Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 15.1 พิธีสมรส

  1. Home
  2. กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!
  3. บทพิเศษ ตอนที่ 15.1 พิธีสมรส
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทพิเศษ ตอนที่ 15.1 พิธีสมรส

ทางฝั่งภูเขาบรรพบุรุษของสำนักกระบี่หลงเฉวียน ในเรื่องของการจัดเตรียมงานแต่งนี้เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยมีพลังอำนาจอย่างเต็มเปี่ยม

แข็งแกร่งจนเหมือนขอบเขตสิบสี่ “ก่อนฝนตก” ที่นั่งบัญชาการอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตัวเอง

จูเหลี่ยนคอยเป็นผู้ช่วย พวกเขาร่วมมือกันได้อย่างแนบแน่นไร้ช่องโหว่

ไหวลู่ซานจวินหญิงแห่งภูเขาหลวนซาน แรกเริ่มยังสงสัยว่านักพรตขอบเขตประตูมังกรผู้นี้ ต่อให้จะเชี่ยวชาญขนบธรรมเนียมเรื่องงานแต่งในหมู่ชาวบ้าน คุ้นเคยกับกฎระเบียบบนภูเขาดี

แต่จะจัดพิธีสมรสของคู่รักบนภูเขาคู่หนึ่งให้ออกมามีกลิ่นอายบ้านนอกหรือไม่ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะมีกลิ่นอายของตระกูลเซียนมากเกินไป จนขาดกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ไปหลายส่วน?

แต่เพียงไม่นานไหวลู่ก็ต้องยอมศิโรราบด้วยความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่มาจากภูเขาลั่วพั่วผู้นี้มีความรู้!

เพียงแต่ว่าต่อให้หร่วนฉงจะเชื่อมั่นในตัวพวกเขามากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ต่างจากการแต่งบุตรสาวสักเท่าไร

ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาทำอะไรไปบ้าง บางครั้งจึงอดไม่ไหวให้ข้อเสนอที่ค่อนข้างจะฟังไม่ขึ้น

แน่นอนว่าไหวลู่ไม่พูดอะไรออกมาโต้งๆ จูเหลี่ยนคิดว่าตัวเองเป็นพ่อครัวผู้รับหน้าที่ลงมือปรุงอาหารเป็นหลัก

อย่าเห็นว่าเวลาปกตินักพรตเฒ่าเจี่ยใจกว้างกับคนอื่นมาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็พูดคุยกันได้ ครั้งสองครั้งก็ยังอธิบายกับหร่วนฉงอย่างอดทน

แต่หลังจากนั้นยังมีอีก เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็ระเบิดอารมณ์แล้ว

แน่นอนว่าไม่ได้แสดงบารมีเฉพาะตัวที่แม้มิได้โกรธก็ยังน่าเกรงขาม แต่เหมือนเอ่ยประโยคหนึ่งว่า

อริยะหร่วน หากท่านยังช่วยให้เสียเรื่องแบบนี้อีก จะแตะเกล็ดย้อนของผินเต้าแล้วนะ จะไปไหนก็ไป!

ด้วยนิสัยดื้อรั้นที่เลื่องลือไปทั่วแจกันสมบัติทวีปของหร่วนฉง กลับถูกจริตกับวิธีแบบนี้

หลังจากขออภัยนักพรตผู้เฒ่าเจี่ยด้วยความจริงใจแล้วก็เลือกจะมองดูอยู่ด้านข้างตาปริบๆ เงียบๆ

ไม่พูดอะไรไร้สาระอีก หากช่วยได้ก็เป็นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

นักพรตผู้เฒ่าเจี่ยทั้งไม่ได้โยนภาระทิ้ง แล้วก็ไม่ได้ไล่คนไม่ใช่หรือ?

นี่ทำเอาสวีเสี่ยวเฉียวที่แวะมาดูความคืบหน้าที่นี่อึ้งตะลึงไปทันที

เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยเห็นเซียนกระบี่สวีที่ขาดนิ้วโป้งมือขวาผู้นี้กลับเปลี่ยนสีหน้าทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นมิตร

นักพรตผู้เฒ่ารีบเดินไปที่ข้างโต๊ะ ม้วนชายแขนเสื้อขึ้น ยกพู่กันจุ่มน้ำหมึกเขียนเรื่องที่ต้องทำต่อจากนี้ยาวเป็นพรวน

หนึ่งสองสามสี่ห้าข้อ… แต่ละข้อชัดเจน ตัวอักษรน้อยแต่แม่นยำ

มีข้อห้ามอะไรที่ต้องใส่ใจและต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง ล้วนมีตัวอักษรเล็กเท่าหัวแมลงวันเซียนกำกับไว้ข้างๆ

สรุปก็คือรบกวนเซียนกระบี่สวีและเหล่าเทพธิดาทั้งหลายทำตามนี้

สวีเสี่ยวเฉียวเองก็ยอมรับนับถือด้วยความเต็มใจและจริงใจ ในบ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ คนโบราณไม่หลอกลวงกันจริงๆ

นางเหลือบมองอาจารย์ของตัวเองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม บอกเป็นนัยแก่อีกฝ่ายว่าอย่าได้ช่วยให้เสียเรื่อง

ขอแค่เป็นงานด้านตัวอักษรที่เกี่ยวข้องกับพิธีสมรสก็ให้จูเหลี่ยนจัดการทั้งหมด

ถึงขั้นที่ว่าเขายังเรียบเรียงตำราอาหารเล่มหนึ่งขึ้นมาเพื่องานแต่งโดยเฉพาะ

แม้ว่าจูเหลี่ยนเองก็ใช้วัตถุดิบปรุงอาหารหลายสิบอย่างที่จำนวนไม่เท่ากันซึ่งพกมาไว้ในวัตถุฟางชุ่นด้วย

แต่ก็มีวัตถุดิบของตระกูลเซียนและอาหารป่าบางอย่างที่ยังต้องให้ทางฝั่งของสำนักกระบี่หลงเฉวียนจัดเตรียมไว้ให้อย่างตั้งใจ

อย่างเช่นรายการมะเขือยาวหมักกากเหล้าที่ต้องใช้น้ำพุแช่ไว้หนึ่งคืน ทุกจินจะต้องใช้เกลือสองตำลึงครึ่ง กากเหล้าอีกสองจิน

ด้านข้างมีประโยคหนึ่งเขียนกำกับไว้ว่าหากเป็นน้ำพุหลิงชิวของตำหนักฉางชุนย่อมดีที่สุด น้ำพุภูเขาธรรมดาก็ใช้ได้เหมือนกัน…

สมกับคำว่าการกินไม่เคยรังเกียจความประณีต อาหารแล่ก็ยิ่งต้องพิถีพิถัน

แน่นอนว่าสวีเสี่ยวเฉียวย่อมยินดีนำพาศิษย์น้องชายหญิงให้ช่วยกันทำงานในหน้าที่พวกนี้

อาจารย์ผู้เฒ่าจูกับนักพรตผู้เฒ่าเจี่ยที่ถือว่าเป็นคนนอกครึ่งตัวยังใส่ใจขนาดนี้

ลูกศิษย์ทำเนียบของสำนักกระบี่หลงเฉวียนอย่างพวกเขาจะมีเหตุผลให้ไม่ใส่ใจ ไม่ประณีตละเอียดลออได้อย่างไร?

ขณะที่หยุดพักจากงานที่วุ่นวาย เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็เปิดตำราอาหารอ่าน ลูบหนวดเอ่ยชื่นชมว่า

“ลายมือลิงจ่าวของอาจารย์ผู้เฒ่าจูยอดเยี่ยมยิ่งนัก มีพรสวรรค์สูง ขนาดลายมืออักษรข่ายซูของเจ้าขุนเขาก็ยังเป็นรองอยู่ระดับหนึ่ง ทำให้ผินเต้าพูดประโยคผิดต่อมโนธรรมในใจว่า ต่างคนต่างมีเอกลักษณ์ ออกมาไม่ได้จริงๆ”

เมฆเปลวเพลิงที่ริมขอบฟ้าเหมือนชาวนาที่เหน็ดเหนื่อยยุ่งกับการทำงานมาทั้งวันแล้วได้จิบเหล้าจอกเล็กๆ ดื่มจนหน้าแดงก่ำ เตรียมจะกลับไปพักผ่อนแล้ว

เฉินผิงอันถาม “ทำไมถึงไม่จัดงานที่เมืองเล็กอีกรอบหนึ่ง?”

ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของบ้านเกิดพวกเขา งานแต่งจะต้องจัดสองครั้ง จัดที่บ้านฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละครั้ง

ต่อให้สองบ้านจะเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่บนถนนติดกันก็ไม่อาจทำลายกฎข้อนี้ได้

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นจะให้พวกเพื่อนสนิทมาเปิดหูเปิดตาที่นี่ กินอาหารเซียนที่หาได้ยากมื้อหนึ่งได้อย่างไร”

จะดีจะชั่วสำนักกระบี่หลงเฉวียนในทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นสำนักวิถีกระบี่ “แห่งแรก” ของแจกันสมบัติทวีป

แม้ว่าจะไม่มีเซียนกระบี่มากมายเหมือนภูเขาตะวันเที่ยง แต่การประลองวิชาคาถาบนภูเขานั้นก็ไม่ได้ดูกันที่จำนวนครั้ง

แล้วนับประสาอะไรกับที่ช่างหร่วนยังเคยลาออกจากตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของต้าหลีถึงสามครั้งแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ตำแหน่งนี้มีน้ำหนักมีความสำคัญอย่างมาก ทุกปีจะได้รับเงินเดือนจากทางราชสำนัก ศิษย์พี่ต่งที่เป็นนักบัญชีก็เป็นได้อย่างสุขสบายนัก แค่นับเงินก็พอแล้ว

กู้ช่านเอ่ย “หากจัดงานเลี้ยงที่เมืองเล็กจริงๆ จะไม่ลำบากแน่หรือ หร่วนฉงถือเป็นผู้อาวุโสในบ้านของเซอเยว่ บวกกับเพื่อนเจ้าบ่าวที่เพิ่งเป็นราชครูอย่างเจ้า เซอเยว่ยังมีหนิงเหยาเป็นเพื่อนเจ้าสาว”

“ก็มีแต่จะกลายเป็นการต้อนรับขับสู้ในวงการขุนนางบนภูเขาล่างภูเขา พูดถึงแค่ทางฝั่งเว่ยป้อกับภูเขาพีอวิ๋นที่ต้องออกหน้าอย่างแน่นอน”

“เว่ยเย่โหวเสินจวินแห่งห้ามหาบรรพตออกหน้าแล้ว เสินจวินอีกสี่คนที่เหลือก็ต้องแสดงท่าทีด้วยหรือไม่?”

“จวนเทพวารีแม่น้ำเถี่ยฝูที่อยู่ใกล้เคียงต้องมาร่วมแสดงความยินดีถึงที่ เทพวารีของสามแม่น้ำที่เมืองหงจู๋ก็ควรตามมาด้วยหรือไม่?”

“นี่ยังเป็นแค่บนภูเขาเท่านั้นนะ วงการขุนนางล่างภูเขาเหอะ ทั้งเมืองไหวหวงคงมีแต่รถม้าจอดเต็มเมืองเลยกระมัง”

“ใครบ้างที่ไม่อยากอาศัยโอกาสที่พันปีก็ยากจะพานพบนี้มาปรากฏตัวให้ราชครูคนใหม่คุ้นหน้าคุ้นตา?”

“อีกอย่างอิงตามประเพณี ชามและตะเกียบที่ต้องใช้จัดเลี้ยงหมุนเวียนในงานแต่งต้องขอยืมมาจากคนอื่น ซื้อใหม่ไม่ได้”

“ทุกวันนี้พวกเพื่อนบ้านเก่าๆ ย้ายไปอยู่ในตัวเมืองกันหมดแล้ว หลิวเสี้ยนหยางที่เป็นเจ้าบ่าวคนใหม่ก็ไม่ต้องคอยปีนข้ามกำแพงไปขโมยจากบ้านคนอื่นตอนกลางคืนทั้งคืนเลยหรือ”

“หรือไม่ก็ลองเสี่ยงดวง ดูว่ามีโต๊ะตู้เก่าที่ไม่ถูกขนย้ายไป มีตะเกียบจานชามทิ้งไว้บ้างหรือไม่”

หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะเสียงดัง เฉินผิงอันเองก็รู้สึกว่าน่าสนใจ

เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ถามเสียงเบาว่า “เงินใส่ซองของพวกเขาจะทำอย่างไร?”

กู้ช่านกลอกตามองบน ชีวิตนี้เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องแบบนี้นี่แหละ

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “บอกไว้แต่แรกแล้วว่าให้อิงตามกฎระเบียบของการกินเลี้ยงงานแต่งของเพื่อนร่วมงานในเตาเผามังกรของพวกเรา ห้ามตกหล่นไปแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว”

“ข้าจะเปิดซองต่อหน้า ใครกล้าเล่นแง่กับข้า ข้าก็จะเดือดใส่คนผู้นั้นทันที”

หากเป็นคนปกติทั่วไป เกินครึ่งคงบอกว่าไม่ยอมให้มีเงินเพิ่มมาแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว แต่หลิวเสี้ยนหยางย่อมไม่ใช่คนปกติทั่วไป

กู้ช่านเอ่ย “ใครกันที่เอ่ยเสริมมาว่า ให้มอบซองตามราคาที่ช่างหัวหน้าเตาเผาเป็นคนจ่าย?”

หลิวเสี้ยนหยางพูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ด้วยฝีมือในการเผาเครื่องกระเบื้องที่ชำนาญของข้า คือผู้สืบทอดที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของตาเฒ่าเหยา พวกเขาจะเทียบได้หรือ?”

“ตอนที่เฉินผิงอันยังฝึกขึ้นรูปเครื่องปั้นอย่างโง่งม ข้ากลับสามารถสอนให้คนอื่นลงมีดได้แล้ว”

“แน่นอนว่าหากอิงตามกฎการจัดงานแต่งให้กับลูกสาวหรือแต่งลูกสะใภ้ของหัวหน้าช่างในเตาเผาใหญ่ แล้วก็เพราะปีนั้นเกิดเรื่องนั้นขึ้น”

“หาไม่แล้วเวลานี้ข้าคงได้เป็นหัวหน้าช่าง รับลูกศิษย์มาไว้กลุ่มใหญ่ไปนานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีศิษย์หลานแล้วด้วย…”

กู้ช่านจุ๊ปาก “จากนั้นก็เผาเครื่องกระเบื้องอย่างยากลำบากเหน็ดเหนื่อยปางตายส่งเข้าวัง ขุนนางผู้ตรวจการงานเตาเผาตรวจสอบอย่างระมัดระวังแล้วก็ส่งไปให้เมืองหลวงต้าหลี”

“หากโชคดีถูกตาเฒ่าฮ่องเต้เลือกของสี่ห้าชิ้นไปให้ มอบให้กับใต้เท้าราชครู จากนั้นพอใต้เท้าราชครูมีเวลาว่างอยากดื่มชาก็หยิบขึ้นมาดู โอ้โห ดูเหมือนจะเป็นของที่หลิวเสี้ยนหยางของที่บ้านเกิดเผาขึ้นมานะ ได้ดิบได้ดีแล้ว… ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ประมาณนี้ ถูกไหม?”

หลิวเสี้ยนหยางสะอึกอึ้ง

เฉินผิงอันยิ้มถาม “หลายปีมานี้ที่กลับบ้านเกิด มีคนสนิทที่เป็นช่างในเตาเผามังกรในอดีตมาหาเจ้าบนภูเขาบ้างไหม?”

หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะร่วน “ก็มีบ้างสองสามครั้ง มีทั้งคนที่เจอกับด่านยากอย่างแท้จริง อาศัยตัวเองก็ไม่มีปัญญาข้ามผ่านมันไปได้จริงๆ จึงได้แต่ขอให้ข้าออกหน้าช่วยจัดการให้”

“แล้วก็มีคนที่มองดูเหมือนมารำลึกความหลังกับข้าที่นี่ ลงจากภูเขากลับไปที่ตัวเมืองก็เอาไปคุยโวกับเพื่อนใหม่ หรือไม่ก็เพื่อให้ได้ความลำเอียงในการจัดการเรื่องหยุมหยิมจากขุนนางในที่ว่าการ”

“ไม่อย่างนั้นก็ได้หน้าตา หรือไม่ก็ได้ผลประโยชน์ที่แท้จริงมาจากบนโต๊ะสุราของพวกชนชั้นสูงพวกคนรวยในตัวเมือง”

“แล้วก็มีคนที่ได้รับไหว้วาน วิ่งเต้นใช้เส้นสายหาช่องทางช่วยเหลือ คิดอยากจะปรึกษากับข้า ให้ช่วยดูว่าคุณสมบัติของเด็กหนุ่มทั้งหลายเป็นอย่างไร สามารถขึ้นเขามาเป็นเทพเซียนได้หรือไม่”

“ได้ยินว่าคนอื่นเลี้ยงข้าวเขาหนึ่งมื้อ พูดคุยเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ต้องจ่ายเงินห้าร้อยตำลึงเงิน ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ พวกเด็กๆ เหล่านั้นจะขึ้นเขาไปฝึกตนได้หรือไม่ก็ล้วนเป็นราคานี้ ห้ามคลาดเคลื่อนไปจากนี้”

กู้ช่านหัวเราะหยัน “แค่ฟังก็หงุดหงิดแล้ว”

หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ไม่หรอก เดิมทีคนเราก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้อยู่แล้ว”

“เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้าที่ไปหลบอยู่ในนครจักรพรรดิขาว หรือไม่ก็ไปซ่อนตัวอยู่ในภูเขาเฉวียนซู ชีวิตก็สุขสงบไม่ต้องเจอเรื่องอะไรแล้วหรือ?”

“ไม่ใช่ว่าข้าจะพูดจาอัปมงคลแช่งเจ้าหรอกนะ เจ้าอยู่รอในสำนักฝูเหยาไปให้ดีๆ เถอะ สักวันหนึ่งจะต้องมีคนรู้จักเก่าสี่ห้าคนไปหาถึงที่ ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นเงินห้าร้อยตำลึง หรือว่าอะไร ก็ต้องให้เจ้าใช้หนี้น้ำใจคืนหลายก้อน”

กู้ช่านเอ่ย “ต่อให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นจริง เจ้าก็คอยดูเถอะว่าข้าจะสนใจหรือไม่”

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “เจ้าอย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลย ข้าแนะนำเจ้าว่าควรจะสนใจสักหน่อย”

กู้ช่านกำลังจะเถียง หลิวเสี้ยนหยางกลับออกท่าไม้ตายแล้ว “เจ้าสำนักกู้อย่าพูดมากระวังข้าปล่อยเฉินผิงอันออกมา ปิดประตูตีเจ้า”

สีท้องฟ้าของยามกลางวันกับกลางคืนเหมือนกับเดินผ่านม่านที่แขวนอยู่บนเวทีละครซึ่งเขียนคำว่า “ออกศึก” กับ “เข้ารับราชการ”

แต่งหน้าขึ้นแสดงบนเวที พอกลับบ้านก็ลบเครื่องประทินโฉมออก

บนยอดเขาของภูเขาจู่ไห่มีตำหนักไร้ชื่ออยู่แห่งหนึ่ง คือสิ่งปลูกสร้างเพียงหนึ่งเดียวของสำนักกระบี่หลงเฉวียนที่สอดคล้องกับคำว่า พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตระกูลเซียน

หลังคาทรงหยักซ้อนหลายชั้น ปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต เสาและคานแกะสลักประดับลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง งดงามเกินคำบรรยาย

คือสถานที่ยอดเยี่ยมในการชมทะเลเมฆมักจะมีเมฆหมอกลอยแผ่อบอวลไปทั่วยอดเขา

ตำหนักแห่งนี้เหมือนหอยสังข์สีเขียววางอยู่บนถาดหยกขาว มีการร่ายเวทลับไว้บนสิ่งปลูกสร้างหลังนี้ ผิวเรียบเงางามดุจกระจกเพิ่งขัดใหม่

ทุกครั้งที่ดวงตะวันลาลับไปทางตะวันตก มันก็จะยิ่งส่องประกายแสง มีแสงศักดิ์สิทธิ์สีสันดุจเปลวเพลิงลอยทะยานขึ้นสูง

สถานที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ถ่ายทอดมรรคาเล่าเรียนวิชาของสำนักกระบี่หลงเฉวียน

มีความสูงเท่าเทียมกับร้านตีเหล็กบนภูเขาบรรพบุรุษที่มักจะมีสะเก็ดเปลวเพลิงปลิวประกาย กลายเป็น ‘ดวงตามังกร” ข้างหนึ่ง

บนลานหยกขาวที่อยู่ด้านนอกตำหนักไร้นามเวลานี้มีแสงกระบี่พุ่งสลับฉวัดเฉวียนเกิดจากลูกศิษย์ของลูกศิษย์หลายคนที่มานะฝึกตน กำลังฝึกเวทกระบี่กันอยู่ที่นั่น

หลิวเสี้ยนหยางยกกาเหล้าในมือขึ้นชี้ไกลๆ ไปยังลานประลองยุทธ์บนยอดเขาจู่ไห่ที่มีแสงกระบี่เต้นระริก พูดอย่างลำพองใจว่า

“เห็นหรือยัง เวทกระบี่ของแม่นางน้อยสองคน ล้วนร่ายออกมาได้อย่างงดงามใช่ไหม? สำนักกระบี่หลงเฉวียนของพวกเรายังพอจะมีต้นกล้าที่ดีอยู่บ้าง ผ่านไปอีกสามสิบห้าสิบปี เหอะ ข้าก็จะถูกเรียกว่าบรรพจารย์ไท่ซ่างแล้ว”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องของการรับลูกศิษย์ เจ้าจงหัดเรียนรู้จากข้าให้มาก”

อิงตามลำดับก่อนหลังก็เป็นซุยตงซาน เผยเฉียน เฉาฉิงหล่าง จ้าวซู่เซี่ย กวอจู๋จิ่ว หนิงจี๋ เติ้งเจี้ยนผิง หยวนหวง

หลิวเสี้ยนหยางโบกมือ “ข้ากับเจ้าสำนักกู้ต่างก็ไม่มีความเคยชินที่จะชอบทำตัวเป็นอาจารย์ของผู้อื่น”

กู้ช่านเองก็ไม่ได้พูดอะไร ลูกศิษย์ที่มีความขบถเต็มตัวของเขาคนนั้น ดูเหมือนว่ามีก็เหมือนไม่มี

หร่วนฉงยังรับลูกศิษย์มาอีกหลายคน หลายปีมานี้ต่างก็ตีเหล็กหลอมกระบี่อยู่ข้างกายเขา

เพียงแต่ว่าแม้พวกเขาจะเป็นผู้ฝึกกระบี่ คุณสมบัติกลับค่อนข้างจะธรรมดา

ไม่อาจเทียบกับผู้ฝึกกระบี่มีพรสวรรค์ที่ปีนั้นถูกหร่วนฉง “ส่งตัวลงจากภูเขาอย่างมีมารยาท” อย่างพวกอวี่จิ่น หลิ่วอวี้

ในบรรดานั้นมีชาวบ้านที่เป็นนักโทษอาญาของสกุลหลูอยู่สองคน พวกเขามีชาติกำเนิดแบบเดียวกับอวี๋ลู่ เซี่ยเซี่ย

หร่วนฉงนั้นขึ้นชื่อว่ามีนิสัยประหลาด อย่างลูกศิษย์ผู้สืบทอดหลายคนนี้ก็ยังไม่มีใครที่ถูกรับเข้าทำเนียบของศาลบรรพจารย์เสียที

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะรังเกียจว่าขอบเขตของพวกเขาต่ำ เพียงแค่เพราะหร่วนฉงรู้สึกว่าพวกเขายังไม่ผ่านการฝึกฝน ยังไม่หนักแน่นมั่นคงมากพอ

ยังดีที่ผู้ฝึกกระบี่ที่ทุกวันนี้อยู่ในวัยตั้งตัว (ประมาณสามสิบปี) เหล่านี้ ในเมื่อสามารถอยู่ต่อได้ นิสัยก็ไม่ได้ต่างจากหร่วนฉงนัก

พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่มีใครพร่ำบ่นอะไร

ทุกวันนี้สำนักกระบี่หลงเฉวียนก็มีลูกศิษย์สามรุ่นอยู่สิบกว่าคนแล้ว

ต่งกู่ลูกศิษย์คนแรกที่เปิดยอดเขาอยู่บนยอดเขาเหิงซั่วรับลูกศิษย์มาสามคน ล้วนมีชาติกำเนิดเป็นภูตทั้งสิ้น ซื่อสัตย์และประพฤติตนเรียบร้อย

แล้วก็ไม่ชอบลงจากภูเขาไปฝึกประสบการณ์ แค่ก้มหน้าก้มตาฝึกตนอยู่ในภูเขาเท่านั้น

นอกจากสำนักบ้านตนและกรมพิธีการต้าหลีแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครรู้อีกว่าพวกเขาคือลูกศิษย์ของลูกศิษย์หร่วนฉง

ลูกศิษย์เข้าห้องของหร่วนฉงกลุ่มนั้นก็รับลูกศิษย์มาเหมือนกัน ภายหลังพบว่าอาจารย์ควบคุมพวกเขาอย่างเข้มงวด

แต่กลับมีสีหน้าอ่อนโยนปราณี พูดจาใจดีกับลูกศิษย์ของลูกศิษย์ แล้วก็มีสีหน้าที่ดีกับลูกศิษย์ของตัวเองมากขึ้นหลายส่วน

ในเมื่อวิธีนี้ใช้ได้ผล ลูกศิษย์เข้าห้องคนอื่นๆ ที่เหลือก็รีบร้อนหาลูกศิษย์กันบ้างแล้ว อย่างพวกหลิ่วอ้าย หลูเจา

พวกนางต่างก็ขึ้นเขากันมาเพราะเหตุนี้ อันที่จริงอายุของพวกนางห่างจากอาจารย์ของตัวเองอย่างมากก็แค่สิบปีเท่านั้น

บทพิเศษ ตอนที่ 15.2 พิธีสมรส

ลูกศิษย์ของลูกศิษย์เหล่านี้ต่างก็เคารพนับถืออาจารย์ปู่จากใจจริง

เหตุผลหลักใหญ่ๆ แล้วก็เพราะบางครั้งสวีเสี่ยวเฉียวได้เล่าเรื่องเก่าในอดีตให้พวกเขาฟัง

อย่างเช่นว่าเจ้าสำนักหลิวเคยเป็นช่างในเตาเผามานานหลายปี และยังมีคนบางคนที่เคยทำงานระยะสั้นอยู่ในร้านตีเหล็กริมลำคลองหลงซวี…

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะใกล้หน่อยก็หนีไม่พ้นการถามมารยาทกับภูเขาตะวันเที่ยง หรือไม่ก็งานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพีอวิ๋นที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทวีป

และยันต์กระบี่ที่ปีนั้นสำนักบ้านตนเป็นผู้สร้างขึ้นและแจกจ่าย

ตอนที่ยังไม่ได้ย้ายสำนักมา ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็ล้วนต้องพกยันต์กระบี่ห้อยเอวไว้ถึงจะสามารถทะยานลมได้ หาไม่แล้วก็ต้องรับเคราะห์โดยที่ไม่มีใครกล้าฟ้องร้องด้วย

พวกลูกศิษย์สามรุ่นชอบฟังเรื่องราวของเซียนกระบี่ที่เต็มไปด้วยสีสันตระการตาพวกนี้มากเป็นพิเศษ

เพราะถึงอย่างไรภูเขาแห่งอื่นของแจกันสมบัติทวีปต่างก็แค่เคยได้ยินได้ฟังมา แต่พวกเขากลับมีโอกาสได้เห็นเองกับตา

ต่อให้พูดถึงภูเขาลั่วพั่วที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งนั้น พวกเขาก็มีความวาดฝันใคร่รู้มากกว่าความเคารพยำเกรง

เฉินผิงอันถาม “เซี่ยหลิงเป็นขอบเขตหยกดิบแล้วหรือ?”

หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “เจ้าเด็กคิ้วยาวตระกูลเซี่ย ฐานะทางบ้าน คุณสมบัติและความโชคดีล้วนมาเป็นอันดับหนึ่ง กลายมาเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคือเรื่องที่แน่นอนดุจน้ำมาลำคลองก่อเกิดอยู่แล้ว”

กู้ช่านถาม “เจดีย์จิ๋วที่ลู่เฉินมอบให้ ระดับขั้นสูงมาก สมบัติชิ้นนี้เดิมทีก็เป็นสายสืบทอดสายหนึ่งอยู่แล้ว เซี่ยหลิงไม่มีความคิดอยากจะสร้างระบบสืบทอด ก่อตั้งภูเขาเป็นของตัวเองบ้างหรือ?”

หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ต่อให้เซี่ยหลิงจะมีพรสวรรค์และความกล้าหาญแค่ไหน อยู่กับศิษย์พี่เจ้าสำนักอย่างข้านานเข้าก็รู้หลักการเหตุผลที่ว่าภูเขาลูกหนึ่งมักจะต้องเจอภูเขาอีกลูกที่สูงกว่าเสมอ จะทดท้อทอดอาลัยก็ไม่แปลก”

กู้ช่านเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ใต้เท้าราชครูรีบตั้งกฎใหม่ให้ต้าหลีเลย บอกว่าการคุยโวนั้นผิดกฎหมาย”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในเรื่องนี้ เขาไม่ได้คุยโวจริงๆ ด้วยนิสัยดื้อดึงของเซี่ยหลิงที่หากไม่ได้เป็นที่หนึ่งก็จะไม่ยอมเป็นที่สองนั้น”

“รอให้วันใดเขาคิดว่าพรสวรรค์บนวิถีกระบี่ของตนเหนือกว่าหลิวเสี้ยนหยางแล้ว เขาก็จะมีความคิดที่จะก่อเตาขึ้นมาใหม่ ถือเป็นบุคคลอันดับสองรองจากป๋ายฉางแห่งแจกันสมบัติทวีป”

สวีเสี่ยวเฉียวแห่งยอดเขาจู่ไห่มีลูกศิษย์อย่างหลี่เซินหยวนแค่คนเดียว

หลิวเสี้ยนหยางกับเซี่ยหลิงยังไม่ได้รับลูกศิษย์ผู้สืบทอด คนหนึ่งขี้เกียจ คนหนึ่งสายตาสูง หาคนที่เหมาะสมไม่เจอ

เซี่ยหลิงอยากจะหาลูกศิษย์ใหญ่ที่คุณสมบัติในการฝึกตนดีกว่าตัวเองมาโดยตลอด

แต่ปัญหาคือตัวเซี่ยหลิงเองก็คือหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ของแจกันสมบัติทวีปอยู่แล้ว อีกทั้งลำดับรายชื่อยังอยู่ต้นๆ คิดอยากจะหาคนที่พรสวรรค์ดียิ่งกว่าเขาน่ะหรือ?

เฉินผิงอันหยิบป้ายหยกสองแผ่นออกมาจากในชายแขนเสื้อ หลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่านได้กันไปคนละแผ่น

เนื้อหาที่บันทึกไว้ในแผ่นหยกทั้งสองไม่ถือเป็นตำราเต๋าตามความหมายที่เข้มงวด

แต่เป็นเนื้อหาของ “สามบรรยาย” ที่เกากูบุคคลอันดับหนึ่งด้านการหลอมยาของใต้หล้ามืดสลัวได้บรรยายไว้ที่ตำหนักหัวหยางภูเขาตี้เฝ่ยก่อนจะลงจากภูเขาไปถามมรรคากับป๋ายอวี้จิง

“สามบรรยาย” ในแผ่นหยกที่แรกเริ่มสุดเจ้าอารามผู้เฒ่ามอบให้กับเซี่ยโก่วไม่เกี่ยวพันไปถึงความลับของระบบสืบทอด

ไม่ว่าเป็นผู้ฝึกตนคนใดก็สามารถศึกษาได้อย่างแพร่หลายกว้างขวาง เฉินผิงอันก็เลยคัดลอกมาไว้หลายฉบับ

หลิวเสี้ยนหยางกวาดตาอ่านเนื้อหาในแผ่นหยกแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ต่อการหลอมกระบี่ของตนนัก เลยคิดว่าจะเอาไปมอบให้กับเซี่ยหลิง ให้นำไปถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์สามรุ่นทุกคน

กู้ช่านกลับเตรียมจะทำความเข้าใจอย่างละเอียด ในอนาคตจะมอบให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาลบรรพจารย์

ตรงลานประลองยุทธ์ยอดเขาจู๋ไห่ เดิมทีก็เป็นการประลองฝีมือระหว่างคนร่วมสำนักที่หยุดแต่พอสมควร

เด็กสาวร่างผอมสูงใบหน้าเย็นชาคนหนึ่งเก็บกระบี่ กุมหมัดยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่หญิงอ้าย ออมมือให้แล้ว”

เด็กสาวสวมเสื้อคอกลมแขนเสื้อรัดปลายทำจากผ้าแพรต่วนสีเขียวต้นหอม เส้นผมดกดำเงางามของเด็กสาวถักเป็นเปียสองเส้น ลักษณะคล้ายอักษร “ยา” (Y)

เห็นเพียงว่านางบิดหมุนข้อมือ ขว้างกระบี่ยาวกลับไปยังชั้นวางกระบี่ที่ตั้งอยู่ริมขอบของลานกว้าง

ตัวกระบี่ลากเส้นโค้งเส้นหนึ่งก่อนสอดเข้าฝักเสียงดังเกร๊ง

เด็กสาวอีกคนที่เป็นคู่ประลองของนางมีนามว่าหลิ่วอ้าย นางอายุมากกว่าหลูเจาที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็กน้อย

บนศีรษะของหลิ่วอ้ายสวมพวงเครื่องประดับรูปห่วงอิงลั่ว ลวดลายมังกรขดสีทองพร่างพราว

ชุดกระโปรงที่นางสวมใส่ผ่านการรมกลิ่นหอมของดอกไม้มาก่อน แค่มองก็รู้แล้วว่ามาจากตระกูลใหญ่ร่ำรวยสูงศักดิ์ของล่างภูเขา

เห็นได้ชัดว่าเป็นเวทกระบี่แบบเดียวกันที่อาจารย์คนเดียวกันถ่ายทอดให้

เด็กสาวใช้กระบี่ด้วยวิธีการเผด็จการเปิดใหญ่ปิดใหญ่ แต่นางกลับเป็นแบบเอวอ่อนร่อนพลิ้ว แขนเสื้อพลิ้ววนดั่งหิมะโปรย

ด้านข้างยังมีบุรุษอีกสองคนที่ชมศึกอยู่ คงเป็นเพราะต่างก็อยู่ในวัยสวมกวาน การแต่งตัวจึงเรียบง่ายอย่างมาก

ผู้ถ่ายทอดมรรคาของพวกเขาไม่เหมือนกับอาจารย์ของหลิ่วอ้ายและหลูเจา

พวกเขาแค่นัดหมายกันมาเดินเล่นที่นี่หลังจากกินข้าวอิ่ม แล้วเด็กสาวก็เกิดความคิดอยากจะฝึกกระบี่กะทันหัน หลิ่วอ้ายจึงได้แต่ร่วมวงด้วยอย่างห้ามไม่ได้ เพราะไม่อยากจะทำลายความสนใจของศิษย์น้องหญิงผู้หลงใหลในกระบี่

หากเป็นการฝึกตนในเวลาปกติ พวกนางก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้

ถ้าอาจารย์ปู่ที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบที่สุดรู้เข้า ท่านผู้อาวุโสจะไม่มีไฟโทสะลุกโชนสามจั๋ง ด่าจนอาจารย์ของพวกเขาได้แต่เงียบกริบเป็นนกกระทาเลยหรือ?

พวกหลิ่วอ้ายแค่รู้ว่าแม่นางหน้ากลมที่อีกเดี๋ยวจะแต่งงานกับเจ้าสำนักหลิวมีชื่อว่าอวี๋เชี่ยนเยว่

คือพี่สาวที่นิสัยอ่อนโยน ไม่ว่าจะพูดคุยกับใครน้ำเสียงก็เล็กแผ่วเบา ส่วนขอบเขตของนางเป็นอย่างไร มองสูงต่ำไม่ออก

เพียงแต่ในเมื่อสามารถกลายมาเป็นคนรักของเจ้าสำนักได้ คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นคนธรรมดาสามัญ

แต่กลับไม่รู้ว่านางก็คือเซอเยว่แห่งเปลี่ยวร้าง คือหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ของหลายใต้หล้าในอดีต

หลูเจามองไปทางยอดเขาโหยวอี๋ ขอบเขตของเด็กสาวในตอนนี้ยังไม่พอ ความสามารถในการมองเห็นจึงมีจำกัด นางถามเสียงเบาว่า

“คนผู้นั้นจะเข้าร่วมงานแต่งงานของอาจารย์ลุงเจ้าสำนักของพวกเราไหม?”

พอประโยคนี้ของเด็กสาวดังออกมา พวกศิษย์พี่ชายหญิงอย่างหลิ่วอ้ายก็ไม่จำเป็นต้องเดาแล้วว่า “คนผู้นั้น” คือใคร

พวกเขาต่างก็รู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร

หลูเจามีความคิดบริสุทธิ์เรียบง่าย นางถามอย่างสงสัยว่า “ศิษย์พี่หญิงอ้าย ทำไมอาจารย์ถึงต้องกำชับพวกเราซ้ำๆ ว่าห้ามพูดถึงชื่อของเขาอย่างส่งเดชด้วยล่ะ?”

หลิ่วอ้ายตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ในเมื่อเจ้าสำนักกู้มาถึงแล้ว เชื่อว่าต่อให้คนผู้นั้นจะงานยุ่งแค่ไหน แต่พรุ่งนี้ก็ต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน”

“ส่วนทำไมอาจารย์ถึงไม่ให้พวกเราเรียกชื่อเขาตรงๆ หรือไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ถึงเขาส่งเดช คิดดูแล้วก็น่าจะเป็นเพราะเด็กรุ่นเยาว์อย่างพวกเราสมควรให้ความเคารพต่อผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า”

กู้ช่าน ลูกศิษย์คนเล็กของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวคือบุคคลที่ได้เปิดสำนักก่อตั้งพรรคอยู่ที่ฝูเหยาทวีป

แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังได้ครอบครองนครจินชุ่ยที่ย้ายจากเปลี่ยวร้างมายังไพศาลด้วย

คนที่ตามีแววล้วนรู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ดูจากท่าทางแล้วกู้ช่านแห่งสำนักฝูเหยาจะต้องช่วงชิงตำแหน่งผู้ครองแห่งทวีปกับเทียนเหยาเซียงอย่างแน่นอน

คนหนุ่มสวมชุดขาวใบหน้าหล่อเหลาดุจหยก คิ้วสองข้างยาวมาก ในมือถือพัดหางกวางเดินช้าๆ ออกมาจากตำหนักอู่ฮวาที่ภายนอกไม่เคยทราบนาม

ข้างกายเขามีเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าหลี่เซินหยวนติดตามมาด้วย

ลูกศิษย์สามรุ่นสี่คนที่มีหลิ่วอ้ายเป็นหนึ่งนั้นรีบหันหน้าไปหาคนผู้นี้ กุมมือคารวะเอ่ยเรียกว่าอาจารย์อาเซี่ย

คนผู้นี้ก็คือเซี่ยหลิง สีหน้าของเขาอ่อนโยน ให้คำชี้แนะข้อบกพร่องด้านเวทกระบี่ของพวกนางไปสองสามประโยค

แม้ว่าหลี่เซินหยวนจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของสวีเสี่ยวเฉียวแห่งยอดเขาจู่ไห่ แต่เรื่องของการถ่ายทอดมรรคา ในสำนักกระบี่หลงเฉวียนแห่งนี้ก็มีแต่เขาเซี่ยหลิงที่ใส่ใจที่สุดแล้วก็ถนัดมากที่สุดจริงๆ

อีกทั้งสิ่งที่เซี่ยหลิงเรียนรู้มายังหลากหลาย ที่สำคัญคือเขาเชี่ยวชาญทุกด้าน

นอกจากเวทกระบี่สายของสำนักกระบี่หลงเฉวียนเองแล้ว วิชายันต์ พิธีอัญเชิญเทพ อัญเชิญวิญญาณให้เข้าสิงผ่านการเขียนอักษรบนทรายหรือกระดาน ฯลฯ ล้วนมีความรู้ความเข้าใจเป็นของตัวเอง

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “บนเส้นทางของการฝึกตน เซี่ยหลิงมองเจ้าเป็นศัตรูในจินตนาการ”

เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ

กู้ช่านหัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเขาหาถูกคนแล้ว”

เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าอย่าเพิ่งบอกไปว่าแผ่นหยกแผ่นนั้นข้าเป็นคนมอบให้ บอกไปว่าเป็นสมบัติลับที่ได้มาจากพื้นที่มงคลโดยบังเอิญ”

“วันหน้ารอให้เขาเป็นเซียนเหรินหรือในอนาคตพิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้วค่อยบอกให้เขารู้อีกที”

กู้ช่านนึกสีหน้าเหมือนคนกินอาจมของเจ้าคิ้วยาวที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีออกได้เลย

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “เป็นวิธีที่ดี”

กู้ช่านพลันถามว่า “หลิวชาพึ่งพาได้ไหม? ขออย่าให้เขาก่อเรื่องเล่นงานเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันตั้งตัวอะไรเลย”

เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก หากเขาเกิดในไพศาลก็ถือเป็นมือกระบี่ที่กล้าหาญชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งได้เลย”

กู้ช่านพยักหน้า พอจะวางใจลงได้บ้าง

หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ผู้ฝึกบำเพ็ญตน นิสัยใจคอมักจะมั่นคงกว่าคนธรรมดาทั่วไป ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่จะเห็นตัวตนที่แท้จริงบนสนามแห่งความเป็นความตายเท่านั้น”

“ดูอย่างพวกเราสามคนสิ หากไม่นับเรื่องสถานะหรือขอบเขตอะไร อันที่จริงนิสัยก็ไม่ได้ต่างจากในอดีตสักเท่าไร”

“ใช่แล้ว เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้านี่ยังไงกัน ทำไมถึงไม่ให้หมี่ลี่น้อยออกไปจากอาณาเขตของฉู่โจวช้ากว่านี้สักหน่อย จะดีจะชั่วก็ควรเข้าร่วมงานแต่งของหลิวสัปหงกก่อนแล้วค่อยไปท่องเที่ยวทางใต้สิ”

เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไร

และเวลานี้เอง คนหนุ่มหน้าตาอมทุกข์คนหนึ่งก็เดินมา รูปโฉมสง่างาม เรือนร่างสูงใหญ่กายา คล้ายกับว่าเกิดมาพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นไม่คลาย

ข้างกายเขายังมีผู้ฝึกตนหญิงมวยผมสูงที่สวมใส่กระโปรงสีสันสดใส รูปโฉมของนางงามพิสุทธิ์ ปักปิ่นทองไหวระย้าไว้บนศีรษะ ตรงเอวรัดผ้าแพรหลากสีเหมือนการแต่งกายของสตรีในวัง

มองออกว่านางตื่นเต้นมาก เพียงแต่แสร้งว่าเป็นสงบนิ่ง สถานะของพวกเขาบนทำเนียบของสำนักกระบี่หลงเฉวียน แซ่สกุลล้วนใช้แซ่หลู

แล้วก็โชคดีที่อาจารย์ของพวกเขาคือหร่วนฉง หากเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งอื่น เกรงว่าคงต้องมีคนห้ามปรามว่าอย่าได้เปิดเผยสถานะของชาวบ้านร่อนเร่ของแคว้นล่มสลายชัดเจนขนาดนี้

หากเป็นคนในยุทธภพก็ยังพอทำเนา แต่นี่เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่แสวงหาชีวิตเป็นอมตะ

เปิดเผยตัวตนชัดเจนขนาดนี้คงไม่ใช่ว่าในอนาคตเมื่อพวกเจ้าฝึกตนประสบความสำเร็จแล้วคิดอยากจะทำอะไรบางอย่างหรอกนะ?

หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้าให้เขา

ศิษย์น้องหลู ไม่ได้บอกว่าวันนี้เวลานี้ไม่เหมาะจะพูด แต่เป็นไม่ว่าเวลาใดก็ไม่เหมาะจะพูดทั้งนั้น

กู้ช่านพยักหน้า แม้ว่ามองดูเหมือนหลิวเสี้ยนหยางจะเป็นคนไม่ยี่ระกับสิ่งใด ไม่เคยยึดติดในรายละเอียดปลีกย่อย แต่หากเป็นเรื่องใหญ่เขากลับเป็นคนที่แยกแยะทุกอย่างได้อย่างชัดเจน

เฉินผิงอันกลับยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน บอกว่าจะขอพูดคุยเรื่องการศึกษามรรคากับพวกเขาเป็นการส่วนตัวสักสี่ห้าประโยค

แน่นอนว่าเฉินผิงอันย่อมรู้ดีถึงภูมิหลังและรายละเอียดที่แท้จริงของพวกเขาสองคน

หลูซีถิง มาจากตระกูลชนชั้นสูงของราชวงศ์สกุลหลูเก่า ผู้ฝึกตนหญิงหลูหลางหวน นางเหมือนกับเซี่ยเซี่ย ตอนเด็กต่างก็เคยขึ้นเขาฝึกวิชาเซียนมาก่อน

เดินกันออกไปได้ระยะทางหนึ่ง บริเวณใกล้เคียงกับน้ำตกที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องเสียจนสว่างเจิดจ้า

ข้างทางมีกระถางดอกกล้วยไม้หลายสิบใบ ขนาดใหญ่เหมือนกระดัง กลิ่นหอมอบอวลชวนให้คนสบายใจ

หลูซีถิงหยุดเดิน ดวงตาของเขาแดงก่ำ ประสานมือโค้งคารวะ “กากเดนสกุลหลูเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้พบราชครูเฉิน”

หลูหลางหวนยอบกายคารวะตามมาด้วย อันที่จริงนางมีความทรงจำต่อแคว้นบ้านเกิดอย่างเลือนราง

ตอนที่แคว้นล่มสลาย นางยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสา ปีนั้นติดตามพวกผู้อาวุโสในสำนักเซียนอ่านท่องตำรา นางยังพูดไม่ชัดเลย

เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “หลูซีถิง เจ้ารู้หรือไม่ว่า หลายครั้งที่เจ้ากับชาวบ้านสกุลหลูและชนชั้นสูงเก่าของสกุลหลูติดต่อกันอย่างลับๆ กรมอาญาต้าหลีต่างก็จดลงบันทึกเอาไว้”

“พูดคุยกันเรื่องอะไร อยากจะทำอะไร กินอะไร น้ำเสียงและสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ล้วนมีบันทึกไว้อย่างชัดเจน”

“เพราะในบรรดานั้นมีสองคนที่เป็นสายลับของกรมอาญาต้าหลี แล้วก็เพราะพวกเจ้าโชคดี บังเอิญได้เข้ามาอยู่ในสำนักกระบี่หลงเฉวียน”

“หากอยู่ที่สำนักโองการเทพ ตำหนักฉางชุน ศาลลมหิมะ ฯลฯ ล้วนจะค่อนข้างลำบาก ง่ายที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น”

หลูซีถิงเงยหน้าขึ้น เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงอย่างยิ่ง เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่า “ข้าไม่จำเป็นต้องข่มขู่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตชมมหาสมุทรอย่างเจ้า ว่าไหม?”

หลูหลางหวนเม้มปาก ดูเหมือนว่าราชครูหนุ่มผู้นี้จะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ตนคิดเลยนี่นา ครั้งนี้ปลุกความกล้าติดตามหลูซีถิงมาพบเขา นางก็ทุ่มสุดชีวิตแล้วจริงๆ

เฉินผิงอันเอ่ยด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ชาวบ้านสกุลหลูใจคิดแต่อยากจะกอบกู้แคว้น แน่นอนว่าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้าดี”

“เพียงแต่ว่าจนใจที่คำกล่าวว่า สมปรารถนาดั่งใจนึก มักจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน”

“ข้าบอกว่าไม่สมปรารถนา เจ้าก็จะรู้สึกว่าเป็นเพราะสถานะของข้าในทุกวันนี้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าสามารถไปหาหวังอี้ฝู่ ถามความเห็นของเขาดู”

“หากเขาบอกว่าได้ นั่นก็หมายความว่าสามสิบปีมานี้พวกเจ้าไม่ได้เหนื่อยเปล่ากันจริงๆ ใช้ข้ออ้างว่าตั้งชมรมมาพบปะกันเป็นระยะ ล่องเรือไปบนทะเลสาบ ร่ายกวีร้องเพลง ใช้เหล่าหญิงคณิกามากมายบังหน้าอำพรางร่องรอย”

“แต่หากหวังอี้ฝู่บอกว่าไม่ได้ เจ้าก็ควรจะทบทวนตัวเองให้ดีได้แล้ว”

“หลายปีมานี้หวังอี้ฝู่เคยเป็นองครักษ์ของทั้งไทเฮาหนันจานและหลิ่วชิงเฟิิงเจ้ากรมพิธีการของเมืองหลวงสำรอง เร่ร่อนพเนจรไปตามที่ต่างๆ มีความเข้าใจในราชสำนักต้าหลีอย่างล้ำลึก”

“ทุกวันนี้เขาเก็บตัวเงียบอยู่ที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรอง แต่ก็ไม่ได้หาตัวเจอยาก คราวหน้าเจ้าสามารถพกป้ายสงบสุขแผ่นหนึ่งของกรมอาญาไปเยือนเมืองลั่วจิงเพื่อพูดคุยกับหวังอี้ฝู่ดีๆ สักครั้งได้”

หลูซีถิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ราชครูเฉิน อันที่จริงพวกเราไม่มีความทะเยอทะยานในการกอบกู้แคว้นแล้ว แค่อยากจะขอให้ราชสำนักต้าหลีช่วยยกฐานะของชาวบ้านสกุลหลูให้สูงขึ้นอีกสักหน่อย”

ยกตัวอย่างเช่นขุนนางที่เป็นชาวบ้านเร่ร่อนของสกุลหลู จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยเป็นขุนนางระดับสาม ไม่เคยมีขุนนางในพื้นที่ศักดินาสักคนเดียว

หรือยกตัวอย่างเช่นอนุญาตให้ผู้ฝึกตนสกุลหลูเก่าได้ฟื้นคืนสายสืบทอด เก็บพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายกลับคืนมา บุกเบิกถ้ำสถิตใหม่อีกครั้ง

อีกอย่างก็คือลดภาษีของสองมณฑลลง…

บอกตามตรง เรื่องของการกอบกู้แคว้น แค่คิดหลูซีถิงยังไม่กล้าคิดเลย ดาบของทหารต้าหลี มีศีรษะแบบใดบ้างที่ไม่เคยฟันมาก่อน?

บทพิเศษ ตอนที่ 15.3 พิธีสมรส

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ยากยิ่งกว่าการกอบกู้แคว้นอีกหรือ?”

หลูซีถิงเอ่ยอย่างสงสัย “ขอท่านราชครูโปรดไขข้อข้องใจให้ด้วย”

เฉินผิงอันเอ่ย “กอบกู้แคว้นก็แค่ชาวบ้านตกยากที่ในอดีตเคยเป็นผู้สูงศักดิ์สิบกว่าคน ตามหาคนหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ครอบครองสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ ชูธงก่อกบฏ รวบรวมพรรคพวกเก่ามา”

“จากนั้นก็ถูกต้าหลีสยบการาบภายในวันสองวัน ทว่าต่อให้จะเป็นดั่งดอกราตรีที่บานเพียงชั่วข้ามคืน ก็ยังสามารถทิ้งเรื่องราวหนึ่งไว้ในตำราประวัติศาสตร์ได้ กอบกู้แคว้นได้หนึ่งวันก็ถือว่ากอบกู้ได้แล้ว”

“แต่หากจะบอกว่าไม่ใช่การกอบกู้แคว้น แต่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทุกด้านให้กับคนในพื้นที่ของราชวงศ์สกุลหลูเก่า”

“ขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ที่เดิมที่สามารถเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานอยู่ในราชสำนักต้าหลี เป็นขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาได้ ล้วนรบตายกันแทบทั้งหมดแล้ว”

“สุดท้ายที่เหลือทิ้งไว้ให้กับราชสำนักต้าหลีก็คือลูกหลานชนชั้นสูงพวกนี้ พวกเขาที่คนแต่ละรุ่นล้วนเชี่ยวชาญการ เป็นขุนนาง”

“หากไม่เป็นเพราะราชสำนักต้าหลีจำเป็นต้องมอบสิทธิ์ส่วนหนึ่งให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ตอนนั้นพวกเขา รู้จักกาลเทศะ เข้าใจสถานการณ์”

“หาไม่แล้วถ้าถามความเห็นข้า ย่อมไม่มีทางอนุญาตให้ขุนนางของสกุลหลูเก่าเข้ามาอยู่ในที่ว่าการกรมคลัง ไม่อนุญาตให้รับหน้าที่เป็นขุนนางหลักขั้นสี่ขึ้นไปตามเขตและเมืองในท้องถิ่นต่างๆ นี่ยังถือว่าผ่อนปรนมากแล้ว”

หลูหลางหวนรับฟังด้วยสีหน้าสดใสแช่มชื่น ปัญหาหลายข้อที่เมื่อก่อนตัวนางเองไม่เข้าใจ และพวกหลูซีถิงก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน ดูเหมือนว่าจะกระจ่างแจ้งในทันใด

ในถ้อยคำที่เย็นชาจนแทบจะโหดร้ายของราชครูหนุ่มซุกซ่อนหลักการเหตุผลที่มีชีวิตชีวาเอาไว้หลายข้อ

ยกตัวอย่างเช่นนางเพิ่งเคยได้ยินเป็นแรกเริ่มว่าที่แท้ราชสำนักต้าหลีกับชุยฉานซิ่วหูถึงกับเคยทำการแลกเปลี่ยนที่บอกกล่าวใครไม่ได้เช่นนี้กับพวกชนชั้นสูงสกุลหลู

แต่พอหันหลังกลับ ชุยฉานกลับแว้งมีดแทงใส่กรมขุนนางต้าหลี โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า “ไม่อนุญาตให้เข้าไปเป็นขุนนางในกรมคลัง” จุ๊ๆ ช่างมีนัยชวนให้ขบคิดยิ่งนัก!

หลูซีถิงเอ่ยเสียงเบา “ราชครูเฉิน หากเรื่องพวกนี้ล้วนทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นภาษีหนักหน่วงของชาวบ้านในสองมณฑลล่ะ มันเข้มงวดเกินไปจริงๆ นะ”

“เมื่อสองปีก่อนข้าใช้ข้ออ้างว่าลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ เคยไปเยือนที่นั่น ไม่ได้ไปร่วมงานชุมนุมกวีที่อยู่เบื้องหน้าบุปผาใต้แสงจันทรา แล้วก็ไม่ใช่งานเลี้ยงสุราที่มีพวกพ้องนั่งกันเต็มห้องโถงอะไร”

“ข้าเคยไปเยือนอำเภอและหมู่บ้านในชนบทมามากมายจริงๆ ชีวิตของพวกชาวบ้านลำบากอย่างมาก”

เฉินผิงอันเอ่ย “สองมณฑลนี้จำเป็นต้องเก็บภาษีหนักต่อเนื่องไปอีกห้าสิบปี นี่ก็เป็นกฎที่ชุยฉานตั้งไว้ด้วยตัวเองเช่นกัน”

“ราชสำนักต้าหลีมีแต่จะรับประกันว่าชาวบ้านของสองมณฑลจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ชีวิตไม่มีทางย่ำแย่ไปกว่าชาวบ้านของสกุลหลูเก่า”

บนเส้นที่เป็นบรรทัดฐานนี้ พวกชนชั้นสูงของสกุลหลูเก่าที่หยั่งรากลงลึกอยู่ในท้องถิ่นสามารถหาหนทางด้วยตัวเองได้

สุจริตเปิดเผย มีเส้นทางของการทำเงิน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าของเมืองหลวงต้าหลี เมืองหลวงสำรองหรือทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ ล้วนต้องขึ้นอยู่กับความสามารถ

ไม่สุจริตแล้วยังถูกจับได้คาหนังคาเขา ตัดมือ เรียบง่ายเพียงเท่านี้

คงเป็นเพราะราชครูพูดจาอย่างตรงไปตรงมามากแล้ว ดังนั้นหลูหลางหวนจึงเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง

ก็คือจัดสรรผลประโยชน์กันเอง หมากับหมากัดกัน? สามารถตั้งตัวด้วยเส้นทางทำเงินที่สุจริตได้ ต่อให้ตระกูลเหล่านี้ผสานรวมเข้ากับราชสำนักต้าหลี

กลุ่มที่มีชีวิตไม่สบายก็ต้องไม่ยินยอม เกิดความไม่พอใจ อยากจะกอบกู้แคว้นมากยิ่งกว่า?

หากตัดสินใจว่าจะกอบกู้แคว้น จะไม่ใช่ว่าถูกกองทัพประจำการของต้าหลีที่ลับดาบอยู่ในมุมลับมาตั้งนานแล้วรวบแหจัดการได้รวดเร็วพอดีเลยหรือ?

ถึงเวลานั้นรากฐานในพื้นที่ของสกุลหลูเก่าก็เปลี่ยนมาเป็นสะอาดเอี่ยมอย่างสิ้นเชิง แล้วราชสำนักต้าหลีก็ค่อยมาลดภาษีให้กับสองมณฑล?

หลูหลางหวนถอนหายใจเบาๆ มิน่าเล่าตอนที่พวกเจ้าสำนักหลิวลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ถึงได้หัวเราะร่วนพูดประโยคไร้ที่มาที่ไปกับพวกเขาบอกว่า

“โฉมหน้าที่แท้จริงของขุนเขา กลับต้องมองจากนอกภูเขาจึงจะเห็นได้”

เฉินผิงอันเอ่ย “หลูซีถิง เจ้าคือชาวบ้านตกยากของสกุลหลู แต่เจ้าต้องจดจำข้อหนึ่งไว้ให้แม่น คอยถามคำถามข้อหนึ่งกับตัวเองอยู่ตลอด”

“นอกจากตัวเองแล้ว เจ้ายังสามารถเป็นตัวแทนของใครได้อีก ขอแค่เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน เจ้าถึงจะอาจจะทำเรื่องบางเรื่องได้ดี”

“ยกตัวอย่างเช่น ข้าเคยเป็นอิ่นกวานของกำแพงเมืองปราณกระบี่ แต่เฉินผิงอันกล้าพูดว่าตัวเองก็คือกำแพงเมืองปราณกระบี่ไหม?”

“แน่นอนว่าข้าไม่กล้า หนิงเหยาก็ทำไม่ได้ แม้กระทั่งเซียนกระบี่ผู้อาวุโสก็ทำไม่ได้เหมือนกัน”

อารมณ์ของหลูซีถิงซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ทั้งซาบซึ้งใจที่ราชครูหนุ่มเปิดอกพูดคุยด้วยคำพูดที่แม้จะโหดร้าย แต่กลับจริงใจพวกนี้กับตน แล้วก็เสียดายที่ตนไม่อาจช่วยเหลืออะไรชาวบ้านของสองเมืองได้

ไม่ว่าอย่างไร หลูซีถิงก็ยังต้องขอบคุณความใจกว้างของสำนักบ้านตนและของศิษย์พี่เจ้าสำนัก

หากไม่เป็นเพราะมีความสัมพันธ์สองชั้นนี้อยู่ ทำไมเฉินผิงอันจะต้องสนใจตนด้วย แล้วตนจะได้เจออีกฝ่ายได้อย่างไร?

และเวลานี้เอง เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยว่า “กฎที่ศิษย์พี่ชุยฉานของข้าตั้งไว้ ไม่ใช่กฎเหล็กที่ร้อยปีพันปีไม่อาจเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นว่าภาษีหนักห้าสิบปี ข้ารู้สึกว่าเวลากำหนดเอาไว้นานไปหน่อย แค่สามสิบปีก็พอแล้ว”

ดวงตาของหลูซีถิงเป็นประกายวาบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง สามสิบปี? ห่างจากวันที่ราชวงศ์สกุลหลูล่มสลายก็ไม่ใช่ว่า…?

ทว่าหลูหลางหวนกลับมีสีหน้าแปลกประหลาด คำพูดประเภทนี้ก็มีแต่อื่นกวานควบราชครูอย่างเจ้าเท่านั้นแหละที่พูดได้

เฉินผิงอันยื่นฝ่ามือออกมาแล้วพลิกฝ่ามือเบาๆ “ศิษย์พี่เชี่ยวชาญการวางแผนกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ใหญ่ ข้าเทียบกับศิษย์พี่ไม่ได้ ได้แต่ทำเรื่องเล็กๆ ไปตามกฎระเบียบ ในเมื่อเป็นเรื่องเล็ก แน่นอนว่าย่อมง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”

ในนาทีนี้หลูซีถิงเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าอะไรคือ “ราชครู” แห่งราชสำนักต้าหลีที่แท้จริง

ปัญหาใหญ่เทียมฟ้าในสายตาของพวกเขา สำหรับเฉินผิงอันแล้ว กลับเหมือนผ่าลำไม้ไผ่ คลี่คลายปัญหาได้อย่างว่องไว “ล้วนเป็นเรื่องเล็ก”

เฉินผิงอันเก็บฝ่ามือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หลูซีถิง หลูหลางหวน หลังจากที่พวกเจ้าเรียนกระบี่ในภูเขาประสบความสำเร็จแล้วก็ต้องไปรับหน้าที่เป็นผู้ฝึกตนติดตามกองทัพอยู่ข้างกายผู้ว่าและแม่ทัพของสองเมือง”

หลูซีถิงมองสบตากับหลูหลางหวน ต่างก็มองความตื่นเต้นอยากลองในดวงตาของอีกฝ่ายออก

ตรงริมหน้าผา หลิวเสี้ยนหยางยกมือมาตั้งไว้ข้างหู แอบฟังบทสนทนาของทางฝั่งนั้น

“น่าชิงชังนัก เจ้าหมอนี่ทำตัวเสแสร้งอีกแล้ว! ถึงกับมาแย่งชิงความมีหน้ามีตาในถิ่นของข้าได้ เกินไปแล้ว!”

กู้ช่านหลุดหัวเราะพรืด “เจ้าก็มีหน้าด้วยหรือ? เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เจ้ากลับต้องมาเจอเรื่องวุ่นวาย ยังจะกล้าบ่นอีก? หากไปที่สำนักข้า เจ้ารอดูเถอะว่าจะมีใครกล้าขยับเข้ามาพูดใกล้ๆ ไหม”

หลิวเสี้ยนหยางทิ้งตัวนอนหงายไปด้านหลัง ยกขาไขว่ห้าง “ใครให้เขามาเจอสหายอย่างพวกเราล่ะ เวรกรรมแท้ๆ… เพ้ยๆๆ ต้องบอกว่าเป็นบุญต่างหาก”

กู้ช่านพึมพำกับตัวเอง “เปลี่ยวร้างกับมืดสลัว จะพลาดอีกไม่ได้แล้ว”

หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “เจ้าถือเป็นลูกกระจ๊อกที่คอยชูธงร้องให้กำลังใจอยู่ข้างๆ แต่ข้ากลับเป็นแม่ทัพหลัก ทั้งสามารถเป็นแนวหน้า แล้วก็สามารถเป็นแนวหลังได้ด้วย”

กู้ช่านวางสองหมัดยันไว้บนหัวเข่า ดวงตาฉายประกายร้อนแรง “บินทะยาน บินทะยาน!”

หลิวเสี้ยนหยางมองดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า คิดถึงแม่นางคนดีที่อยู่ในใจ ขนบธรรมเนียมของบ้านเกิดนี่นะ พี่ชายต้องแต่งงานก่อน น้องรองค่อยแต่งตาม ส่วนจะวนไปถึงน้องสามหรือไม่ก็ตามสบายแล้ว

เฉินผิงอันกลับมานั่งที่เดิม ถามว่า “บนภูเขามีแปลงปลูกแตงหรือไม่ กู้ช่านไปเด็ดแตงมากินกันสักสองลูกดีไหม?”

หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “แตงที่ปลูกในบ้านตัวเองจะไปอร่อยอะไร ไม่สู้ให้กู้ช่านวิ่งไปขโมยไกลหน่อย ขโมยมาสักสามลูก”

กู้ช่านย่อมขี้เกียจไป คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะลุกขึ้นยืน ออกไปจากยอดเขาโหยวอี๋แล้ว กู้ช่านก็ได้แต่เดินตามไป

ตอนที่พวกเขากลับมา เฉินผิงอันเหน็บแตงโมสองลูกไว้ใต้รักแร้ยิ้มเอ่ยว่าเกือบจะถูกเด็กหนุ่มสวมหมวกผ้าขนสัตว์ที่เฝ้าแปลงปลูกแตงตอนกลางคืนดึงหนวดแล้วจิ้มก้นกู้ช่าน

แต่กู้ช่านกลับบอกว่าแม่นางน้อยแก้มแดงปลั่งคนหนึ่งเป็นคนเฝ้าสวนแตง เขาจ่ายเงินซื้อแตงโมมาจากนาง

หลิวเสี้ยนหยางรับแตงโมลูกหนึ่งมา กดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน ใช้ฝ่ามือผ่าแตง อิงตามกฎเดิม แบ่งชิ้นใหญ่ที่สุดให้กับกู้ช่าน

ต่างคนต่างกินแตงโม พูดคุยกันถึงเรื่องราวของบ้านเกิดที่เคยพูดซ้ำกันหลายต่อหลายหน

อย่างเช่นบริเวณใกล้เคียงกับหลังวัวดำ พวกเขาสามคนไปว่ายน้ำเล่นตอนกลางคืนในหน้าร้อน กู้ช่านเปลือยก้น สองมือเท้าเอว แกว่งไอ้จ้อนน้อยกระโดดลงไปในน้ำ กู้ช่านหน้าดำทะมึน แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไร

หมากกระดานใหม่ของราชสำนักต้าหลี ในที่สุดก็ลงมือชิงความได้เปรียบมาได้สำเร็จ

ตัวเลือกของรัชทายาทสกุลซ่ง ตัวเลือกของราชครูคนถัดไป ตัวเลือกของขุนนางตำแหน่งสำคัญมากมาย

เงื่อนไขที่เสาคานสำคัญทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของราชสำนักต้าหลีต้องใส่ใจและพิจารณาอย่างรอบคอบ

การจัดวางจัดระเบียบใหม่ของเมืองหลวง เมืองหลวงสำรองและท้องถิ่น สถานการณ์ใหม่เอี่ยมของทั้งบนและล่างภูเขา การวางแผนอย่างลับๆ ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่…

ล้วนมีการวางเม็ดหมากลงบนกระดานแล้ว

สถานการณ์ใหญ่ของแจกันสมบัติทวีปยุติลงแล้ว ใต้หล้ายังไม่ทันวุ่นวาย แจกันสมบัติทวีปก็ลงมือก่อนแล้ว ใต้หล้ายังไม่สงบนิ่ง แจกันสมบัติทวีปกลับสงบก่อนแล้ว

การปิดฉากที่แท้จริงของฟ้าดินเชื่อมโยงในครั้งนั้น คือการลงเดิมพันและการวัดดวงระหว่างเฉินผิงอันกับโจวมี่

ทั้งสองฝ่ายสามารถทำตามใจตนเอง ไม่สนใจผู้อื่นได้ แค่มอบสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ หรือไม่ก็กดข่มสิ่งที่ตัวเองรังเกียจ

แน่นอนว่าก็สามารถมอบสิ่งที่อีกฝ่ายรังเกียจ หรือกดข่มสิ่งที่อีกฝ่ายชื่นชอบได้เช่นกัน

ก็เหมือนการแข่งดึงหญ้าหนึ่งในธรรมเนียมของเทศกาลตวนอู่ของโลกมนุษย์

กู้ช่านถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าเลือกอะไร แล้วโจวมี่ล่ะเลือกอะไร?”

เฉินผิงอันส่ายหน้า “ข้าลืมการเลือกของตัวเองไปแล้ว แล้วก็เดาไม่ออกว่าโจวมี่จะเลือกอย่างไร”

ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญตน ไม่ได้นอนทั้งคืนก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ พวกเขาสามคนพูดคุยกันจนฟ้าสาง

ถึงได้สังเกตเห็นว่าคนและเรื่องราวของเมืองเล็กบ้านเกิดที่สามารถพูดถึงได้มีมากมายขนาดนั้น รู้สึกเหมือนว่ามีคนอยู่หลายคนที่ยังไม่ได้พูดถึง

เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยและจูเหลี่ยนมาที่ยอดเขาโหยวอี๋แล้ว ต่างคนต่างง่วนทำงาน พ่อครัวเฒ่าเข้าห้องครัว ลูกศิษย์สองรุ่นหลายคนอย่างพวกหลูซีถิง หลูหลางหวนก็มาเป็นผู้ช่วยด้วย

ระหว่างนั้นเซี่ยหลิงมาที่ยอดเขาโหยวอี๋รอบหนึ่ง พูดคุยอยู่สองสามประโยค กู้ช่านยิ้มเสแสร้ง

เซี่ยหลิงเองก็แสร้งทำเป็นว่ามองไม่เห็น แค่สอบถามเรื่องขนบธรรมเนียมและผู้คนของที่อุตรกุรุทวีปจากเซียนกระบี่เฉิน

ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว

ต้องไปรับเจ้าสาวแล้ว

เฉินผิงอันกับกู้ช่านต่างก็แต่งกายและจัดทรงผมพอเป็นพิธี แต่หลิวเสี้ยนหยางกลับอยู่ในรูปลักษณ์ของเจ้าบ่าว

พวกเขาสามคนเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า แล้วก็หลุดขำกันอย่างอดไม่อยู่

หลิวเสี้ยนหยางโบกมือเป็นวงกว้าง ออกเดินทางได้ เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยลูบหนวดยิ้มบางๆ

หากไม่เป็นเพราะฉุกละหุกไปสักหน่อย ต้องสามารถปักบุปผาลงบนผ้าแพรได้มากกว่านี้เป็นแน่

บนเส้นทางของยอดเขาโหยวอี๋ ด้านหน้าเกี้ยวมงคลหลังหนึ่ง นอกจากเจ้าบ่าวที่ขี่ม้าแล้วยังมีเพื่อนเจ้าบ่าวอีกสองคน

บริเวณใกล้เคียงกับเกี้ยวก็มีเพื่อนเจ้าสาวสองคนอย่างหนิงเหยาและจื่ออู่เมิ่งยืนอยู่

ก่อนหน้านี้เพื่อนเจ้าบ่าวถูกเพื่อนเจ้าสาวทำให้ลำบากใจ ทั้งต้องแต่งกลอนโต้กัน ทั้งแสดงท่าเพลงยุทธ์อยู่หลายชุด ฯลฯ

ทำเอาทั้งเฉินผิงอันและกู้ช่านอึ้งงันไปอย่างสิ้นเชิง พวกไหวลู่ที่มองดูอยู่หัวเราะชอบใจ

ด้วยขบวนรับเจ้าสาวที่เป็นเช่นนี้ เป็นเหตุให้พอขยับเข้าใกล้ขุนเขา ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ส่วนหนึ่งของศาลลมหิมะที่มารอนานแล้วจึงหันมามองหน้ากันเอง

พวกเขาไม่กล้าเข้ามาร่วมวงครึกครื้นด้วย แต่กลับเห็นว่าเส้นทางภูเขาด้านหน้ามีเงาร่างของคนสามคนโผล่พรวดออกมาติดๆ กัน

คนที่นำขบวนมาดักขวางอยู่กลางทางคือเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่ง สองมือของเขาเท้าเอว หัวเราะร่าเสียงดัง “แย่งเจ้าสาว!”

แม่นางน้อยคนหนึ่งที่ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียว สะพายห่อสัมภาระไว้เอียงๆ ตะโกนเสียงดัง “แย่งเจ้าสาว แย่งเจ้าสาว!”

และยังมีชายฉกรรจ์ท่าทางเกียจคร้านที่สะพายห่อผ้าใบใหญ่กับบุรุษสวมห่วงต่างหูสีทองคนหนึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า พูดพร้อมกันว่า “ยินดีด้วย ยินดีด้วย เอาซองแดงมา!”

เซอเยว่อยากจะเลิกผ้าม่านออกมองดูความครึกครื้นด้านนอก หนิงเหยาที่แต่งหน้าบางๆ รีบเตือนนางทันทีว่าไม่ได้ ไม่ได้

จื่ออู่เมิ่งปิดปากหัวเราะคิก แต่งงานสนุกขนาดนี้เลยหรือ

เพื่อนเจ้าบ่าวแซ่เฉินยิ้มกว้างสดใส ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า หยิบซองแดงปึกหนึ่งที่เตรียมไว้ในชายแขนเสื้อมานานแล้วแจกจ่ายออกไป

เขาลูบหัวหมี่ลี่น้อย

ได้ซองแดงแล้ว หมี่ลี่น้อยและเฉินหลิงจวินก็เริ่มกุมหมัด อวยพรเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่อยู่ในเกี้ยวด้วยถ้อยคำมงคลว่าขอให้ครองคู่กันอย่างสุขสม มีบุตรในเร็ววัน อยู่ร่วมกันจนผมหงอกขาว…

เพิ่งจะผ่านด่านนี้มาได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กหนุ่มชุดขาวกับบุรุษสวมชุดลัทธิขงจื๊ออีกคนโผล่มา

พวกเขาโหวกเหวกเสียงดังว่าแย่งเจ้าสาว แย่งเจ้าสาว ด้านหนึ่งพูดชมไม่ขาดปาก บอกว่าเจ้าบ่าวช่างหล่อเหลาเหลือเกิน คือเด็กรุ่นหลังของบ้านใดถึงทำให้คนอื่นละอายใจที่สู้ไม่ได้ถึงเพียงนี้

ด้านหนึ่งก็บอกว่าจะต้องดูให้ได้ว่าเจ้าสาวงามล่มบ้านล่มเมืองถึงเพียงใด หากไม่ให้ดูจะไม่เปิดทางให้เด็ดขาด…

ต่อจากนั้นก็เป็นเจิ้งต้าเฟิง กวอจู๋จิ่ว เผยเฉียนที่พาเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว คนหนุ่มสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว เด็กชายผมขาว เฉาฉิงหล่างมาด้วยกัน

พวกเขาพากันโวยวาย รังเกียจว่าซองแดงน้อยไป เรื่องดีต้องมาเป็นคู่ ต้องมอบให้สองซอง

บนเส้นทางภูเขาที่สาดส่องเต็มไปด้วยแสงตะวันสีทอง ผ่านหนึ่งด่านก็มีความอบอุ่นรออยู่อีกหนึ่งด่าน

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทพิเศษ ตอนที่ 15.1 พิธีสมรส"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย