกใจ ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“ป่ายจิ่ง คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากวิถีแห่งกระบี่แล้ว เจ้ายังมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองเช่นนี้ได้”
สีหน้าของเซี่ยโก่วหม่นหมอง โบกมือเอ่ย “ไม่ต้องแปลกใจ พวกเจ้าก็แค่คนที่เคยเปิดอ่านตำรา”
“แต่ข้ากลับเป็นคนเขียนตำราที่อีกเดี๋ยวจะตีพิมพ์ผลงานแล้ว”
อดีตผู้ครองชิงชิวครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามหยั่งเชิงว่า
“คิดว่าจะเอาประสบการณ์การดักปล้นเมื่อหมื่นปีก่อนเขียนลงบันทึก แล้วค่อยเรียบเรียงเป็นตำรา”
“หาบัณฑิตมาช่วยตรวจแก้เพิ่มเติมสีสันสักหน่อย เอาไปขายให้กับพวกผู้ฝึกตนอิสระหรือ?”
ใบหน้าของเซี่ยโก่วเต็มไปด้วยความรังเกียจ ชี้ไปที่นาง “ผมยาวความรู้สั้น ดีแต่จะพูดจาเหลวไหลทำลายบรรยากาศ”
อดีตผู้ครองชิงชิวหันหน้ามองไปทางหอสูงสีขาวหิมะ พึมพำกับตัวเองว่า
“ข้ากับหมอผีโบราณผู้นั้นไม่ได้แตกต่างกันนัก”
“เข้าใจผิดคิดว่าเดินทางมาครั้งนี้จะได้พบเจอกับการกลับชาติมาเกิดในโลกมนุษย์ของ “บุคคลผู้นั้น””
“เชื่อว่าหากได้เจอจริง ข้าคงไม่ได้ดีใจเจียนคลั่งอะไร หากไม่ได้เจอก็ไม่รู้สึกเศร้าโศกเหมือนสหายผู้นั้น ก็แค่ ก็แค่รู้สึกวูบโหวงในใจเท่านั้น”
เซี่ยโก่วหลุดหัวเราะพรืด “โจวมี่จงใจทำลายกฎสวรรค์เดิม ปล่อยพวกเจ้าทุกคนออกมา”
“เดิมทีก็อยากจะให้พวกเจ้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับโลกมนุษย์แห่งนี้อยู่แล้ว”
อดีตผู้ครองชิงชิวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูแคลนโจวมี่เกินไปแล้ว”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เหลือบมองไปทางถ้ำชิงเสวียนกระทืบเท้าเอ่ย “เจ้าคนโง่นี่”
เซี่ยโก่วเอ่ยกับอดีตผู้ครองชิงชิว “เอาหางจิ้งจอกมาทำเป็นสะพานสิ”
อดีตผู้ครองชิงชิวก็ยอมทำตาม ยกหางจิ้งจอกสีขาวหิมะข้างหนึ่งขึ้นมา
เซี่ยโก่วกระโดดขึ้นไปบนหางจิ้งจอก หางจิ้งจอกสะบัดหนึ่งทีก็โยนเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวไปที่สะพานหยวนโหรวซึ่งอยู่ในแถบชานเมือง
เซี่ยโก่วพลิ้วกายลงพื้น เอ่ยว่า “จู๋ซู่ รีบเปิดห้องหัวใจ ทำกระบี่แห่งชะตาชีวิตให้มั่นคง เจ้าติดกับแล้ว”
จู๋ซู่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ถามหาสาเหตุ กลั้นหายใจทำสมาธิทำตามที่อีกฝ่ายบอก
เก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มที่มี “ซานไล่” เป็นหนึ่งในนั้นไปไว้ในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตสองแห่ง
เซี่ยโก่วโบกชายแขนเสื้อ กระบี่สั้นไถลออกมา มือซ้ายกุมกระบี่ มือขวาทามุทรากระบี่แตะไปตรงจุดต่างๆ อย่างหว่างคิ้วของจู๋ซู่อย่างรวดเร็ว
ก่อนจะแทงกระบี่สั้นไปที่หัวใจของจู๋ซู่อย่างว่องไว
คมกระบี่กลายเป็นภาพลวงตา ผลุบหายเข้าไปในถ้ำสถิตร่างกายมนุษย์ที่จู๋ซู่ใช้ “คัดลอก” ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์
กรีดเฉือนเส้นลายน้าเส้นนั้นออกมา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยเจือจางชั้นหนึ่ง
จู๋ซู่ขมวดคิ้วน้อยๆ ต่อให้จะเจ็บปวดราวหัวใจถูกบีบเค้น แต่ร่างกายของนางก็ยังสงบนิ่งไม่ไหวติง
บทพิเศษ ตอนที่ 24.2 เชิญออกหมัด
เซี่ยโก่วชักกระบี่สั้นออก คมกระบี่กลับคืนมาเป็นสิ่งของที่จับต้องได้จริงอีกครั้ง
แบฝ่ามือข้างขวา รวบรวมห้าอสนีไว้บนมือ มือซ้ายตวัดปลายกระบี่เบาๆ
สะเทือนให้วัตถุที่มีลักษณะคล้ายไส้เดือนสีแดงสดจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาอยู่ในลูกสายฟ้ากลางฝ่ามือ
พวกมันพลันถูกเวทอสนีหล่อหลอมส่งเสียงลั่นเปรี้ยะๆ กลิ่นเหม็นคลุ้งตลบ
จิตแห่งมรรคาของจู๋ซู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เซี่ยโก่วโบกมือสลายกลิ่นเหม็นพวกนั้นทิ้งไป ถลึงตามองจู๋ซู่ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“หากไม่เป็นเพราะสังเกตเห็นทันเวลา เจ้าก็จะถูกซานย่วนฝาจู่เป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนโดยไม่รู้ตัวแล้ว”
“ปล่อยให้มันสร้างป้ายวิญญาณขึ้นมาในช่องโพรงลมปราณของเจ้า หนึ่งร้อยสองร้อยปีให้หลังเรือนกายที่มีเนื้อหนังมังสานี้ของเจ้าก็ควรจะกลายเป็นคฤหาสน์ในป่าของนักพรตกระดูกขาวแล้ว!”
“หลังจากนั้นทุกครั้งที่เจ้าเรียกกระบี่บิน ซานไล่ ออกมามันก็สามารถใช้กระบี่บินเป็นท่าเรือ มาเดินเล่นอยู่ในร่างกายของเจ้าได้ตามใจชอบ และสักวันหนึ่งก็จะเปลี่ยนจากแขกเป็นเจ้าบ้านอย่างสมบูรณ์”
จู๋ซู่หน้าซีดขาวเล็กน้อย
ขอแค่เป็นปีศาจใหญ่ที่สามารถทำตัวกร่างอยู่บนพื้นดินยุคบรรพกาลได้นานเป็นพันปีก็ไม่มีใครที่เป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน
แล้วก็ไม่ใช่ว่านักพรตกระดูกขาวล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า จงใจอยากจะเล่นงานจู๋ซู่มาตั้งแต่แรกแล้ว
เพียงแค่เพราะนางประมาทเกินไปถึงได้ถูกนักพรตกระดูกขาวฉวยช่องโหว่แทรกซึมเข้ามา
เซี่ยโก่วเอ่ย “ตอนนี้ไม่มีภัยแฝงแล้ว ลายน้าเส้นนั้น เจ้ายังมีโอกาสที่จะลงทองอีกหนึ่งรอบ”
“ก็แค่ว่าต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ต้องรีบร้อน”
เซี่ยโก่วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “รับหน้าที่เป็นกระบี่ส่วนตัวอยู่ในเปลี่ยวร้าง เส้นเอ็นหัวใจต้องขมึงเกร็งอยู่ทุกวัน”
“มาถึงไพศาล กลายเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอกระทั่งได้ตำแหน่ง “เซียนกระบี่ใหญ่” ที่ปรารถนามานานแม้ในยามหลับฝันมาอยู่ในมือ แน่นอนว่าต้องรู้สึกผ่อนคลายในทันที จิตแห่งมรรคาของเจ้าก็เลยเกิดปัญหาใหญ่”
จู๋ซู่เหงื่อแตกท่วมตัว กุมมือประสานเอ่ยว่า “น้อมรับคำสั่งสอน จู๋ซู่ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้”
เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว เอ่ยเนิบช้าว่า “ไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นความฝึกขัดเกลาจิตใจ นี่ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน”
ช่วยจู๋ซู่กำจัดภัยแฝง การกระทานี้มองดูเหมือนเซี่ยโก่วทำได้อย่างผ่อนคลาย แต่แท้จริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเพราะทุกวันนี้ขอบเขตต่ำแล้ว น่าหงุดหงิดนัก!
อดีตผู้ครองชิงชิวมองไกลๆ มาเห็นภาพนี้ สายตาของนางก็แฝงเลศนัย
ผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่งที่ในอดีตยึดความคิดตนเองเป็นหลัก ทุกวันนี้กลับมีกลิ่นอายของมนุษย์อย่างเข้มข้น
หากมองแค่ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในเมืองหลวง ดูแค่จิตแห่งมรรคาและวิธีการฝึกตนของพวกเขา
หากจะให้นางพูดจริงๆ ผู้เล่าเรียนมรรคาในทุกวันนี้ก็ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ไม่ใช่สตรีอัปลักษณ์ที่เลียนแบบการเขียนคิ้วของผู้อื่นก็เป็นพวกนกแก้วเรียนท่องคำ
ณ หอบูชาเทพสีขาวหิมะที่ลอยสูงอยู่กลางนภา
คงเป็นเพราะในที่สุดหมอผีโบราณก็ไม่คิดจะออมฝีมือเอาไว้อีกแล้ว จึงไม่ได้เป็นฝ่ายที่ถูกซ้อมอยู่ข้างเดียวอีกแล้ว
เสียงฟ้าคารณดังกัมปนาทเกิดจากพายุหมัดของผู้ฝึกยุทธที่ซัดกระแทกไปโดน
เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างยักษ์ของกรมสายฟ้ายุคบรรพกาลตนหนึ่งที่กำลังตีกลอง
ยิ่งพลังตบะสูงเท่าไรก็จะยิ่งสามารถสัมผัสได้ถึงพลานุภาพอันแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ของปณิธานหมัดขุมนั้น
อดีตผู้ครองชิงชิวอดทอดถอนใจด้วยความปลงอนิจจังไม่ได้ อาศัยแค่พละกำลังคนอย่างเดียวเลยนะ ความปลงอนิจจังไม่ได้
ถึงอย่างไรจู๋ซู่ก็ไม่ใช่ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ เวลาที่มองสถานการณ์บนเวทีประลองจึงรู้สึกเหมือนมองดอกไม้ในม่านหมอก
คล้ายกับว่ามีอะไรกางกั้นไว้อยู่ตลอดเวลา
นางใช้เสียงในใจถาม “เจ้าขุนเขาเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดแล้ว ยังสามารถผลัดกันรุกผลัดกันรับกับอีกฝ่ายแบบนี้ได้อีกหรือ?”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “เจ้าขุนเขาของพวกเรานิสัยเป็นอย่างไร เจ้าไม่รู้เหรอ”
จู๋ซู่ยิ้มเอ่ย “ขอผู้อาวุโสป่ายจิ่งโปรดไขข้อข้องใจให้ด้วย”
เซี่ยโก่วเห็นว่านางไม่เหมือนแกล้งโง่ก็ได้แต่อธิบายว่า
“ผู้ฝึกกระบี่ ศึกษาเล่าเรียนมรรคา ผู้ฝึกยุทธ ล้วนให้ความสำคัญกับสองคำว่า “บริสุทธิ์””
“สองฝ่ายที่ถามหมัดกันต่างก็ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ทะนุถนอมเห็นค่ากัน”
“แน่นอนว่าเจ้าขุนเขาก็มีความคิดที่อยากจะขโมยเรียนวรยุทธยุคโบราณด้วย”
“จะต้องให้อีกฝ่ายออกหมัดอย่างเต็มคราบ แต่งหน้าขึ้นเวทีอย่างยิ่งใหญ่ แล้วก็ต้องได้ลงจากเวทีไปอย่างเกรียงไกร”
จู๋ซู่พยักหน้า เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “เข้าใจแล้ว”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกลับไปที่หัวกำแพง
เรือนกายเล็กบางเหมือนแมวป่าตัวเล็กที่หมอบซ่อนอยู่ระหว่างป้อมเชิงกำแพงสองแห่ง
อดีตผู้ครองชิงชิวยิ้มเอ่ย “เซียนกระบี่หญิงผู้นี้ ไฉนถึงได้ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย”
“หรือว่าขอบเขตเซียนเหรินของกำแพงเมืองปราณกระบี่ล้วนเป็นพวกประมาทเลินเล่อเช่นนี้?”
เซี่ยโก่วปรายตามองเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไร
อดีตผู้ครองชิงชิวรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที
“อันที่จริงต้องเป็นแบบนี้ถึงจะถูก ผู้ศึกษามรรคาที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นความตาย”
“มักจะประมาทกับเรื่องต่างๆ คิดดูแล้วก็คงเพราะสาเหตุนี้ คนที่มีชีวิตรอดถึงได้เป็นคนที่ระมัดระวังอย่างเจ้าและข้า”
ศึกเดินขึ้นฟ้า ผู้ฝึกกระบี่บาดเจ็บล้มตายกันมากมาย เป็นเพราะพลังพิฆาตของพวกเขาไม่สูงหรือ? เป็นเพราะจำนวนของพวกเขาไม่มากพอหรือ?
เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจหลักการเหตุผลที่ทำให้คนอย่างนักพรตกระดูกขาวมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว ยิ่งกว่าหรือ?
เซี่ยโก่วพยักหน้า นี่ต่างหากถึงจะเหมือนภาษาคน นางหยิบขนมมงคลถุงหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ
เซี่ยโก่วหยิบลูกอมออกมาสองเม็ด ส่วนอื่นๆ ที่เหลือก็โยนให้อดีตผู้ครองชิงชิวไปพร้อมถุงด้วย “นี่เรียกว่าขนมมงคล ลองกินดู”
อดีตผู้ครองชิงชิวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเลือกปล่อยจิตหยินออกจากช่องโพรง กลายร่างเป็นสตรีหน้าตางดงาม
ยื่นมือไปรับถุงปักลายเอาไว้ เอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่า “เป็นถุงที่ประณีตเหลือเกิน”
เซี่ยโก่วถลึงตาใส่ “ไม่กินขนมก็คืนมาให้ข้า”
อดีตผู้ครองชิงชิวส่ายหน้า ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ไม่กล้ากินขนม กลัวว่าจะหลงกลน้องป่ายจิ่ง แต่ก็ตัดใจคืนถุงให้ไม่ได้”
นางยกมือขึ้นพิศมองถุงปักลาย เหอะ นี่คือของชิ้นแรกที่ได้หลังจากมาเยือนโลกมนุษย์ใหม่เชียวนะ ขนมมงคล? เป็นการเริ่มต้นที่ดี
สำนักกระบี่หลงเฉวียนที่อยู่ห่างไกลจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
หลิวเสี้ยนหยางได้ขี่กระบี่ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบนยอดเขาโหยวอวี่
ไปยังตำหนักห้าบุปผาที่อยู่บนยอดของยอดเขาจูไห่
เขานั่งอยู่บนเบาะนั่ง สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหน้าท้องคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น ต้องการจะปล่อยกระบี่ในความฝัน
เซอเยว่ที่เฝ้าด่านให้อยู่ด้านนอก นางไม่ได้เอ่ยหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ทำนองว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าเพิ่งจะถามกระบี่กับเจิ้งจวีจงไปสามครั้ง ต้องพักผ่อนให้ดี
และก็ไม่ได้พูดถึงการจับคู่ต่อสู้ในครั้งนั้น ในเมื่อเฉินผิงอันได้เปรียบ เจ้าหลิวเสี้ยนหยางก็ไม่จำเป็นต้องปักบุปผาลงบนผ้าแพรอะไรก็ได้
นางกับคนรักหลิวเสี้ยนหยางก็ดี หลิวเสี้ยนหยางกับสหายรักเฉินผิงอันก็ช่าง ล้วนไม่มีหลักการเหตุผลพวกนี้
ทางฝั่งของภูเขาหวงหู เข้าใจความเป็นอยู่ของพวกปลาดีแล้ว ทั้งยังทำหลุมล่อปลาไว้ถูกตำแหน่งแล้ว
หลิวชาก็ตกปลาชิงตัวใหญ่ติดต่อกันได้สองตัว เขาลำพองใจยิ่งนัก อารมณ์ดีสุดขีด
มือถือบ่าแบก เอาปลาที่ได้มาตากไว้บนราวไม้ไผ่ที่ใช้ตากผ้า
ราวไม้ไผ่ที่โค้งงอเหมือนพระจันทร์เสี้ยวส่งเสียงออดแอด หลิวชาปัดมือ
น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในตลาดที่คึกคักจอแจ ถึงได้ขาดความหมายบางอย่างไป
หลิวชากวักมือหนึ่งที บังคับกระบี่พกที่แขวนไว้บนผนังห้องมาถือไว้ในมือง่ายๆ
แล้วทะยานร่างขึ้นสูงจากพื้น กลายร่างเป็นแสงรุ้งเส้นหนึ่งที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงต้าหลี
หลิวชาคิดว่าจะไปชมความครึกครื้นก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
หากต้องออกกระบี่จริงๆ ก็ถือว่าเขาได้ทำตามข้อตกลงแล้ว อยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้
จะเป็นคนหรือปีศาจ ควรฆ่าไม่ควรฆ่า ผู้ฝึกกระบี่หลิวชาย่อมต้องมีการตัดสินใจเป็นของตัวเอง
แสงกระบี่เส้นนี้พลันหักเหอยู่กลางอากาศ หลิวชาไปอยู่ข้างกายจู๋ซู่ เรือนกายพลิ้วยืนนิ่งอยู่ที่ริมหน้าผา
มองสถานการณ์การสู้รบอยู่พักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะไม่ควรมา”
จู๋ซู่ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “คนที่อยู่บนภูเขาติดกันคือผู้ฝึกยุทธเฉาสือ และยังมีเซียนกระบี่สวีจวิน คือบินทะยานใหม่ มีความรับผิดชอบอย่างมาก”
หลิวชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าก็แค่ขอบเขตถดถอย ไม่ได้ตาบอด ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง ยังมองเห็นอยู่”
จู๋ซู่สะอึกอึ้งพูดไม่ออก
หลิวชาเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “ยินดีด้วยที่ฝ่าทะลุขอบเขต”
จู๋ซู่กุมหมัดคารวะกลับคืน ยิ้มเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเจ้ารู้จักอาเหลียงแล้วยังเป็นเพื่อนรักกันด้วย?”
คิดไม่ถึงว่าหลิวชาจะเอ่ยมาตามตรงว่า “ข้าไม่รู้จัก ข้าไม่ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับอาเหลียง”
จู๋ซู่ได้แต่เงียบเสียงลงอีกครั้ง
หลิวชาปรายตามองภูเขาที่อยู่ติดกัน เขาเองก็เหมือนกับจู๋ซู่ที่ไม่ได้ใส่ใจเซียนกระบี่สวีจวินที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานสักเท่าไร
ส่วนใหญ่จะมองไปทางเฉาสือผู้ฝึกยุทธชุดขาวมากกว่า
จำต้องยอมรับว่าหากพูดกันเรื่องบุคลิกหน้าตา เฉาสือก็หล่อเหลาสง่างามราวกับต้นไม้หยกรับลม คือบุคคลที่มีรัศมีโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งของยุคจริงๆ
หลิวชาผงกศีรษะทักทาย
สวีเซี่ยย่อมต้องรู้ดีว่าเฉาสือคือใคร
ผู้ฝึกกระบี่แห่งไพศาล แต่ไหนแต่ไรมามักจะดูแคลนผู้ฝึกยุทธมากกว่าจะกริ่งเกรง
จะเอาอะไรมาพูดถึงความเคารพนับถือ? นักพรตในภูเขา ผู้ฝึกตนทำเนียบ
บางครั้งเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันก็จะเปลี่ยนจากการถกมรรคาไปเป็นเรื่องของฝีมือหมัดเท้า แล้วก็มักจะหนีไม่พ้นนามว่า “เฉาสือ” นี้
แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญตนของหลายใต้หล้า ไม่มีใครที่ดูแคลนผู้ฝึกยุทธเฉาสือ
คนที่ชมเรื่องสนุกอยู่ที่ตีนเขา อย่างมากก็แค่พูดคุยกันว่ากระบวนท่าของผู้ฝึกยุทธยอดเยี่ยมหรือไม่ หายากหรือไม่
คนที่กลางภูเขาสามารถมองเห็นเบาะแสบางอย่างได้
มีแค่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาเท่านั้นที่ถึงจะเข้าใจเรื่องหนึ่ง สำหรับวิถีวรยุทธแล้ว เฉาสือมีความหมายไม่ธรรมดา
แต่รอกระทั่งได้เห็นฝีมือด้านวรยุทธของเฉินผิงอันกับตาตัวเอง
เวลานี้สวีเซี่ยมองเฉาสืออีกครั้งก็มีความรู้สึกที่ต่างออกไป
เผชิญหน้ากับเฉินผิงอัน ทยอยถามหมัดสี่ครั้งเอาชนะได้ติดกันทุกครั้ง! เจ้าเฉาสือทำได้อย่างไรกันแน่?
ดูเหมือนว่าเฉาสือจะสัมผัสได้ถึงความคิดของสวีเซี่ย จึงอธิบายว่า
“พวกเราพบหน้ากันครั้งแรกที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เฉินผิงอันในเวลานั้น พรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่ได้สูง”
“แต่เขามีความอดทนและความยืดหยุ่นอย่างมาก ท่าทีที่มีต่อการถามหมัดก็บริสุทธิ์มากพอ”
“เขาจะสร้างสมมติฐานไว้ก่อนว่าตัวเองต้องแพ้อย่างแน่นอน แล้วค่อยมาถามหมัด”
“ไม่ว่าจะได้เรียนรู้กระบวนท่าอะไรไปจากข้า เขาก็สามารถอาศัยโอกาสนี้มาขัดเกลาเรือนกาย ปรับแก้ช่องโหว่ของกระบวนท่าหมัดจุดสองจุดให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แม้จะแพ้หมัดก็ถือว่าชนะแล้ว”
“แน่นอนว่าข้าเฉาสือคือศัตรูในจินตนาการบนเส้นทางการเรียนวรยุทธของเขา”
“แต่ศัตรูในจินตนาการที่ใหญ่ที่สุดของเขา ยังคงเป็นตัวเขาเอง”
“เฉินผิงอันเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าทุก “วันพรุ่งนี้” ของตัวเองจะต้องแข็งแกร่งกว่า “ตัวเองในวันนี้””
“เป็นเหตุให้เมื่อถูกสภาพจิตใจเช่นนี้ชักนำ เขาจึงสามารถแพ้ให้ใครก็ได้แม้กระทั่งเฉาสือเอง”
“แต่เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองต้องสิ้นเปลืองเวลา ไม่ปล่อยให้ตัวเองเกียจคร้านได้แม้แต่สักชั่วขณะ”
“เฉินผิงอันที่เป็นเช่นนี้ สำหรับเฉาสือแล้วถือว่าเป็นเรื่องดี คือแส้ที่มองไม่เห็นซึ่งคอยเฆี่ยนให้เดินต่อ”
“ก็เหมือนทุกครั้งที่ข้าหันกลับไปมองก็จะเห็นว่าตรงตำแหน่งที่ห่างไปไม่ไกล มีคนผู้หนึ่งฝึกหมัดไม่หยุดอย่างไม่มีปริปากบ่น”
“หนึ่งครั้งใช่ สองครั้งใช่ สามครั้งก็ยังใช่ นานวันเข้า เฉาสือไม่ต้องหันกลับไปมองก็จะบีบให้ตัวเองขยันหมั่นเพียรให้มากขึ้นไปอีก”
ฟังมาถึงตรงนี้สวีเซี่ยก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง จึงยิ้มเอ่ยสัพยอกไปประโยคหนึ่งว่า
“ก็เหมือนการอยู่ในวงการขุนนาง ลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงกับลูกหลานตระกูลยากจนที่สอบในปีเดียวกัน เทียบกันแล้วฝ่ายหลังมักจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้มากกว่า”
เฉาสือคิดแล้วก็เอ่ยว่า “การเปรียบเทียบนี้ของสวีจวินไม่ได้เหมาะสมขนาดนั้น”
สวีเซี่ยกล่าว “เมื่อก่อนได้ฟังผู้ถ่ายทอดมรรคาของข้าท่านนั้นพูดถึงการเรียนวรยุทธในใต้หล้า”
“บอกว่าผู้ฝึกยุทธเต็มตัวต้องมีจิตใจอันฮึกเหิมราวกับการดึงมวยผมทะยานขึ้นฟ้า ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจเลย แต่ตอนนี้เริ่มพอจะเข้าใจบ้างแล้ว”
เฉาสือพยักหน้า “ยิ่งเดินขึ้นสูงไปบนวิถีวรยุทธ ยิ่งขยับเข้าใกล้ยอดเขา”
“คนร่วมทางที่อยู่ข้างกายเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ยิ่งต้องพิถีพิถันในเรื่องนิสัยใจคอของผู้ฝึกยุทธ”
“ต้องกล้าพูดกล้าคิด กล้าทำ กล้ารับ”
สวีเซี่ยเอ่ย “เส้นทางการฝึกตนก็น่าจะเป็นประมาณนี้”
เฉาสือรวมเสียงให้เป็นเส้น พูดคุยอย่างลับๆ ว่า “ปีนั้นหลังจากที่อาจารย์ของข้าเดินทางไปหาประสบการณ์ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่”
“ได้พาข้ากลับไปที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางด้วยกัน ระหว่างนั้นนางอยากจะถามหมัดกับอาจารย์เจิ้ง”
“อาจารย์เจิ้งกลับไม่ยอมตอบตกลง”
สวีเซี่ยพยักหน้า เคยได้ยินเรื่องเล่าบนภูเขาเรื่องนี้มาจริงๆ
เฉาสือเอ่ย “แต่ว่าอาจารย์เจิ้งเคยมีคำประเมินอย่างหนึ่ง เป็นการพูดถึงคุณสมบัติของผู้ฝึกยุทธในสายตาของเขา”
สวีเซี่ยประหลาดใจอย่างมาก “บอกเนื้อหาคำประเมินของอาจารย์เจิ้งอย่างละเอียดให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?”
ขอแค่พูดถึงเจิ้งจวีจง พูดถึงเจ้านครเจิ้งหรือที่ผู้คนเรียกขานกันว่าอาจารย์เจิ้ง มักจะต้องระมัดระวังเพื่อให้ขับเรือได้นานหมื่นปี รับประกันว่าจะไม่มีความผิดพลาดใดๆ
เฉาสือเอ่ยคำประเมินของเจิ้งจวีจงอย่างเชื่องช้า เกี่ยวพันไปถึงความสามารถและพรสวรรค์ของผู้ฝึกยุทธคนหนึ่ง
“เฉาสือคือฟ้าเก้าคนหนึ่ง หลินซือแห่งใต้หล้ามืดสลัวกับเผยเปยแห่งต้าตวนต่างก็เป็นฟ้าแปดคนสอง จางเถียวเสียคือฟ้าเจ็ดคนสาม”
“เจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารคือฟ้าห้าคนห้า”
“เซี่ยสือจีแห่งพื้นที่มงคลเถาฮวาคือฟ้าสี่คนหก ป้ายโอ่วแห่งราชสำนักชิงเสินคือฟ้าสามคนเจ็ด เจียงจ้าวหมอแห่งป่ายอวี้จิงคือฟ้าสองคนแปด เฉินผิงอันคือฟ้าหนึ่งคนเก้า”
บนหอบูชาเทพเจ้า
บนร่างสวมชุดผ้าป่านจ่านชุยตัวสุดท้ายที่สภาพเสียหายอย่างหนัก หมอผีนั่งคุกเข่าข้างเดียว กระอักเลือดไม่หยุด
สายตาของเขาพร่ามัว ยังคงพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเงยหน้าขึ้นมองไปไกลๆ
เหมือนคนแก่ที่อายุขัยกำลังจะหมดสิ้นคนหนึ่งที่เผชิญหน้ากับความตายอย่างผึ่งผาย
นั่นจะเป็นงานศพที่ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้า
การประลองยุทธที่ไม่มีคนนอกมารบกวนครั้งนี้ สิ่งที่หมอผีโบราณได้เรียนรู้มาล้วนถูกแสดงออกมาจนหมดอย่างเต็มคราบแล้ว
อีกฝ่ายเองก็ได้ทำให้หมอผีโบราณสัมผัสกับวิชายุทธใหม่เอี่ยมของอีกหมื่นปีให้หลัง
การฝึกขัดเกลาร่างกายและกระดูกเส้นเอ็นอย่างไรจึงจะแปลกใหม่มีชั้นเชิง กระบวนท่าหมัดจะบุกเบิกขอบเขตใหม่ได้อย่างไร
การประลองครั้งหนึ่งเปรียบเสมือนตำราวิชายุทธ์ทั้งเล่มอธิบายความละเอียดลึกซึ้งของการหมุนเวียนลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ในปัจจุบัน
และชี้ให้เห็นว่า “ตัวข้าก็คือเทพ กายนี้ก็คือวิหารแห่งเทพ”
หมอผีโบราณแสยะปาก พยักหน้าให้บุรุษผู้นั้น คล้ายกับเอ่ยประโยคหนึ่งว่า หมัดดีข้าแพ้แล้ว
ทว่าหมอผีก็ยังดิ้นรนลุกขึ้นยืน เรือนกายโงนเงน ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณล้วนเป็นดังม้าตีนปลาย
ไม่อาจรวบรวมลมปราณแท้จริงมาได้อีกแล้ว แต่เขาก็ยังเลียนแบบท่ายืนของบุรุษชุดเขียว
ยกฝ่ามือที่ไร้เลือดเนื้อ เหลือเพียงกระดูกขาวข้างหนึ่งขึ้นมาช้าๆ เลือดสดอาบย้อมเปียกชายแขนเสื้อ
มือที่สั่นระริกผายออกมาด้านหน้า
เชิญออกหมัด