Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 14.1 หญ้าป่า

  1. Home
  2. กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!
  3. บทพิเศษ ตอนที่ 14.1 หญ้าป่า
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

ทั่วทั้งถนนมีแต่เด็กสาวและสตรีโตเต็มวัยที่ห้อยถุงหอมถือพัดพับหลากสีสัน พวกนางติดเครื่องประดับงดงามหลากหลาย ปิ่นดอกไม้ที่เมื่อสองวันก่อนซื้อมาจากที่ตลาดของศาลเทพีบุปผาก็ยังพอจะมีพื้นที่ให้ใช้งานอยู่บ้าง

เด็กหญิงที่ฐานะทางบ้านธรรมดาเด็ดดอกทับทิมกิ่งหนึ่งมาทัดไว้บนมวยผมก็งามไปอีกแบบ

พรุ่งนี้พวกเด็กๆ จะสวมพวกด้ายสีหรือไม่ก็น้ำเต้าห้อยไว้ที่แขน ตั้งชื่อให้ว่า “ด้ายอายุยืน” เพียงแต่ว่าพอผ่านเทศกาลตวนอู่ก็จะทิ้งไป โบราณเรียกว่าการ “โยนเคราะห์ทิ้ง”

มีเด็กถามว่าทำไม พวกคนเฒ่าคนแก่กลับตอบไม่ถูก พูดแค่ว่าคนแต่ละรุ่นล้วนสืบทอดกันมาอย่างนี้ หากพวกเด็กๆ ซักถามอีกก็แค่ต้องงมแตงหอมจากในบ่อน้ำขึ้นมาให้พวกเขา หรือไม่ก็ซื้อน้ำบ๊วยใส่น้ำแข็งชามหนึ่งให้พวกเขากิน เท่านี้ก็เงียบเสียงลงแล้ว

เดินออกจากระเบียงพันก้าว ผ่านศาลเทพีบุปผา เดินทะลุตรอกมุ่งหน้าไปยังหลิวหลีฉ่าง เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วไปหยุดเท้าอยู่ที่ร้านขายน้ำแข็งใส

ที่ร้านจะคัดของสดตามฤดูกาลนานาชนิด เช่นเมล็ดบัว กระจับ นำมาแช่เย็นคลุกน้ำตาล แล้วโรยเมล็ดซิ่งเหริน (อัลมอนด์) เจินจื่อ (เฮเซลนัต) และงาลงไป เติมผลไม้เชื่อมสองสามชิ้น รองด้วยใบบัวสดแผ่นหนึ่ง

โอ้โฮมีครบทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติ เพียงมองก็ชวนน้ำลายสอก่อนจะได้ลิ้มรสเสียอีก

เพราะเคยเข้าร่วมงานพิธีมาก่อน เผยเฉียนจึงสวมหน้ากาก แล้วนับประสาอะไรกับที่ชื่อเสียงของ “ปรมาจารย์เจิ้งเฉียน” ในเมืองหลวงต้าหลีก็ไม่ใช่เล็กๆ แต่นางยังคงมัดผมเป็นมวยทรงกลมเหมือนเดิม

แน่นอนว่ากวอจู๋จิ่วไม่ต้องยุ่งยากกับเรื่องพวกนี้ นางรอคอยน้ำแข็งใสชามนั้นตาปริบๆ

กิจการของที่ร้านดีมาก เถ้าแก่ร้านจึงให้ลูกสาวมารับหน้าที่เป็นลูกจ้างร้านชั่วคราว เด็กสาวด้านหนึ่งก็ยิ้มเอ่ยกับลูกค้าทั้งสองท่านว่ารอสักครู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับบ่นพ่อของตัวเองว่าดีแต่หาเงิน ทำไมไม่ปล่อยให้นางไปชมดอกบัวทางทิศใต้ของเมืองกับสหายบ้าง

เผยเฉียนจ่ายเงิน กวอจู๋จิ่วชิมไปคำเล็ก ดวงตาทั้งคู่ก็พลันเป็นประกายระยิบระยับ นางหลับตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข

“ว้าวๆๆ อร่อยเกินไปแล้ว”

เผยเฉียนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “อร่อยจริงๆ”

พวกพ่อค้าหาบเร่ที่อยู่บนถนนใกล้เคียงต่างก็ต้องเอ่ยทักทายพวกเสมียนของที่ว่าการทั้งหลายที่เดินไปเดินมากันอยู่บนถนน

ชายหนุ่มที่ไม่ถือว่าเป็น “ขุนนาง” แต่กลับกินข้าวหลวงพวกนี้ ส่วนใหญ่จะผงกศีรษะตอบรับ บางคนก็หยุดพูดคุยด้วยสองสามประโยค มีเด็กหนุ่มหลายคนที่นั่งหลบร้อนอยู่ในร่มมุมกำแพงพลางกินแตงโมไปด้วย

ยามที่เงยหน้าขึ้น ในดวงตาก็มักจะซ่อนความอิจฉาไว้ไม่มิด

หากว่ามีขบวนม้าของที่ว่าการเหนือที่ด้านนอกสวมเสื้อผ้าฝ้ายแต่ด้านในสวมเสื้อเกราะขี่ม้าผ่านมาช้าๆ พวกเด็กหนุ่มก็จะยิ่งจ้องเป๋งไปที่ดาบพกตรงเอวของพวกเขา

รอให้ขบวนทหารม้าผ่านไปแล้วถึงจะกระซิบกระซาบกัน บอกว่าเมื่อครู่นี้ทหารม้าคนที่เท่าไรที่ขี่ม้าผ่านไปจะต้องเป็นคนที่ฆ่าคนเยอะมากที่สุดบนสนามรบแน่นอน บนร่างเขามีปราณสังหารเข้มข้นที่สุด

แล้วก็มีคนบอกว่าไม่ถูก เห็นได้ว่าเป็นเจ้าคนที่อยู่ท้ายขบวน ทิ้งไหล่ท่าทางเกียจคร้านผู้นั้นที่ฆ่าคนมากที่สุด ความสามารถสูงที่สุด…

และพวกเขาก็คุยไปถึงราชครูคนใหม่ พูดคุยถึงบรรณาการจากราชสำนักต้าโซ่ว คนที่ข่าวสารว่องไวหน่อยยังบอกด้วยว่าเมื่อคืนวานฮ่องเต้กับราชครูคนใหม่มายืนอยู่ด้วยกันบนหัวกำแพงเมืองของเมืองชั้นนอก

ตอนที่พูดคุยกันถึงเรื่องในราชสำนักและเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้าพวกนี้ ในดวงตาของพวกเด็กหนุ่มชาวบ้านก็มีประกายของความรู้สึกที่ว่า “วันนี้ราชครูเฉินผิงอันเป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ข้าก็ต้องเป็นเช่นนั้น”

เพียงแต่ว่ารอกระทั่งเด็กสาวสวยๆ หลายคนจับมือกันเดินผ่านมา พวกเขาก็จะกินแตงโมแล้วผิวปากแซว

เด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มหันมาถลึงตามองพวกเขาอย่างดุดันทันที พวกเด็กหนุ่มอึ้งงัน รีบหนีเร็วเข้า! คือลูกสาวของอาจารย์สวีที่โรงเรียน! ผัดหน้าประทินโฉมมาหนาเสียขนาดนั้น พวกเขาถึงกับจำนางไม่ได้…

เมื่อก่อนเผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมอาจารย์พ่อถึงได้บอกว่า ระหว่างที่เดินทางไกลขอแค่ได้ยินว่ามีคนพูดคุยหรือแสดงความเลื่อมใสต่อบทความของเหวินเซิ่งเขาจะรู้สึกมีความสุขมากเป็นพิเศษ

รอกระทั่งภายหลังมักจะได้ยินคนพูดถึงอาจารย์พ่อเป็นประจำ นางก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจแล้ว

เนื่องจากพรุ่งนี้คือวันที่ห้าเดือนห้า ปริมาณการขายเหล้าสงหวงนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกบ้านจะต้องแขวนเสือถักจากใบอ้ายและกระบี่ใบกกเพื่อใช้สำหรับขับไล่ภูตผีและปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ต้องใช้จ่ายเงินไม่น้อย

ตามประเพณีแล้วจะต้องไปขอซื้อยันต์เทียนซือห้าอสนีในราคาต่ำมาจากพวกนักพรตที่อยู่ในอารามใกล้เคียงหรือไม่ก็นักพรตที่รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันหลายๆ แผ่น หรือไม่ก็ไปอัญเชิญภาพเหมือนของอวี่หลิงกวนที่วาดด้วยหมึกสีแดงและสีดำ…

ดังนั้นจึงมีพ่อค้าที่ค้าขายเก่งอย่างมากรู้สึกว่านี่ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งมีงานฉลองแต่งตั้งราชครูไปหรอกหรือ ก็ไม่สู้วาดภาพเซียนกระบี่ปัดเป่าอัปมงคลโดยอิงตามรูปโฉมของราชครูคนใหม่ไปเลย?

ยังต้องกลุ้มว่าจะขายไม่ออกอีกหรือ? ยังต้องกลุ้มเรื่องราคาอีกหรือ? บอกว่าจะทำก็ทำเลยทันที!

ร้านที่เช้าตรู่วันนี้เปิดประตูต้อนรับลูกค้าจึงเริ่มขายภาพเซียนกระบี่ที่มีกลิ่นหอมของน้ำหมึกอบอวลเป็นปึกๆ ยังดี ไม่ได้เขียนชื่อและสถานะของราชครูลงไปโดยตรง

นี่ทำเอาพวกขุนนางในที่ว่าการอำเภอสองแห่งอย่างอำเภอฉางหนิงและอำเภอหย่งไท่อึ้งค้างกันไปทันที อยากได้เงินจนเสียสติไปแล้วหรือ?!

ทำเอาหันอีที่ยังมีคำว่า ‘รักษาการ’ พ่วงท้ายโมโหจนเต้นผาง ตรอกอี้ฉือเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้น เดิมทีหันอีก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนอยู่แล้ว คนที่มาเคาะประตูบ้านกลางดึกมีแค่เหวยหงเสียที่ไหน?

หวังหย่งผิดแผกไปจากปกติ ไม่ได้ลงมือรวดเร็วฉับไว กลับกันยังพาขุนนางไปเยือนร้านค้าทั้งหลายที่เป็นตัวตั้งตัวตีด้วยตัวเอง โน้มน้าวพวกเขาว่าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้ พูดตักเตือนไปสี่คำก็ไม่ทำอะไรอีก

สั่งน้ำแข็งใสที่เป็นของอร่อยราคาถูกมาอีกถ้วย กวอจู๋จิ่วถามหยั่งเชิงว่า “ศิษย์พี่หญิงข้าได้ยินมาว่าเมืองหลวงมีของกินพิเศษอย่างหนึ่งชื่อว่าน้ำถั่วหมัก…”

เผยเฉียนรีบเอ่ยทันใดว่า “ถ้าเจ้าอยากกินก็กินไปเองเลย ข้าไม่เอาด้วยหรอก แต่ข้าสามารถควักเงินเลี้ยงเจ้าได้ อยากกินกี่ชามก็ไม่มีปัญหา”

เมื่อก่อนระหว่างที่ออกเดินทาง พ่อครัวเฒ่าก็เคยทำ จำได้ว่าตอนนั้นอาจารย์พ่อเอ่ยชื่นชมขึ้นมาเป็นคนแรก ยกถ้วยขึ้นจิบหนึ่งคำด้วยสีหน้าเป็นปกติ บอกว่ามีความพิเศษอย่างมาก

จากนั้นใช้สายตาให้กำลังใจแก่ถ่านดำน้อยบางคน ฝ่ายหลังไม่เข้าใจ แต่ก็ยังบีบจมูกเงยหน้ากระดกดื่มหมดชาม นางปิดปากแน่นสนิท ยกนิ้วโป้งให้

เว่ยเลี่ยงที่ขี้ระแวงถึงได้ดื่มไปหนึ่งอึกแล้วพยักหน้าเบาๆ ขยับปากจั๊บๆ ส่งเสียงอิ่มหนึ่งที

หลูป๋ายเซี่ยงและสุยโย่วเปียนถึงได้ยอมกินตามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งกังขา ฝ่ายแรกขมวดคิ้วแน่นทันใด ใบหน้าเต็มไปด้วยปราณสังหาร ส่วนฝ่ายหลังแก้มพองป่อง รีบยกมืออุดปาก แต่ก็ไม่สะดวกจะทำอะไรไปมากกว่านั้น… ตอนนั้นพ่อครัวเฒ่ามีสีหน้าภาคภูมิใจ รู้สึกประสบความสำเร็จอย่างมาก

กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าใต้หล้านี้จะมีอะไรที่กินยากกว่าปลาราดน้ำส้มสายชูอีก อีกอย่างชาวบ้านของเมืองหลวงชอบกินของสิ่งนี้ก็แสดงว่าต้องมีเหตุผล คิดดูแล้วน่าจะไม่ต่างจากผักพลูคาวสักเท่าไร”

เผยเฉียนยิ้มตาหยี “ก็ไม่มีใครขวางเจ้าไม่ให้ดื่มน้ำถั่วหมักเสียหน่อย”

แม้ว่าความคิดและคำพูดของกวอจู๋จิ่วมักจะเต็มไปด้วยจินตนาการบรรเจิดอยู่เสมอแต่ก็จำต้องยอมรับว่า กวอจู๋จิ่วรู้ขอบเขตหนักเบาดีเยี่ยม

ก่อนหน้านี้อยู่บนทะเลเมฆได้พูดคุยความในใจระหว่างพี่สาวน้องสาวกันไปแล้ว เผยเฉียนไม่ค่อยอยากไปผ่อนคลายอารมณ์ที่ธวัลทวีปอะไรจริงๆ

ความจำดีเกินไปก็ไม่ค่อยดี ทัศนียภาพที่เคยเห็นมาแล้ว หากต้องเดินผ่านเป็นครั้งที่สองก็จะไม่มีความรู้สึกแปลกใหม่อีก

กวอจู๋จิ่วจึงรับรองอย่างหนักแน่นว่าตัวเองมีวิธี ในเมื่อไม่อยากไปธวัลทวีป แล้วก็ไม่ค่อยอยากไปใบถงทวีป แค่อยากจะอยู่ข้างกายอาจารย์พ่อจะมีอะไรยาก พวกนางศิษย์พี่ศิษย์น้องจะได้อยู่เป็นเพื่อนกันด้วย ดังนั้นจึงมีเหตุการณ์ในวันนี้

เพียงแต่ว่าคำพูดเหลวไหลที่กวอจู๋จิ่วคิดได้อย่างกะทันหันพวกนั้นก็อยู่เหนือการคาดการณ์ของเผยเฉียนเกินไป เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสตรี จะไม่หงุดหงิดเลยได้อย่างไร

กวอจู๋จิ่วซักถาม “ในเมื่อไม่ชอบหลิวโยวโจว เฉาฉิงหล่างเป็นอย่างไร? บนภูเขาลั่วพั่วของพวกเราก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครไม่ชอบเขานะ”

เผยเฉียนส่ายหน้า “มีแค่ความรู้สึกละอายใจต่อเขา”

ดวงตากวอจู๋จิ่วเป็นประกายวาบ “ถ้าอย่างนั้นก็คือหลี่ไหวสินะ?”

สองคนนี้น่าจะเป็น “ว่าที่ลูกเขย” ที่อาจารย์พ่อรับได้ที่สุดแล้วกระมัง? ไม่ว่าจะอย่างไรหากสืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ล้วนเป็น ‘พ่อตา’ ที่มองดูพวกเขาเติบใหญ่มา

เผยเฉียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เขาเหมือนเพื่อนบ้านที่เล่นสนุกด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเติบใหญ่แล้วมาเจอกัน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ต่างก็กระอักกระอ่วนจนต้องยกนิ้วเท้าขึ้นมาแคะ”

กวอจู๋จิ่วถามหยั่งเชิง “ป๋ายโส่วแห่งสำนักกระบี่ไท่ฮุยล่ะ?”

เผยเฉียนหน้าดำทะมึน ไม่พูดไม่จาเสียเลย

กวอจู๋จิ่วจับปลายคางทำท่าครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จนปัญญาแล้ว ยังคงเป็นอาจารย์พ่อที่พูดได้ถูก จะต้องรีบร้อนไปไย”

เผยเฉียนลูบหัวของกวอจู๋จิ่ว “ในหัวสมองเล็กๆ นี่บรรจุเรื่องรักชายหญิงไว้มากขนาดนี้ ทำไมไม่หาเองบ้างล่ะ?”

กวอจู๋จิ่วหัวเราะร่วน “ต้องหาเจออยู่แล้ว จะรีบร้อนไปไย ฮ่าๆ ห่านขาวใหญ่พูดได้ถูกต้อง พอคิดถึงว่าในอนาคตพวกเราต้องแต่งงานกับใคร แล้วเห็นอาจารย์ตาแดงก่ำ เขาก็รู้สึกว่า…”

เผยเฉียนหรี่ตาลง “อ้อ? เขารู้สึกว่าอย่างไรล่ะ?”

กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ลืมไปแล้วล่ะ ดูความจำของข้านี่สิ”

กวอจู๋จิ่วจงใจเดินผ่านศูนย์ฝึกยุทธที่กินอาณาบริเวณไม่เล็กแห่งหนึ่ง ด้านในมีเสียงร้องตะโกนเอะอะเอ็ดตะโร เผยเฉียนได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นที่คุ้นเคยมาจากด้านใน

กวอจู๋จิ่วกำลังจะพูดว่าข้ามาป่วนแล้ว แต่กลับถูกเผยเฉียนลากเดินไปอีกทาง บอกว่าจะเลี้ยงน้ำบ๊วยแช่เย็นนางหนึ่งชาม

กวอจู๋จิ่วสอดสองมือไว้ใต้ท้ายทอย เดินเตร็ดเตร่อย่างเฉื่อยเฉื่อย พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ศิษย์พี่ชุยเคยพูดถึงสามความเห็นกับข้า แรกเริ่มข้าไม่เห็นด้วย คิดไปคิดมาก็หาเหตุผลที่จะโต้เถียงไม่ออก ก็เลยได้แต่ยอมรับไป”

เผยเฉียนเอ่ย “ไหนลองว่ามาสิ”

กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ข้อแรก ช่วงนี้อย่าเอาแต่อยากจะช่วยงานอาจารย์พ่อของพวกเรา หากพวกเราไม่ช่วยก็คือการช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุด ส่วนช่วงนี้ที่ว่านี้จะนานเท่าไร ตอนนี้ยังไม่อาจบอกได้”

“ข้อสอง ภูเขาลั่วพั่วไม่ใช่สถานที่แห่งอื่น คนที่เข้าใจวิถีทางโลกใบนี้อีกทั้งยังรักพวกเจ้าต่างก็รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำห้าวเหิมแบบใด หรือวีรกรรมอะไรก็ตามนั้นมีความหมายอย่างไร”

“สุดท้ายศิษย์พี่ชุยบอกว่าอาจารย์ของเขาลำบากมามากแล้ว พวกเราที่เป็นลูกศิษย์ก็อย่าไปเพิ่มปัญหาให้เขาเลย ช่วงนี้ให้ตั้งใจฝึกหมัดให้ดี ตั้งใจฝึกตนให้ดี นี่ดีกว่าอะไรทั้งหมด”

เผยเฉียนถามอย่างสงสัย “ทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้กับเจ้าแค่คนเดียวล่ะ?”

กวอจู๋จิ่วยิ้มเอ่ย “คำถามนี้ถามได้ไม่เหมือนศิษย์พี่หญิงเผยเลยนะ เห็นได้ชัดว่าข้าเป็นคนยอมฟังเหตุผลมากกว่า หาไม่แล้วด้วยนิสัยของท่าน ใครกล้าเข้าใกล้ก็เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัว”

เผยเฉียนเอ่ย “เหมือนจะถูกนะ”

เผยเฉียนกล่าว “ข้าแค่อยู่เล่นสนุกในจวนราชครู แต่เจ้ากลับต้องรับหน้าที่จากหรงอวี๋ ข้ามผ่านหรงอวี๋ไปเลยก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”

กวอจู๋จิ่วขมวดคิ้ว “หา? หมายความว่าอย่างไร? ต้อนรับขับสู้คนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าถนัดเลยนะ”

เผยเฉียนถลึงตาใส่ “โง่จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่ล่ะ?”

กวอจู๋จิ่วหัวเราะหึหึ “แต่ข้าตัดสินใจได้นานแล้วว่าจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้คุมกฎฉางมิ่งอย่างตั้งใจ ข้ากับเซี่ยโก่วและคงโหวสร้างภูเขาเล็กๆ ขึ้นมาก็ไม่ใช่เพื่อรวบรวมกำลังพล ปูพื้นฐานไว้ให้ดีแต่เนิ่นๆ หรอกหรือ”

“วันหน้าจะได้รับหน้าที่เป็นผู้คุมกฎรุ่นที่สองในประวัติศาสตร์ของภูเขาลั่วพั่วได้อย่างราบรื่น ขุนนางผู้ภักดีที่แข็งกร้าวเที่ยงธรรม ไร้ความปราณีไม่ลำเอียง ผู้คุมกฎกวอผู้ไร้ไมตรี หากใครตกมาอยู่ในเงื้อมมือข้า ก็อย่าโทษที่ข้าเรียนวิชาความรู้มาจากพี่หญิงเหนี่ยนซิน ใครที่มาขอร้องแทนให้ก็ไม่ได้ผล ไม่ได้ผล!”

เผยเฉียนนวดขมับ

กวอจู๋จิ่วเอ่ยเสียงเบา “สมมติ แค่สมมตินะ อย่าจงใจไม่ชอบหลิวโยวโจวเพียงแค่เพราะที่บ้านเขามีเงินมากเกินไปล่ะ”

“อย่าได้ทำให้ความละอายใจทำให้ความรักต้องตกใจถอยหนี”

“แล้วก็อย่ารู้สึกเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเมื่อเติบใหญ่เพียงแค่เพราะตอนเด็กสนิทกันมากเกินไป”

“ถูกไหม ศิษย์พี่หญิงเผย?”

กวอจู๋จิ่วอายุไม่เยอะ แต่นางเคยเห็นการจากลามามากมาย อีกทั้งทุกการจากลาของที่บ้านเกิด ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นความตาย” อยู่เสมอ

ดังนั้นนางจึงรู้ดีว่าอะไรคือการเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้า ดูเหมือนว่าจะมีคนมากมายเหลือเกินที่ไม่ทันเอ่ยถ้อยคำมากมาย

เผยเฉียนยิ้มกล่าว “นี่ก็คือหลักการเหตุผลที่ห่านขาวใหญ่พูดด้วยหรือ?”

กวอจู๋จิ่วส่ายหน้า “ข้าพูดเองต่างหาก ล้วนเป็น ‘หลักการเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล’”

เผยเฉียนถามอย่างใคร่รู้ “ทำไมเซี่ยโก่วถึงได้ชอบมาคลุกคลีอยู่กับเจ้านัก?”

เกี่ยวกับคำถามข้อนี้ คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ คนของภูเขาลั่วพั่วมีแค่เผยเฉียนคนเดียวเสียที่ไหนที่สงสัยเรื่องนี้?

กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ข้ารับปากนางว่าจะถ่ายทอดมรรคกถาบางอย่างให้นาง”

เผยเฉียนถาม “อะไรนะ?”

กวอจู๋จิ่วจึงได้แต่พูดซ้ำอีกรอบ เผยเฉียนขมวดคิ้วแน่น นี่มันเหตุผลอะไรกัน?

กวอจู๋จิ่วคิดแล้วก็เอ่ยว่า “คงเป็นเพราะผู้อาวุโสป๋ายจิ่งเหงามาก นอกจากจะชอบอาจารย์เสี่ยวโม่แล้ว สิ่งที่นางพอจะทำได้ก็มีเพียงหาสตรีที่หยิ่งทระนงพอๆ กับนาง ข้าก็เลยแสร้งเป็นแม่นางน้อยที่ถูกนางเข้าใจผิดว่าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน”

เผยเฉียนเอ่ย “อยู่กับเซี่ยโก่วไม่น่าจะเสแสร้งได้ง่ายกระมัง?”

กวอจู๋จิ่วครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอยู่กับตัวเอง “บางทีอาจเป็นเพราะข้าก็คือแม่นางผู้งดงามที่หยิ่งทระนงกระมัง”

บทพิเศษ ตอนที่ 14.2 หญ้าป่า
รับลมเย็นอยู่ใต้เงาต้นอู่ถง แอบอู้คลายร้อนอยู่ครู่หนึ่ง

ซ่งเหอเอ่ยเสียงเบา “ท่านราชครู ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันตามนี้ เลือกสถานที่ที่ทั้งสามฝ่ายจะลงนามสัญญาเป็นพันธมิตรกันไว้ที่เมืองหลวงสกุลหลู?”

เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “รัชทายาทเฉาอิงฉลาดจริงๆ”

ซ่งเหอถอนหายใจ หากซ่งเกิงองค์ชายคนโตของตนมีความรู้และความกล้าหาญเช่นนี้บ้าง มีหรือที่ตำแหน่งรัชทายาทต้าหลีต้องถูกเว้นว่างไว้มาจนถึงทุกวันนี้?

ราชวงศ์ต้าตวนแห่งแผ่นดินกลางอยู่ในอันดับสอง สกุลซ่งต้าหลีแห่งแจกันสมบัติทวีปอยู่ในอันดับสาม สกุลหลูต้าหยวนแห่งอุตรกุรุทวีปอยู่ในอันดับสิบ ราชสำนักสามแห่งที่ต่างก็ติดสิบราชวงศ์ใหญ่ของใต้หล้าไพศาล กำลังจะลงนามเป็นพันธมิตรกัน

สถานที่ที่ใช้ในการลงนาม เลือกที่ไหน เมืองหลวงของแคว้นใด จึงกลายมาเป็นปัญหาที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ข้อหนึ่ง

แน่นอนว่ารัชทายาทหลูจวิ้นต้องเอนเอียงมาทางสกุลซ่งต้าหลีที่อาจารย์ของตนรับหน้าที่เป็นราชครู สกุลหลูเองอยู่อันดับท้ายสุดอยู่แล้ว มีอะไรให้ต้องช่วงชิงอีกเล่า

เฉาอิงได้รับจดหมายตอบกลับที่เขียนด้วยลายมือของเสด็จพ่อก็ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปอีกฉบับ แนะนำว่าให้จัดที่หน่วยฉงเสวียนเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าหยวน หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือเอาไปจัดที่อุตรกุรุทวีป

ฮ่องเต้ต้าตวนคิดว่าสามารถทำได้ แทนที่จะให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนกับสกุลซ่งต้าหลีเพราะเรื่องนี้ก็ไม่สู้ให้ทั้งสองฝ่ายต่างถอยคนละก้าว มอบหน้าตาที่ใหญ่ที่สุดให้กับทั้งสกุลหลูและอุตรกุรุทวีป

เมื่อเป็นเช่นนี้ในใจของสกุลหลูต้าหยวนก็ต้องปิติยินดี ในเมื่ออุตรกุรุทวีปให้ความสำคัญกับคุณธรรมน้ำใจ รักศักดิ์ศรีหน้าตา ถ้าอย่างนั้นสกุลซ่งต้าหลีของพวกเราก็จะไว้หน้าพวกเจ้า เพราะเดิมทีนี่ก็เป็นสิ่งที่อุตรกุรุทวีปสมควรได้รับอยู่แล้ว

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทควรจะเดินทางข้ามทวีปไปหาประสบการณ์สักรอบ”

ซ่งเหอเอ่ยสัพยอก “ได้ยินว่าขนบธรรมเนียมของชาวบ้านที่นั่นแกร่งกร้าว สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงมากที่สุดก็คือศาลบรรพจารย์ ข้ากลัวว่าไปที่นั่นแล้วจะต้องขายหน้า”

สายตาของเฉินผิงอันเป็นประกายระยิบระยับ เอ่ยว่า “เชื่อข้าเถอะ ฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีจะต้องสามารถเดินกร่างอยู่ในอุตรกุรุทวีปได้แน่นอน ใช้ได้ผลดียิ่งกว่าตำแหน่งเซียนกระบี่หรือขอบเขตบินทะยานอะไรเสียอีก”

ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลก็มีแค่ฮ่องเต้ของราชสำนักต้าหลีเท่านั้นที่ถึงจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้

เพราะราชสำนักต้าหลีไม่เคยทำให้อุตรกุรุทวีปผิดหวัง ไม่เคยทำให้การกระโจนเข้าหาความตายอย่างกล้าหาญของผู้ฝึกกระบี่มากมายขนาดนั้นเปลี่ยนมาเป็นไร้ความหมาย

อันที่จริงซ่งเหอก็รอคอยการเดินทางไกลครั้งนี้อย่างมาก เขาจึงพยักหน้าเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูที่อุตรกุรุทวีปสักหน่อย”

เฉินผิงอันเอ่ยเตือน “ฝ่าบาท สำนักศึกษาชุนซานกับสำนักศึกษาหลินลู่ต้องพยายาม ขยายขนาดให้กว้างใหญ่และรับสมัครนักเรียนที่มาจากทางใต้ให้มากขึ้น ลดธรณีประตูในการรับเข้าเรียนให้ต่ำลง อย่าได้เอาอย่างสำนักศึกษากวานหู”

ซ่งเหอเห็นด้วยอย่างมาก “บัณฑิตที่เล่าเรียนประสบความสำเร็จจากสำนักศึกษาสองแห่งนี้แล้วเดินทางกลับบ้านเกิด บวกกับกองทัพชายแดนที่มีภูมิลำเนาอยู่ทางใต้ซึ่งในอนาคตจะกลับจากสนามรบเปลี่ยวร้างมายังแจกันสมบัติทวีป สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าต้าหลีจะได้ใจชาวบ้านของแจกันสมบัติทวีปอย่างแท้จริงหรือไม่”

“ท่านราชครูโปรดวางใจ ช่วงนี้ข้าจะให้กรมพิธีการและกรมคลังเสนอแผนการที่ปฏิบัติได้จริงในเร็ววัน ไม่เพียงแต่บัณฑิตที่มาขอศึกษาเท่านั้น ยังต้องรับสมัครอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาจากทางใต้จำนวนมาก ให้เข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาสองแห่ง”

“หากเป็นไปได้ก็สามารถติดต่อไปหาสำนักศึกษาลัทธิขงจื๊อสามแห่งของใบถงทวีปและสกุลเฉินผู้รอบรู้ของทักษิณาตยทวีป เชื้อเชิญให้บัณฑิตผู้ทรงภูมิและปราชญ์ผู้ทรงปัญญามาเปิดสอนในสำนักศึกษา ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ ถึงอย่างไรก็ประหยัดไม่ได้”

เฉินผิงอันกล่าว “ถึงเวลานั้นข้าอาจจะไปสอนที่สำนักศึกษาสองแห่งด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงต้องขอสถานะรองเจ้าขุนเขาสำนักศึกษาชุนซานจากฝ่าบาทไว้ล่วงหน้าก่อนเลย”

ซ่งเหอถาม “แค่รองเจ้าขุนเขาสำนักศึกษาชุนซานเท่านั้นเองหรือ? ไม่ใช่เจ้าขุนเขาหรือ? หากเป็นแค่รองเจ้าขุนเขาก็ควรจะควบตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาของสองสำนักเลยไม่ใช่หรือ?”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนที่อยู่ตรงตีนเขาคนหนึ่ง ไม่มีวิชาการแยกร่าง ทำไมฝ่าบาทไม่ไปเป็นรองเจ้าขุนเขาเสียเลยล่ะ?”

ซ่งเหอจุ๊ปาก บ่นว่า “ท่านราชครู นี่มันข้อเสนออะไรของท่าน ข้าจะสอนอะไรได้ สอนพวกเขาว่าควรจะเป็นฮ่องเต้อย่างไรหรือ? หัวข้อที่ใช้บรรยายก็คือ ‘คำบรรยายสิบประการว่าด้วยการก่อกบฏ’ หรือไร?”

เฉินผิงอันหัวเราะชอบใจ

บทพิเศษ ตอนที่ 14.3 หญ้าป่า
ราชสำนักไม่ยอมรับการลาออกจากการเป็นขุนนางของต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการ ตรงกันข้ามกันเลยด้วยซ้ำ เฉินผิงอันยังเรียกตัวรองเจ้ากรมผู้เฒ่าท่านนี้มา ให้นั่งโดยสารเรือกองทัพของต้าหลีเดินทางไปเยือนตำหนักฉางชุนด้วยกัน

ต่งหูยืนอยู่ตรงหัวเรือกับราชครู หลุบตาลงมอง “ภูเขาสายน้ำยิ่งใหญ่งดงามของแคว้นข้าบ้านข้า” ช่างงดงามจนมิอาจบรรยายจริงๆ

รองเจ้ากรมต่งรู้ดีว่าโอกาสแบบนี้มีไม่มากแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็อายุถึงวัยแล้ว บวกกับที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรองต้าหลีก็ไม่ใช่สถานที่ที่จะให้ขุนนางเมืองหลวงขั้นสามขั้นสี่ไป “เพิ่มยศเพิ่มเงินเดือน ใช้ชีวิตในยามบั้นปลาย”

ครั้งนี้ท่านราชครูจงใจเรียกตนให้ออกไปทำงานนอกเมืองหลวงด้วยกัน อันที่จริงก็คือจงใจจะมอบความมีหน้ามีตาส่วนหนึ่งให้เขา วันหน้าที่ฮ่องเต้พิจารณาถึงเรื่องการมอบ “สมัญญานาม” ให้กับต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการ คิดดูแล้วก็น่าจะพอยกระดับได้นิดๆ กระมัง?

ต่งหูทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูดอยู่หลายครั้ง อยากจะพูดอะไรอย่างมาก แต่ราชครูหนุ่มกลับหัวเราะ ตบแขนของรองเจ้ากรมผู้เฒ่า บอกเป็นนัยว่าไม่ต้องทำตัวห่างเหิน

ยังจำได้ว่าปีนั้นรับหน้าที่ไป “คัดลอกป้ายศิลา” ที่เมืองเล็กของถ้ำสวรรค์หลีจู หลังจากนั้นต่งหูก็ไปเยือนร้านตีเหล็กของหร่วนฉงอริยะสำนักการทหารที่ตั้งอยู่ริมลำคลองหลงซวี ระหว่างนั้นก็มีภาพจำที่ลึกล้ำต่อเด็กหนุ่มยากจนที่มาทำงานระยะสั้น มีกฎระเบียบ รู้อะไรควรไม่ควร

ภายหลังรู้ประสบการณ์ชีวิตคร่าวๆ ของเด็กหนุ่มในท้องถิ่นคนนั้น ต่งหูยังแปลกใจอยู่เลยว่าเขาไม่เคยเรียนหนังสือในโรงเรียนมาก่อนแม้แต่วันเดียวจริงๆ หรือ? ต้องรู้ว่าสิ่งที่พิถีพิถันมากที่สุดในวงการขุนนาง ก็ไม่ใช่กำลังไฟที่เหมาะสมหรอกหรือ? มีคนที่ทำงานราชการมากน้อยแค่ไหนที่ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยได้เข้าใกล้คำคำนี้

แต่ว่าตอนนั้นสิ่งที่ต่งหูตกตะลึงมากที่สุดยังคงเป็นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเด็กหนุ่มกับบุตรสาวของหร่วนฉง ตอนนั้นต่งหูยังรู้สึกว่าน่าสนใจ หรือว่าเขาจะตั้งตัวร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเหตุนี้?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าหร่วนฉงออกหน้ารับรองให้ด้วยตัวเอง ให้เด็กหนุ่มใช้เงินเหรียญทองแดงแก่นทองซื้อร้านสองร้านและภูเขาทั้งหลายมาไว้ ต่งหูก็รู้สึกอีกว่าบางทีอาจเป็นเพราะหร่วนฉงไม่เห็นดีในชาติกำเนิดของเด็กหนุ่มก็เลยใช้วิธีที่ค่อนข้างคลุมเครือนี้ ถือเป็นการไล่เด็กหนุ่ม ไม่ให้อีกฝ่ายคิดฝันลมๆ แล้งๆ อีก?

หึ ในชีวิตมีคำว่า “ใครเล่าจะคิดได้” เกิดขึ้นตั้งกี่ครั้งกันล่ะ

ต่งหูเก็บความคิดพวกนี้มา ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านราชครู ไม่ต้องบอกกล่าวกับตำหนักฉางชุนล่วงหน้าจริงๆ หรือ? ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำภาษาราชการที่เป็นพิธีรีตอง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้พวกเขาเตรียมผลไม้ ขนม น้ำชาสุราตระกูลเซียนไว้ให้สักหน่อยนะ”

ราชครูคนใหม่ไปเยือนตำหนักฉางชุนถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว เพราะถึงอย่างไรตำหนักฉางชุนก็คือขุนนางผู้ค้ำชูราชวงศ์ของสกุลซ่งต้าหลีตามความหมายที่แท้จริง ช่วยให้สกุลซ่งต้าหลีข้ามผ่านช่วงเวลาของการก่อร่างสร้างตัวที่ยากลำบากที่สุดขึ้นมาได้

หวนนึกถึงปีนั้น เรือข้ามฟากกองทัพชายแดนของราชสำนักสกุลหลูที่เป็นแคว้นเบื้องบนมักจะลาดตระเวนไปตามแคว้นใต้อาณัติทั้งหลายอย่างโอหัง จงใจไปหยุดอยู่ที่ท่าเรือทั้งหลาย

แต่เป้าหมายไม่ใช่เพื่อข่มขวัญแคว้นทั้งหลายทางทิศใต้เหมือนเรือกระบี่ของต้าหลีในเวลานี้ เรือข้ามฟากเหล่านั้นต้องการทรัพย์สินเงินทอง ถึงขั้นว่าเป็นกาแลกเปลี่ยนที่ค้าขายตำแหน่งขุนนางกัน

เมื่อทำเสร็จสิ้นบนเรือแล้ว หากอยากจะนอนกับบุตรสาวของขุนนางผู้มีคุณูปการที่อายุน้อยงดงามสักสองสามคนก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าเหตุ จำนวนครั้งที่สกุลซ่งต้าหลีถูกหยามเกียรติด้วยเรื่องนี้มีไม่มาก เหตุผลก็เรียบง่ายยิ่ง นั่นเป็นเพราะยากจนเกินไป น้ำเนื้อติดมันที่สามารถขูดรีดไปจากพวกเขาได้มีน้อยเกินไป

เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ต้องบอกพวกเขาหรอก ไม่มีเรื่องสำคัญอะไรให้พูดคุย ก็แค่ไปรำลึกความหลังกับตำหนักฉางชุนแทนราชสำนักเท่านั้น ให้พวกเขาได้กินยาสงบใจ เรียบง่ายหน่อยก็ดี ไม่อยากให้พวกเขายุ่งวุ่นวายกันไปมากมาย สุดท้ายข้ากับรองเจ้ากรมต่งกลับแค่ดื่มชาถ้วยเดียวแล้วก็จากไป”

ต่งหูยิ้มเอ่ย “ทัศนียภาพของตำหนักฉางชุนนั้นไม่เลว อันที่จริงราชครูสามารถเดินเล่นนานหน่อยได้ พวกเราอาจจะใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ แต่กลับทำให้พวกผู้ฝึกตนบนทำเนียบของตำหนักฉางชุนพูดคุยกันไปได้หลายปี หรืออาจถึงขั้นหลายสิบปี”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”

อันที่จริงคราวก่อนที่หลินโส่วอีมาปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขตอยู่ที่ตำหนักฉางชุน เฉินผิงอันก็ได้ติดตามเว่ยป้อไปเยือนพื้นที่ลับที่ทัศนียภาพงดงามอย่างถึงที่สุดแห่งนั้นแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้ปรากฏตัว

เงียบกันไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ย “ถึงเวลานั้นข้าจะทำหน้าหนาขอเหล้าหมักฉางชุนมาจากพวกเขาหลายๆ กาแทนรองเจ้ากรมก็แล้วกัน”

ต่งหูถามเสียงเบา “ท่านราชครู เหล้าต้องแบ่งกันคนละครึ่งไหม?”

เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “รองเจ้ากรมต่งมาจากกรมคลังหรือ?”

ต่งหูยิ้มรับ แต่หลังจากนั้นก็อดเอ่ยอย่างเสียดายไม่ได้ว่า “น่าเสียดายมู่เหยียนนัก”

เฉินผิงอันเอ่ย “คนอย่างมู่เหยียนและเว่ยเหล่ยไม่มีค่าพอให้ต้องเสียดายอะไร”

และเวลานี้เอง เรือยันต์ลำหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาถึงอย่างรีบร้อน มันกำลังจะขยับเข้าใกล้กองเรือของกองทัพต้าหลีขบวนนี้ต่อ แต่กลับมีแสงกระบี่และแสงยันต์หลายสิบเส้นพุ่งวาบขึ้นมาบนเรือยันต์ลำนั้น

ยังมีหน้าไม้ขนาดใหญ่หลายอันที่ทำด้วยกรรมวิธีลับของสำนักโม่ซึ่งเอาไว้เล่นงานเซียนดินเผ่าปีศาจที่เผยร่างจริงใหญ่โตมโหฬารโดยเฉพาะได้เล็งไปยังเรือยันต์ลำนี้อย่างเงียบเชียบ

ลูกธนูแต่ละลูกที่แกะสลักอักขระลายเมฆซับซ้อนหนาเท่าแขนของชายฉกรรจ์ประโยคที่ว่า “พุ่งไปอย่างว่องไวราวกับกระบี่บิน” ย่อมไม่ใช่คำชมที่เกินจริงอย่างแน่นอน นอกจากจะต้องสิ้นเปลืองสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินจำนวนมากจึงมีราคาแพงลิบลิ่วแล้ว ก็ไม่มีข้อเสียอย่างอื่นอีก

แน่นอนว่าต้องรู้ดีถึงความร้ายกาจของเรือข้ามฟากจากฝ่ายของกองทัพต้าหลี อีกฝ่ายจึงรีบหยุดเรือยันต์

คนหนุ่มสะพายกระบี่ใบหน้างดงามราวกับหยกคนหนึ่งยืนอยู่ที่หัวเรือ กุมหมัดถามเสียงดังกังวาน “ราชครูเฉินอยู่บนเรือหรือไม่?!”

ห่างไปไกลยิ่งกว่านั้น ยังมีผู้ฝึกตนหญิงหลายคนขี่นกกระเรียนเขียนที่ทั้งตัวเป็นสีขาวปลอด ไม่ลืมใช้วิชาเซียนบังคับให้ทะเลเมฆลอยตามพวกนางมาด้วยเพื่อใช้ปกปิดเรือนกายพวกนางมองความเคลื่อนไหวของที่แห่งนี้ด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง

ขบวนเรือไม่สนใจ เรือยันต์ลำนั้นก็ได้แต่ตามต่อไป แต่กลับรู้จักที่จะรักษาระยะห่างให้เหมาะสม

ต่งหูยกมือบังเหนือหว่างคิ้ว เบิกตากว้างมองไป นี่คือ?

คนหนุ่มที่อยู่บนเรือยันต์ผู้นั้นไม่ยอมถอดใจ เขาเริ่มแนะนำตัวเอง “ผู้เยาว์แยนโย่วมาจากจวนจินหลูลำคลองจื่อแยน พอจะฝึกวรยุทธประสบความสำเร็จจึงอยากจะขอความรู้จากราชครูเฉิน ขอราชครูเฉินโปรดกรุณาสละเวลาอันมีค่ามาพบกันสักครั้ง ยอมถ่ายทอดความรู้ให้อย่างไม่ขี้เหนียววิชา”

ต่งหูขำคำพูดของอีกฝ่าย ยิ้มเอ่ยว่า “คำพูดคำจาของคนหนุ่มช่างโอหังเหลือเกิน นี่คือต้องการชื่อเสียงแต่ไม่ต้องการชีวิตอย่างนั้นหรือ?”

จวนจินหลูลำคลองจื่อแยนคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ไม่ใหญ่ ถือเป็นกองกำลังบนภูเขาระดับรองในแจกันสมบัติทวีป แต่ว่าเชี่ยวชาญในการสานสัมพันธ์กับผู้คนอย่างมาก บรรพจารย์ออกไปข้างนอกหรือลูกศิษย์ไปหาประสบการณ์ มักจะชอบรวบรวมพรรคพวกมากที่สุด พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีไมตรีสืบต่อกันมาหลายชั่วคนบนภูเขาที่อยู่ใกล้เคียงกัน

หนึ่งก่อกำเนิดบวกกับสามโอสถทอง ปีนั้นถือเป็นกองกำลังชั้นสูงที่ไม่อาจดูแคลนได้กลุ่มหนึ่งแล้ว เป็นเหตุให้แม้กระทั่งตำหนักฉางชุนที่สกุลซ่งต้าหลีเชื่อใจไว้ใจมากที่สุด พวกเขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา

หากรองเจ้ากรมผู้เฒ่าจำไม่ผิดล่ะก็ บรรพจารย์จินกวานของลำคลองจื่อแยนเคยต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือของอริยะหร่วนมาก่อน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ออกจากด่าน ไม่รู้จักจำกันบ้างเลยหรือ?

การที่กรมพิธีการของต้าหลีอยู่ในอันดับเดียวกับกรมกลาโหม สถานะสูงกว่าอีกสี่กรมที่เหลือ ในระดับใหญ่แล้วนั้นอยู่ที่ว่ากรมพิธีการยังเป็นผู้ดูแลจวนเซียนบนภูเขาของในแคว้นด้วย

นอกจากนี้เรื่องของการแต่งตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบของกรมพิธีการเช่นกัน ดังนั้นต่งหูที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปจึงถือว่ามีบารมีอย่างมาก

ต่งหูก็แค่รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ผู้ฝึกยุทธแยนโย่ว? ทำไมถึงไม่เคยได้ยินเลยว่าลำคลองจื่อแยนมีบุคคลเช่นนี้อยู่ด้วย?

เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “คือผู้ฝึกยุทธที่เพิ่งฝ่าทะลุขอบเขตร่างทอง”

ต่งหูหลุดหัวเราะพรืด “ขอบเขตร่างทอง? ซ้อมต่งหูหลายคนย่อมไม่มีปัญหา แต่ประลองหมัดกับราชครูจะถือเป็นการประชันฝีมือแบบใดกัน?”

แสวงหาชื่อเสียงแสวงหาทรัพย์สินเงินทองจึงต้องเดินทางลัด รองเจ้ากรมผู้เฒ่าพอจะเข้าใจได้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะต้องเอาชีวิตครึ่งหนึ่งไปทิ้ง

แต่ลำคลองจื่อแยนมีผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองอายุน้อยๆ เช่นนี้โผล่ออกมาได้ก็ช่างอยู่เหนือการคาดคิดของผู้คนจริงๆ

ต่งหูหรี่ตา ยกมือข้างหนึ่งขึ้น เรียกนายกองของกองทัพชายแดนบนเรือข้ามฟากคนหนึ่งมา ผู้ฝึกตนสำนักการทหารที่มาจากศาลลมหนาว เปลี่ยนจากผู้ฝึกตนติดตามกองทัพของต้าหลีกลายมาเป็นผู้บังคับกองผู้นี้เดินมาอยู่ข้างกายรองเจ้ากรมผู้เฒ่า

ต่งหูเอ่ย “โจวกัง ลองตรวจสอบดูสิว่าอีกฝ่ายมาดักขวางเรือข้ามฟากของพวกเราถูกเวลาขนาดนี้ได้อย่างไร หากถามแยนโย่วแล้วยังไม่รู้ก็ไปถามบรรพจารย์จินกวาน หากถามแล้วยังไม่ได้คำตอบอีกก็ถามศาลบรรพจารย์พรรคของผู้ฝึกตนหญิงพวกนั้นอย่างละเอียดไปพร้อมกันด้วย กลับไปแล้วคัดลอกเอาคำให้การอย่างละเอียดมาสามฉบับ แยกส่งไปให้กองภูเขาสายน้ำของกรมพิธีการ กองตรวจสอบของกรมอาญาและกองตรวจตราของภูเขาพีอวิ๋น”

โจวกัง กุมหมัดเอ่ย “ผู้น้อยรับคำสั่ง”

ในขณะที่ผู้กองโจวกังและเรือข้ามฟากกำลังจะลงมือ ต่งหูกลับยิ้มเอ่ยว่า “ราชครู ต้องแนะนำสักหน่อย ผู้กองโจวที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในกองทัพชายแดนต้าหลีของพวกเราคนนี้คือผู้ฝึกตนสำนักการทหารจากร่องต้าหนีศาลลมหิมะ คอขวดโอสถทอง จากเหนือจรดใต้ จากใต้ไปถึงเหนือ ผ่านการทำสงครามน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน”

“คุณความชอบด้านการสู้รบเกริกก้อง แต่ชอบจัดวางกลไกก็เลยได้มาอยู่บนเรือข้ามฟาก ความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ของเขาก็คืออยากจะดูแลเรือกระบี่ลำหนึ่ง แต่เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นของกรมกลาโหมไม่พยักหน้าตอบตกลงเสียที บอกว่าให้รอดูไปก่อน”

“ศาลลมหิมะเองก็อยากให้เขากลับไปรับหน้าที่เป็นมือรองของสายผู้คุมกฎศาลบรรพจารย์ แต่โจวกังกลับไม่ยอม หากอิงตามคุณความชอบทางการทหาร ย้ายเขาไปประจำการณ์อยู่ในท้องถิ่น ไม่เพียงแต่ตำแหน่งรองแม่ทัพประจำเมือง ให้ไปเป็นเจ้ากรมกลาโหมในแคว้นใต้อาณัติสักแห่งก็ยังไม่เกินกว่าเหตุเลยสักนิด”

โจวกังกลับเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ท่านราชครู ผู้น้อยต้องอธิบายสักสองสามประโยค ข้ากับรองเจ้ากรมต่งไม่ได้สนิทกัน ครั้งนี้ก่อนจะขึ้นมาบนเรือ พวกเราสองฝ่ายไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “โจวกัง คราวหน้าเจ้าไปหาอู่หวังเฉิงรองเจ้ากรมฝ่ายขวาของกรมกลาโหม บอกไปว่าเรือกระบี่ถือว่าความลับสุดยอดของต้าหลี เจ้าไม่สามารถหลุดจากสถานะของศาลลมหิมะได้แน่นอนว่าต้องเข้าใจเรื่องนี้”

“แต่การที่ต่งหูรองเจ้ากรมของกรมพิธีการยินดีเป็นคนรับรองให้เจ้า ก็ให้ฝ่ายในของกรมกลาโหมพวกเขาประชุมเรื่องนี้กันรอบหนึ่ง เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วก็ให้กรมกลาโหมมาบอกกับจวนราชครู แล้วจดบันทึกลงเอกสารเอาไว้”

ต่งหูลูบหนวดยิ้ม “คนรับรองที่ถูกราชครูบังคับไล่ต้อนด้วยตัวเองเช่นนี้ ต่งหูแห่งกรมพิธีการเป็นให้ก็แล้วกัน ผู้กองโจว ว่าที่ ‘เจ้าของเรือ’ โจวของเรือกระบี่ต้าหลีในอนาคต ชื่อเสียงในวงการขุนนางที่ข้าผู้แซ่ต่งสะสมมาชั่วชีวิต เบี้ยบำนาญยามชราที่จะได้ใช้ชีวิตยามบั้นปลายเลี้ยงหลานอย่างมีความสุข ก็ต้องดูที่ว่าเจ้าโจวกังจะเป็นขุนนางผู้ซื่อตรงหรือโลภมาก จะเป็นคนไร้ความสามารถไร้ผลงาน หรือจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว”

โจวกัง กุมหมัดเอ่ยด้วยสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา “จะต้องให้วันหน้ารองเจ้ากรมต่งสามารถคุยโวกับสหายได้ว่าในอดีตมีคุณความชอบในการให้คำแนะนำอันดีเยี่ยม เฉลียวฉลาดในการมองคนมากแค่ไหน!”

ต่งหูผงกปลายคางบอกเป็นนัยแก่โจวกังที่ไร้ไหวพริบผู้นี้ว่าไฉนถึงได้เลือกเรือข้ามฟากกองทัพลำของเจ้าเป็นเรือนำขบวนหลัก หรือว่าจวนราชครูและกรมกลาโหมแค่จับสลากเสี่ยงทายกันมาเท่านั้น?

โจวกังรู้ความนัยได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย แต่กลับแค่ยิ้มกว้าง เขาเป็นผู้ชายหยาบกระด้างคนหนึ่ง ไม่อาจพูดถ้อยคำที่ตัวเองคิดว่าอาจเป็นที่ครหาว่าประจบสอพลอพวกนั้นได้จริงๆ

เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยว่า “หากแยนโย่วเป็นคนที่เอามาใช้งานได้จริง หลังจากนี้ก็ให้เขาติดตามคอยฝึกประสบการณ์อยู่ข้างกายเจ้า”

โจวกังถาม “ท่านราชครู หากแน่ใจว่าแยนโย่วสามารถเอามาใช้งานได้ แต่ลำคลองจื่อแยนที่เต็มไปด้วยมลพิษสกปรก มีแต่เรื่องเละเทะล่ะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “แยกออกจากกันก่อน วันหน้าหากมีโอกาสก็ค่อยเอามารวมกัน คาดว่าไม่ต้องให้กรมพิธีการของรองเจ้ากรมต่งไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในบ้านของคนอื่นด้วยซ้ำ”

“แค่รอให้ผ่านเจ็ดแปดปีหรือสิบกว่าปี ระหว่างนี้ลำคลองจื่อแยนที่เป็นฝูงมังกรไร้ผู้นำก็น่าจะเปลี่ยนจากขุ่นมาเป็นใสกันได้เอง โจวกัง ระหว่างนี้เจ้าสามารถดูไปตามสถานการณ์แล้วค่อยลงมือได้ กรมกลาโหมและกรมพิธีการต่างก็อนุญาตให้เจ้าดำเนินการได้ตามสะดวก”

“รื้อถอนจวนเซียนสามแห่งที่เป็นมิตรกันมายาวนานซึ่งมีลำคลองจื่อแยนเป็นหนึ่งในนั้น ใช้ความเยาว์รับมือกับความเน่าเละเสื่อมโทรม ใช้ความซื่อตรงหนักแน่นรับมือความเจ้าเล่ห์ และใช้อำนาจที่แท้จริงเผชิญหน้ากับชื่อเสียงเลื่อนลอย”

“ขณะเดียวกันเจ้าเองก็สามารถทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ส่วนตัว ดูสิว่าจะมีโอกาสช่วยร่องต้าหนีแห่งศาลลมหิมะหาตัวอ่อนในการฝึกตนที่เหมาะสมมาสักสี่ห้าคนได้หรือไม่ ไม่ต้องเหมือนตอนนี้ที่คิดอยากจะเขียนจดหมายลับส่งไปให้ทางบ้านสักฉบับก็ยังลำบากใจที่จะจรดพู่กัน”

โจวกัง กุมหมัดเอ่ยด้วยความจริงใจว่า “ท่านราชครูหลักแหลม”

เฉินผิงอันกล่าว “แผนการล้วนเป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอย จะหลักแหลมจริงหรือไม่ก็อยู่ที่การลงมือทำ”

โจวกังพยักหน้า “คำพูดนี้ของราชครูยิ่งหลักแหลมกว่าเดิม”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ไปรับหมัดของเจ้าเถอะ”

บทพิเศษ ตอนที่ 14.4 หญ้าป่า
ยอดเขาจี้หลิงภูเขาบรรพบุรุษของภูเขาลั่วพั่ว

ภายใต้การนำของผู้คุมกฎฉางมิ่ง พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวสิบหกคนที่มาจากสถานที่ต่างๆ ของแจกันสมบัติทวีปขึ้นมาถึงบนยอดเขา

ว่ากันว่าศาลที่ไม่มีเทวรูปร่างทองอยู่แล้วแห่งนั้นเคยเป็นศาลเทพภูเขาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนัก ไปยืนพิงราวรั้วทอดสายตามองไปไกลจากบนลานหยกขาว

ก่อนที่พวกเขาจะเดินขึ้นเขามา “ภูมิลำเนา” ในภูเขายังคงเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาเที่ยวอวี่ ถึงขั้นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับภูเขาลั่วพั่วแม้แต่น้อย

แต่เมื่อผ่านวันนี้ไปก็จะกลายมาเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาลั่วพั่วแล้ว เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อเหมือนกัน แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

ปล่อยให้พวกเขาเดินเล่นอยู่บนลานกว้าง ชมทัศนียภาพกันไปประมาณหนึ่งเค่อ ผู้คุมกฎฉางมิ่งก็ปรบมือบอกเป็นนัยให้ทุกคนมารวมตัวกัน แล้วยิ้มบางๆ เอ่ย

“ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง ผู้ถ่ายทอดมรรคาและอาจารย์สอนหมัดของพวกเจ้าอย่างรองผู้ถวายงานกานแห่งยอดเขาฮวาอิ่งและอาจารย์เฉิน อาจารย์เจิ้งจะมอบสิทธิ์รายชื่อชื่อหนึ่งของศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อออกมาพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะกลายมาเป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกอย่างเป็นทางการของภูเขาลั่วพั่วได้บ้าง”

“เจ้าขุนเขาบอกแล้วว่าเขาไม่มีข้อเรียกร้องต่อรายชื่อนี้ ถ้าได้ก็คือได้ ภูเขาเที่ยวอวี่แห่งหนึ่ง คนสิบหกคนเข้ามาอยู่ในทำเนียบพร้อมกันก็ยังไม่เป็นปัญหา ไม่ได้ก็คือไม่มี จะให้คนทั้งสิบหกคนไม่มีใครถูกเลือกเลยก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน”

เด็กสาวอู๋เฉินเอ่ยเสียงเบา “บรรพจารย์ผู้คุมกฎ ข้าสามารถถามได้หรือไม่ว่า ‘ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง’ ที่ว่านี้คือนานแค่ไหน?”

ผู้คุมกฎฉางมิ่งยิ้มตาหยี “แน่นอนว่าต้องถามได้ ก็แค่ว่าข้าไม่ตอบเท่านั้น”

อู๋เฉินร้องอ้อ แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร บรรพจารย์ผู้คุมกฎนี่นะ นางพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละ สหายรักไฉอู๋เคยเตือนนางเป็นการส่วนตัวว่าอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว พูดคุยกับใครไม่จำเป็นต้องใช้สมองก็ได้ แต่เจอกับบรรพจารย์ผู้คุมกฎของพวกเราท่านนั้นกลับต้องระวังแล้วระวังอีก อย่าทำตัวตามสบายเกินไป

หยวนหวงกับอูเจียงสหายรักก็ชมทัศนียภาพอยู่บนยอดเขาเช่นกัน ถูกเจิ้งต้าเฟิงเรียกมาสอบถามสถานการณ์ล่าสุด

หยวนหวงยิ้มพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “อาจารย์เจิ้ง อาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชาการหายใจบทหนึ่งให้กับข้า แล้วยังมีตำราหมัดเขย่าภูเขาฉบับที่มีคำอธิบายประกอบ และ ‘คัมภีร์เวทกระบี่’ อีกเล่มหนึ่ง”

เจิ้งต้าเฟิงพยักหน้า เอ่ยว่า “ดูท่าเจ้าขุนเขาจะดีต่อเจ้าไม่น้อย ให้ความสำคัญกับลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่อย่างเจ้ามาก ระดับขั้นของวิชาการหายใจบทนี้ไม่สูง แต่กลับมีประวัติความเป็นมา อยู่บนภูเขาก็ถือเป็นการบำรุงด้วยอาหารเป็นหลัก มิใช่พึ่งพายาเป็นสำคัญ ไม่อาจดูแคลน”

“นอกจากนี้คัมภีร์เวทกระบี่เล่มนั้นเจ้าก็จำเป็นต้องศึกษาใคร่ครวญถึงความหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ให้ดี ดูจากชื่อก็รู้ถึงความร้ายกาจของวิชาลับในการเรียนวรยุทธบทนี้แล้ว ข้าคาดว่าอาจารย์ของเจ้าก็ยังไม่กล้าพูดว่าตนเองหยั่งรู้ได้ถึงแก่นนัยอันลึกซึ้งนั้นแล้ว”

หยวนหวงมีสีหน้าเป็นปกติ พยักหน้ายิ้มรับ อูเจียงกลับทำสีหน้ามีเลศนัย “คัมภีร์เวทกระบี่” เล่มนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าเจิ้งต้าเฟิงเป็นคนเรียบเรียงขึ้นมาเองหรอกหรือ คิดจะเป็นยายหวังขายแตง ขายเองชมเองกับพวกเขา

หยวนหวงเป็นคนมีคุณธรรมน้ำใจ เขาเคยถามเซียนกระบี่เฉินแล้วว่าสามารถถ่ายทอดตำราหมัดเขย่าภูเขากับคัมภีร์เวทกระบี่ให้ตนได้หรือไม่ เซียนกระบี่เฉินก็ยิ่งใจกว้างบอกว่าไม่มีปัญหาใดๆ

เจิ้งต้าเฟิงยื่นมือมากดหัวสุนัขสองหัวนั้น ยิ้มเอ่ยว่า “ตั้งใจฝึกหมัดกันให้ดี วันหน้าระหว่างที่ลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ หากเจอกับสตรีที่เหมาะสมก็จำไว้ว่าช่วยใส่ใจแทนพี่เจิ้งให้มาก”

ผู้คุมกฎฉางมิ่งบอกให้กานถังและเฉินยวนจีพาพวกเขาไปเดินเล่นที่ลานกว้างหน้าศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อก่อน ส่วนตัวนางเดินมาทางเจิ้งต้าเฟิง เจิ้งต้าเฟิงไม่ค่อยเคยชินกับการอยู่ร่วมกับพี่หญิงหลิงชุนผู้นี้เท่าใดนัก เขามักจะรู้สึกขนลุกขนชันอยู่เสมอ จึงรีบเผ่นไปรวมตัวกับพวกเฉินยวนจี

ผู้คุมกฎฉางมิ่งมองจอมยุทธพเนจรหนุ่มสองคนที่มาจากพื้นที่มงคลรากบัว พวกเขาต่างก็มาจากดินแดนป่าเถื่อนทางทิศใต้ของแคว้นซงไล่ หยวนหวงได้รับการสืบทอดมาจากทางตระกูล เชี่ยวชาญการใช้หอกเหล็ก เป็นวิธีโจมตีที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกบนสนามรบตามแบบฉบับ

เพียงแต่ว่าตอนอายุน้อยทางตระกูลเจอกับหายนะแทบจะถูกฆ่าล้างทั้งตระกูล มีเพียงหยวนหวงที่อายุยังน้อยที่ถูกบ่าวเฒ่าคนหนึ่งพาหลบหนีออกมา ระหว่างที่หนีภัยก็ฝึกวิชาการหายใจบทหนึ่งเป็นด้วยตัวเอง ตอนที่ฝึกฝนวิชานี้ก็ไม่ได้ทิ้งศาสตร์การใช้หอก เป็นเหตุให้ไม่ว่าจะเป็นการฝึกตนก็ดีหรือฝึกวรยุทธก็ช่าง พื้นฐานของเขาล้วนดีเยี่ยม

มือดาบอูเจียงก็ยิ่งชอบออกท่องยุทธภพ ความสนใจในการกราบอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชามีไม่มาก แล้วก็ยิ่งไม่มีความคิดใดๆ ต่อการเรียนวิชาเซียน ทว่าหยวนหวงกลับตัดสินเด็ดขาดว่าจะอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว อีกทั้งยังตัดสินใจแล้วว่าจะนับเจ้าขุนเขาเป็นอาจารย์ ทุกวันนี้สามารถกราบอาจารย์ได้ก็ถือว่าสมดังใจปรารถนาแล้ว

ฉางมิ่งค่อนข้างเห็นดีในตัวของหยวนหวง ไม่ได้เห็นดีในคุณสมบัติของเขา แต่เป็นนิสัยใจคอของเขา จากบันทึกในเอกสารได้แสดงให้เห็นว่าเด็กหนุ่มเคยแอบแฝงตัวเข้าไปในจวนขุนนางที่เป็นศัตรูเพียงลำพังท่ามกลางคืนที่หิมะตกหนัก ใช้หอกเหล็กที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเล่มนั้นแทงทะลุหัวของศัตรู พลิกตัวอีกฝ่ายลงมานอนบนพื้นแล้วใช้เท้ากระทืบหัว

หาเชือกยาวเส้นหนึ่งมาผูกมวยผมของศัตรูเอาไว้ เด็กหนุ่มที่บุกเข่นฆ่าออกมาจากวงล้อมหนาหนักมือหนึ่งถือเชือก มือหนึ่งลากหอกเดินไปแล้วก็หายตัวไปท่ามกลางม่านราตรีหนาหนักที่หิมะโปรยปรายทั้งอย่างนี้ ช่างเหมือนบทหนึ่งที่เขียนไว้ในนิยายยุทธภพจริงๆ เด็ดหัวคนชำระแค้นได้อย่างสาแก่ใจเหลือเกิน

ผู้คุมกฎฉางมิ่งยิ้มถาม “หยวนหวง สนใจจะมาอยู่สายผู้คุมกฎของพวกเราหรือไม่?”

ในอนาคตน่าหลันอวี่เตี้ยลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนางต้องไม่เหมาะจะมาเป็นผู้ฝึกตนสายผู้คุมกฎอย่างแน่นอน ให้นางเป็นนักบัญชีตัวน้อยกลับดีมาก

หยวนหวงส่ายหน้า “บรรพจารย์ผู้คุมกฎ ไม่ใช่เรื่องที่ข้าสนใจหรือไม่สนใจ แต่เป็นเพราะข้าเกิดมาก็ไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้อยู่แล้ว เพราะใจข้าไม่เหี้ยมมากพอ”

ผู้คุมกฎฉางมิ่งยิ้มเอ่ย “ดูจากประวัติของเจ้า ต้องแบกรับความอัปยศมานานหลายปี การชำระแค้นภายในคืนเดียวก็ไม่ใช่ว่าทำอย่างว่องไวเฉียบขาด อำมหิตโหดเหี้ยมอย่างมากหรอกหรือ?”

หยวนหวงยังคงส่ายหน้า “นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายคือศัตรูของข้า ในภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้กลับมีแต่คนสนิทคุ้นเคยและคนในครอบครัว ง่ายที่ข้าจะใจอ่อน”

ฉางมิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พยักหน้ายิ้มตาหยี “เดิมทีก็ไม่มั่นใจเต็มที่ ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าเหมาะอย่างมาก”

หยวนหวงไม่ได้พูดอะไร อูเจียงกลับถามหยั่งเชิงว่า “บรรพจารย์ผู้คุมกฎ หากข้าได้อยู่ในทำเนียบของภูเขาลั่วพั่ว ท่านคิดว่าข้าเหมาะจะเป็นสายผู้คุมกฎหรือไม่?”

ฉางมิ่งยิ้มบางๆ “เจ้าเหมาะจะอยู่กับพวกเจิ้งต้าเฟิง จงเชี่ยนมากกว่า เชื่อว่าจะต้องได้ดิบได้ดีและประสบความสำเร็จในการเรียนวรยุทธอย่างแน่นอน”

อูเจียงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “จะพูดอ้อมค้อมไปไย ก็พูดมาตรงๆ เลยสิว่าข้าไม่มีไหวพริบมากพอ”

ฉางมิ่งที่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะเป็นนักพรตหรือผู้ฝึกตน วันนี้นิสัยเป็นเช่นไร เป็นทั้งสวรรค์ลิขิตแล้วก็เป็นการกระทำของตัวเอง ฟ้าห้าคนห้า หยวนหวง อูเจียง วันหน้าอย่าได้ประเมินตัวเองต่ำอีก”

หยวนหวงทำท่าครุ่นคิด แต่อูเจียงกลับคิดแค่ว่านี่คือคำพูดที่น่าฟัง เขาจึงยิ้มเจิดจ้าคิดอยากจะกุมหมัดเอ่ยขอบคุณ จากนั้นค่อยเอ่ยคำพูดสองสามประโยคที่ได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่นอีกที อย่างเช่นว่าสรุปแล้วข่าวลือระหว่างโจวอันดับหนึ่งกับท่านเป็นจริงหรือไม่…

หยวนหวงจะไม่รู้นิสัยอูเจียงได้อย่างไร เขารีบยื่นแขนไปรัดคออีกฝ่าย เอ่ยขอตัวลากับผู้คุมกฎฉางมิ่ง บังคับลากอีกฝ่ายออกไป จะไม่เปิดโอกาสให้อูเจียงได้พูดจาเหลวไหลเด็ดขาด

สำนักเจินจิ้ง เกาะกงหลิ่วของทะเลสาบซูเจี่ยน เจียงซ่างเจินมองคลังลับของสำนักที่เหลือสมบัติอยู่แค่ไม่กี่ชิ้น

“เจ้าตัวดี หนีไปเร็วจริงๆ วิธีการก็ป่าเถื่อนจริงๆ โจรในบ้านป้องกันได้ยากจริงๆ”

ชุยตงซานเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “รองเจ้าขุนเขาโจว ตอนนี้จะเอาอย่างไรต่อ?”

เจียงซ่างเจินม้วนชายแขนเสื้อ เก็บสมบัติที่เหลืออยู่พวกนั้นมาใส่กระเป๋าทั้งหมด พูดอย่างมีเหตุผลว่า “จะเอาอย่างไร ยังจะเอาอย่างไรได้ต่อ เจ้าสำนักหลิวเหล่าเฉิงทรยศออกจากสำนักเจินจิ้ง ตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่สรุปก็คือเขาหอบเอาของขวัญไปจนหมด ข้าที่เจ็บปวดรวดร้าวใจก็ได้แต่รายงานสำนักเบื้องบนไปตามจริงอย่างไรล่ะ”

ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “หลิวเหล่าเฉิงทำอะไรยังพอถือว่ามีคุณธรรมอยู่บ้าง รู้จักทิ้งสมบัติอาคมที่ระดับขั้นดียิ่งกว่าไว้ให้เจ้ามาขโมย ต่อให้เจ้าไม่ทำตัวเป็นโจรในบ้านตามอีกฝ่าย แต่หากคิดจะทำบัญชีก็สามารถทำได้ง่ายเลย”

เจียงซ่างเจินพยักหน้ารับ “น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจเอาตัวหลิวเหล่าเฉิงมาใช้งานได้ หลิวทุ่ยช่างโชคดียิ่งนัก เทียนเหยาเซียงมีผู้ช่วยเช่นนี้ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีกจริงๆ”

ชุยตงซานถาม “คิดดีแล้วหรือว่าจะเปิดอกพูดคุยกับพวกตาแก่เจ้าเล่ห์ของใบถงทวีปกลุ่มนั้น?”

ก่อนหน้านี้เทพเซียนผู้เฒ่าและปรมาจารย์วิถีวรยุทธของใบถงทวีปที่พยายามจะดอดไปยังใต้หล้าห้าสีกลุ่มนั้น ได้ถูกอริยะลัทธิขงจื๊อที่นั่งพิทักษ์ม่านฟ้าสะบัดชายแขนเสื้อจับโยนออกมา บอกให้เฉินผิงอันช่วยโยนกลับไปที่ใบถงทวีป วีรบุรุษลูกผู้ชายทั้งหมดสิบสองคน แต่ละคนมีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง ต้องการขอบเขตก็มีขอบเขต ต้องการชื่อเสียงก็มีชื่อเสียง

เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “รอให้พวกเขาไปถึงทะเลสาบซูเจี่ยน ด้วยนิสัยการกระทำของทะเลสาบซูเจี่ยน ก็ควรจะต้องพูดคุยเปิดอกกับพวกเขาให้ดีๆ สักรอบ”

กองทัพเรือของต้าหลีกองนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เฉินผิงอันกับต่งหูมาถึงท่าเรือตระกูลเซียนของตำหนักฉางชุน ผู้ฝึกตนหญิงตำหนักฉางชุนที่เป็นผู้ดูแลท่าเรือรีบเผยกายทันที แล้วพวกนางก็ต้องตกใจสะดุ้งโหยงทันทีที่เห็นขบวนเรือนั้น

ทางฝั่งของตำหนักฉางชุนนี้ พวกนางทั้งตกตะลึงระคนยินดีทั้งตระหนกลน และยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน พลันไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากอธิบายสถานการณ์ของตำหนักฉางชุนในเวลานี้อย่างไรดี ขอบเขตประตูมังกรที่เป็นผู้นำคนนั้นกัดฟันกรอด รีบใช้เสียงในใจแจ้งลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งทันที บอกให้นางใช้เวทลับแจ้งอาจารย์ลุงคนเฝ้าประตูของพื้นที่มงคล ให้บอกไปว่าราชครูมาถึงแล้ว ขอบรรพจารย์โปรดออกจากด่านมาต้อนรับด้วย

ตำหนักฉางชุนมีวาสนากับเฉินผิงอันมาก ยังไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเว่ยป้อกับสตรีชาวเรือผู้นั้น เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ก็เคยคุ้มครองผู้ฝึกตนหญิงกลุ่มหนึ่งออกไปฝึกประสบการณ์ ช่วยไปขอสนหมื่นปีมาจากศาลลมหิมะ

เหลียนหลงที่ลำดับอาวุโสสูงมากในตำหนักฉางชุนกับลูกศิษย์สายเดียวกันหลายคนที่นางพาไปด้วยกัน คือผู้ฝึกตนต่างถิ่นที่เข้าไปทำการค้ากับร้านผ้าห่อบุญที่ท่าเรือหนิวเจี่ยวมาตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม ไม่เพียงแต่กานอี๋ผู้ดูแลบนเรือข้ามฟากหลี่เฉวียนแห่งตำหนักฉางชุนที่เฉินผิงอันเคยเจอมาก่อนแล้วเท่านั้น ในอดีตศิษย์พี่ชุยฉานก็ยิ่งเคยเข้าร่วมงานพิธีเปิดยอดเขาของผู้ฝึกตนหญิงโอสถทองของตำหนักฉางชุนสองครั้ง

มาถึงท่าเรือที่ทัศนียภาพงดงามอย่างมากแล้ว ลงจากเรือฝ่ายกองทัพ ต่งหูถึงเพิ่งรู้ว่าไม่เพียงแต่เรือข้ามฟากหลี่เฉวียนเท่านั้น ซ่งอวี๋ผู้อาวุโสไท่ซ่างที่เป็นขอบเขตก่อกำเนิดมานานหลายปี กับเจ้าตำหนักคนปัจจุบันซึ่งมีลำดับอาวุโสเป็นศิษย์หลานของนางต่างก็กำลังปิดด่าน

พูดให้ถูกต้องก็คือผู้ฝึกตนเซียนดินทุกคนของตำหนักฉางชุนเวลานี้ต่างก็มีธุระ ต่งหูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง เอ่ยว่า “ท่านราชครู ก็ดีเหมือนกัน คราวนี้ต่อให้พวกเราคิดอยากจะให้มีพิธีการยิบย่อยก็ทำไม่ได้แล้ว”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เดิมที่ยังอยากจะให้เรือหลี่เฉวียนลำนี้ส่งพวกเรากลับไปยังท่าเรือชานเมืองหลวงด้วยนะ”

ต่งหูคือคนเก่าแก่ในวงการขุนนางที่ฝึกปรือประสบการณ์ในหน่วยงานราชการมาหลายสิบปี รู้ว่าราชครูไม่ใช่คนประเภทที่พิถีพิถันกับพิธีการเลื่อนลอย จึงรีบเอ่ยกับผู้ฝึกตนหญิงที่เป็นผู้ดูแลท่าเรือทันใดว่า

“พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องต้อนรับอย่างเอิกเกริก เดิมทีก็เป็นพวกเราที่มาเองโดยไม่ได้รับเชิญ ไม่ได้บอกกล่าวกับพวกเจ้าไว้ก่อน การปิดด่านของพวกบรรพจารย์หลินโหยวและเจ้าตำหนักคือเรื่องสำคัญ อย่าได้ไปรบกวนพวกนางเลย ราชครูกับข้าดื่มชาถ้วยเดียวก็กลับแล้ว”

แต่ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นกลับยืนกรานว่าจะต้องแจ้งบรรพจารย์หลินโหยวและเจ้าตำหนักให้ทราบให้ได้ ไหนเลยจะมีเหตุผลที่ราชครูและรองเจ้ากรมต่งต่างก็มาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว แต่กลับไม่มีเซียนดินสักคนออกมาต้อนรับ

เฉินผิงอันส่ายหน้า “คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ตำหนักฉางชุนกับต้าหลีมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมดุจญาติมิตร เซียนดินปิดด่านคือเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”

ผู้ฝึกตนหญิงยังคงยืนกรานในความคิดของตัวเอง ต่งหูจึงขมวดคิ้วน้อยๆ “เหมาอี้ ราชครูบอกแล้วว่าเซียนดินปิดด่านคือเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทำไม เจ้าจงใจจะให้กรมพิธีการของพวกเราติดค้างของขวัญกับพวกเจ้าชิ้นหนึ่งหรือ?”

คำว่าเจ้าและคำว่ากรมพิธีการของพวกเรา ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของรองเจ้ากรมต่งก็คือไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ของตำหนักฉางชุนกับต้าหลีหรือราชครูอะไรแล้ว ตอนนี้เจ้าเหมาอี้พูดคุยกับข้าต่งหูแห่งกรมพิธีการแค่คนเดียวเท่านั้น

ผู้ฝึกตนหญิงขนลุกอยู่ในใจ รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที จากนั้นใช้เสียงในใจบอกกับลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนนั้นว่าไม่ต้องแจ้งคนเฝ้าประตูของพื้นที่มงคลคนนั้นแล้ว

พื้นที่มงคลบรรพกาลที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ป่าวประกาศต่อภายนอกแห่งนี้ เป็นเพราะวาสนาอำนวย ตำหนักฉางชุนจึงขุดค้นพบได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ปีนั้นแค่รายงานให้ทางจวนราชครูของต้าหลีทราบเท่านั้น กรมพิธีการจะรู้เรื่องหรือไม่ ตำหนักฉางชุนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

แต่ในเมื่อชุยฉานไม่ได้พูดอะไร คิดดูแล้วก็น่าจะผ่านด่านของฮ่องเต้และราชสำนักต้าหลีไปได้แล้ว อันที่จริงผู้ฝึกตนตำหนักฉางชุนของพวกนางเผชิญหน้ากับขุนนางต้าหลีคนใดก็ตามแน่นอนว่าย่อมมีความมั่นใจอย่างมาก ฮ่องเต้สามรุ่นของสกุลซ่งต้าหลีต่างก็มองตำหนักฉางชุนเป็นสถานที่ที่ต้องเลือกหากต้อง “ออกไปเที่ยวเล่นชานเมืองในบางครั้ง” ไทเฮาหนันจานก็ยิ่งมาสร้างกระท่อมเก็บตัวเงียบอยู่ที่นี่นานหลายปี

ต่งหูเหลือบมองสีหน้าของผู้ฝึกตนหญิงทั้งหลายที่อยู่ข้างกายเหมาอี้ รองเจ้ากรมผู้เฒ่าตาดีถึงเพียงใด เขาจึงถอนหายใจอยู่ในใจ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำไมแรกเริ่มราชครูถึงได้เน้นย้ำว่าแค่ดื่มชาก็กลับ

คงเป็นเพราะหากไว้หน้ากันมากกว่านี้ พวกนางบางคนคงจะเอ่ยถามต่อหน้าเลยใช่หรือไม่ว่า สรุปแล้วตำหนักฉางชุนของพวกเราจะได้เลื่อนขั้นเป็นจวนเซียนอักษรจงเมื่อไหร่? ความมั่นใจกับความหลงตัวเอง ความสูงส่งบริสุทธิ์กับความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ล้วนเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่เส้นบางๆ กั้นขวางเท่านั้น

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เหมาอี้ ในเมื่อเซียนดินของทางพรรคต่างก็กำลังปิดด่าน ข้ากับรองเจ้ากรมต่งคงไม่เดินข้ามประตูภูเขาไปแล้ว แค่หาสถานที่ดื่มชาง่ายๆ ก็พอ จากนั้นอยากจะขอเหล้าฉางชุนสิบไหจากพวกเจ้าแทนรองเจ้ากรมต่งเสียหน่อย ส่วนตัวข้าเองก็จะเอาน้ำพุหลิงชิวกลับไปกาหนึ่ง”

“เหล้าหมักฉางชุนมีชื่อเสียงเลื่องลือมานานแล้ว คิดดูแล้วรสชาติดีหรือไม่ก็น่าจะเป็นรสชาติสำเร็จรูป ทว่าน้ำพุหลิงชิวที่ใช้ต้มชากลับต้องรบกวนทางพรรคยุ่งยากสักหน่อย ช่วยเลือกสถานที่ที่ไปตักน้ำอย่างตั้งใจหน่อย”

เหมาอี้รีบยอบกายคารวะ คลี่ยิ้มเอ่ยว่า “จะไม่ทำให้ท่านราชครูต้องผิดหวังเด็ดขาด”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ต่งหูกระตุกมุมปาก วงการขุนนางกับวงการของการฝึกตนไม่อาจประสานเข้าด้วยกันได้จริงเสียด้วย

ดื่มชาถ้วยหนึ่งที่ท่าเรือไปแล้ว เรือข้ามฟากก็เอาเหล้าฉางชุนสิบไหกับน้ำพุใสสะอาดกาหนึ่งกลับไป เรือกองทัพของต้าหลีหลายลำออกเดินทางกลับอย่างรวดเร็ว บนเรือ ต่งหูพูดอย่างปลงอนิจจัง “ก็โชคดีที่ราชครูออกจากภูเขา”

คำพูดทั้งหลายก่อนหน้านี้ เหมาอี้ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่ได้ยินและจะขบคิดความนัยไม่ออก แล้วนับประสาอะไรกับที่เดิมทีราชครูก็พูดให้พวกซ่งอวี๋ฟังอยู่แล้ว

เหล้าฉางชุนคือความสัมพันธ์ควันธูปอันยาวนานระหว่างตำหนักฉางชุนกับสกุลซ่งต้าหลี ส่วนน้ำพุหลิงชิวนั้นกลับเป็นรากฐานในการหยัดยืนของตำหนักฉางชุนพวกเจ้า คือขนบธรรมเนียมประจำตระกูลของพวกเจ้า

แล้วก็ยิ่งโชคดีที่ราชครูยังอยากจะให้ตำหนักฉางชุนสามารถดำรงอยู่ร่วมกับสกุลซ่งต้าหลีได้อย่างยาวนาน มีควันธูปสืบต่อไปไม่ขาดสาย หาไม่แล้วตอนที่อยู่ท่าเรือก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยประโยคนั้น

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากมีจิตใจที่สงบเป็นกลางที่รู้ว่า ‘แต่ไหนแต่ไรมาใจคนก็เป็นเช่นนี้’ ก็จะไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความผิดหวังจากการ ‘คิดไม่ถึงว่าใจคนจะเป็นเช่นนี้’ ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ”

ต่งหูกุมหมัดเอ่ย “ราชครูลำบากแล้ว”

เฉินผิงอันหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “ขึ้นเรือเดินทางไปกลับแค่รอบเดียวก็ถือว่าลำบากแล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นหากข้าเล่าเรื่องวงในให้รองเจ้ากรมต่งฟังอีกสักหน่อย รองเจ้ากรมต่งจะไม่พูดคำว่า ‘ลำบาก’ ไปตลอดทางเลยหรือ”

บนฟ้าไม่อาจมีวิถีทางโลกที่สงบสุขร่วงลงมาได้ อย่างมากก็มีแค่โจวมี่ร่วงมาคนเดียว คิดอยากจะให้เป็นโลกมนุษย์ที่มีวิถีมุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรือง จะเอาแต่อาศัยคำว่า “ข้าเชื่อมั่น” หรือไม่ก็ “ข้าหวังว่า” อย่างเดียวไม่ได้ ขนาดราชสำนักต้าหลียังไม่สามารถดูแลให้ดีได้ แล้วจะพูดถึงแจกันสมบัติทวีป พูดถึงสนามรบเปลี่ยวร้างได้อย่างไร

ต่งหูร้องเฮ้อ “ท่านราชครู มีหลักการเหตุผลที่ตัวเองพูดว่าตัวเองลำบากเสียที่ไหน แค่ข้อนี้ก็สู้ราชครูชุยไม่ได้แล้ว”

เฉินผิงอันชี้หน้ารองเจ้ากรมผู้เฒ่า เอ่ยสัพยอกว่า “รองเจ้ากรมต่งเป็นขุนนางได้อย่างเจนจัดแล้วนะ”

เพียงไม่นานก็มีเซียนดินกลุ่มหนึ่งของตำหนักฉางชุนออกจากด่านกะทันหัน ออกมาจากพื้นที่มงคลบรรพกาลแห่งนั้น เรียกได้ว่าพวกนางพากันระดมพลออกมาหมด บรรพจารย์ไท่ซ่างซ่งอวี๋เป็นผู้นำขบวนมาพบราชครู ขอขึ้นเรือ ต่งหูมีสีหน้าปั้นยาก

เฉินผิงอันเอ่ยกับผู้บังคับกองของเรือข้ามฟากคนนั้นว่า “นำความไปบอกกับซ่งอวี๋ว่าคงไม่พบหน้าแล้ว ทุกคนต่างก็ยุ่งกันมาก บอกไปว่าจวนราชครูขออวยพรล่วงหน้าให้ตำหนักฉางชุนมีขอบเขตหยกดิบนั่งบัญชาการพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในเร็ววัน”

“ส่วนสำนักอักษรจงที่พวกนางคิดถึงคำนึงหาอยู่ตลอด ราชสำนักต้าหลีจะต้องช่วงชิงมาให้ตำหนักฉางชุนอย่างแน่นอน บอกพวกนางว่าแค่อดทนรอฟังข่าว รอข่าวดีสองเรื่องมาเยือนถึงบ้านก็พอ”

พวกผู้ฝึกตนหญิงเซียนดินของตำหนักฉางชุนที่มีบรรพจารย์ซ่งอวี๋เป็นหนึ่งในนั้นได้ยินคำพูดประโยคนี้ของราชครู พวกนางก็หันมามองหน้ากันเอง จิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ่งอวี๋ที่มีสีหน้าเศร้ารันทด จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง

ซ่งอวี๋ไม่ใช่ผู้ฝึกตนทำเนียบอย่างเหมาอี้ของท่าเรือที่ไม่รู้จักหนักเบา ไม่รู้ถึงผลดีผลเสีย นางรู้ชัดเจนดีว่าระหว่างฮ่องเต้พระองค์ก่อนกับซิ่วหูชุยฉาน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับราชครูเฉิน และยังมีสถานการณ์ของใต้หล้า มีความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างไร

บทพิเศษ ตอนที่ 14.5 หญ้าป่า
เซียนดินโอสถทองที่เพิ่งเลื่อนขั้นใหม่คนหนึ่ง นางยังคงอดไม่วันใช้เสียงในใจบ่นอย่างน้อยใจ “ต่อให้ตำหนักฉางชุนเสียมารยาทมีส่วนใดที่ทำไม่ถูกต้อง แต่ไฉนราชครูถึงต้องทำขนาดนี้…”

ซ่งอวี๋ตวาดกร้าว “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! สายของพวกเจ้าปิดภูเขานับตั้งแต่บัดนี้ไป ห้ามออกไปไหนสามสิบปี!”

ซ่งอวี๋คือก่อกำเนิดเฒ่าที่อายุการฝึกตนยาวนานมาก แม้ว่าจะมีศาสตร์คงความเยาว์แต่กลับมีรูปโฉมเป็นสตรีวัยกลางคน รูปโฉมไม่โดดเด่น

ลู่ฝานโล่วเจ้าตำหนักคนปัจจุบัน นางคือศิษย์หลานของซ่งอวี๋ แต่กลับไม่ได้มาจากสายหลินโหยว อาจารย์อาซ่งอวี๋มีรูปโฉมธรรมดา แต่นางกลับงามเพริศพริ้ง อีกทั้งยังเพิ่งเป็นก่อกำเนิดอายุน้อยคนหนึ่ง

ลู่ฝานโล่วที่มาจากสายของลูกศิษย์คนแรกของบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของตำหนักฉางชุน นอกจากที่นางจะตกใจแล้ว เวลานี้ก็มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน “ถึงอย่างไรก็เป็นที่ต้องสงสัยว่าจะข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานอยู่บ้าง จะพูดจำเป็นพิธีรีตองเหมือนพวกขุนนางกับเราทำไม ยังไม่สู้ทำอะไรตรงไปตรงมาอย่างชุยฉานในปีนั้น มีอะไรไม่พอใจก็พูดคุยกันต่อหน้าอย่างเปิดเผย”

ซ่งอวี๋หัวเราะหยัน “ลู่ฝานโล่ว นอกจากเจ้าแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนไสหัวกลับกันไปให้หมด พวกเจ้ารีบเรียกกานอี๋ เหลียนหลง กลับไปที่ตำหนักฉางชุนทันที วันนี้จะมีการเปิดประชุมศาลบรรพจารย์ ปรึกษาเรื่องเปลี่ยนเจ้าตำหนักอย่างเร่งด่วน!”

ลู่ฝานโล่วตะลึงพรึงเพริด สีหน้าซีดขาว “อาจารย์อาหลินโหยวจะต้องเด็ดขาดถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

ในใจซ่งอวี๋เดือดดาลนัก คนโง่อย่างเจ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าต้าหลีเวลานี้มีคนที่มีสิทธิ์มีเสียงอยู่ในการประชุมเล็กอยู่สักกี่คนที่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ากำลังจับตามองทุกคำพูดทุกการกระทำของพวกเรา?!

แล้วก็ไม่ผิดจากที่ซ่งอวี๋คาด เวลานี้เอง เสินจวินท่านหนึ่งมาปรากฏตัวที่เรือข้ามฟากของต้าหลี เว่ยป้อพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “ลู่ฝานโล่ว ไว้หน้าเจ้า แต่เจ้าไม่เห็นหน้ากันจริงๆ เลยนะ”

พื้นที่มงคลบรรพกาลที่ระดับขั้นไม่ต่ำแห่งนั้น หากไม่เป็นเพราะการกระทำอย่างจงใจของชุยฉาน ด้วยโชคชะตาน้อยนิดของพวกเจ้าจะหาเจอได้จริงหรือ? หากไม่เป็นเพราะข้าเว่ยป้อได้รับคำสั่งจากซิ่วหูอนุญาตให้มีการผลักดันคลื่นลมอย่างลับๆ ตำหนักฉางชุนจะสามารถเอื้อมมือคว้ามาไว้ในมือได้ง่ายๆ จริงหรือ?

พูดถึงแค่ศึกที่แจกันสมบัติทวีป ผู้ฝึกตนหญิงส่วนใหญ่ของตำหนักฉางชุนพวกเจ้าล้วนไม่ยินดีจะเดินทางไปสู่สมรภูมิรบ ทางฝั่งราชสำนักต้าหลีก็ยังคงเป็นต่งหูกับกรมพิธีการที่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน บอกให้พวกเจ้าเป็นฝ่ายส่งฎีกามา ถ้อยคำที่ใช้สามารถเด็ดขาดหน่อยได้

หลังจากนั้นราชสำนักก็จะบอกกับพวกเจ้าว่าไม่จำเป็นต้องไม่เห็นค่าชีวิตเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้ฝึกตนเซียนดินก็มีน้อยเกินไป… เท่ากับช่วยกำจัดคำวิพากษ์วิจารณ์บนภูเขาให้กับพวกเจ้าอย่างที่มองไม่เห็น

ได้เจอกับเสินจวินที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลบุ๋นแผ่นดินกลางตัวจริง ลู่ฝานโล่วก็รู้สึกขลาดกลัวหมดสิ้นความกล้าทันที

นาทีถัดมาเซียนดินที่ปิดด่านฝึกตนอยู่ในพื้นที่มงคลทุกคนซึ่งมีซ่งอวี๋กับลู่ฝานโล่วเป็นหนึ่งในนั้น ต่างก็ถูกเว่ยป้อร่ายเวทขนย้ายพาพวกนางเข้ามาอยู่ในห้องโถงกว้างแห่งหนึ่งในตัวเรือ

มีบุรุษชุดเขียวคนหนึ่งนั่งยองอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้นั่งยองอยู่บนพื้น สองนิ้วเลิกมุมหนึ่งของพรมขนสัตว์เนื้อนุ่มที่ปูอยู่บนพื้นขึ้นมา ปล่อยนิ้วออก ลุกขึ้นยืน ปัดมือ

ไม่ใช่พรมของแคว้นไฉ่อีที่ส่งขายไปทั่วทวีป เป็นแค่พรมธรรมดาผืนหนึ่ง ค่อนข้างจะเก่าแล้ว อีกทั้งดูจากรอยฝุ่นก็ไม่ใช่ว่าเรือข้ามฟากเอามาเปลี่ยนใหม่กะทันหัน

ต่งหูเองก็คร้านจะมองผู้ฝึกตนหญิงเหล่านั้น เพียงแค่พูดคุยหัวข้อก่อนหน้านี้กับราชครูต่อไป ยิ้มเอ่ย “ดังนั้นกองทัพชายแดนต้าหลีถึงได้ร่ายร้องว่ายากจน ขุนนางของกรมคลังก็จนปัญญา เพราะว่ายากจนจริงๆ”

เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “ซึ่งจ่างจึงมีคุณความเหนื่อยยากสูงมาก”

เฉินผิงอันมองไปยังลู่ฝานโล่วที่สีหน้าหวาดหวั่น ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “รู้หรือไม่ว่าอะไรคือคำพูดพิธีรีตองของพวกขุนนางอย่างแท้จริง?”

ซ่งอวี๋กำลังจะเปิดปากพูด เฉินผิงอันกลับยกฝ่ามือขึ้น บอกเป็นนัยว่าอย่าพูดแทรก ก่อกำเนิดอาวุโสคนหนึ่งที่อีกเดี๋ยวก็จะเลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบน โอสถทองเหมือนถูกน้ำแข็งเกาะ ทารกก่อกำเนิดต้องนอนหลับนิ่งไปแต่โดยดี ทำให้ซ่งอวี๋พูดอะไรไม่ออกสักคำ

เฉินผิงอันยื่นมือไปวางไว้บนที่เท้าแขนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งกำเป็นหมัดแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “ราชสำนักต้าหลีได้มอบพื้นที่มงคลบรรพกาลแห่งหนึ่งให้พวกเจ้าแล้ว มอบฐานะชื่อเสียงและการปฏิบัติที่พิเศษซึ่งโดดเด่นเกินกว่าใครในแจกันสมบัติทวีปให้กับพวกเจ้า”

“ในเมื่อข้ามารับหน้าที่เป็นราชครูต่อ ก็ยังจะมอบสำนักอักษรจงให้กับพวกเจ้า นี่ก็ถือว่าต้าหลีแสดงคุณธรรมน้ำใจต่อตำหนักฉางชุนอย่างเต็มที่แล้ว”

“หากข้าให้ตำหนักฉางชุนของพวกเจ้าไสหัวออกไปจากแจกันสมบัติทวีปทันที ต้องมีชีวิตพเนจรเร่ร่อนนับแต่นี้ พวกเจ้าไปอยู่อุตรกุรุทวีปไม่ได้ ไปอยู่ใบถงทวีปไม่ได้ ไปอยู่ธวัลทวีปและทักษิณาตยทวีปไม่ได้ ไม่ต้องให้ข้าและต้าหลีพูดอะไรก็ไม่มีใครกล้ารับตัวพวกเจ้าไว้แล้ว”

“หากพวกเจ้าไม่หาเกาะกลางทะเลเป็นที่ลงหลักปักฐานเปิดภูเขาขึ้นมาใหม่ ก็ต้องลองเสี่ยงดวง ดูว่าจะมีราชสำนักใดของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางยอมรับพวกเจ้าไว้หรือไม่ หลังจากนั้นข้าก็อยากจะเห็นนักว่าแจกันสมบัติทวีปจะยังมีผู้ฝึกตนที่กล้าดื่มเหล้าหมักฉางชุนอีกหรือไม่”

เซียนดินทั้งหลายของตำหนักฉางชุนถูกคำพูดที่เต็มไปด้วยปราณสังหารดุเดือดนี้สยบขวัญจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับผู้ศึกษามรรคาที่ปิดด่านก่อนกำหนดแล้วต้องเจอกับ “ทัณฑ์สวรรค์”

เมื่อพวกนางได้เผชิญหน้ากับราชครูต้าหลีคนใหม่ผู้นี้อย่างแท้จริงก็รู้แล้วว่าอะไรคือ “บารมีขุนนาง” ที่เกิดจากสถานะทั้งหลายทับซ้อนเข้าด้วยกัน

เฉินผิงอันแค่จ้องเจ้าตำหนักที่เริ่มตัวสั่นอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ “ต้องเข้าใจในเรื่องหนึ่ง เจ้าลู่ฝานโล่วก็ดี เหมาอี้ก็ช่าง พวกเจ้าต่างก็เป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนบนทำเนียบของตำหนักฉางชุน แต่พวกเจ้าไม่ใช่ตำหนักฉางชุนที่แท้จริง”

“พวกเจ้าต่างก็เป็นแค่คนโชคดีที่ได้นอนเสวยสุขกินบุญเก่าจากสมุดความดีความชอบ ดูจากบันทึกของจวนราชครูแล้ว ปีนั้นผู้ฝึกตนของตำหนักฉางชุนที่ขับเรือหลี่เฉวียนไปช่วยเหลือบรรเทาเคราะห์ภัยให้กับสกุลซ่งต้าหลี ตอนนี้เหลือแค่ซ่งอวี๋คนเดียวแล้ว”

“คนที่ข้าไว้หน้าก็คือเหล่าผู้มีคุณูปการต่อต้าหลีที่มีภาพเหมือนแขวนไว้ในศาลบรรพจารย์ของตำหนักฉางชุน หากเข้าไปในศาลบรรพจารย์ ข้าจุดธูปคารวะพวกนางก็ล้วนถือเป็นงานในหน้าที่ของราชครูต้าหลี เพียงแต่ว่าข้าเฉินผิงอันและราชสำนักต้าหลี จำเป็นต้องไว้หน้าเจ้าลู่ฝานโล่วด้วยหรือ?”

ลู่ฝานโล่วทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น สะอื้นไห้พูดไม่เป็นเสียง “ท่านราชครู ข้าสำนึกผิดแล้ว”

เว่ยป้อหัวเราะหยัน “ไม่ถูกสิ เจ้าแค่รู้ว่าจะต้องถูกไล่ออกจากสำนัก ไม่เหลือระบบสืบทอดอยู่อีกแล้ว”

ลู่ฝานโล่วโขกหัวกับพื้นเหมือนโขลกกระเทียม ซ่งอวี๋ตวาดอย่างเดือดดาล “ลู่ฝานโล่ว พอได้แล้ว!”

เฉินผิงอันถาม “ซ่งอวี๋ เจ้าไม่มีความผิดมหันต์เลยอย่างนั้นหรือ?”

ซ่งอวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ซ่งอวี๋ยินดีรับผิดชอบทุกอย่างเพียงผู้เดียว ขอท่านราชครูอย่าได้พานโกรธตำหนักฉางชุน”

ต่งหูคลึงขมับ หมดทางเยียวยาแล้ว ราชครูกับต้าหลีกินอิ่มว่างงานหรือไง จะต้องพานโกรธตำหนักฉางชุนของพวกเจ้าเพื่ออะไร สนุกนักหรือ?

เฉินผิงอันเอ่ย “กลับไปเถอะ ไปเก็บข้าวของ อะไรที่เอาไปได้ก็เอาไป ออกไปจากแจกันสมบัติทวีปซะ” ซ่งอวี๋ทำหน้าเหลอหรา

ผู้ฝึกตนหญิงโอสถทองคนหนึ่งที่เพิ่งจะฝ่าทะลุขอบเขตอยู่ในพื้นที่มงคล เพิ่งจะสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตของตัวเองได้พลันเปิดปากเอ่ยว่า “ท่านราชครู ให้เวลาตำหนักฉางชุนพวกเราสักปีหนึ่ง หรือจะครึ่งปีก็ได้ ได้หรือไม่”

เฉินผิงอันยิ้มถาม “อาศัยอะไร?”

นางมองสบตากับราชครูต้าหลีที่สะสมบารมีมาอย่างลึกล้ำท่านนั้นอย่างไม่ขลาดกลัวเอ่ยเนิบช้าว่า

“อาศัยที่ส่วนลึกในใจของลูกศิษย์ตำหนักฉางชุนรุ่นเยาว์อย่างพวกเราต่างก็รู้สึกว่าคำพูดและเรื่องที่พวกผู้อาวุโสไท่ซ่าง พวกเจ้าตำหนักทำ มีจุดที่ไม่ดี แล้วก็มีจุดที่ไม่ถูกต้อง มีภัยแฝงที่พวกนางไม่รู้ตัวเลยสักนิด แต่กลับส่งผลกระทบได้ลึกล้ายาวไกล แต่พวกเราได้ยินแล้ว ได้เห็นแล้ว สัมผัสได้แล้ว”

“แล้วก็อาศัยที่ราชครูและราชสำนักต้าหลี แท้จริงแล้วไม่ต้องการให้ตำหนักฉางชุนต้องร่อนเร่พเนจร ด้วยตบะขอบเขตและวิสัยทัศน์ของท่านราชครู แน่นอนว่าย่อมไม่สนใจหากตัวเองต้องถูกกล่าวหาว่าข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน แต่ราชสำนักต้าหลีกลับสนใจ ทั่วทั้งราชสำนักต้าหลีที่ซิ่วหูชุยฉานทิ้งไว้ให้กับศิษย์น้อง ทั้งในและนอกวงการขุนนางต่างก็มองดูอยู่”

“และยิ่งอาศัยบรรพจารย์แต่ละรุ่นของตำหนักฉางชุนที่ต่างก็อยากให้ศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างพวกเราสามารถเดินออกไป อาศัยความสามารถของตัวเองสร้างคุณความชอบ สืบทอดควันธูปกับต้าหลีต่ออีกครั้ง อาศัยที่จิตแห่งมรรคาของพวกเราและใจปวงประชาของต้าหลีต่างก็ช่วงชิงเอาตำแหน่งจวนเซียนอักษรจงมาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี”

เว่ยป้อถอนสายตากลับมา ดวงตาเป็นประกาย แม่นางน้อยมีความคิดที่ดีจริงๆ ต่งหูก็ยิ่งพลิกค้นความทรงจำอย่างรวดเร็ว จำได้แล้ว นางทั้งไม่ใช่สายของหลินโหยว แล้วก็ไม่ใช่สายของลู่ฝานโล่ว ดังนั้นอยู่ในตำหนักฉางชุนจึงไม่โดดเด่น แต่คุณสมบัติของนางไม่เลว

ต่งหูพอจะแน่ใจได้คร่าวๆ แล้ว รองเจ้ากรมผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้ม รู้สึกตะลึงระคนยินดี

เฉินผิงอันเอ่ย “มีอยู่ข้อหนึ่งที่เจ้าพูดผิดไป ต้าหลีกลับมาจัดระเบียบกองกำลังบนภูเขาใหม่อีกครั้ง คือสิ่งที่ต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดจะเคาะภูเขากระเทือนพยัคฆ์ ตำหนักฉางชุนก็ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว”

นางครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย เว่ยป้อสัพยอก “มีความกล้าไม่น้อย ถึงกับกล้าข่มขู่ท่านราชครู” นางยิ้มอย่างเขินอาย เวลานี้ตนกลับรู้สึกหวาดกลัวภายหลังยิ่งนัก

เฉินผิงอันกล่าว “จะให้เวลาเจ้าหนึ่งปี แล้วข้าจะตั้งตารอดู?” นางหน้าซีดขาวในทันที ได้แต่กัดฟันแน่น ฝืนใจพยักหน้าตกลง

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วางใจเถอะ ข้าจะให้กรมอาญาส่งตัวผู้ฝึกตนติดตามกองทัพสี่ห้าคนไปประจำการณ์อยู่ที่ตำหนักฉางชุน จะไม่ให้ซ่งอวี๋หรือลู่ฝานโล่วเสียสติ อย่างเช่นว่าระหว่างปิดด่านเกิดธาตุไฟเข้าแทรก ทำให้เจ้าและสหายที่มุ่งมั่นอยากก้าวหน้าต้องตายอย่างกะทันหันหรือหายตัวไป”

เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าประมุขของตระกูลแห่งหนึ่งไม่ได้เป็นกันง่ายนัก ขออวยพรล่วงหน้าให้ราบรื่น”

ยกเรือกองทัพของต้าหลีให้พวกนางลำหนึ่งโดยเฉพาะ ให้ “คุ้มกัน” พวกนางกลับไปที่ตำหนักฉางชุน เว่ยป้อยิ้มบางๆ “อย่าได้รู้สึกเหนื่อยใจ ปีนั้นราชครูชุยตั้งตัวมือเปล่าไม่มีอะไรเลย มีแต่จะเปลืองแรงกายแรงใจยิ่งกว่าเจ้า”

เฉินผิงอันกุมหมัดยิ้มเอ่ย “ต้องขอขอบคุณคำปลอบโยนน่าฟังจากเย่โหยวเสินจวินจากใจจริง”

ต่งหูเปิดเหล้าหมักฉางชุนกาหนึ่งแล้วดื่มเองคนเดียว ไม่รู้ว่าราชสำนักต้าหลีอีกสามสิบปีให้หลังจะมีทัศนียภาพแบบใด เฉินผิงอันกล่าว “ใต้เท้าต่ง ไม่สู้เป็นรองเจ้ากรมไปอีกสักสี่ห้าปี?”

ต่งหูเป่าหนวดถลึงตา “ราชครู ด้วยอายุของข้า ทำงานอยู่ในกรมพิธีการเมืองหลวงมากี่ปีแล้ว หากยังไม่ขยับออกจากตำแหน่งอีก จะต้องถูกเจ้าลูกกระต่ายกลุ่มนั้นด่าลับหลังอย่างเอาเป็นเอาตายแน่…”

เฉินผิงอันเอ่ย “ไปเป็นเจ้ากรมพิธีการที่เมืองลั่วจิงเมืองหลวงสำรอง ต่อให้เลื่อนตำแหน่งไม่เยอะก็ยังได้เลื่อนตำแหน่งนะ” ต่งหูลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยังโบกมือ “ช่างเถอะ”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากลาออกขณะที่ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรม จะได้สมัญญานามว่า ‘เหวินหมิ่น’ (ผู้มีปัญญาเฉียบไวและปราดเปรื่อง) ส่วนคนที่เป็นเจ้ากรม ถ้าลาออกจะได้ตำแหน่ง ‘เหวินชิง’ (ผู้ทรงปัญญาและบริสุทธิ์ผ่องใส) ห่างกันอยู่หลายขั้นเลยทีเดียว”

ต่งหูรีบวางจอกเหล้าลงทันใด ผุดลุกเหมือนโดนไฟลนก้น ประสานมือคารวะเอ่ยว่า “แม้ชราดุจม้าศึกที่หมอบอยู่ในคอก แต่ใจยังมุ่งไกลพันลี้ และร่างกายก็ยังแข็งแรงยิ่ง”

เรื่องของการมอบสมัญญานามให้กับขุนนางบุ๋นบู๊ ราชสำนักต้าหลีมีความเข้มงวดอย่างมาก นามเชิดชูอันไพเราะหลายชื่อกรมพิธีการไม่อาจเสนอให้พิจารณาและร่างความเห็นไว้เป็นเบื้องต้นได้ด้วยซ้ำ

ต่งหูดื่มเหล้าอึกใหญ่แล้วเช็ดปาก โน้มกายไปหาราชครู เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่สู้ราชครูพูดดีๆ กับฝ่าบาทสักสี่ห้าคำ ถึงเวลานั้นได้คำว่า ‘เหวินเจิน’ (ผู้ทรงปัญญาและมั่นคงในคุณธรรม) ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะ สอดคล้องกับชื่อของข้าพอดี บังเอิญหรือไม่?”

เว่ยป้อหัวเราะร่วน “ไม่เสียแรงที่รองเจ้ากรมต่งเคยเป็นเด็กอัจฉริยะ ความคิดเฉียบแหลมว่องไวนัก ข้ารู้สึกว่าดูเหมือน ‘เหวินหมิ่น’ จะเหมาะสมมากกว่านะ”

ต่งหูเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ความยอดเยี่ยมของสมัญญานามที่ขุนนางได้รับอยู่ที่ภูเขาเขียวน้ำใส อยู่บนปิ่นดอกไม้ของแม่นางน้อยในเมืองหลวง อยู่ในเสียงอ่านตำราของเด็กน้อย อยู่ที่ชาวบ้านที่ไม่หวาดกลัวเทพเซียนหรือขุนนาง อยู่ที่ในหัวใจของพวกเขารู้สึกว่าแคว้นของข้าก็คือบ้านของข้า

บทส่งท้าย
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง อาจารย์ผู้เฒ่าลี่นั่งพ่นควันขโมงอยู่บนขั้นบันได ซิ่วไฉเฒ่าหิ้วกาเหล้ามาคุยเล่นกับเขา อาจารย์ผู้เฒ่าลี่เงยหน้ามองฟ้า ยิ้มเอ่ยว่า “ในที่สุด สถานการณ์ใหญ่ก็มั่นคงแล้ว คือเรื่องราวอันดีงามที่แม้แต่คิดข้าก็ยังไม่กล้าคิด ซิ่วไฉเฒ่าเจ้าล่ะ คิดอย่างไร?”

ซิ่วไฉเฒ่าแกว่งกาเหล้า เอ่ย “รสชาติเหมือนสุราร้อยชนิด” เพียงแต่ในสายตาและสีหน้าของผู้เฒ่ากลับมีความขมขื่นเปรี้ยวฝาดที่ไม่อาจบอกกล่าวกับใครได้

อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ยิ้มเอ่ย “หากว่าข้ามีลูกศิษย์อย่างเจ้า แม้แต่ฝันก็คงหัวเราะจนตื่นขึ้นมาได้เลย” ซิ่วไฉเฒ่าลูบหนวด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยค่อยๆ คลายออก หัวเราะหึหึ พึมพำว่า “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ”

สำนักกระบี่หลงเฉวียน ริมหน้าผาบนยอดเขาโหยวอี้ เฉินผิงอันกับกู้ช่านนั่งขัดสมาธิอยู่ฝั่งซ้ายขวาของหลิวเสี้ยนหยาง ระหว่างที่ได้มารวมตัวและแยกจากหลังออกจากบ้านเกิดในปีนั้น แต่ละคนต่างก็ไปฝึกกระบี่ เรียนหนังสือ ฝึกบำเพ็ญตน

เจ้าสำนักหนุ่มสามคนที่ต่างก็มีชาติกำเนิดเป็นเด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลน พวกเขาที่แม้กระทั่งฝันก็ยังไม่กล้าคิดว่าพรุ่งนี้จะมีเงิน ในอนาคตจะมีชีวิตที่สุขสบาย เคยเดินอยู่บนคันนาของบ้านเกิดด้วยกัน

เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินอยู่ข้างหน้าสุดเอาสองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย เอ่ยถ้อยคำยิ่งใหญ่ที่แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่เชื่อ เจ้าขี้มูกยืดน้อยที่เดินอยู่ตรงกลาง และเด็กหนุ่มผอมแห้งตัวดำที่เดินอยู่ด้านหลังสุด

พวกเขาเหยียบไปบนพื้นดินอ่อนนุ่ม บนคันนาข้างรองเท้าสานของพวกเขาเริ่มมีดอกไม้เล็กๆ จำนวนมากซึ่งเป็นต้นหญ้าป่าไม่ทราบชื่อเบ่งบาน เวลานี้พวกเขามองไปยังทิศไกลด้วยกัน มองไปยังวิถีทางโลกที่ใจคนยังคงซับซ้อน มองโลกมนุษย์ที่ภูเขาเขียวน้ำใสยังคงอ่อนโยนงดงามดังเดิม

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทพิเศษ ตอนที่ 14.1 หญ้าป่า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย