Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 16.1 ที่นั่ง

  1. Home
  2. กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!
  3. บทพิเศษ ตอนที่ 16.1 ที่นั่ง
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทพิเศษ ตอนที่ 16.1 ที่นั่ง
ทางฝั่งห้องครัวของยอดเขาโหยวอี๋ พ่อครัวเฒ่าที่ผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอวกำลังง่วนทำอาหาร

มีหน่วนซู่คอยช่วยเป็นลูกมือ ประหยัดแรงไปได้มาก ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาจากซึ้งนึ่ง

ลำพังแค่โต๊ะที่วางวัตถุดิบเครื่องปรุงก็มีถึงสองโต๊ะใหญ่

จานชามและถาดล้วนเป็นเครื่องกระเบื้องที่เผาออกมาจากเตาเผาหลงเฉวียนทั้งสิ้น มองแล้วสบายตาสบายใจ

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเพิ่งจะยกเหล้าปรุงอาหารจากห้องเก็บสุรามาสามชนิด รินใส่ชามใบหนึ่ง

พ่อครัวเฒ่ายกชามขึ้นแกว่งเบาๆ สูดดมกลิ่น พยักหน้า

พวกหลูหลางหวน หน่วนอ้าย ไม่ได้มาจากตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยสูงส่งจากล่างภูเขา

นับแต่เด็กมาพวกนางก็ฝึกวิชาเซียนอยู่บนภูเขา ทำเรื่องพวกนี้ก็มีแค่น้ำใจอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ แล้ว

อันที่จริงในใจพวกนางก็รู้ดีว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง

มองอาจารย์ผู้เฒ่าที่มีฝีมือการทำอาหารคล่องแคล่วดุจเมฆคล้อยน้ำไหล พวกนางก็อดไม่ไหวคิดว่าหากในบ้านมีผู้อาวุโสเช่นนี้อยู่ก็ช่างเป็นความโชคดีจริงๆ

อาจารย์ผู้เฒ่าจูไม่เพียงแต่มีความอดทนดีเยี่ยม นิสัยดี ยังพูดจาสุภาพไพเราะ คุยเก่งไม่เคอะเขิน

มักจะเป็นฝ่ายชวนพวกนางคุยถึงเรื่องบ้านเกิดล่างภูเขา ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องเล่าประหลาดที่น่าสนใจมากมาย

เรื่องที่แม้กระทั่งพวกนางเองก็ยังไม่รู้ แต่คุยกันแค่ไม่กี่ประโยคกลับถูกคำพูดของอาจารย์ผู้เฒ่ากระตุ้นให้เกิดความคิดถึงบ้านเกิดอย่างเจือจางขึ้นมาได้

โดยทั่วไปแล้ว จวนเขียนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ค่อนข้างใหญ่บนภูเขาจะต้องมีพ่อครัวแม่ครัวโดยเฉพาะอยู่หลายคนที่อย่างน้อยจะต้องเชี่ยวชาญการปรุงอาหารเป็นยา

ผู้เฒ่าที่อายุมากแล้วท่านนี้ว่ากันว่าเป็นผู้ดูแลเฒ่าของภูเขาลั่วพั่ว

แม้ว่าจะแต่งกายเรียบง่ายสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวกับรองเท้าผ้า แต่กลับจัดการตัวเองอย่างสะอาดสะอ้านเรียบร้อย

ความเป็นมิตรบนใบหน้าและบุคลิกที่ใจกว้าง บนร่างของผู้เฒ่ามีความพิถีพิถันอย่างหนึ่งที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เหมือนความร่ำรวยสูงศักดิ์ที่แผ่อบอวลอยู่ในกระดูก

มีแม่นางน้อยคิ้วบางคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องครัวอย่างรีบร้อน ตรงดิ่งไปที่เตาไฟ แล้วนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก

หยิบกระบอกเป่าไฟที่ทำจากไม้ไผ่ขึ้นมา ก้มหน้าลงมองเปลวเพลิงในเตาที่เป็นสีแดงเจิดจ้า นางสามารถเริ่มงานได้ทุกเมื่อ

หญิงสาวที่มวยผมทรงกลมคนหนึ่งเดินตามเข้ามาในห้องครัว ม้วนชายแขนเสื้อขึ้นยิ้มรับกระบวยน้ำเต้ามาจากหน่วนซู่

ล้างมือทั้งสองข้างให้สะอาด ผูกผ้ากันเปื้อน ยืนอยู่ข้างเขียง

สตรีสวมชุดสีเขียวคนหนึ่งที่ตรงเอวห้อยจานฝนหมึกขนาดเล็กรับผิดชอบเลือกผัก

ระหว่างนั้นได้รับคำสั่งจากพ่อครัวเฒ่า นางก็ไปเลือกเอาขาหมูรมควันชิ้นหนึ่งมาจากบนคานห้อง ยื่นส่งให้กับศิษย์พี่หญิงเผย

ยังมีเวลาเหลืออีกพักหนึ่งก่อนจะถึงพิธีคานับฟ้าดิน

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเดินอาดๆ เข้ามาในห้องหอที่จัดไว้อย่างประณีติ กุมมือคารวะ

“เจ้าสาว ฮูหยินเจ้าขุนเขา สบายดีนะ”

หนิงเหยาที่กำลังห่อขนมมงคลใส่ถุงผ้าปักลายถุงแล้วถุงเล่าผงกศีรษะทักทายเซี่ยโก่ว

พูดถึงแค่รูปแบบของถุงปักลายใบนี้ก็เป็นอาจารย์ผู้เฒ่าจูที่วาดแบบขึ้นมาด้วยตัวเอง

หน่วนซู่เป็นคนทำตัวอย่างขึ้นมา จากนั้นไหว้วานให้ผู้ฝึกตนหญิงของภูเขาหลังอ๋าวและเหล่าสาวทอผ้าของจวนไฉ่เซวี่ยช่วยถักทอให้

หลิวเสี้ยนหยางและเซอเยว่ต่างก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องห่อขนมมงคลมากมายขนาดนี้ แต่เฉินผิงอันกลับไม่ยอม บอกว่าเขาจะได้เอาไปมอบให้คนอื่น

เซี่ยโก่วพลันกระโดดไปข้างหลัง พูดด้วยสีหน้าตกตะลึงในความงาม

“ฮูหยินเจ้าขุนเขา วันนี้เกือบจะสวยกว่าเจ้าสาวแล้วนะ”

หนิงเหยาเม้มปาก มองค้อนนางหนึ่งที

จากนั้นพอรู้ว่าไหวลู่คือซานจวินหญิงของภูเขาหลวนชาน ดวงตาของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองข้างแก้มแดงปลั่งก็เป็นประกายวาบ

ภูเขาหลวนชานคือสถานที่ที่ดีเลยนะ ศักดิ์สิทธิ์ทั้งเรื่องความรักและการขอบุตร นางจึงตีสนิทกับพี่หญิงไหวลู่อย่างกระตือรือร้นประจบเอาใจ

เซี่ยอันดับหนึ่งย่อมคิดไว้ว่าคราวหน้าที่ถึงงานแต่งของตัวเองก็ต้องให้พี่หญิงไหวลู่มาช่วยจัดงานให้ด้วย จัดให้สวยงาม

ส่วนอาจารย์ผู้เฒ่าจูกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ย คนบ้านเดียวกันย่อมไม่พูดจาห่างเหินอยู่แล้ว

จะดีจะชั่วไหวลู่ก็คือซานจวินของภูเขาทายาท นางย่อมต้องรู้จักฉายาการฝึกตนว่า “ป๋ายจิ่ง” นี้

เพียงแต่ว่านางไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเกี่ยวกับ “ปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาล” หรือ “ป๋ายจิ่งแห่งเปลี่ยวร้าง” มากนัก

เซี่ยโก่วคิดว่าตัวเองจัดการพี่หญิงไหวลู่ได้อย่างอยู่หมัดแล้ว ขาดก็แค่ไม่ได้ทำพิธีสาบานเป็นพี่สาวน้องสาวกันเท่านั้น

หันหน้าไปมองสตรีงดงามคนหนึ่งที่กำลังเติมหน้าให้เซอเยว่ ชื่นชมฝีมือของนางอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า

“เจ้าก็คือสาวใช้ของเจ้าสำนักกู้หรือ?”

กู้หลิงเยี่ยนพยักหน้ารับ

ฉายาของนางคือชุนเซียว ใช้นามแฝงอยู่ในเปลี่ยวร้างว่าอู่จื่อเมิ่ง คือหนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง

กู้ช่านมอบชื่อใหม่ให้กับนาง แล้วเติมแซ่กู้เข้าไป ทุกวันนี้ชื่อของนางที่บันทึกอยู่ในทำเนียบก็คือกู้หลิงเยี่ยน

พูดคุยกับเซี่ยโก่ว ไหวลู่สามารถทำตัวตามสบายได้ แต่กู้หลิงเยี่ยนกลับค่อนข้างจะตื่นเต้น

เทียบกับเมื่อก่อนตอนอยู่ข้างกายกู้ช่านหรือตอนที่ได้เจอกับอิ่นกวานหนุ่มแล้วก็ยังระมัดระวังตัวอยู่หลายส่วน

เพราะถึงอย่างไรเฉินผิงอันก็ยังมีสถานะของลัทธิขงจื๊อ ก่อนจะฟันคนก็ควรต้องคิดถึงมารยาท คุณธรรม และกฎระเบียบของศาลบุ๋นเสียก่อน

แต่กับ “บรรพจารย์” ของเปลี่ยวร้างบ้านเกิด บรรพบุรุษแห่งผู้ฝึกตนอิสระในโลกมนุษย์อย่างป๋ายจิ่งผู้นี้ กู้หลิงเยี่ยนจะไม่เห็นอยู่ในสายตาได้อย่างไร?

เซี่ยโก่วเหลือบมองนางอยู่หลายที เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า

“แม่นางน้อยช่างมีโชควาสนายิ่งใหญ่นัก ถึงกับหลอมลำคลองอู๋ติ้งได้ทั้งสายเลยหรือ? พวกหย่างจื่อเฟยเฟยก็ยอมด้วยหรือ?”

กู้หลิงเยี่ยนตอบไปตามสัตย์จริง

“ข้าอยู่ที่เปลี่ยวร้างใช้นามแฝงว่าอู่จื่อเมิ่ง เป็นโจวมี่ที่ตั้งให้ เพราะยังมีสถานะของแผนภูมิฟ้าอยู่ด้วย ข้าก็เลยแอบอ้างพระราชโองการโดยมิชอบหย่างจื่อและเฟยเฟยต่างก็เข้าใจผิดว่าเป็นความต้องการของโจวมี่ ก็เลยไม่ได้ขัดขวาง”

เซี่ยโก่วพยักหน้า

“แสวงหาความร่ำรวยสูงศักดิ์ท่ามกลางความเสี่ยง ใช้คำกล่าวของบรรพจารย์จิ่งชิงพวกเราก็คือต้องลองเดิมพันดูสักตั้ง พลิกคว่ำพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสักครั้ง เปลี่ยนจากสระน้ำกลายเป็นทะเลสาบ”

สวีเสี่ยวเฉียวได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึงไป บรรพจารย์จิ่งชิง? ก็คือเด็กชายชุดเขียวปากไร้หูรูดตอนอยู่ร้านเหล็กริมลำคลองในอดีตผู้นั้น?

พอมาคิดดูอีกทีก็เหมือนว่าเป็นคำพูดที่เขาพูดได้จริงๆ

อันที่จริงกู้หลิงเยี่ยนมีเรื่องลับในยุคบรรพกาลอยู่มากมายที่อยากจะขอพิสูจน์ความจริงจากป๋ายจิ่ง

แต่เซี่ยโก่วหรือจะมีอารมณ์มาพูดคุยเรื่องเก่าเก็บพวกนี้กับแม่นางน้อย

ได้ยินว่าก่อนหน้านั้นพวกกู้หลิงเยี่ยนบีบให้นายท่านเจ้าขุนเขาบ้านตนร่ายบทกวีตอบโต้กันไปสิบกว่าบท

แล้วยังให้กู้ช่านร่ายกระบวนท่าหมัดเท้าที่ต้องส่งเสียงดังพึ่บพับไปหลายท่า

แรกเริ่มคนหน้าหนาสองคนนั้นอับอายจนแทบจะอยากขุดรูมุดหนีลงไป

แต่พอเล่นกันไปได้พักหนึ่ง เจ้าสองคนนี้กลับฮึกเหิมกันขึ้นมา

ก็แค่ให้นายท่านใหญ่อย่างพวกเขาจีบนิ้วท่าดรรชนีกล้วยไม้ ก้าวย่างถี่ๆ พลางขับร้องบทละครงิ้วอย่างอ่อนช้อยเลียนแบบสตรีไม่ใช่หรือ?

จะนับเป็นอะไรได้ ผลคือทำเอาหนิงเหยาอายจนหน้าแดงก่ำ ไม่มีหน้าจะมอง

กู้หลิงเยี่ยนก็ยิ่งกุมท้องหัวเราะก๊าก หัวเราะจนน้ำตาเล็ด

สวีเสี่ยวเฉียวกับไหวลู่ก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ แต่ขณะเดียวกันก็แอบชาวาบบนหนังหัวไปด้วย

กลัวก็แต่ว่าวันนี้ผ่านไปจะถูกเฉินผิงอันกับกู้ช่านฆ่าคนปิดปาก

เซี่ยโก่วยกนิ้วโป้งให้พวกนาง

“กล้าหยอกเจ้าขุนเขาบ้านข้าและเจ้าสำนักกู้เช่นนี้ พี่สาวน้องสาวทั้งหลายยอดเยี่ยมนัก”

เซี่ยโก่วถาม “พี่หญิงสวี ไฉนถึงยังเป็นคอขวดของขอบเขตโอสถทองอยู่อีกเล่า?”

สวีเสี่ยวเฉียวยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผาย “ชีวิตนี้อย่างมากสุดข้าก็เป็นได้แค่ขอบเขตก่อกำเนิดเท่านั้น”

เซี่ยโก่วถามอีก “ใครบอกเจ้า?”

สวีเสี่ยวเฉียวหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไร นางย่อมรู้จักตัวเองดี อีกทั้งความจริงก็เป็นเช่นนี้

หากจะพูดถึงความหนักแน่นและความบริสุทธิ์ในการแสวงหาจิตแห่งมรรคา อันที่จริงสวีเสี่ยวเฉียวไม่ได้อ่อนด้อยเลย

เซี่ยโก่วหันหน้ามาถาม “ฮูหยินเจ้าขุนเขา ท่านคิดว่าอย่างไร?”

หนิงเหยาเอ่ย

“คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดอยู่ที่ก่อกำเนิด เลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบนนั้นยากดั่งเดินขึ้นสวรรค์ แต่หากสวีเสี่ยวเฉียวไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เชื่อว่าฟ้าไม่ไร้หนทางให้คนเดิน ก็จะพอมีโอกาสอยู่บ้าง”

เพราะถึงอย่างไรสวีเสี่ยวเฉียวก็คือลูกศิษย์รุ่นแรกของสำนักกระบี่หลงเฉวียน

ไม่ได้มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่ใช่พวกซุนชุนหวัง ป๋ายเฉวียน หนิงเหยาจึงไม่สะดวกจะพูดจาแรงๆ

เซี่ยโก่วยิ้มถาม

“สวีเสี่ยวเฉียว เซี่ยโก่วหรือหนิงเหยาบอกว่าเจ้าต้องทำไม่สำเร็จ เจ้าก็จะทำไม่สำเร็จหรือ? บอกว่าเจ้าทำสำเร็จ เจ้าต้องทำสำเร็จแน่นอนหรือ? บนวิถีแห่งกระบี่เมื่อไหร่กันที่คนอื่นเป็นคนตัดสินความสูงในการเดินขึ้นเขา?”

สวีเสี่ยวเฉียวถอนหายใจเบาๆ หลักการเหตุผลข้อนี้ฟังแล้วช่างง่ายดาย

แต่ในใจก็ยังอดซาบซึ้งใจในการชี้แนะของเซี่ยโก่วและหนิงเหยาไม่ได้

แต่เซี่ยโก่วกลับไม่รีบร้อน นางย่อมมีวิธีที่จะทำให้สวีเสี่ยวเฉียวเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ ได้มองเห็นฟ้าดินแห่งใหม่

ทัศนียภาพบนมหามรรคาที่ยิ่งใหญ่ดุจคลื่นยักษ์ถาโถมนั้น ขอแค่สวีเสี่ยวเฉียวได้เห็นเองกับตา

ต่อให้จะแค่เป็นความรู้สึกที่ว่าแค่เอื้อมมือคว้าก็ถึง แต่แท้จริงแล้วรู้ดีว่ายังอยู่ห่างอีกไกลนัก เชื่อว่านางเองก็ต้องหวั่นไหวเหมือนกัน

ไหวลู่เพิ่งจะรู้สึกตัวอย่างเชื่องช้า จึงถามว่า

“ฟ้าดินเชื่อมโยงที่น่าพรั่นผวาก่อนหน้านี้เซียนกระบี่หญิงที่พกกระบี่บินทะยานนำทางไปฟันเสาลำแสงเส้นนั้นก่อนใคร ก็คือ…?”

หนิงเหยาผงกปลายคางไปทางเซี่ยโก่ว “นั่นคือรูปโฉมที่แท้จริงของนาง”

ไหวลู่กุมมือคารวะ “วีรบุรุษที่เป็นสตรี นับถือเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด!”

เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “วีรบุรุษไม่มีแบ่งแยกชายหญิงหรอกนะ”

บริเวณใกล้เคียงกับศาลาที่ตั้งอยู่กึ่งกลางภูเขาของยอดเขาโหยวอี๋

เซี่ยหลิงใช้เวทคาถารวบรวมทะเลเมฆมาผืนใหญ่ ทำเป็นท่าเรือชั่วคราวสำหรับจอดเรือ

พวกหลิวเสี้ยนหยางกับเสี่ยวโม่นั่งยองกันอยู่บนขั้นบันได แทะเมล็ดแตงอยู่ด้วยกัน

ภาพปรากฏการณ์ประหลาดบนทะเลเมฆที่อยู่ตรงภูเขาฉือวิ๋นแห่งนั้น

เมฆขาวประหนึ่งม่านไข่มุกที่ห้อยตกลงมาเป็นฟูระย้าสิบสองสาย ไม่เสียแรงที่เป็นป๋ายเยว่เก่า

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “บังเอิญยิ่งนัก พวกเจ้าของภูเขาหลงจี๋ วันนี้มารวมตัวกันครบถ้วนแล้ว”

ปีนั้นราชสำนักต้าหลีได้แบ่งภูเขาหลงจี๋ออกเป็นสี่ส่วนยกให้กับสกุลซ่งต้าหลี ศาลลมหิมะ ภูเขาเจินอู่ และสำนักกระบี่หลงเฉวียน

ราชสำนักต้าหลีทำการขุดเจาะอย่างรวดเร็ว เจาะภูเขาขุดหินทั้งวันทั้งคืนไม่มีหยุดพัก ล้วนยกหน้าที่นี้ให้กับสำนักโม่

ร่วมมือกันสร้างเรือกระบี่ เรือข้ามฟากขุนเขาและเสื้อเกราะยันต์ ฯลฯ มีประโยชน์อย่างกว้างขวาง

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย

“ดูเหมือนว่าปีนั้นจู่ๆ ช่างตีเหล็กหร่วนจะสติปัญญาเปิดกว้างกะทันหัน บรรลุเวทหลอมกระบี่บรรพกาลบทหนึ่ง”

จ้าวจิ่งเจินบรรพจารย์ศาลลมหิมะก็ได้ถ่ายทอดวิถีกระบี่บรรพกาลสายหนึ่งให้กับศาลบรรพจารย์

ธรณีประตูในการฝึกวิชาไม่สูง เซียนดินก็สามารถฝึกได้

ได้ยินมาว่าทุกวันนี้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาลลมหิมะล้วนฝึกตนกันมายี่สิบกว่าปีแล้ว ต่างก็เป็นค่าตอบแทนที่แลกมาจากการมอบหินสังหารมังกรไปให้กระมัง?

เฉินผิงอันพยักหน้า

แต่ว่าศาลบรรพจารย์ของศาลลมหิมะได้ออกคำสั่งห้ามข้อหนึ่งเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ

หากกล้านำไปแพร่งพรายข้างนอกก็จะไม่ได้เรียบง่ายแค่ว่าถูกตัดชื่อออกจากทำเนียบ ถูกทำลายตบะแล้วขับไล่ออกจากสำนักเท่านั้นแล้ว

อีกทั้งคนที่ถ่ายทอดเวทกระบี่ให้ ไม่ว่าจะมีสถานะภูมิหลังอะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ก็ล้วนจะต้องถูกศาลลมหิมะจับขังไว้ในภูเขาจนตาย

มีเพียงภูเขาเจินอู่เท่านั้นที่ขุดหินอย่างเชื่องช้า ถึงได้มีโอกาสทำการค้ากับเจ้าขุนเขาเฉินที่มาเยือนถึงหน้าประตูภูเขา

กู้ช่านเอ่ย “หวังจูกับสกุลซ่งต้าหลีถือว่าหายกัน แต่นางยังติดค้างน้ำใจใหญ่เทียมฟ้ากับชุยฉาน”

การที่หินสังหารมังกรล้ำค่าหายากขนาดนี้ไม่ใช่เพราะผู้หลอมลมปราณที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เห็นมันเป็นสมบัติล้ำค่า สาเหตุมาจากอะไร

เดิมทีแค่ชื่อว่า “หินสังหารมังกร” นี้ก็ได้แพร่งพรายความลับสวรรค์อยู่แล้ว

ดังนั้นการออกจากภูเขาแล้วกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ ของหินสังหารมังกรพวกนี้

ศาลบรรพจารย์สำนักการทหารสองแห่งที่ช่วยค้ำชูราชวงศ์สกุลซ่งต้าหลี ต้านทานเผ่าปีศาจที่มารุกรานข้างนอกก็ดี

กองทัพม้าเหล็กต้าหลีที่เปิดฉากเข่นฆ่าบนสนามรบกับเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างก็ช่าง ล้วนสามารถย้อนทวนไปถึงต้นกำเนิดเพื่อหาสาเหตุ

เป็นเหตุให้เมื่อศึกพิฆาตมังกรผ่านไปก็เท่ากับว่าหวังจูมังกรที่แท้จริงถูกบีบบังคับให้ต้องสร้างคุณงามความดีแก่แจกันสมบัติทวีป

ในเมื่อมีคุณูปการต่อแจกันสมบัติทวีป แน่นอนว่าต้องมีคุณความชอบต่อไพศาลด้วย

กู้ช่านถาม

“ทางฝั่งของตำหนักฉางชุนน่าจะค่อนข้างยุ่งยากกระมัง ทั้งไม่เหมาะจะลงมืออย่างห้าวหาญเด็ดขาดเพราะไร้เหตุอันสมควร และก็ไม่ควรค่อยเป็นค่อยไปดุจเคี่ยวไฟอ่อน มิฉะนั้นจิตแห่งมรรคาจะถูกเคี่ยวจนเละ”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ค่อนข้างยุ่งยากจริงๆ”

กู้ช่านเอ่ย “สายน้ำที่ไหลย่อมไม่เน่าเสีย วงกบประตูที่เคลื่อนไหวย่อมไม่ผุพัง หากชักช้า ทุกอย่างก็จะกลายเป็นภัยแฝงทั้งหมด”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย

“ยังดี ในบรรดาคนรุ่นเยาว์มีคนฉลาดอย่างแท้จริงอยู่กลุ่มหนึ่ง ก่อนหน้านี้อยู่บนเรือข้ามฟากของทางกองทัพ ข้าจงใจโอ้อวดบารมีขุนนางของราชครู”

ลู่ฝานโล่วผู้เป็นเจ้าตำหนักตกใจแทบตาย ซ่งอวี๋ที่เป็นบรรพจารย์ไท่ซ่างก็ยังไม่มีไหวพริบเหมือนเดิม

แต่เซียนดินอายุน้อยคนหนึ่งชื่อว่าเฝิงเจี้ยกลับมีหัวคิดอย่างมาก

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย

“โยนคนหัวแข็งไปไว้ที่ตำหนักฉางชุนสักสองคน ไม่ต้องเป็นผู้ว่าหรือขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างแม่ทัพประจำมณฑลด้วยซ้ำ หมวกขุนนางใหญ่ไปไม่ได้”

แค่ต้องให้เจ้าเมืองร่วมมือกับนายอำเภอ แล้วก็ไม่ต้องใช้เวลานานนัก แค่สิบกว่าปียี่สิบปีก็พอให้พวกเขาลำบากหนักหนาสาหัสแล้ว

เจ้ากับราชสำนักไม่ต้องพร่าพูดว่า “ข้าหวังดีกับเจ้า” ให้พวกเขาคอยฟ้องร้องกล่าวโทษกันเอง

ดำเนินคดีไม่หยุดจนเรื่องไปถึงกรมพิธีการกลายเป็นมติที่ประชุมใหญ่และการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร

ผ่านไปสักสามครั้งห้าครั้ง ตำหนักฉางชุนก็จะใช้ความสัมพันธ์ควันธูปจนหมด สมุดคุณความชอบเล่มบางก็จะยิ่งบางลงเรื่อยๆ

ถึงเวลานั้นต่อให้เป็นพวกคนแก่คร่ำครึในตำหนักฉางชุนที่ไม่รู้จักพัฒนาก้าวหน้ามากแค่ไหน ก็ควรรู้หนักเบารู้ว่าดีหรือร้ายแล้ว

เฉินผิงอันพยักหน้า “ความคิดดี”

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า

“หวนนึกถึงปีนั้น จุดที่เรือข้ามฟากหลี่เฉวียนขับผ่านมีฝนใหญ่ตกกระหน่ำลงมา ไอแห้งแล้งแผ่ไกลพันลี้พลันสลายสิ้น”

ตำหนักฉางชุนทำเรื่องที่มีคุณธรรมน้ำใจไว้มากมาย อีกทั้งผู้ฝึกตนของตำหนักฉางชุนในเวลานั้นก็ไม่กล้าเชื่อว่าสกุลซ่งต้าหลีจะสามารถมีกิจการใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ได้

ทุกสิ่งที่ทำลงไปก็แค่เพราะยึดถือหลักคุณธรรมเท่านั้นจริงๆ

เฉินผิงอันกล่าว “หากเปลี่ยนเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งอื่น ข้าก็คงไม่ถึงกับเหมือนถูกมัดมือมัดเท้าขนาดนี้”

กู้ช่านจุ๊ปาก “ไม่เสียแรงที่ลำบากตรากตรำเดินทางข้ามทวีปไปขอศึกษาต่อ ทั้งยังตั้งใจเล่าเรียนอ่านตำรามานานหลายปี”

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน

“หากข้าไม่หวนกลับบ้านเกิดมาเป็นลูกศิษย์ของช่างหร่วน ศึกษาเล่าเรียนไปตามลำดับขั้นตอนอยู่ในสำนักศึกษา หรือไม่ก็ไปฆ่าปีศาจที่สนามรบเลียบมหาสมุทรของทักษิณาตยทวีป ทุกวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะเป็นวิญญูชนผู้เที่ยงตรงของสำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อแล้ว”

ไม่แน่ว่าแม้กระทั่งตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษากวานหูก็น่าจะเป็นของในกระเป๋าแล้ว ไม่ด้อยไปกว่าพวกเวินอวี้เลยสักนิด

กู้ช่านพยักหน้า พ่นเปลือกเมล็ดแตงทิ้ง

“จากนั้นวิญญูชนใหญ่หลิว รองเจ้าขุนเขาหลิวก็โชคดีได้ติดตามคนกลุ่มใหญ่ไปกลั้นหายใจทำสมาธิรออยู่หน้าประตูสำนักศึกษา ในที่สุดก็ได้เจอกับราชครูคนใหม่ของต้าหลีที่ให้เกียรติมาเยือนสำนักศึกษา”

ถูกเรียกตัวออกมาสั่งสอนเพียงลำพังก็รู้สึกได้รับเกียรติสีหน้าเปล่งปลั่ง ในใจแอบลอบยินดี ดีดลูกคิดรางเล็กๆ

ว่าหากราชครูเห็นแก่มิตรภาพของคนร่วมบ้านเกิด ให้การสนับสนุนอยู่ในราชสำนัก พูดถ้อยคำดีๆ ให้ศาลบุ๋นฟัง ในอนาคตจะเป็นเจ้าขุนเขาก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

เพียงแต่ว่าถึงเวลานั้นไปเยือนจวนราชครูที่เมืองหลวงต้าหลี เจ้าขุนเขาหลิวก็ต้องรู้สึกลังเลแล้ว

ควรจะใช้สถานะของคนร่วมบ้านเกิดไปรำลึกความหลัง นำผลผลิตพิเศษในบ้านเกิดที่เป็นของขวัญเบาน้ำใจหนักไปด้วยดี หรือว่าควรต้องยึดมั่นในศักดิ์ศรีของบัณฑิต ยืนหยัดในความหยิ่งทระนงของปัญญาชน ยืนกรานจะไปขอพบใต้เท้าราชครูด้วยมือเปล่าดี…

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ยังไม่จบอีก?!”

เฉินผิงอันเอื้อมมือไปตบหัวกู้ช่าน แต่กู้ช่านเหมือนรู้ล่วงหน้าจึงเบี่ยงหัวหลบไปได้

บทพิเศษ ตอนที่ 16.2 ที่นั่ง
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย

“ก็แปลกเหมือนกันนะ เมื่อก่อนเคยคิดว่าในอนาคตเจ้าอาจจะกลายเป็นช่างของเตาเผามังกร จะต้องกลายเป็นพ่อค้าที่มีร้านค้าร้านสองร้าน ถึงขั้นที่ว่าอาจเปิดเตาเผามังกรแห่งหนึ่งไว้ทางทิศเหนือ มีเพียงเรื่องเดียวคือไม่เคยคิดว่าเจ้าจะเป็นขุนนาง”

กู้ช่านเอ่ย

“เวลานั้นแม้แต่ที่ว่าการอำเภอก็ยังไม่มี มีแค่ที่ว่าการงานเตาเผาแห่งเดียวเท่านั้น อย่าว่าแต่เขาเลย เจ้าทะเยอทะยานหรือไม่? ทะเยอทะยานมากพอกระมัง แต่ปีนั้นเจ้าเคยคิดอยากเป็นขุนนางหรือไม่? คือเรื่องที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันเลย”

หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า นี่คือความจริง

เฉินผิงอันพลันถามว่า “เจ้าอยากเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของต้าหลีไหม?”

เห็นได้ชัดว่าหลิวเสี้ยนหยางค่อนข้างตกใจ เขาจับปลายคางตั้งใจคิดอยู่พักหนึ่ง

“อย่าเลยดีกว่า หลีกเลี่ยงไม่ให้บนภูเขาในทวีปมีแต่คำซุบซิบนินทา ไม่มีความหมายหรอก”

วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในอดีตขอบเขตหยกดิบก็คือของล้ำค่าอันเป็นที่รักยิ่งดุจทองคำก้อนใหญ่

ตอนนี้อย่าว่าแต่ขอบเขตเซียนเหรินเลย ต่อให้เป็นขอบเขตบินทะยานก็ไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่ล้ำค่าอะไรแล้ว

ก่อนหน้านี้บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา ทัศนียภาพหลังฝนตก เท่ากับว่าอย่างน้อยที่สุดก็ได้ยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น

รอกระทั่งเฉินผิงอันกับโจวมี่เชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกันก็เหมือนว่าได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ก็เหมือนที่กู้ช่านคิดคำนึงถึงสองคำว่า “บินทะยาน” อยู่ตลอดเวลา

หลิวเสี้ยนหยางที่รักหน้าตาขนาดนี้ มีหรือจะมองคำว่า “พิสูจน์มรรคา” เป็นเรื่องไม่สำคัญได้ ส่วนลึกในจิตใจมีหรือจะไม่สนใจคำว่า “ผสานมรรคา”

กู้ช่านเอ่ย

“จะเล่นตัวไปไย น้ำดีไม่ไหลเข้านาคนอื่น ต่อให้ราชสำนักยอมรับการออกจากตำแหน่งของหร่วนฉง ก็ไม่มีใครกล้ามาเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งนี่อยู่ดี”

เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นความตั้งใจจะหาเรื่องใส่ตัวที่ห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้สกุลซ่ง อยากให้ตัวเองเดือดร้อนหรืออย่างไร

อย่างเฉาหรง ฉีเจิน? หรือจะเป็นฝูฉีแห่งนครมังกรเฒ่า เจ้าประมุขสกุลเจียงอวิ๋นหลิน? แม้ว่ามีความสามารถแต่ก็ไม่มีหน้าจะทำเช่นนั้น

คนที่มีหน้าจะทำก็ไม่มีความกล้ามากพอ การประชุมเล็กในเมืองหลวงต้าหลี ต่อให้ถกเถียงกันทั้งวัน คาดว่าก็คงหาตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมซึ่งเหมาะสมอย่างแท้จริงออกมาไม่ได้

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ของราชสำนักต้าหลีที่เคยเห็นโลกกว้างมาแล้วพวกนั้นเลย

พูดถึงแค่ในบรรดาเทพวารีอย่างถงเหวินซ่าง ฟ่านจวิ้นเม่า เฉาหย่งที่มีนิสัยตรงไปตรงมา บวกกับคนที่ชอบพูดจาเหน็บแนมคนอื่นอย่างเว่ยป้อ จิ้นชิง

คนอย่างหยางฮวาโหวแห่งฉีตู้ที่หยิ่งทระนง พอมีโอกาสนางจะไม่ใส่สีตีไข่ได้หรือ?

นอกจากหลิวเสี้ยนหยาง ใครจะเข้ามาแทนที่หร่วนฉง สามารถนั่งครองเก้าอี้ตัวนั้นได้อย่างมั่นคง?”

เสี่ยวโม่เองก็พูดโน้มน้าวว่า

“เจ้าสำนักหลิว แนะนำคนมีความสามารถไม่ต้องหลีกเลี่ยงคนใกล้ชิด หากแม้แต่คนใกล้ชิดยังไม่รักใคร่ แล้วจะทำดีต่อคนที่ห่างเหินได้อย่างไร จะทำดีต่อคนทั่วหล้าได้อย่างไร”

กู้ช่านหัวเราะหึหึ “อย่างเจ้านี่เรียกว่าบุตรสืบทอดกิจการของบิดาอย่างถูกต้องชอบธรรม”

หลิวเสี้ยนหยางอดทนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ไม่เอ่ยประโยคทิ่มแทงใจคนออกมา

กู้ช่านรออยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าหลิวเสี้ยนหยางไม่ได้ผายลมก็รู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวี “ข้ายังนึกว่าเจ้าจะยกเขามาอ้างเสียอีก”

กู้เทาบิดาของเขา ทุกวันนี้คือซานจวินของภูเขาเสินเซิ่น หนึ่งในสามภูเขาทายาทของภูเขาพีอวิ๋น

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน

“คิดว่าข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้ ด่าสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ หรือ? ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ข้ายอมให้เจ้ามาโดยตลอดต่างหาก”

แววตาของกู้ช่านฉายแววเวทนา ในเรื่องนี้ ขอแค่ข้ากู้ช่านตำหนิเจ้าสักคำก็ถือว่าเป็นการสาดเกลือลงบนบาดแผล

เฉินผิงอันพูดขัดคอ “ระวังหน่อย คุยโวผิดกฎหมายนะ”

เสี่ยวโม่วางไม้เท้าไผ่เขียวพาดขวางไว้บนหัวเข่า แทะเมล็ดแตงอยู่เงียบๆ ล้วนเป็นเมล็ดแตงที่หมี่ลี่น้อยมอบให้

ในเมื่อความผันแปรของชะตาชีวิตล้วนอยู่ที่ชะตาฟ้าลิขิต แล้วพวกเราจะต้องกลัดกลุ้มไปไย มิควรแย้มยิ้มให้เบิกบานหรอกหรือ

ในจุดลึกสีเขียวขจีที่มีเมฆขาวล้อมวน ควันจากการปรุงอาหารลอยกรุ่น ไม่สำคัญว่าเป็นตระกูลเซียนหรือครอบครัวชาวนา

เฉินผิงอันเอ่ย

“คาดว่าหลิวเหล่าเฉิงน่าจะสวามิภักดิ์ต่อหลิวทุ่ย ไปอยู่ที่ถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือหลิวเสียทวีปแล้ว คิดว่าคงอยากจะทุ่มเดิมพันอยู่ที่นั่น หวังพิสูจน์มรรคาบินทะยาน”

กู้ช่านเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มเอ่ยว่า

“หากเจ้าชั่วนี่ได้เป็นบินทะยานสิถึงจะดี สิ่งที่ข้ารอคอยก็คือผู้ฝึกตนอิสระดั่งหมาป่าที่เดินพันลี้ก็ยังคงกินเนื้อเป็นอาหารอย่างหลิวเหล่าเฉิงนี่แหละ”

ข้ากลัวก็แต่ว่าเขาจะหลบซ่อนตัวท่องคัมภีร์กินอาหารเจอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนไปชั่วชีวิตมากกว่า”

เสี่ยวโม่ยอมรับในตัวกู้ช่านอย่างมาก หนึ่งเพราะกู้ช่านสำหรับคุณชายบ้านตนแล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึง

อีกอย่างก็คือนิสัยและความอดทนของกู้ช่าน หากเป็นยุคบรรพกาลอันห่างไกลที่ “บำเพ็ญทั้งพลังทั้งตบะไปพร้อมกัน” จะต้องเป็นที่นิยมชมชอบ แล้วก็มีแต่จะได้ดิบได้ดียิ่งกว่านี้?

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยเตือน

“สมมติว่ามีวันนั้นจริงๆ จำไว้ว่าให้เตรียมตัวให้พร้อม เลือกวันเวลาให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ อย่าให้ข้าต้องไปเยี่ยมที่สวนกงเต๋อของศาลบุ๋น”

ด้วยนิสัยของกู้ช่าน คิดจะสู้กันจนตายตกไปข้างหนึ่งหรือไม่ก็พ่ายแพ้ยับเยินทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่มีทางทำการค้าที่ขาดทุนประเภทนี้เด็ดขาด

อย่างมากสุดก็ใช้การที่ขอบเขตถดถอยหนึ่งขั้นมาแลกเปลี่ยนกับการกายดับมรรคาสลายของหลิวเหล่าเฉิง

ปัญหาคือหลิวเหล่าเฉิงคือคนประเภทใด มีหรือจะมอบโอกาสนี้ให้กู้ช่านง่ายๆ?

หลิวเสี้ยนหยางเองก็คร้านจะคิดเรื่องในอนาคตพวกนี้ เอ่ยเตือนไปสองสามประโยค ที่เหลือก็ปล่อยให้เจ้าขี้มูกยืดน้อยไปดิ้นรนวุ่นวายเอาเอง

หลิวเสี้ยนหยางร้องเอ๊ะ เฉินผิงอันไม่พูดอะไรเลยหรือ?

เพราะกู้ช่านเคยรับรองกับเฉินผิงอันว่าเขาจะไม่กลายเป็นสิงโหลว จะไม่มีทางมอบโอกาสให้เฉินผิงอันได้เป็นอวี๋โต้วเด็ดขาด

เฉินผิงอันพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย

“พวกเราสามคนสามารถเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ไม่ได้อาศัยแค่การบ่นฟ้าหรือมีคำนินทาอยู่เต็มท้องทุกวี่วัน แค่ทำเป็นครั้งคราวเท่านั้นก็พอ”

“อย่าได้มีความอาฆาตพยาบาทต่อสิ่งที่เลื่อนลอย คลุมเครือและว่างเปล่าเหล่านั้นอย่างเช่นวิถีทางโลก อย่างเช่นใจคน นั่นคือสภาพจิตใจของคนที่อ่อนแออย่างถึงที่สุด”

“ยกตัวอย่างเช่นความไม่พอใจที่ปัญญาชนตกอับบางคนมีต่อราชสำนักต้าหลี เพราะพวกเขาไม่กล้าปะทะซึ่งๆ หน้ากับเหล่าผู้สูงศักดิ์ที่มีอำนาจอย่างแท้จริง”

และก็ไม่มีเรี่ยวแรงให้แก้ไขปัญหาใดๆ ที่อยู่ใกล้ตัว ดังนั้นจึงได้แต่กล้าแยกเขี้ยวใส่บุคคลยิ่งใหญ่ที่จินตนาการขึ้นมาในใจ

เรียกให้ไพเราะน่าฟังว่าคือกระดูกสันหลังแห่งคุณธรรม และยังมีที่แย่กว่านั้นทั้งๆ ที่ได้ผลประโยชน์แล้ว แต่กลับยังเสแสร้งแกล้งวางท่าให้ดูดี”

“แต่เจ้าสามารถเกิดความเคียดแค้นหรือไม่ก็ความเดือดดาลอย่างใหญ่หลวงต่อคนบางคนเรื่องบางเรื่องที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้จริง แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้าชั่วคราว อย่างเช่นคนอย่างหลิวเหล่าเฉิง”

จากนั้นก็คอยกัดฟันทนไปทุกวัน เอาชนะคนบางคน แก้ไขปัญหาเรื่องบางเรื่อง”

“หลักการเหตุผลพวกนี้ไม่รวมคนบางคน พวกเขาคือข้อยกเว้น”

ข้อยกเว้นพวกนี้ พวกเขาต่างก็ได้นาบตราประทับที่ลึกล้ำไว้ให้กับโลกใบนี้ อีกทั้งถูกลิขิตมาแล้วว่ายังจะต้องส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ไปอย่างยาวนาน

กู้ช่านพลันเอ่ยว่า “จะคานับฟ้าดินเมื่อไหร่?”

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ก็ต้องรอพยานในพิธีสมรสเสียก่อนถึงจะคานับฟ้าดินกันได้”

ตามความคิดของพวกหลิวเสี้ยนหยางกับเซอยเว่เอง อันที่จริงไหนเลยจะต้องมีพยานในพิธีสมรสอะไร

เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ฉีที่ช่วยสานด้ายแดงให้กับพวกเขาก็ไม่อยู่แล้ว

ในบางความหมายโจวมี่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเฒ่าจันทราที่บอกให้เซอยเว่มาไพศาลเช่นกัน? สิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมผู้นี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยู่แล้วหรอกหรือ

นับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน มีวีรบุรุษ อริยะปราชญ์และผู้กล้ากี่มากน้อยที่ใช้โลกมนุษย์เป็นสุสานโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีป้ายหน้าหลุมศพแล้วก็ไม่ต้องมีป้ายวิญญาณ

ดังนั้นเสี่ยวโม่จึงอิจฉาพวกคุณชายสามคนมาก ทั้งอิจฉาในมิตรภาพของพวกเขาแล้วก็อิจฉาในวาสนาของพวกเขา

อยู่ในกลียุค อยู่ในฝุ่นผงแห่งหายนะ มองไปทางไหนก็มีความเป็นความตาย ชะตาชีวิตเบาบางดุจปุยนุ่น

สถานการณ์ที่จากลากันแล้วก็มิอาจได้กลับมาพบเจอกันอีกมีมากมายเกินไป คลื่นมรสุมสงบลง โชคดีหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ก็ยังกลับมารำลึกความหลังกันได้

ก่อนหน้านี้เสี่ยวโม่ดื่มเหล้าอยู่กับสหายปี้เซียว พวกเขาทั้งคิดถึงสหายเก่า แล้วก็คิดถึงศัตรูที่แข็งแกร่ง

เพียงแต่ค้นพบว่ายากมากที่จะหาสหายดื่มสุราคนที่สามได้ จะไปเรียกชิงถงให้มาดื่มเหล้าด้วยกันก็คงไม่ได้กระมัง

ดื่มไปจนถึงท้ายที่สุด สหายปี้เชียวที่เริ่มเมากรึ่มๆ ก็ทอดถอนใจเอ่ยว่า

“ทั่วทั้งใต้หล้ามิตรและศัตรูล้วนร่อยหรอประหนึ่งดวงดาวยามรุ่งสาง”

บทพิเศษ ตอนที่ 16.3 ที่นั่ง
ในฐานะลูกศิษย์คนแรก ต่งกู่จึงรับผิดชอบติดตามอยู่ข้างกายหร่วนฉงผู้เป็นอาจารย์คอยต้อนรับเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่มีความสัมพันธ์ควันธูปกับสำนักกระบี่หลงเฉวียนด้วยกัน

แม้ว่าเซี่ยหลิงจะไม่ถนัดในเรื่องการเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่งานอย่างในวันนี้ เขาก็เป็นฝ่ายติดตามหร่วนฉงไปที่ท่าเรือที่สร้างขึ้นชั่วคราวแห่งนั้นด้วย

เนื่องจากปีนั้นอยู่ที่ร้านตีเหล็กเคยมีความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ กับอริยะหร่วน เฉินหลิงจวินจึงอยากจะทำความดีชดใช้ความผิด

ก็เลยลากเว่ยเสินจวินไปยืนเป็นตัวประกอบอยู่ด้วยกัน

ส่วนญาติมิตรที่มาดื่มสุรามงคลของหลิวเสี้ยนหยาง เรือข้ามฟากจะจอดอยู่ในอาณาเขตของยอดเขาโหยวอี๋

เพื่อนเจ้าบ่าวสองคนแน่นอนว่าต้องติดตามเจ้าบ่าวออกมารับแขกด้วย

ในบรรดาลูกศิษย์สามรุ่น นอกจากหลี่เซินหยวนที่กราบสวีเสี่ยวเฉียวแห่งยอดเขาจู่ไห่เป็นอาจารย์แล้ว

ก็เป็นกู้หลินเฝินที่ขึ้นเขามาค่อนข้างช้าที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมที่สุด อายุสิบห้าปีก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตชมมหาสมุทรแล้ว

อาจารย์ของเด็กหนุ่มก็คือหลูซีถิง สำนักกระบี่หลงเฉวียนคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เงียบสงัดอย่างมาก แต่ครั้งนี้ทำให้เด็กหนุ่มได้เห็นโลกกว้างของบนภูเขาอย่างแท้จริงแล้ว

ลำพังแค่เทพเซียนพสุธากลุ่มใหญ่ของศาลลมหิมะก็ทำให้กู้หลินเฝินได้เปิดหูเปิดตาแล้ว

เฉินหลิงจวินกำลังคุยเล่นอยู่กับกู้หลินเฝิน พูดเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษของศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่ให้เด็กหนุ่มฟัง

เนื่องจากด้านข้างก็มีเสินจวินแห่งมหาบรรพตอุดรยืนอยู่ เด็กหนุ่มหรือจะกล้าก่อเรื่อง

เด็กชายชุดเขียวพูดอย่างไร เด็กหนุ่มก็ฟังไปอย่างนั้น

หร่วนฉงที่อยู่ห่างไปไกลกำลังคุย “เรื่องสัพเพเหระในบ้าน” กับนักพรตคนหนึ่งที่มีรูปโฉมเป็นเด็กและบรรพจารย์แต่ละสายของศาลลมหิมะ

หาได้ยากนักที่ช่างหร่วนจะหัวเราะเสียงดังเบิกบานใจขนาดนี้ ศาลลมหิมะที่เป็น “บ้านเดิม” ของสำนักกระบี่หลงเฉวียน ครั้งนี้มีคนมาไม่น้อย

นอกจากหอเทพเซียนที่มีเซียนกระบี่เว่ยเป็นต้นกล้าเพียงหนึ่งเดียวซึ่งไม่อาจมาร่วมแสดงความยินดีได้แล้ว

อีกห้าสายที่เหลืออย่างร่องต้าหนี สระลู่สุ่ยและยอดเขาเหวินชิง ฯลฯ ต่างก็มีบรรพจารย์นำพากลุ่มคนมาร่วมอวยพร

แต่ละคนต่างก็เลือกลูกศิษย์ผู้สืบทอดหรือไม่ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์ที่มีคุณสมบัตีเยี่ยมคนสองคนมาด้วย

ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ล้วนถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจ คนที่หน้าตาเหมือนแตงเบี้ยวพุทราแตก สีหน้าอมทุกข์ไม่น่ามอง หรือคนที่หยิ่งทระนงไม่เห็นสิ่งใดอยู่ในสายตา ก็อย่ามาร่วมวงความครึกครื้นเลย

คนที่เป็นผู้นำ แน่นอนว่าต้องเป็นจ้าวจิ่งเจินบรรพจารย์ของศาลลมหิมะผู้มีฉายาว่า “หลิงถง”

ตบะของเขาลึกล้ำ หวนคืนสู่ธรรมชาติความจริง รูปโฉมเป็นเด็กน้อยมานานหลายร้อยปีแล้ว

บนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปก็คือผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมากเช่นกัน

หลี่ถวนจิ่งแห่งสวนลมฟ้า ในอดีตหยิ่งทระนงถึงเพียงใด คนรู้ใจในทวีปมีอยู่แค่สองสามคน

คนหนึ่งในนั้นก็มีจ้าวจิ่งเจินที่สืบทอดสายกระบี่ของสู่โบราณมาหลายสาย

จ้าวจิ่งเจินเป็นทั้งบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของหนึ่งในศาลบรรพชนสองแห่งของสำนักการทหารในแจกันสมบัติทวีป ทุกวันนี้ก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งด้วย

เพียงแต่ว่าไม่เหมือนภูเขาตะวันเที่ยงที่ชอบเผาผลาญทรัพย์สินซื้อหน้าตามากที่สุด

มีผู้ฝึกกระบี่คนสองคนเลื่อนเป็นหยกดิบก็จะต้องจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ อลังการ แม้แต่คนที่เดินเท้าอยู่ข้างถนนก็อยากให้รู้ด้วย

ยามที่จ้าวจิ่งเจินเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหริน ก็แค่บอกให้ศาลบรรพชนสำนักการทหารในแผ่นดินกลางรู้เท่านั้น

ฝ่ายในของศาลบรรพจารย์ศาลลมหิมะเอง แค่มีคนเอ่ยแสดงความยินดีด้วยสองสามประโยคก็พอแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นรายงานของสำนักหรือจะเป็นการพูดคุยในที่สาธารณะของบรรพจารย์บางคนที่ “ชมเชย” ภูเขาตะวันเที่ยงอย่างเปิดเผย

ศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่ต่างก็เป็นยอดฝีมือที่ออกแรงกันอย่างไม่ออมฝีมือ

ก่อนหน้านี้ไปถึงท่าเรือของภูเขาเสินซิ่ว บรรพจารย์จ้าวจิ่งเจินได้บอกให้พวกลูกศิษย์อายุน้อยทั้งหลายไปก่อกวนขบวนรับเจ้าสาวบนเส้นทางภูเขา

ความตั้งใจเดิมก็คือสร้างความรื่นเริงยินดี ผลคือพวกเขามองเห็นราชครูคนใหม่ของต้าหลีผู้นั้น แล้วยังจะไปแย่งตัวเจ้าสาวอีกได้อย่างไร?

ลูกศิษย์คนหนึ่งรีบส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปยังเหล่าบรรพจารย์อย่างลับๆ ถามว่าจะทำอย่างไรดี

ทางฝั่งของบรรพจารย์ตอบกลับมาประโยคเดียวว่า พวกเจ้าตรองดูเอาเองเถิดว่าจะทำเช่นไร

สุดท้ายพวกเขาแต่ละคนก็ได้แต่ยืนอยู่ข้างทางแต่โดยดี แค่ปรากฏตัว แต่ไม่ไปขวางทาง คือการ “ตรองดู” อย่างแท้จริงแล้ว

คาดไม่ถึงว่าราชครูเฉินจะคลี่ยิ้มมอบของแดงให้พวกเขาคนละสองซอง แต่ละคนตื่นเต้นจนหน้าแดงหูแดง

มีบุรุษหัวทึบคนหนึ่งเลือดร้อนขึ้นหัว ใจคิดว่ารับเงินมาแล้วจะไม่ทำงานไม่ได้นะ ก็เลยจะไปช่วย “ปล้นขบวนเจ้าสาว” ชดเชยสักหน่อย

ทำท่าจะไปขวางทางเจ้าบ่าวกับเกี้ยวหลังนั้น ผลคือถูกกู้ช่านปรายตามองมา คนหนุ่มก็หงอทันที

เวลานี้บรรพจารย์สกุลฉินแห่งร่องต้าหนียิ้มถามว่า “ทางฝั่งของภูเขาเจินอู่ เยว่ติ่งก็จะมาร่วมแสดงความยินดีด้วยหรือ?”

หร่วนฉงพยักหน้า “คนไม่มาก มีแค่เขากับซ่งจิงบุตรสาวสองคน”

อวี๋หลิวบรรพจารย์หญิงจากสายของสระอู่สุ่ยเอ่ยอย่างเป็นกังวล

“ข้าเพิ่งจะได้ข่าวมาว่าทางฝั่งของตำหนักฉางชุน ซ่งอวี๋เดือดดาลอย่างหนัก เรียกประชุมศาลบรรพจารย์กะทันหัน”

ถอดถอนสถานะเจ้าตำหนักของลู่ฝานโล่วทิ้ง แล้วจับนางขังคุกใหญ่โดยตรง

เล่าลือกันว่าลู่ฝานโล่วพยายามจะต่อต้าน แต่ถูกซ่งอวี๋บังคับสยบกำราบเอาไว้ สุดท้ายเป็นผู้เยาว์ชื่อว่าเฝิงเจี้ยที่เป็นคนมารับตำแหน่งเจ้าตำหนักแทน

ตัวซ่งอวี๋เองรับตำแหน่งผู้คุมกฎกานอี๋ผู้ดูแลเรือข้ามฟากหลี่เฉวียนมีหน้าที่ดูแลเงินทอง ตำแหน่งอื่นๆ ที่เหลือก็บีบให้พวกคนเฒ่าคนแก่ต้องยอมถอยให้กับพวกคนรุ่นเยาว์”

หร่วนฉงก็มาจากสายของสระอู่สุ่ย อวี๋หลิวคือศิษย์พี่หญิง ปีนั้น “แยกบ้าน” กัน

เขาได้ยกเตาหลอมกระบี่ทรงยาวที่ทุ่มเทความคิดจิตใจสร้างขึ้นมาให้กับทางสำนัก แน่นอนว่าศาลลมหิมะไม่ยอมรับไว้

น่าเสียดายที่หร่วนฉงยืนกรานในความคิดของตัวเอง ศาลลมหิมะไม่อาจปฏิเสธหร่วนฉงที่ดื้อรั้นได้

ดังนั้นหนึ่งในของขวัญร่วมแสดงความยินดีของศาลลมหิมะในครั้งนี้ก็คือย้ายเตาหลอมกระบี่ทรงยาวชิ้นนั้นมาที่สำนักกระบี่หลงเฉวียน

จ้าวจิ่งเจินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“วันนี้ไม่คุยเรื่องที่ไม่สำคัญพวกนี้ ข้าจะขอเตือนอีกรอบ เรื่องในบ้านของตำหนักฉางชุน เรื่องบ้านเมืองของราชสำนักต้าหลี”

วันนี้พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะปากมาก แค่คุยโว พูดคุยถึงภูเขาเจินอู่ ด่าภูเขาตะวันเที่ยงก็พอแล้ว”

อวี๋หลิวถอนหายใจ

บรรพจารย์สกุลฉินลูบหนวดเอ่ย

“ผู้ฝึกตนของภูเขาเจินอู่เป็นขุนนางล่างภูเขาตำแหน่งใหญ่ แต่หากพูดกันถึงคุณความชอบทางการสู้รบจริงๆ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะแข็งแกร่งได้เท่าศาลลมหิมะของพวกเรา”

ส่วนอะไรที่บอกว่าศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่แต่ละฝ่ายส่งคนสิบคนขึ้นประลองบนเวที

ศาลลมหิมะสามารถซัดจนผู้ฝึกตนของภูเขาเจินอู่เรียกร้องหาบรรพบุรุษ นั่นก็ทำลายความปรองดองเกินไปแล้ว พูดแล้วก็ไม่เหมาะ

พูดกันถึงขอบเขตภูมิศาสตร์และอาณาเขตดินแดน แจกันสมบัติทวีปคือทวีปที่เล็กที่สุดในใต้หล้าไพศาล ไม่มีหนึ่งใน

แต่หากจะพูดกันถึงฐานะของสำนักการทหาร แจกันสมบัติทวีปกลับเป็นทวีปใหญ่อย่างสมชื่อ

ศาลบรรพจารย์สองแห่งอย่างศาลลมหิมะกับภูเขาเจินอู่ ฝ่ายหลังมีความเกี่ยวพันกับทางโลกล้ำลึกยิ่งกว่า

ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ล้วนเป็นการนำพากองทัพทำสงครามให้กับราชสำนักล่างภูเขา ส่วนใหญ่มักจะใช้สถานะของแม่ทัพมาปกครองกองทัพ

แต่หากจะพูดถึงความสามารถในการจับคู่เข่นฆ่า กลับเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหารของศาลลมหิมะที่เหนือกว่า

ตัวเลือกอันดับแรกของคนรุ่นเยาว์มีความสามารถหลายคนก็แทบจะไปเป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพของราชสำนักต้าหลีกันทุกคน

อีกทั้งสตรีของศาลลมหิมะยังโดดเด่นมากเป็นพิเศษ อย่างอวี่ฮุยเหยียนแห่งยอดเขาเหวินชิง ชีฉีแห่งร่องต้าหนี

พวกนางอาศัยคุณความชอบในการสู้รบทำให้ได้รับป้ายสงบสุขที่กรมอาญาต้าหลีแจกจ่ายให้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวงเหมยเซียนบรรพจารย์สกุลฉินที่มาจากสายร่องต้าหนี นางก็ยิ่งเป็นถึงรองแม่ทัพของหานโจว

ก่อนหน้านี้ศึกปราบกบฏที่แคว้นชิวหวงเหมยเซียนก็แสดงออกได้อย่างแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว สร้างความประทับใจอันลึกล้ำให้กับ “ขุนนางต้าหลี”

ที่ตรวจตราการศึกสามคนที่อยู่บนเรือข้ามฟากได้ดียิ่งกว่าขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาอย่างซือถูซีกวงที่เป็นผู้ว่า และหลู่ส่งแม่ทัพแห่งหานโจวด้วยซ้ำ

และขุนนางต้าหลีที่ว่านี้ก็คือราชครูหนึ่งคนกับรองเจ้ากรมสองคน

หร่วนฉงยิ้มถาม “บรรพจารย์จ้าว เหล่าฉิน ท่านไม่โน้มน้าวหวงเหมยเซียนอีกหน่อยให้นางกลับคืนมามีสถานะบนทำเนียบของสำนักอีกครั้งจริงๆ หรือ?”

ปีนั้นหวงเหมยเซียนละทิ้งสถานะบนทำเนียบของศาลลมหิมะทิ้งไป

แต่ว่าตอนที่นางลงจากภูเขา ได้โขกหัวคานับทั้งที่ศาลบรรพจารย์และที่หน้าประตูภูเขา

มีข่าวลือเล็กๆ บอกว่าอีกเดี๋ยวหวงเหมยเซียนจะได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพของจวี่โจวที่ราชสำนักสร้างขึ้นใหม่

จ้าวจิ่งเจินส่ายหน้า “เคยพูดไปแล้ว หวงเหมยเซียนก็ปฏิเสธมาแล้ว”

จากนั้นกลุ่มของจ้าวจิ่งเจินก็หันไปพูดคุยทักทายกับเว่ยเสินจวินตามมารยาท

ครั้นจึงทะยานลมไปที่ยอดเขาจู่ไห่ ต้องแวะไปดูที่ตำหนักห้าบุปผาก่อน แล้วถึงจะไปที่ยอดเขาโหยวอี๋

คนชอบโอ้อวดสองคนมาถึงที่ลานกว้างของตำหนักห้าบุปผายอดเขาจู่ไห่ก่อนใคร

ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ ปรบมือเอ่ยชมเชย “ตำหนักห้าบุปผา เป็นชื่อที่ดีนะ”

เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย

“แค่เคยได้ยินมาว่าลัทธิเต๋าฝึก ‘สามบุปผาเบ่งบานเหนือกระหม่อม และห้าลมปราณหวนคืนสู่ต้นกำเนิด”

แต่ไม่เคยได้ยินคำเรียกว่า “ห้าบุปผา” มาก่อน เป็นข้าที่ความรู้คับแคบและประสบการณ์น้อยหรือ?”

ชุยตงซานพยักหน้า “รองเจ้าขุนเขาโจวความรู้ตื้นเขินไปหน่อยจริงๆ”

เจียงซ่างเจินถามอย่างประหลาดใจ “ไหนน้องชุยลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ”

ชุยตงซานหัวเราะร่วน “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องตั้งชื่อว่าตำหนักห้าบุปผา”

ในความเป็นจริงแล้วสามบุปผาอย่างจืง ขี่และเสินก็คืออายุขัยแห่งเต๋า

สามบุปผาร่วงโรยก็คือเต๋าสูญสลาย สามบุปผาในเรือนยังไม่ร่วง

ความหมายก็คือเป็นปีแห่งการกำเนิดคือวันที่ยังไม่ตาย ยังมีโอกาสได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง

บางทีโลกภายนอกอาจจะไม่รู้ว่าพิธีสมรสที่สำนักกระบี่หลงเฉวียนในครั้งนี้

เป็นทั้งเจ้าสำนักหลิวเสี้ยนหยางที่แต่งภรรยาเข้าบ้าน และยิ่งเป็นหร่วนฉงบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาที่ “แต่งบุตรสาว” ออกจากเรือน

ดังนั้นคนที่มาเป็นพยานในงานพิธีจึงสำคัญอย่างมาก

ต่อให้หร่วนฉงจะไม่พิถีพิถันในเรื่องพิธีการมากแค่ไหน ในเรื่องนี้ก็ต้องทำให้มีเกียรติให้อวี๋เชี่ยนยเ่วแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตา

หร่วนฉงคืออาจารย์หลอมกระบี่อันดับหนึ่งของแจกันสมบัติทวีป อีกทั้งยังเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลี

ความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขา อันที่จริงก็ดีเยี่ยมมาโดยตลอด

เฉินหรงที่เชี่ยวชาญการวาดมังกรมาจากสกุลเฉินผู้รอบรู้ของทักษิณาตยทวีป

เขากับหร่วนฉงคือสหายรักที่ถูกชะตากันซึ่งรู้จักกันมานานหลายปี

ปีนั้นหร่วนฉงสามารถมารับตำแหน่งอริยะผู้เฝ้าพิทักษ์เมืองเล็กแทนที่ฉีจิ้งชุนได้ก็เพราะสกุลเฉินผู้รอบรู้ช่วยเอ่ยถ้อยคำที่มีน้ำหนักอย่างมากกับสกุลซ่งต้าหลี

อดีตฮ่องเต้ของสกุลซ่งต้าหลี หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือราชครูชุยฉาน สุดท้ายได้ตัดสินใจเลือกให้หร่วนฉงเข้าไปในอยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจู

เจ้าประมุขคนปัจจุบันของสกุลเฉินผู้รอบรู้คือเฉินฉุนฮว่า

เขาคือเสาหลักกลางกระแสน้ำสายของหย่าเซิ่งเช่นเดียวกับเฉินฉุนอันผู้เป็นพี่ชาย

เพียงแต่ว่าวันเวลาในการศึกษาเล่าเรียนอยู่ในห้องหนังสือของเฉินฉุนฮว่ายาวนานมาก

แน่นอนว่าต้องถูกพี่ชายที่บนบ่าแบกตะวันจันทราบดบังชื่อเสียงและความมีหน้ามีตาไปหมด

ทว่าความรู้ของ “สองเฉิน” แห่งทักษิณาตยทวีป ในสายตาของฝ่ายในลัทธิขงจื๊อศาลบุ๋นแผ่นดินกลางแล้ว ระยะห่างของสองฝ่ายไม่ได้กว้างเท่าขอบเขต

และหากใช้คำวิจารณ์ของตัวเฉินฉุนอันเอง ทั้งกำลังใจและกำลังปัญญาของเขาเฉินฉุนอันล้วนทุ่มเทให้กับการตรวจสอบเอกสารโบราณและอธิบายความหมายคัมภีร์ตามหลักวิชาการแขนง “เสี่ยวเสวี่ย”

ส่วนเฉินฉุนฮว่าผู้เป็นน้องชายกลับลงแรงอยู่กับการ “เข้าสู่กระแสธรรม” (ผู้แรกถึงกระแสธรรมหรือโสดาบัน)

อยู่ที่การ “เดินเข้าห้องหยิบอาวุธขึ้นสู้” (เปรียบเปรยว่าหยิบยกเหตุผลของอีกฝ่ายมาใช้โต้แย้งหักล้างอีกฝ่าย)

นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องในบ้านที่สกุลเฉินผู้รอบรู้และสายของหย่าเซิ่งต้องปิดประตูพูดคุยกันเองแล้ว

อิงตามคำกล่าวของหลิวเสี้ยนหยาง อย่าเห็นว่าช่างหร่วนเป็นชายหยาบกระด้าง ไม่เชี่ยวชาญเรื่องบทกวีการขับร้อง แล้วก็ไม่มีความสนใจด้วย

แต่สำหรับคัมภีร์ของเมธีร้อยสำนัก กลับให้ความสนใจอย่างมาก

บนโต๊ะมักจะมีหนังสือสิบกว่าเล่มนั้นวางไว้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่ตำราลับหายากล้ำค่าบนภูเขาอะไร

ฤดูกาลไหน ช่วงเวลาใด อ่านหนังสือเล่มใด ความรู้ความเข้าใจบางอย่างที่ไม่รู้ว่าได้มาจากตำราเล่มใด

พูดถึงแค่ชั้นวางหนังสือที่วางแนบติดกับผนังชั้นหนึ่งก็ล้วนมีแต่หนังสือที่ทางการจัดพิมพ์ซึ่งจ่ายเงินสองสามตำลึงไปจนถึงหลายสิบตำลึงซื้อมาหลายชุด

แต่เฉินฉุนฮว่านั้นขึ้นชื่อว่าศึกษาวิชาความรู้อย่างเข้มงวดและเย็นชาเข้ากับคนอื่นได้ยาก

หร่วนฉงเองก็ไม่มีความมั่นใจใดๆ ว่าจะสามารถเชิญอีกฝ่ายมาเป็นพยานในงานพิธีสมรสได้

สหายเก่าเฉินหรงก็ได้แต่พูดว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่กล้ารับรองอะไรเด็ดขาด

ในจดหมายเฉินหรงได้บอกแก่สหายรักอย่างเป็นนัย เฉินฉุนฮว่ามีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับฉีถงจี้แห่งสำนักกระบี่หลงเฉวียน

หลังจากนั้นหร่วนฉงก็ตอบจดหมายกลับมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้

บางทีจดหมายในตะกร้าไม้ไผ่ที่ถูกทิ้งไว้ไม่เปิดอ่านพวกนั้นอาจพูดถึงอยู่สักสองสามประโยค

อาจจะเอ่ยอะไรไว้บ้าง แต่เฉินหรงกลับไม่เคยไปสืบเสาะก็เท่านั้น

ถงเหวินช่างที่สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสวมรองเท้าสานลักษณะเหมือนชาวนา

เสินจวินแห่งมหาบรรพตประจิมท่านนี้หดย่อพื้นที่ตรงดิ่งมาที่ท่าเรือภูเขาเสินซิ่ว

ตรงเอวของผู้เฒ่าห้อยกระบอกยาสูบ กุมหมัดยิ้มเอ่ยว่า

“สหายหร่วน มาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ขออย่าได้รังเกียจ วางใจเถอะ ดื่มเหล้าหมักเซียนของพวกเจ้าได้แค่ไม่กี่กาหรอก”

เมื่อก่อนเคยเข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรของวังหลวงต้าหลีอยู่สองสามครั้ง หร่วนฉงจะพูดคุยกับถงเหวินช่างมากที่สุด

ระหว่างพวกเขาไม่มีข้อห้ามในการพูดคุย มักจะออกจากห้องทรงพระอักษรมาด้วยกัน ไปหลบอยู่ตรงขั้นบันไดด้านนอก คนหนึ่งสูบยา คนหนึ่งดื่มเหล้าเงียบๆ

หร่วนฉงยิ้มเอ่ยอย่างยินดี “ถงซานจวินเกรงใจแล้ว”

ถงเหวินช่างมอบของขวัญร่วมแสดงความยินดีชิ้นหนึ่งที่เตรียมไว้นานแล้วไปให้ พูดหยอกล้อว่า

“หร่วนอันดับหนึ่งควรจะเรียกว่าถงเสินจวินได้แล้วนะ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ข้าคงสะบัดหน้าเดินจากไปแล้ว”

เห็นเพียงเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากด้านหลังกลุ่มคน ก้าวเร็วๆ ราวกับบิน

แย่งมาอยู่ตรงหน้าต่งกู่ ใช้สองมือรับของขวัญของถงเสินจวินอย่างนอบน้อม

ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำดีๆ ยาวเป็นพรวนเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ทั้งเสียงดัง ทั้งหน้าหนา

ต่งกู่ที่ได้ยินจดจำไว้ในใจเงียบๆ รู้สึกนับถือยิ่งนัก นี่ก็คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก

เรื่องของการรับรองผู้คน เดิมทีก็เป็นจุดอ่อนที่ต่งกู่รู้สึกใจฝ่อที่สุดอยู่แล้ว

เพียงแต่ติดขัดที่ตัวเองมีสถานะเป็นลูกศิษย์คนแรก จำต้องปรากฏตัว เขารู้สึกว่านี่เป็นงานยากลำบากจริงๆ

ตอนนี้ได้ยินคำพูดเหล่านี้ของสหายจิ่งชิงแล้วก็เหมือนได้เพิ่มพูนความรู้

ในใจคิดว่าในเมื่อเป็นการไปมาหาสู่บนภูเขา สามารถทำหน้าหนาขนาดนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นเขาต่งกู่จะยังต้องมีอะไรให้กลัดกลุ้มอีกเล่า?

ใครเล่าจะคิดได้ว่าการรู้แจ้งในชั่วพริบตาครั้งนี้จะสร้างคนที่วางตัวเก่งในการเข้าสังคมซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งบนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปให้กับสำนักกระบี่หลงเฉวียนในอนาคต

มีฉายาว่า “ต่งแปดทิศ”

หร่วนฉงกับหลี่ถวนจิ่งที่เป็นเจ้าสวนลมฟ้าคนก่อนคือสหายรักกัน

เพียงแต่ว่าหวงเหอเจ้าสวนคนปัจจุบันได้ไปเยือนสนามรบของเปลี่ยวร้าง ครั้งนี้คนที่มาร่วมแสดงความยินดีจึงมีแค่ผู้เฒ่าสองคนที่มีลำดับอาวุโสเป็นอาจารย์ลุงของเจ้าสวน

ทางฝั่งของภูเขาเจินอู่ เยว่ติ่งเจ้าขุนเขาที่มีฉายาว่า “เซวี่ยหยวน” พาบุตรสาวซ่งจิงมาร่วมแสดงความยินดีด้วย

จำนวนผู้ฝึกกระบี่ของศาลบรรพจารย์สำนักการทหารสองแห่งมีค่อนข้างมาก ตัวเยว่ติ่งเองก็เป็นผู้ฝึกกระบี่เช่นกัน

กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตมีชื่อว่า “ซิ่นฮวาเฟิง”

ซ่งจิงไม่ได้ใช้แซ่ตามบิดา นางได้ครอบครองกระบี่บินอักษรเดียวเล่มหนึ่ง

อักษร “จิง” ของชื่อซ่งจิงก็เป็นเจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ที่ตั้งให้ด้วยตัวเอง

เดิมหร่วนฉงก็ไม่ได้ส่งเทียบเชิญงานมงคลไปให้ใคร ดังนั้นมารออยู่ที่นี่ก็เพื่อรอเฉินหรงเท่านั้น

คิดไม่ถึงว่าจะมีแขกผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เหนือการคาดคิดอีกคนหนึ่งมาเยือน

เห็นเพียงว่ามีเรือของหลิวเสียทวีปลำหนึ่ง ขณะที่ขยับเข้าใกล้อาณาเขตของภูเขาบรรพบุรุษก็ถอนเวทอำพรางตาออก

บนหัวเรือมีผู้เฒ่าที่กลิ่นอายแห่งมรรคาลึกล้าคนหนึ่งยืนอยู่ จอดเรือไว้ที่นอกภูเขา บอกกล่าวชื่อแซ่ตัวเองแล้วยังเอ่ยถ้อยคำมงคลหลายประโยค

คนผู้นี้เป็นถึงผู้นำบนภูเขาของหลิวเสียทวีป จิงเฮาบินทะยานเฒ่าผู้มีฉายาว่าชิงกงไท่เป่า

หร่วนฉงประหลาดใจอย่างมาก ตนกับเจ้าแห่งทวีปที่มีชื่อเสียงมายาวนานท่านนี้ไม่เคยมีการไปมาหาสู่กันมาก่อน

เพียงแต่ว่าคนเขาเดินทางมาไกล หร่วนฉงมีนิสัยดื้อรั้น แต่ไม่ได้โง่ เขารีบคลี่ยิ้มกุมมือคารวะกลับคืนทันใด เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายขึ้นเขามาดื่มสุรา ไม่ลืมเอ่ยขอบคุณไปหลายคำ

เฉินหลิงจวินอึ้งตะลึง ขยี้ตาแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่จิง…เทพเซียนผู้เฒ่าจิง?”

อย่างแรกคือคำเรียกตอนอยู่บนโต๊ะสุรา อย่างหลังกลับเป็นคำเรียกหลังจากออกจากโต๊ะสุราสร่างเมาแล้ว

ทุกครั้งที่ดื่มเหล้ามื้อเช้ากันไป ต่างก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ เพียงแต่ว่าทุกเช้าตรู่พอไปนั่งที่โต๊ะ มีเหล้าเข้าสองสามชามลงท้อง เฉินหลิงจวินก็จะลืมไปอีก

ดื่มเสร็จก็เสียใจภายหลัง ดื่มจนอารมณ์ดีแล้วก็เรียกขานกันเป็นพี่น้องต่ออีกครั้ง ออกจากโต๊ะเหล้าแล้วค่อยเสียใจอีกที

นั่งลงบนโต๊ะก็สามหาวได้ใหม่… มื้อเช้าแต่ละมื้อก็ผ่านพ้นไปทั้งอย่างนี้แต่ก็ดื่มจนเกิดมิตรภาพความรู้สึกที่แท้จริงมาได้เช่นกัน

หลังจากที่จิงเฮาออกไปจากภูเขาลั่วพั่วก็ทำให้เด็กชายชุดเขียวรู้สึกคิดถึงเทพเซียนผู้เฒ่าจิงยิ่งนัก

จิงเฮาพลิ้วกายลงพื้น ร่ายวิชาอภินิหาร ม้วนชายแขนเสื้อเก็บเรือหลิวเสียลำนั้นลงไป

กุมหมัดให้กับเย่โหยวเสินจวินแห่งภูเขาพีอวิ๋นและพวกต่งกู่และเซี่ยหลิง

“คารวะเว่ยเสินจวิน สหายน้อยทุกท่าน”

พวกเว่ยป้อพากันคารวะกลับคืน เซี่ยหลิงมีท่าทางผ่อนคลายสบายๆ ไม่รู้สึกว่าการได้พบบินทะยานเฒ่าคนหนึ่งเป็นอย่างไร

แต่กู้หลินเฝินกลับตื่นเต้นสุดขีด

จิงเฮายิ้มบางๆ พูดกับเด็กชายชุดเขียว

“สหายจิ่งชิง บังเอิญยิ่งนัก มีธุระส่วนตัวจะต้องไปเยือนอุตรกุรุทวีป ไปรำลึกความหลังกับเทียนจวินเซี่ยสือ ปรึกษากันเรื่องสร้างสำนักเบื้องล่างไว้ที่หลิวเสียทวีป”

“บังเอิญได้รับกระบี่บินส่งข่าวจากเนี่ยชุ่ยเอ๋อผู้เป็นลูกศิษย์ รู้ว่าสหายจิ่งชิงจะออกเดินทางไกล”

จิงเฮามอบของขวัญให้สองชิ้น

“สหายหร่วน ช่วงนี้เซี่ยเทียนจวินลงมือเตรียมการเรื่องของการปิดด่าน ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ ก็เลยไหว้วานให้ข้านำของขวัญมามอบให้แทนและเอ่ยขออภัยแทนเขาด้วย”

หร่วนฉงยิ้มอย่างเข้าใจ

“ไม่เป็นไร ขออวยพรล่วงหน้าให้เซี่ยเทียนจวินปิดด่านราบรื่นก็ถือว่ามีเรื่องดีเป็นคู่มาเยือนถึงบ้านแล้ว”

และนี่ ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเซี่ยหลิงถึงขอความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีของอุตรกุรุทวีปจากเฉินผิงอัน

คนคิ้วยาวจากสกุลเซี่ยตรอกเถาเย่ผู้นี้ อีกเดี๋ยวจะเดินทางไปทางทิศเหนือ ในนามคือเพื่อให้การคุ้มกันบรรพจารย์บ้านตนอย่างลับๆ

เพียงแต่ว่าเทียนจวินลัทธิเต๋าท่านหนึ่งที่พิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้ว ต้องให้ลูกหลานที่เป็นแค่ขอบเขตหยกดิบอย่างเขาคุ้มกันอะไร เฝ้าด่านอะไร

แท้จริงแล้วเป็นเพราะเซี่ยสืออยากจะให้เซี่ยหลิงได้เข้าทำเนียบของลัทธิเต๋า เซี่ยสือเป็นคนทำอะไรเปิดเผย จึงบอกเรื่องนี้ไว้ในจดหมายอย่างชัดเจน

หร่วนฉงไม่มีความเห็นต่าง ทั้งยังแนะนำเซี่ยหลิงว่าอย่าได้พลาดโอกาสบนมหามรรคาที่พันปียากจะพานพบครั้งนี้

กลับเป็นเซี่ยหลิงเองที่ไม่อยากจะออกไปจากสำนักกระบี่หลงเฉวียนนัก

หลังจากฝนตก พูดถึงแค่คนของลัทธิเต๋าก็มีเฉาหรงเทียนจวินแห่งตำหนักหลิงเฟยแจกันสมบัติทวีปที่บินทะยานพร้อมแสงเรืองรองเหนือมหาสมุทร

เทียนจวินเซี่ยสือแห่งอุตรกุรุทวีปที่ขี่นกหลวนบินทะยาน

ถ้าอย่างนั้นการปิดด่านของเซี่ยสือในครั้งนี้จึงมีความหมายยิ่งใหญ่อย่างมากแล้ว

อุตรกุรุทวีปจะมีขอบเขตสิบสี่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้วหรือ?

ส่วนภูเขาชิงกงของจิงเฮากับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเซี่ยสือ ยังมีธวัลทวีปกั้นขวางอยู่ แล้วจะมีความสัมพันธ์ควันธูปได้อย่างไร

ทัศนียภาพบนยอดเขาจึงเหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลา

แต่จิงเฮากลับรู้ดีว่าตอนนั้นที่ปรากฏการณ์ความวุ่นวายของแจกันสมบัติทวีปยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจน

เซี่ยสือก็คือนักพรตบนยอดเขาคนแรกที่ให้ความร่วมมือกับต้าหลีและซิ่วหู่อย่างเปิดเผย

ปีนั้นเรือข้ามทวีปลำหนึ่งร่วงหล่นย่อยยับลงในอาณาเขตของราชวงศ์จูอิ๋งเก่า ก็เป็นเซี่ยสือที่เดินทางลงใต้ไปยังแจกันสมบัติทวีป ไปเฝ้าพิทักษ์ภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป

จิงเฮายิ้มเอ่ย

“สหายจิ่งชิง กินอาหารในงานเลี้ยงไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ข้าที่อยู่ภูเขาชิงกงก็คงต้องรอฟังข่าวว่าเจ้าเข้ามาในอาณาเขตแล้ว”

เดิมทีเฉินหลิงจวินอยากจะโบกมือเป็นวงกว้าง หลุดประโยคว่าอย่าได้พูดจาเหลวไหลออกมา แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โต๊ะเหล้าของภูเขาลั่วพั่ว

จึงรีบพูดจากับเทพเซียนผู้เฒ่าจิงอย่างเกรงใจมีมารยาททันที

เว่ยป้อใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย

“เห็นได้ชัดว่าจิงเฮามาเพราะเจ้า นี่จะตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแขกที่แย่งชิงความเด่นของเจ้าบ้านหรือไม่”

เดิมทีเฉินหลิงจวินมัวแต่รู้สึกใจฝ่อ มีความรู้สึกละอายใจที่ว่า “พี่ใหญ่จิงเห็นข้าเป็นพี่น้องเช่นนี้ แต่ข้ากลับลังเลว่าควรจะแสร้งทำเป็นเดินทางผ่านหลิวเสียทวีปเพื่อไปพบเขาดีหรือไม่”

“รวมเล่มคนผ่านทางช่างทำให้ข้าเข้าใจผิดไปมากมาย” ได้ยินคำพูดของเว่ยป้อ จิตแห่งมรรคาก็พลันสั่นสะเทือน

ถามอย่างระมัดระวังว่า “คงไม่ถูกอริยะหร่วนอาฆาตแค้นหรอกกระมัง?”

เว่ยป้อกล่าว

“ข้าจะไปรู้ความคิดของอริยะหร่วนได้อย่างไร ข้ากับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างผิวเผินที่เจอหน้าก็พยักหน้าทักทายกันด้วยซ้ำ ไม่ได้สนิทกับเขาเหมือนเจ้า”

เฉินหลิงจวินพูดอึกอัก “อันที่จริงข้าก็ไม่เคยคุยเล่นกับอริยะหร่วนมาก่อน”

บนยอดเขาโหยวอี๋ เรือข้ามฟากลำหนึ่งที่คอยรับส่งที่ตัวเมืองฉูโจวโดยเฉพาะไปรับตัวพวกช่างเตาเผามังกรในอดีตทั้งหลายมาส่งที่นี่แล้ว

เสี่ยวโม่เห็นคุณชายของตนเรียกชื่อช่างทั้งหลายอย่างสนิทสนม ลูบหัวลูกของพวกเขา พูดคุยเรื่องเก่าในวันวาน

เอ่ยขอบคุณพวกเขาที่ในอดีตช่วยอะไรตน สอนงานฝีมือแบบใดให้ตน… เรื่องที่พวกผู้เฒ่าหรือไม่ก็บุรุษวัยกลางคนเหล่านั้นอาจจะลืมไปแล้ว

ทางฝั่งของภูเขาบรรพบุรุษ เว่ยป้อพลันมองไปยังเมล็ดงาจุดหนึ่งที่อยู่ในทะเลเมฆห่างไปไกลด้วยความตะลึงพรึงเพริด

นั่นคือเรือข้ามฟากลำหนึ่งที่เดินทางมาจากทิศทางของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง

บนเรือข้ามฟากที่ไม่สะดุดตาลำนี้ไม่เพียงแต่มีเฉินหรงสหายเก่าของหร่วนฉงเท่านั้น

เฉินหรงยังเชิญเฉินฉุนฮว่าผู้เป็นเจ้าประมุขมาด้วย

แต่นอกเหนือจากพวกเขาแล้วยังมีเจียงไท่กงที่รับควันธูปอยู่ในศาลบู๊ของโลกมนุษย์มานานหลายปี!

รวมไปถึงอาจารย์ต่งเจ้าลัทธิศาลบุ๋นและรองเจ้าลัทธิหันด้วย!

อารมณ์ของหร่วนฉงซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ทั้งดีใจ ยิ่งซาบซึ้งใจ แต่กลับมีความอึดอัดแปลกๆ ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ขบวนใหญ่โตพวกนี้ มีได้ไม่ใช่เพราะตน

แต่ก็รู้ดีว่าเขาต้องหวังดีอย่างแน่นอน ดังนั้นหร่วนฉงจึงยิ่งไม่สะดวกจะพูดอะไร กลับกันยังรู้สึกว่าตัวเองใจแคบเกินไป

หลังจากที่คิดไม่ตกอยู่เพียงชั่วขณะเล็กน้อย หร่วนฉงก็กำจัดความรู้สึกนี้ไปได้ด้วยตัวเอง ในใจยังคงรู้สึกดีใจแทนอวี๋เชี่ยนยเ่วและหลิวเสี้ยนหยางจากใจจริงที่สามารถมีงานแต่งเช่นนี้ได้

รอกระทั่งความครึกครื้นผ่านพ้นไป ทุกคนก็พากันเข้าไปในห้องโถงนั่งลงดื่มเหล้ากินอาหาร

ฝ่ายของสำนักกระบี่หลงเฉวียนเองมีโต๊ะใหญ่อยู่สองโต๊ะ ภูเขาลั่วพั่วก็มีโต๊ะใหญ่อยู่หนึ่งตัว

สหายเก่าที่ทำงานเป็นช่างเตาเผาของหลิวเสี้ยนหยางนั่งด้วยกันโต๊ะหนึ่ง

และยังมีโต๊ะประธานอีกหนึ่งตัว หร่วนฉงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน

ต่อจากนี้ควรจะจัดที่นั่งกันอย่างไรถึงจะถือว่า “สมเหตุสมผล” ล้วนเป็นความรู้แขกที่มาล้วนอยู่เหนือความคาดหมาย

หร่วนฉงไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะจัดที่นั่งให้พวกเขาอย่างไร ต่อให้เป็นเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็ยังทำอะไรไม่ถูก ไม่อาจหาวิธีการที่ดีที่สุดออกมาได้

แค่เรื่องที่ว่าเจ้าขุนเขาบ้านตนควรนั่งตรงไหน ควรนั่งอยู่ข้างอริยะหร่วนหรือไม่?

สรุปแล้วควรจะนับกันที่อายุ นับกันที่ลำดับอาวุโสในศาลบุ๋น หรือว่านับกันที่ตำแหน่งที่มีในโลกมนุษย์? ควรจะแยกเป็นแต่ละด้าน หรือควรจะคิดรวมกันดี?

เจ้าขุนเขานั่งลงแล้ว ฮูหยินเจ้าขุนเขาล่ะ? เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยกลุ้มจริงๆ

หลิวเสี้ยนหยางกลั้นขำ ถองเซอเยว่เบาๆ หนึ่งที ไหวลู่กลับไม่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำในเวลานี้ นางยังตกตะลึงกับขบวนผู้เข้าร่วมพิธีสมรสในวันนี้อยู่เลย

ส่วนกู้หลิงเยี่ยนนั้นอยากรู้อย่างมากว่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นจะทำอย่างไร?

หร่วนฉงถอนหายใจเบาๆ คิดอยากจะดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งจากข้างโต๊ะออกมา เปิดปากพูดกับใครสักสองสามประโยค

นักพรตผู้เฒ่าเจี่ยรีบหันหน้าไปมองโต๊ะข้างๆ แล้วก็ไม่กลุ้มอีกต่อไป

ทุกคนเห็นเพียงว่าเพื่อนเจ้าบ่าวคนนั้นเดินมาจากโต๊ะข้างๆ ตัวหนึ่งที่เลือกที่นั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

คลี่ยิ้มอบอุ่น คำพูดกระชับเรียบง่าย ไม่ขาดมารยาท ต้อนรับขับสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว

เชื้อเชิญให้เหล่าอาจารย์ผู้เฒ่าต่งนั่งลงทีละคน

รอกระทั่งคนนั่งที่โต๊ะประธานเต็มแล้ว เขาก็เดินไปอยู่ข้างกายกู้ช่าน รับกาเหล้าและจอกเหล้ามา เตรียมจะดื่มสุราคารวะพวกเขาไปพร้อมเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทพิเศษ ตอนที่ 16.1 ที่นั่ง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย