กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 13.1 ความฝัน
บทพิเศษ ตอนที่ 13.1 ความฝัน
ไปๆ มาๆ เหนี่ยนซินก็กลายมาเป็นผู้คุมคุกของคุกแห่งนี้ ซูคานที่มาจากกองพิฆาตหน่วยอวี้ซูยังคงเป็นผู้ช่วยของนางได้ แต่กองกำลังฝ่ายของเยี่ยนเจี่ยวหรานกลับต้องถอยออกไปจากพื้นที่นี้อย่างเต็มตัว
เฉินผิงอันพาเหนี่ยนซินไปลาดตระเวนตรวจสอบค่ายกลภูเขาสายน้ำทั้งหลายที่อยู่ด้านนอกสุดของคุก ถือโอกาสนี้ไปเยือนอาณาเขตของยอดเขาเป่าเก้าซึ่งเป็นยอดเขารองของขุนเขาตะวันออก ตำแหน่งตั้งอยู่ทางเหนือของลำน้ำใหญ่ ส่วนภูเขาขี่ชานที่เป็นภูเขาบรรพบุรุษกลับอยู่ทางใต้ของลำน้ำใหญ่
ตอนที่ตำแหน่งราชครูต้าหลีว่างอยู่ แคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ต่างก็มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองกันอย่างมาก บอกว่าทำไมขุนเขากลางของต้าหลีพวกเจ้าถึงได้มักจะทำตัวไม่สอดคล้องกับแบบแผนมารยาทอยู่ในอาณาเขตของแคว้นอื่น ผลคือรอกระทั่งเฉินผิงอันมารับตำแหน่งราชครู เหล่าเซียนกระบี่ที่ขอบเขตเริ่มต้นที่หยกดิบปรากฏตัวบนถนนหลวงของเมืองหลวงเส้นนั้น และยังมีเรือกระบี่หลายลำที่ลอยขึ้นกลางอากาศ…
วันนั้นก็มีสารแห่งแคว้นหลายฉบับส่งไปถึงศาลหงหลูต้าหลี สอบถามเกี่ยวกับการสร้างสายแยกบางส่วนของขุนเขากลางจากกรมพิธีการต้าหลี พวกเขายินดีจะออกกำลังคนและออกเงิน พยายามจะช่วยเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดจะเอื้ออำนวย ความในใจที่แสดงออกมาไม่ต่างกันนัก นั่นก็คือขุนเขากลางเป็นทั้งของสกุลซ่งต้าหลี แล้วก็เป็นทั้งขุนเขากลางของแจกันสมบัติทวีปพวกเราด้วย
การมาเยือนของท่านราชครูย่อมทำให้เหมิงหลงที่มีฉายาเทพว่าอิงหลิงตกใจอยู่แล้ว ซานจวินท่านนี้รีบนำพาขุนนางเทพหญิงจากกองพิธีการ กองลาดตระเวน ฯลฯ ออกจากภูเขาบรรพบุรุษ ตั้งขบวนรถทะยานลมไปยังยอดเขารองอย่างว่องไว
พวกเทพหญิงตั้งใจแต่งกายอย่างงดงาม พวกองครักษ์สวมเสื้อเกราะหลากสี ขบวนเดินทางยิ่งใหญ่เหมือนผ้าแพรต่วนหลากสีเส้นหนึ่งที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายแสงระยิบระยับ งดงามจับตาพากันมุ่งหน้ามาเข้าพบราชครู ภาพบรรยากาศมงคลบนฟ้าระดับนี้ชักนำให้เหล่าผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่ขึ้นเขาพากันก้มลงหมอบกราบ
เฉินผิงอันยืนอยู่ในศาลาริมหน้าผาที่มีลมภูเขาพัดโชยมาเป็นระลอก เอาสองมือไพล่หลัง ทอดสายตามองไกลไปยังแม่น้ำเถียนฉงที่เลื้อยลดคดเคี้ยว กระแสน้ำไหลเชี่ยว ทุกปีที่เกิดกระแสน้ำขึ้นครั้งใหญ่ก็จะกลายเป็นหนึ่งในสิบทัศนียภาพใหม่ของแจกันสมบัติทวีป
เหมิงหลงมองตามสายตาของราชครูไปยังอำเภอแห่งหนึ่งที่อยู่ทางด้านนั้น ยิ้มเอ่ยว่า “อำเภอเฉียนถังคือสถานที่ที่ดีแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีกลิ่นหอมของตำรา กลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นหอมของเครื่องประทินโฉมอบอวลอยู่นานเป็นพันปีก็ยังไม่จางหายไปไหน มิน่าเล่าพวกผู้มีจิตศรัทธาหลายคนถึงได้มาขอพรที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกสตรีมีปัญญามีความสามารถที่ขอพรให้ชาติหน้าได้มาเกิดเป็นคนของเฉียนถังอีกครั้ง”
เฉินเหวินเชี่ยน เฉียนถังจ่างคนใหม่ เปลี่ยนจากพ่อปู่ลำคลองที่เป็นเสมียนปลายแถว เลื่อนขั้นในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำหลายขั้น ได้มาแทนที่ตำแหน่งของเทพวารีที่เฉาหย่งหลินหลีป๋อแห่งลำน้ำใหญ่ทิ้งไว้ ได้เข้าไปอยู่ในจวนวารีเฉียนถังที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบตะวันตกเชื่อมโยงอยู่กับทะเล อาศัยใคร? เอาเป็นว่าเหมิงหลงรู้ดีว่าไม่ได้อาศัยตน ไม่ได้อาศัยหลินหลีป๋อ แล้วก็ไม่ได้อาศัยฉางชุนโหวก็แล้วกัน
ขุนเขากลางได้ครอบครองภูเขาทายาทสองแห่ง ภูเขาเอ้อโหย่วที่อยู่ทางเหนือของภูเขาบรรพบุรุษมีลูกหลานสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นมาสร้างบ้านพักตากอากาศไว้หลายแห่ง เมื่อถึงฤดูร้อนอากาศร้อนแผดเผาทูตผู้ตรวจการเฉาผิงมักจะไปที่ภูเขาเยี่ยนตั้งทางทิศใต้ เชื่อว่าบ้านพักตากอากาศบนภูเขาเอ้อโหย่วในปีนี้คงมีคนมาเยือนน้อยลง ขาดเสียงพูดคุยครึกครื้นและเสียงชนจอกสุราไปมากมาย
ก่อนหน้านี้ขุนเขากลางและเหมิงหลงปฏิเสธการแสดงความเคารพต่อใบถงทวีปของเซียนกระบี่เฉินไปอย่างละมุนละม่อม เวลานี้ราชครูเฉินเยื้องกรายมาเยือนยอดเขาเป่าเก้า เขาก็เริ่มรู้สึกหวาดเกรง ยังดีที่ราชครูเฉินแค่มาเยือนพอเป็นพิธีเท่านั้น ใช้เวลาไม่นานก็กลับไป ทิ้งเหมิงหลงที่มีความกังวลหนักอึ้งเต็มหัวใจให้นั่งอยู่ในศาลาเพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ในการประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษร ราชครูเฉินก็พูดอย่างชัดเจนแล้วว่าการประเมินมีแบ่งแยกเป็นสองช่วง นั่นคือประเมินในทางลับและในทางแจ้ง แต่ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า แท้จริงแล้วมีสามช่วง ตอนนี้ใครรับหน้าที่ตรวจตรากำกับดูแล ขณะเดียวกันก็จะต้องเป็นผู้ที่ถูกตรวจสอบเสียเองด้วย
ตอนที่เฉินผิงอันกลับไปถึงจวนราชครู กวอจู๋จิ่วก็ได้มาขานชื่อที่นี่แล้ว หรงอวี๋ย่อมรู้ว่านางเป็นใคร จึงจัดให้นางไปอยู่ในห้องของฝูชิ่ง
ซ่งอวิ๋นเจียนขมวดคิ้วน้อยๆ ยื่นมือมาปิดไว้ตรงจมูก เพียงแค่เพราะราชครูเอาสิ่งโสมมสองตนนั้นออกมาคุกด้วย นี่ทำให้เขาไม่ปกปิดความรังเกียจชิงชังของตัวเองเลยสักนิด
เฉินผิงอันไม่สนใจความรู้สึกย่ำแย่ของสหายอิงหนิงผู้นี้ แค่ทำตัวเป็นเถ้าแก่สะบัดมือทิ้งร้านอย่างคล่องแคล่วคุ้นเคย “พวกเขาจะมาอยู่ที่จวนราชครูระยะเวลาหนึ่ง ช่วงนี้เจ้ารับผิดชอบจับตามองพวกเขา หากรู้สึกว่าพวกเขาสมควรตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เจ้าสามารถประหารก่อนค่อยรายงานได้ทุกกรณี”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “หากไม่มีเหตุผล แค่รู้สึกว่าพวกเขาขวางหูขวางตาล่ะ?”
เฉินผิงอันคลี่ยิ้มน้อยๆ มองซ่งอวิ๋นเจียน
ซ่งอวิ๋นเจียนเข้าใจความนัยได้ทันที เอ่ยว่า “เอาเถอะๆ ข้าจะอดทนกับพวกเขาก็แล้วกัน ท่านราชครูก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ชาติกำเนิดของข้าได้ลิขิตมาแล้วว่าจะต้องรังเกียจพวกมัน จะโกรธทำไมเล่า”
เผ่าปีศาจสองตน หนึ่งคือผู้ฝึกตนผีขอบเขตก่อกำเนิด มีชื่อว่าเถี่ยจ่าว ผีเฒ่ามักจะมีสายตาเยียบเย็นชวนขนลุกอยู่ตลอด ดูเหมือนว่าไม่ว่ามองใครก็เหมือนมองคนตาย และยังมีคนหลงใหลในวรยุทธ์ขอบเขตเดินทางไกลอีกคนหนึ่งมีชื่อว่าจ้าวหลวน
พวกเขาต่างก็มาจากพรรคอักษรจงลำดับล่างสุดของเปลี่ยวร้าง จะบอกว่าแข็งแกร่งก็ไม่ถึงขั้นนั้น จะบอกว่าอ่อนแอ ก็สามารถทำตัวกร่างอยู่ในพื้นที่หนึ่งได้ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าโจวมี่ตายแล้ว จิตแห่งมรรคาและเลือดลมในร่างกายของพวกเขากลับไม่มีคลื่นกระเพื่อมขึ้นลงใดๆ
และเมื่ออ่านเอกสารของพวกเขา การที่มาเยือนใต้หล้าไพศาลต่างก็ถือว่าเป็นการกระทำที่จำใจ คล้ายคลึงกับการดึงเซียมซีในศาลบรรพชนของหมู่บ้านชนบทในไพศาล ใครดึงโดนก็ต้องมาทำหน้าที่ พวกเขาต่างก็ลงนามสัญญาเป็นตายไว้ในสำนักของตัวเอง หลังจากเข้าร่วมกองทัพของเปลี่ยวร้างแล้ว แรกเริ่มสุดเมื่ออยู่บนสนามรบของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็โชคดีรอดมาได้ พอมาถึงใบถงทวีปก็ได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นที่ปรึกษากิจการทหารอยู่ในกระโจมทัพ
คนหนึ่งนิสัยแปลกแยกรักสันโดษ อีกคนเป็นองครักษ์ประจำตัวของลูกศิษย์ผู้สืบทอดสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง ทั้งคู่ต่างก็ไม่เข้าพวก เป็นเหตุให้ตอนที่กระโจมทัพล่าถอยออกไปจากแจกันสมบัติทวีป ไม่มีใครเรียกเถี่ยจ่าวไปด้วย ตัวเขาเองก็หนีได้ช้า ก็เลยถูกเซียนกระบี่ของภูเขาตะวันเที่ยงหลายคนล้อมขวางทาง เก็บตกมาได้
ส่วนจ้าวหลวนนั้นถูกกองทัพชายแดนต้าหลีจับเป็นเชลยศึกขณะเก็บกวาดสนามรบของศึกที่ภูเขาจื่อถงขุนเขาใต้ที่ทูตผู้ตรวจการชูเกาซานนำกำลังบุกเข้าด้วยตัวเอง ฝีมือในการแกล้งตายของเขาแย่ไปสักหน่อย ดันไปซ่อนตัวอยู่ในท้องร่างจริงอันใหญ่โตมโหฬารของเผ่าปีศาจ เลยถูกจับมาขังไว้ ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนกระดูกแข็งที่ยอมให้เอาชีวิตห่วยๆ ไปได้โดยที่จะไม่ยอมแย้มพรายอะไรสักคำ พอถูกลงทัณฑ์ไปไม่กี่รอบก็ทนไม่ไหว เล่าทุกอย่างหมดเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ แต่เป็นเพราะพูดเร็วเกินไปทางฝั่งต้าหลีย่อมเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาจงใจปิดบังบางอย่าง เก็บรายงานที่สำคัญที่สุดเอาไว้….
เหนี่ยนซินเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นหลายครั้งที่คนเย็บผ้าผู้นี้ทำการลงทัณฑ์ก็มักจะ “ให้ความเคารพ” ต่อความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี อีกทั้งยังเสแสร้งได้เก่งของพวกเขามากเป็นพิเศษ
ซ่งอวิ๋นเจียนขยับสายตามองไปยังเผ่าปีศาจสองตนที่ยืนอยู่ด้านหลังราชครู “ข้าบอกว่าพวกเจ้าคือสัตว์เดรัจฉานขนดกที่จำไม่ได้ว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร เห็นแล้วขัดหูขัดตาอย่างถึงที่สุด โกรธหรือไม่?”
เถี่ยจ่าวที่มีรูปลักษณ์เหมือนปัญญาชนเฒ่าร่างผอมยกเคราขึ้นช้าๆ พูดภาษาราชการต้าหลีที่ชัดถ้อยชัดคำ ถึงขั้นยังติดสำเนียงคนเมืองหลวงอยู่หลายส่วนด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “สหาย คำถามนี้ถามได้ประหลาดนัก เหมือนข้าบอกว่าเจ้าเกิดมาจากท้องแม่ ถือเป็นคำด่าอะไรได้ด้วยหรือ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย ปราณสังหารพลุ่งพล่านในทันที
ผีอย่างเถี่ยจ่าวมึนงงนัก ในใจรู้สึกอยุติธรรมอย่างถึงที่สุด คำพูดนี้ทิ่มแทงใจเขาหรืออย่างไรกัน เขายังคิดว่าตัวเองตอบกลับได้อย่างชาญฉลาด ทั้งยังสุภาพเป็นมิตรอย่างมากแล้วนะ
เฉินผิงอันเห็นว่าซ่งอวิ๋นเจียนโมโหจริงๆ ก็เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “เถียงสู้คนอื่นเขาไม่ได้ก็อย่าไปเถียงสิ ไฉนถึงต้องโมโหจริงจังด้วยเล่า”
ซ่งอวิ๋นเจียนแค่นเสียงในลำคอดังหึ
เถี่ยจ่าวเข้าใจแล้ว อ้อ ที่แท้มองดูเหมือนเป็นบุคคลผู้สูงส่ง แต่แท้จริงแล้วใจแคบเป็นไส้ไก่อย่างนั้นสินะ เทียบกับใต้เท้าอิ่นกวานของพวกเราแล้วก็ไม่มีอะไรสู้ได้เลย
จ้าวหลวนกลับถามว่า “ใต้เท้าอิ่นกวาน ข้าแค่ต้องรักษาบาดแผลให้หายดี อีกไม่นานก็จะฝ่าทะลุขอบเขตได้แล้ว มั่นใจเก้าในสิบส่วนว่าจะได้เป็นขอบเขตยอดเขา ท่านบอกว่าสามารถหาคู่ปรับในการประลองฝีมือที่เหมาะสมให้ข้าได้ แล้วจะได้ประมือกันเมื่อไหร่ล่ะ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ต้องรีบร้อน รอให้เจ้าเลื่อนเป็นขอบเขตเก้าก่อนค่อยว่ากัน”
หรงอวี๋รู้เรื่องที่เยี่ยนเจี่ยวหรานเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมก็ถามอย่างใคร่รู้ว่า “ท่านราชครู เขาคิดว่าจำเป็นต้องถอยออกอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางกระแสเชี่ยว เมื่อภารกิจสำเร็จแล้วก็ถอนตัวไป หรือจะเลือกถอยเพื่อรอโอกาสรุกอย่างนั้นหรือ?”
กวอจู๋จิ่วยกมือขึ้นโบกแล้วกำเป็นหมัดแน่น หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “คนฉลาดประเภทนี้ส่วนลึกในใจไม่ว่าอะไรก็อยากได้ทั้งนั้น หากซิ่วหูอยู่ก็ขี้ขลาดจริงๆ ลงมือทำอะไรจริงจังเด็ดขาดอย่างไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย รอกระทั่งซิ่วหูไม่อยู่แล้ว ความทะเยอทะยานของคนประเภทนี้ก็จะเหมือนไฟป่าที่ลามไปตามทุ่งหญ้า คิดจะเป็นจักรพรรดิที่บงการอยู่เบื้องหลังราชสำนักต้าหลีก็ยังไม่ถือว่าเป็นความทะเยอทะยานที่ล้ำเส้นอะไร เพราะก็เป็นแค่หนึ่งในปณิธานเท่านั้น แน่นอนว่าพอได้เจอกับอาจารย์พ่อของข้า เขาก็จะขี้ขลาดได้อย่างรวดเร็วและอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังสามารถใช้เหตุผลนับร้อยประการมาโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อได้ด้วย”
หรงอวี๋คิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ในใจคิดว่ากวอจู๋จิ่วช่างฉลาดจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็นผู้ฝึกกระบี่เด็กสาวซึ่งได้ติดตามราชครูเฉินเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน”
กวอจู๋จิ่วยิ้มเอ่ย “ก็ไม่ใช่ว่าข้าฉลาดกว่าพี่หญิงหรงอวี๋หรอก เพียงแค่เพราะที่บ้านเกิดมีคนที่นิสัยสุดโต่งอยู่เยอะมากจริงๆ หากพวกเขาไม่ได้เป็นวีรบุรุษอย่างถึงที่สุดก็ขี้ขลาดอย่างถึงที่สุด เห็นมาเยอะมากแล้วจริงๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “ดังนั้นทฤษฎีเรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของศิษย์พี่ข้าถึงได้มีข้อบกพร่องตามธรรมชาติอยู่ข้อหนึ่ง เถี่ยจ่าว ไหนเจ้าลองว่ามาสิว่ามีจุดไหนที่ยังไม่ดีพอ”
เถี่ยจ่าวลูบหนวดยิ้ม “อิ่นกวาน ไม่ใช่ว่าข้าประจบสอพลอหรอกนะ แต่ทฤษฎีเรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของซิ่วหูไม่มีช่องโหว่ใดๆ เลย ข้าสติปัญญาตื้นเขิน มองจุดบกพร่องอะไรไม่ออกหรอก”
จ้าวหลวนพูดเสียงทุ้มหนัก “ทำไมอิ่นกวานถึงไม่ถามข้าบ้าง?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไหนเจ้าลองว่ามาสิ”
จ้าวหลวนพูดภาษาทางการต้าหลีอย่างกระท่อนกระแท่นไม่ชำนาญนัก “ตามความเห็นข้า ทฤษฎีเรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของซิ่วหูไม่ขาดอะไรทั้งนั้น มีเพียงสิ่งเดียวคือไม่อาจขาดซิ่วหูมานั่งบัญชาใจคน”
กวอจู๋จิ่วถามอย่างสงสัย “ไม่ต้องพูดหรอกว่าตามความเห็นเจ้า ต้องบอกว่าตามที่เจ้าฟังคนอื่นมาถึงจะถูก ว่ามาเถอะ ไปฟังใครเขาพูดมา”
จ้าวหลวนน้ำเสียงสงสัยยิ่งกว่า “แม่นางน้อยอย่างเจ้า มองดูแล้วอายุไม่มาก แต่ปากคอคมคาย นับว่าร้ายกาจนัก เดาความจริงออกได้อย่างไร? ปีนั้นข้าอยู่ในกระโจมทัพบังเอิญได้ยินปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาเก่าคนหนึ่งของกระโจมเจี่ยจื่อ…”
เฉินผิงอันกล่าว “พอเถอะๆ ไม่ต้องเสแสร้งกับข้าแล้ว เจ้าหัวดีกว่าเถี่ยจ่าวเป็นร้อยเท่า ก่อนหน้านี้เพื่อช่วยอวี้ซู ฟู่เสียนก็ได้ใช้เสียงในใจขายเจ้าให้ข้าแล้ว”
จ้าวหลวนเปลี่ยนสีหน้าใหม่ทันที ถอนหายใจ เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “สตรีใจอ่อน พึ่งพาไม่ได้จริงๆ”
กวอจู๋จิ่วกลั้นขำ
จ้าวหลวนเพิ่งจะตระหนักได้ถึงความจริง จากอับอายก็พานเป็นโกรธ “อิ่นกวานหลอกถามข้าหรือ?!”
เฉินผิงอันถาม “ทำไมปีนั้นถึงไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อกระโจมทัพด้วยความจริงใจล่ะ?”
จ้าวหลวนเงียบไปพักหนึ่งก่อนเอ่ยเนิบช้าว่า “ในอดีตอยู่ในใบถงทวีปเคยเห็นวิธีการในการเก็บกวาดเศษซากเละเทะของกระโจมใหญ่แห่งต่างๆ กับตาตัวเอง ข้าก็เลยไม่ชอบใจเปลี่ยวร้าง รอกระทั่งทำสงครามที่นครมังกรเฒ่าของแจกันสมบัติทวีปเสร็จ ข้าก็ยิ่งแน่ใจว่าต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้ารู้ว่าแม่ทัพบู๊ที่ถือหอกบุกตะลุยมาบนสนามรบที่กว้างใหญ่ไพศาลทางทิศใต้ของภูเขาจื่อถงผู้นั้นเป็นถึงทูตผู้ตรวจการของต้าหลีพวกเจ้า นาทีนั้นข้าก็รู้แล้วว่าเปลี่ยวร้างจบเห่แน่”
หรงอวี๋ถาม “มีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์อันยาวไกลขนาดนี้ ไฉนถึงไม่แนะนำตัวเองให้โจวมี่รู้จักล่ะ?”
จ้าวหลวนพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “ไม่กล้า ข้าทั้งไม่มีสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนที่โดดเด่นมากบารมี แล้วก็ไม่มีอาจารย์ที่เป็นอดีตราชาบนบัลลังก์หรือตัวสำรองราชาบนบัลลังก์ ตัวข้าเองก็เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลคนหนึ่ง แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้ากับพี่เถี่ยจ่าวต่างก็ไม่ใช่พวกคนที่มีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตอย่างแท้จริง ตัดใจทิ้งสำนักและคนในครอบครัวที่อยู่ในเปลี่ยวร้างซึ่งเป็นบ้านเกิดไม่ได้ สตรีอย่างเจ้าไม่เหมือนอิ่นกวานและกวอจู๋จิ่ว มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่าอะไรคือความไร้กฎเกณฑ์ อะไรคือความไร้ชื่อไร้แซ่ของเปลี่ยวร้างอย่างแท้จริง อยู่บนสนามรบของแจกันสมบัติทวีป การพาตัวไปตายของกองทัพชายแดนต้าหลีอย่างพวกเจ้าไม่เหมือนกับการพาตัวไปตายของเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่เหมือนมดตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา เจ้ามิอาจจินตนาการได้หรอกว่าผู้ที่ฆ่าปีศาจไปมากที่สุด ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นราชสำนักต้าหลีของพวกเจ้า แต่เป็นขุนนางผู้ควบคุมการประหารของกระโจมใหญ่ทั้งหลายของเปลี่ยวร้าง พวกเขาบุกฆ่าจากใต้หล้าเปลี่ยวร้างมายังแจกันสมบัติทวีปตลอดเส้นทาง คือการฆ่ากวาดล้างเป็นแถบใหญ่อย่างแท้จริง ฆ่าคนของนครแห่งแล้วแห่งเล่า ระหว่างทางมีพรรคเล็กกี่มากน้อยที่ระบบสืบทอดต้องขาดสะบั้น แม้กระทั่งสะเก็ดน้ำก็ไม่เหลือ คือการตายอย่างเงียบเชียบและสิ้นซากของแท้”
กวอจู๋จิ่วยกนิ้วโป้งให้
ทว่าจ้าวหลวนกลับไม่มีสีหน้าปีติยินดีแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยเยาะเย้ยตัวเองว่า “ไพศาลของพวกเจ้าน่ะ มักจะรู้สึกว่าคุณธรรมจริยธรรมที่เสแสร้งแกล้งทำเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ในตำราของอริยะปราชญ์มีแต่ถ้อยคำเหลวไหลเต็มหน้ากระดาษ รังเกียจว่ากฎระเบียบมีเยอะเกินไป ไร้อิสระไปทุกเรื่อง แต่กลับไม่รู้เลยว่าในสายตาของเผ่าปีศาจมากมายที่พวกเจ้าเห็นเป็นสัตว์เดรัจฉาน พวกมันล้ำค่าถึงเพียงใด หาได้ยากถึงเพียงใด ดังนั้นข้าอยู่ในคุกถึงได้รู้สึกมาโดยตลอดว่า สมมติว่าไพศาลของพวกเจ้าชนะแล้ว ในบรรดาสิบเก้าทวีปของไพศาลที่ในอนาคตใจคนจะเปลี่ยนมาเป็นดีที่สุดก็ต้องเป็นที่ใบถงทวีปแห่งเดียวเท่านั้น ไม่มีหนึ่งใน”
ซ่งอวิ๋นเจียนอึ้งตะลึงไป
เถี่ยจ่าวหัวเราะหึ ยิ้มเอ่ยว่า “ด้วยพฤติกรรมของบัณฑิตและผู้ฝึกตนบนภูเขาของไพศาลน่ะหรือ พวกเขาจะไม่เหยียบย่ำใบถงทวีปที่แตกสลายพังภินท์ให้แหลกเละกว่าเดิมหรือไร หากมีวิชาอภินิหารที่ยิ่งใหญ่ คาดว่าคงนึกอยากจะย้ายภูเขาโยนไปที่เปลี่ยวร้างมากกว่ากระมัง”
บทพิเศษ ตอนที่ 13.2 ความฝัน
ซ่งอวิ๋นเจียนมองบุรุษชุดเขียวที่เป็นอดีตอิ่นกวาน เป็นราชครูคนใหม่ซึ่งเงียบงันอยู่ตลอด
เฉินผิงอันเปิดปากยิ้มเอ่ย “ก่อนหน้านี้ก็เคยใจอ่อน คิดว่าจะโยนพวกเจ้ากลับไปที่เปลี่ยวร้างให้สิ้นเรื่องกันไปดีไหม ตอนนี้ดูท่าแล้วคงใจอ่อนไม่ได้แล้ว สหายอิงหนิง ต้องประหารก่อนแล้วค่อยรายงานจริงๆ”
จ้าวหลวนกึ่งเชื่อกึ่งกังขา เกินครึ่งน่าจะถูกหลอกอีกกระมัง แต่เถี่ยจ่าวกลับขยุ้มหนวดกระทืบเท้า เพราะเขาเชื่อในคำพูดของอิ่นกวานที่มีสายตาจริงใจจึงเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “เจ้านี่มันพูดมากจริงๆ!”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าจะหาคนมายืนยันในคำประเมินเกี่ยวกับพวกเจ้าที่เปลี่ยวร้างบ้านเกิดของพวกเจ้า หากมีจุดใดที่ไม่สอดคล้องกับคำพูดและการกระทำของพวกเจ้า ข้าก็จะจับพวกเจ้ามาหลอมกับมือตัวเอง วางใจได้เลย มีแต่จะใช้วิธีการที่อำมหิตยิ่งกว่าคนเย็บผ้าเหนี่ยนซิน พวกเจ้าจะต้องเสียใจภายหลังที่วันนี้พยักหน้าตอบตกลงเดินออกมาจากคุกพร้อมกับข้า มาตากแดดชมโลกมนุษย์อยู่ข้างนอกนี่ แน่นอนว่าถ้าหากคำพูดและการกระทำสอดคล้องกัน พวกเจ้าก็จะมีชีวิตอยู่รอดไปได้อีกหลายวัน”
เถี่ยจ่าวรีบพูดอย่างลนลาน “อย่าใช้คำว่าถ้าหากสิ มันต้องแน่นอนอยู่แล้ว!”
จ้าวหลวนยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผาย “รอให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากัน ถึงอย่างไรมาลงหลักปักฐานอยู่ที่จวนราชครูแห่งนี้แล้ว ขอแค่มีเหล้าหนึ่งกาให้ดื่มทุกวัน ให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันหลอมจวนราชครูทั้งแห่ง เท่ากับว่าเป็นการสร้างใหม่และขยับขยายอาณาเขตของจวนราชครู ด้านนอกมองความผิดปกติใดๆ ไม่ออก แต่พอเข้ามาในจวนราชครู มาอยู่ในสถานที่แห่งนี้จริงๆ หากสามารถเดินชมครบทุกพื้นที่แล้วก็จะตระหนักได้ถึงความผิดปกติ ต้องตกใจว่าไฉนถึงได้มีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้
เฉินผิงอันบอกให้ซ่งอวิ๋นเจียนพาจ้าวหลวนและเถี่ยจ่าวไปยังอาณาเขตที่ขยับขยายใหม่ เป็นเรือนสามชั้นที่ตั้งอยู่บนเส้นแกนกลางแนวเดียวกันเช่นเคย ก็โชคดีที่ลงมืออย่างว่องไว หากเปลี่ยนมาลงมือตอนเป็นผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตหนึ่ง อย่างในเวลานี้ก็คงเป็นได้แค่ความคิดเลื่อนลอยเท่านั้นแล้ว
หรงอวี๋กลับไปที่ห้อง นางยังคงเพิ่มเติมแผนที่ภูมิประเทศของเปลี่ยวร้างอย่างลับๆ ต่อไป ก่อนหน้านี้ผู้ฝึกกระบี่กวอตู้ได้มอบเอกสารฉบับหนึ่งที่ล้ำค่าอย่างยิ่งมาให้ บวกกับที่ราชครูเพิ่งจะได้ภาพแผนที่อย่างกระจัดกระจายและบันทึกตัวอักษรอีกส่วนหนึ่งจากคุกมาเสริม หรงอวี๋จึงตรวจสอบชดเชยช่องโหว่ไปอย่างช้าๆ เชื่อว่าสักวันหนึ่งตนจะต้องสร้างแผนที่เปลี่ยวร้างที่ละเอียดและสมจริงที่สุดขึ้นมาได้
ภูเขา สายน้ำ พื้นที่ประกอบพิธีกรรม นครที่อยู่อาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี ผลผลิต แร่ธาตุ อักขรานุกรม เรื่องเล่าประหลาด พื้นที่ลับ ฯลฯ ล้วนครอบคลุมทุกด้าน
กวอจู๋จิ่วมองทางโน้นทีลูบทางนี้ทีอยู่ในห้องหนังสือ หยิบหนังสือสี่ห้าเล่มมาจากชั้นหนังสือ ไม่ได้เอามาอ่าน แต่กลับเอามาหนุนต่างหมอน ความชื่นชอบที่แปลกประหลาดบางอย่างของกวอจู๋จิ่วนั้นไม่มีเหตุผลให้อธิบาย ยกตัวอย่างเช่นนางรู้สึกมาโดยตลอดว่าหากเอาหัวหนุนไว้บน “ภูเขาหนังสือ” นอนหลับหรือฝันล้วนสามารถเพิ่มพูนสติปัญญาได้ ทำให้คนเปลี่ยนมาเป็นฉลาดยิ่งกว่าเดิม บอกว่าความคิดแบบนี้ของนางเลื่อนลอยไร้แก่นสาร ปีนั้นนางก็อาศัยความสามารถของตัวเองเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน แต่จะบอกว่าความคิดประเภทนี้มีประโยชน์ นางก็ถูกต่งปู้เต๋อจับหัวกดแล้ว “โขก” ไปหลายครั้ง
ปล่อยให้กวอจู๋จิ่วพลิกค้นชั้นหนังสือและหีบตำราไปเรื่อยเปื่อย เฉินผิงอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะ หยิบเอกสารลับฉบับหนึ่งที่หรงอวี๋ส่งมาให้่ออกมาอ่าน คือประวัติในวงการขุนนางของขุนนางบุ๋นน้ำใสและคนหนุ่มมากความสามารถซึ่งเป็นเด็กรุ่นหลังของตระกูลหนึ่ง
ขุนนางมีชื่อว่าหม่าจิ้งเซี่ย รับหน้าที่เป็นนายอำเภอของอำเภอหว่านผิงในอาณาเขตของหลงโจวเก่าต้าหลี ในปีไหนได้รับคำประเมินว่าอะไร ย้ายไปอยู่อำเภออะไร เดือนปีไหนเลื่อนขั้นไปอยู่ในเขตใด สุดท้ายลาออกจากราชการในปีใด ขณะเดียวกันผลสำเร็จในการสอบเคอจวี่ของลูกหลานรุ่นเยาว์หลายคนในตระกูลของหม่าจิ้งเซี่ย เส้นทางการเป็นขุนนางและคู่หมายที่ทางตระกูลแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ด้วย หรือแม้กระทั่งราคาประเมินของการติดสินบนอย่างมีชั้นเชิงลับๆ แต่ละก้อน ล้วนถูกจดลงบันทึกอย่างละเอียด
หม่าจิ้งเซี่ยที่ทุกวันนี้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้านมาเกือบห้าปี จะต้องคิดไม่ถึงแน่นอนว่าเรื่องไร้สาระเล็กน้อยนั่นของตนจะถูกราชครูคนใหม่ของต้าหลีให้ความสำคัญถึงขนาดนี้
กวอจู๋จิ่วเหน็บตำราหลายเล่มไว้ใต้รักแขน ขยับเข้ามาใกล้โต๊ะหนังสือ กวาดตามองแวบหนึ่งก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “อาจารย์พ่อ หม่าจิ้งเซี่ยคนนี้ไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่เลยนะ ก็แค่ขุนนางลำดับรองของเขตแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าเมืองด้วยซ้ำ คงไม่ใช่ว่าเป็นสายของแคว้นอื่นหรอกนะ?”
เฉินผิงอันยิ้มอธิบาย “คือความแค้นส่วนตัวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน”
กวอจู๋จิ่วเอ่ยชื่นชม “คือวีรบุรุษที่แท้จริง อาจารย์พ่อ ขอข้าดูหน่อยได้ไหม?”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน “วันหน้าไม่ว่าจะเป็นเอกสารใดๆ ของที่นี่ เจ้าล้วนสามารถเปิดอ่านได้เลย”
กวอจู๋จิ่วบอกอาจารย์พ่อว่านั่งเฉยๆ ก็พอ ส่วนนางนอนฟุบคว่าอยู่บนโต๊ะ ยกมือนับนิ้วคำนวณ แล้วก็คว้าจับกุญแจสำคัญได้ทันที “คือระหว่างทางที่หม่าจิ้งเซี่ยเดินทางไปรับหน้าที่ที่อำเภอหว่านผิง ได้มาเจอกับกลุ่มของอาจารย์พ่อที่เดินทางไกลไปขอศึกษาต่อตอนที่อยู่ใกล้กับเมืองหงจู๋ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของแม่น้ำสามสาย แล้วเกิดข้อพิพาทกัน?”
เฉินผิงอันพยักหน้า นวดใบหน้าตัวเอง อดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “หวนนึกถึงอดีตแล้วก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก”
กวอจู๋จิ่วเปิดอ่านไปสี่ห้าหน้าก็จุ๊ปาก “คำโบราณกล่าวไว้ได้ดี แต่งภรรยาต้องแต่งคนที่เพียบพร้อม หากไม่สร้างความรุ่งเรืองสามรุ่นก็คือสร้างหายนะสามรุ่น ปีนั้นหม่าจิ้งเซี่ยใช้สถานะของจิ้นซื่อแต่งสตรีหยิ่งผยองและดุร้ายที่มาจากตระกูลมีชื่อเสียงในท้องถิ่น ก็ถือว่ามีควันผุดออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษแล้ว”
อันที่จริงก็ไม่ได้คิดจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่ทำไปตามกฎระเบียบของต้าหลีก็พอ เฉินผิงอันยื่นมือออกไปรวบเอกสารมา ยิ้มถามว่า “ย้ายมาอยู่ที่นี่ ปรับตัวได้หรือไม่?”
กวอจู๋จิ่วยิ้มกว้าง “ไม่ใช่คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจนเคยตัวอะไรสักหน่อย แค่นี้ก็ดีมากแล้ว พี่หญิงหรงอวี๋บอกว่าห้องครัวเล็กของจวนราชครูพวกเราเมื่อก่อนไม่ค่อยเท่าไร แต่ทุกวันนี้รสชาติดีเยี่ยมมากแล้ว อาหารกลางวันวันนี้จะต้องกินให้เต็มคราบ”
กวอจู๋จิ่วใช้เสียงในใจถาม “อาจารย์พ่อ วันใดวันหนึ่งซ่งอวิ๋นเจียนจะสามารถมั่นใจในเพศของตัวเองได้ใช่หรือไม่? แล้วนั่นก็จะต้องส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินไปของลมและน้ำในราชสำนักต้าหลีในระดับที่แน่นอนด้วย?”
เฉินผิงอันเขกมะเหงกลงไปเบาๆ “คิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ให้น้อยหน่อย ออกไปข้างนอกกับอาจารย์พ่อสักรอบ”
กวอจู๋จิ่วกระโดดหนึ่งที ค้อมเอวแล้วเงยหน้า หัวเราะร่าถามว่า “อาจารย์พ่อ จะไปที่ไหนหรือ?”
เฉินผิงอันตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “ไปเลือกแท่นฝนหมึกที่หลิวหลีฉ่าง ซื้อของตกแต่งโต๊ะหนังสือที่ถูกใจ ซื้อมาถุงใหญ่ๆ แล้วขนกลับมาที่จวนราชครูให้หมดรวดเดียว อาจารย์พ่อจ่ายเงินให้เอง เหอะ ปีนั้นก็แค่รู้ว่าหินลวี่ตวนไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้นก็เลยแอบบ่นอาจารย์พ่อมาตลอดว่าหลอกลวงเจ้า คิดว่าข้าไม่รู้หรือ? ขาดก็แค่ไม่ได้แกะสลักคำว่า “อาจารย์พ่อจอมหลอกลวง” ไว้บนหน้าผากเท่านั้น”
กวอจู๋จิ่วยืดเอวขึ้นตรง หัวเราะฮ่าๆ จู่ๆ ก็ยื่นมือมาป้องข้างปาก “อาจารย์พ่อข้าจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ท่านฟัง ศิษย์พี่หญิงเผยไม่ได้ไปเยือนสกุลหลิวธวัลทวีปหรอกหรือ…”
เฉินผิงอันรีบยกมือขึ้นทันใด “หยุดเลย!”
ออกจากจวนราชครูไปด้วยกัน เฉินผิงอันสวมหน้ากากไว้บนใบหน้า รีบถามเสียงเบาทันใด “หมายความว่าอย่างไร? ศิษย์พี่หญิงของเจ้ามีบุรุษที่ถูกใจแล้วหรือ? เป็นคนของที่ไหน ชื่อแซ่อะไร ไอ้หมอนั่นรู้จักเผยเฉียนที่ใดตอนไหน นิสัยใจคอ ความรู้ รูปลักษณ์ การพูดการจา ขอบเขตของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร…”
เดินกันไปช้าๆ พลางเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่ง เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “หลิวโยวโจวรักอยู่ข้างเดียว เผยเฉียนไม่ชอบก็ไม่เห็นจะเป็นไร จะรีบร้อนไปไย ถูกไหม? อาจารย์แม่ของเจ้าบอกกับข้าเรื่องที่เผยเฉียนเป็นผู้ฝึกกระบี่และกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นของนางมานานแล้ว แน่นอนว่าข้ารู้มาก่อนหน้านั้นอีก ก็แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น ในเมื่อไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวอย่างเดียว ยังเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งด้วย เรื่องของการแต่งงานระหว่างชายหญิง ควรจะค่อยๆ เลือก ปล่อยไปตามบุพเพวาสนา เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีคนที่ต่างฝ่ายต่างชอบพอกัน อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าผมขาว จะรีบร้อนไปไย….”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้ารับแรงๆ ถอนหายใจ เอ่ยอย่างกลัดกลุ้มอยู่บ้าง “อาจารย์พ่อฟังออกเลยนะว่าอันที่จริงศิษย์พี่หญิงเผยไม่ได้อยากไปธวัลทวีปขนาดนั้น เพียงแต่ว่าในเหตุพลิกผันก่อนหน้านี้ นางไม่อาจทำเรื่องอะไรได้ ช่วยอะไรไม่ได้เลยก็เลยรู้สึกละอายใจ ดังนั้นพอได้รับกระบี่บินแจ้งข่าวจากหลิวจอี้เป่าถึงได้อยากจะทำอะไรเพื่อภูเขาลั่วพั่วบ้าง”
เฉินผิงอันเอ่ย “ในเมื่อไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปสิ”
ก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าหลิวโยวโจวเพิ่งจะไปเป็นรองเจ้าสำนักอยู่ที่ฝูเหยาทวีปก็เลยอยากให้นางไปผ่อนคลายอารมณ์ที่ธวัลทวีปหรือไร
กวอจู๋จิ่วพลันเอ่ยว่า “อาจารย์พ่อ จะเป็นไปได้หรือไม่วาอันที่จริงในใจศิษย์พี่หญิงเผยก็ชอบหลิวโยวโจวอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่านางหน้าบาง รู้สึกขัดเขิน ก็เลยไม่พูดความจริงกับข้า จงใจพูดไปในทางตรงกันข้าม?”
ไม่รอให้เฉินผิงอันพูดอะไรก็มีเรือนกายหนึ่งพุ่งมาถึงอย่างว่องไวปานสายฟ้าแลบ กวอจู๋จิ่วกะพริบตาปริบๆ แสร้งถามทั้งที่รู้ดีว่า “ศิษย์พี่หญิง ท่านว่าแปลกหรือไม่ ข้ากับอาจารย์พ่อก็ไม่ได้ใช้ยันต์สามภูเขานะ ไฉนถึงมาถึงที่ธวัลทวีปแล้วล่ะ”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างมีโทสะ “กวอจู๋จิ่ว รับปากข้าแล้วว่าจะไม่บอกคนอื่น เจ้าไม่มีคุณธรรมในยุทธภพเลยหรือไร?!”
กวอจู๋จิ่วร้องเฮ้อ แล้วพูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ศิษย์พี่หญิงเผย คำพูดนี้ของท่านทำร้ายความรู้สึกกันมากเลยนะ อาจารย์พ่อเป็นคนอื่นเสียที่ไหน”
เผยเฉียนโมโหจนกลายเป็นขำแทน “เจ้าคนแซ่กวอ ข้าไม่พูดเหตุผลบิดเบี้ยวกับเจ้าหรอกนะ…”
กวอจู๋จิ่วไม่ตระหนกลนแม้แต่น้อย “ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องพูดเรื่องมิตรภาพของคนร่วมสำนักกับศิษย์พี่หญิงแล้ว”
เผยเฉียนเอ่ยอย่างดุดัน “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะซ้อมเจ้า อาจารย์พ่อ ท่านอย่ามาห้าม ไม่อย่างนั้นแสดงว่าท่านลำเอียง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อย่าตีกัน อย่าตีกัน ไม่ควร ไม่ควร”
กวอจู๋จิ่วกลับยื่นมือออกไปโดยตรง “ศิษย์พี่หญิง จ่ายค่ายามาให้ข้าก่อน จำไว้ว่าจะต่อยหน้าก็ได้ แต่อย่าต่อยขา อีกเดี๋ยวพวกเราสามคนยังต้องไปเดินเที่ยวที่หลิวหลีฉ่าง ท่านกับอาจารย์พ่อถูกใจของชิ้นใด ข้าจะควักเงินจ่ายให้เอง แต่ว่าตอนที่ต่อรองราคาหั่นราคากับพวกเถ้าแก่ ต้องให้ศิษย์พี่หญิงเป็นคนลงมือ ข้าหน้าบวมจมูกเขียว กลัวว่าจะพูดไม่ชัด….
สีหน้าเผยเฉียนมีแต่ความอ่อนใจ ถลึงตาใส่กวอจู๋จิ่ว “ข้าล่ะกลัวเจ้าแล้วจริงๆ”
เฉินผิงอันโบกมือเป็นวงกว้าง “ไปเดินเล่นกัน ซื้อของที่หลิวหลีฉ่างเสร็จแล้ว อาจารย์พ่อจะเลี้ยงของกินขึ้นชื่อของเมืองหลวงพวกเจ้าเอง”
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะคุยโวไม่ทันขาดคำ ยังไม่ทันเดินไปถึงระเบียงพันก้าวก็เห็นบุรุษคนหนึ่งที่เดินด้วยฝีเท้ารีบร้อนมุ่งหน้ามายังจวนราชครู ดูจากลายผ้าบนชุดขุนนางแล้วตำแหน่งขุนนางไม่เล็กเลย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “พวกเจ้าสองคนไปเดินเล่นกันก่อน เดี๋ยวข้าตามไป”
จ้าวเหยามาหารือที่จวนราชครู ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า แน่นอนว่าไม่มีใครมาขัดขวางใต้เท้ารองเจ้ากรมอย่างเขา เพราะถึงอย่างไรหากว่ากันด้วยลำดับของสายบุ๋น รองเจ้ากรมจ้าวก็ต้องเรียกราชครูว่าอาจารย์อา
เจอราชครูกลางทาง จ้าวเหยาก้าวเร็วๆ มาข้างหน้า จำหญิงสาวสองคนนั้นได้ เขาจึงเอ่ยว่า “พวกเราเดินไปคุยกันไปสักระยะหนึ่งก็สามารถพูดคุยจบเรื่องได้โดยเร็วแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “ละเลยใต้เท้ารองเจ้ากรมแบบนี้ สมควรเสียที่ไหน กลับไปคุยกันเถอะ”
จ้าวเหยากระตุกคอเสื้อชุดขุนนาง เขายุ่งจนหัวหูแทบไหม้จริงๆ เอ่ยว่า “ก็ดีเหมือนกันจะได้ดื่มชาสักถ้วย”
เผยเฉียนกล่าว “อาจารย์พ่อ พวกเราไปเดินเล่นกันเองก็ได้ ท่านไปทำธุระเถอะ”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “คำพูดที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ไม่อาจให้คนนอกฟังได้จริงๆ”
เผยเฉียนกำลังจะตำหนินาง กวอจู๋จิ่วกลับยกแขนของตัวเองขึ้นมาก่อน พูดอย่างมีเหตุมีผลว่า “ศิษย์พี่หญิง หยิกให้แรงๆ เลย แม้ว่าข้าไม่ใช่ปรมาจารย์วิถีวรยุทธ แต่ก็ทนเจ็บได้”
พวกนางเอ่ยลากับอาจารย์พ่อ หลังจากนั้นก็มองสบตากัน ยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ กวอจู๋จิ่วยังบอกด้วยว่าบางทีอาจกลับมาถึงจวนราชครูดึกหน่อย นางจะไปกินของอร่อย ไปเดินเที่ยวงานวัด ไปฟังเรื่องเล่า ไปเล่นว่าว…
เฉินผิงอันยิ้มบอกว่าได้สิ
มองเงาร่างของพวกนางก็ดูเหมือนว่าถนนใหญ่ของระเบียงพันก้าวที่สงบเคร่งขรึมจะไม่คร่ำครึขนาดนั้นอีกแล้ว
ทันใดนั้นจ้าวเหยาก็อดไม่ไหวจนต้องเตือนเฉินผิงอันว่าให้ขยับเท้าไปปรึกษาเรื่องของแคว้นและการทหารซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองกันได้แล้ว
ทุกวันนี้จ้าวเหยามั่นใจได้แล้วว่าเฉินผิงอันสามารถเป็นราชครูที่ดีได้ แต่ก่อนหน้านี้นานมาก เขาก็มั่นใจในเรื่องหนึ่งแล้ว หากวันใดเจ้าหมอนี่เป็นพ่อคน หากลูกของเขาคือผู้หญิง เฮอะ ก็คงตามใจจนลอยขึ้นฟ้าไปเลย! เขาอยากจะเห็นนักว่าอาจารย์อาน้อยที่ชีวิตนี้ชอบเป็นอาจารย์ของคนอื่นมากที่สุด ถึงเวลานั้นจะยังพร่าพูดหลักการเหตุผลไม่จบไม่สิ้นอีกหรือไม่ คิดดูแล้วอย่างมากแค่ทำหน้าขรึมเอ่ยสั่งสอนได้ไม่กี่ประโยคก็ต้องหันหน้าไปอีกทาง ให้ตัวเองได้พักตั้งหลักสักครู่ก่อน?
กลับไปนั่งลงในห้องโถงใหญ่ของจวนราชครูด้วยกัน จ้าวเหยาพูดรายละเอียดเรื่องของการควบโจวให้กลายเป็นเต้า แล้วก็ถามเรื่องวงในบางอย่างที่เกี่ยวกับสกุลอินต้าโซ่วบวกกับคดีในวงการขุนนางต้าหลีเมื่อคืนวาน
พวกเขาจึงถามตอบกันอย่างนี้ หรือบางทีก็สลับกันถามสลับกันตอบ บางครั้งยังต้องให้หรงอวี๋ยกเอาเอกสารหลายปึกมาคลี่กางแผนที่ของต้าหลีออก บ้างก็ยกพู่กันวาดวงกลม หรือไม่รู้สึกว่าบนแผนที่มีจุดที่ยังตกหล่นก็ต้องเพิ่มคำกำกับหรือหมายเหตุเข้าไป เขียนพรรคที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ในยุทธภพหรือไม่ก็ตระกูลขุนนางผู้ดีที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงขึ้นมาลงไป พูดกันไปถึงตัวเลือกที่เหมาะสมที่จะมาเป็นแม่ทัพของมณฑลบางแห่ง พอพูดไปแล้วถึงได้รู้สึกว่าดูเหมือนจะไม่มีใครที่เหมาะขนาดนั้น…
โดยไม่ทันรู้ตัว เวลาครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉินผิงอันยกฝ่ามือขึ้นมาดันปลายคาง มองอย่างเหม่อลอย ตอนที่จ้าวเหยามาได้พกคำถามมาด้วยกองโต ผลคือพบว่าตัวเองกลับต้องเอาคำถามกลับไปมากกว่าเดิม
บทพิเศษ ตอนที่ 13.3 ความฝัน
คุยธุระเป็นงานเป็นการกันเรียบร้อยแล้ว และจ้าวเหยาก็ดื่มน้ำชาที่แม่นางหรงอวี๋ยกมาให้แล้ว เขาพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด รู้สึกนับถือขุนนางต้าหลีที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนพวกนั้นอยู่มากจริงๆ โดยเฉพาะคนหนุ่มที่ทำงานยุ่งตลอดทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายวัน ทุกวันได้แค่งีบหลับครู่เดียวก็สามารถมีชีวิตชีวาเปี่ยมไปด้วยพลังได้อีกครั้ง
จ้าวเหยาลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังถามว่า “อยากจะเก็บทั้งขุนเขาใต้และนครมังกรเฒ่ากลับไปพร้อมกันใหม่อีกครั้งจริงๆ หรือ?”
ก็หนีไม่พ้นว่าต้องเปลี่ยนคำพูดให้กับการที่ต้าหลีจะฮุบรวมพื้นที่ของหนึ่งทวีปอีกครั้งหรือไม่ให้ฟังดูดีขึ้นเท่านั้น
เฉินผิงอันเอ่ย “สามารถรอดูไปอีกหน่อยได้”
แต่จ้าวเหยากลับไม่ใช่คนที่ทำอะไรคลุมเครือ เขาต้องการจะซักไซ้ถามให้ถึงที่สุด “จะรอดูอะไร? ดูว่าตัวต้าหลีเองมีคุณสมบัติหรือไม่ ดูว่าสถานการณ์ของแคว้นทั้งหลายทางใต้เป็นอย่างไร? หรือว่าจะดูทั้งสองอย่างต่อไปอีกหลายปี?”
เฉินผิงอันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยว่า “ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
จ้าวเหยาอึ้งตะลึง มองสีหน้าของเฉินผิงอัน เงียบไปครู่หนึ่งก็ยกน้ำชาขึ้นมาดื่ม เอ่ยว่า “ก็ดีเหมือนกัน อาจต้องรอดูไปอีกหน่อย”
คนทั้งสองพากันเงียบงัน ในขณะที่จ้าวเหยากำลังจะลุกขึ้นขอตัวลา เฉินผิงอันรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขาเอ่ยว่า “ขอโทษด้วย ทำให้ความปรารถนาที่จะรวบรวมกระบี่เซียน ‘ไท่ป๋าย’ ให้ครบเล่มของเจ้าต้องหมดหวังแล้ว”
กระบี่เซียน “ไท่ป๋าย” ในอดีตได้แบ่งออกเป็นสี่ส่วนอยู่ที่ฝูเหยาทวีป แต่ละส่วนแยกย้ายกันไปรับเจ้านาย นั่นคือแยกกันเลือกเฉินผิงอันที่เป็นอิ่นกวาน เฝ่ยหรานแห่งเปลี่ยวร้าง จ้าวเหยาที่พอจะถูกว่าเป็่นลูกศิษย์ครึ่งตัว และหลิวไฉที่โจวจื่อเอาไว้ใช้รับมือกับเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันยังเคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะมอบกระบี่เย่โหยวให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งที่เล่าเรียนทั้งวิชาความรู้และวิชากระบี่ได้สำเร็จ จากนั้นค่อยเอากระบี่ยาวที่หลอมมาจากครึ่งหนึ่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ถูกเขาตั้งชื่อว่า “ชิงผิง” เล่มนั้นมอบให้กับสำนักกระบี่ชิงผิงในใบถงทวีปหรือไม่ก็สำนักกระบี่หลงเซี่ยงของทักษิณาทวีป เอาแขวนไว้ในศาลบรรพจารย์แห่งหนึ่ง สามารถนำมาทำเป็นของแทนตัวของเจ้าสำนักรุ่นถัดไปได้
จ้าวเหยายิ้มเอ่ย “ชีวิตคนจะไม่มีความเสียดายเลยได้อย่างไร”
ยกถ้วยน้ำชาขึ้น จิบน้ำชาหนึ่งอึก แล้วจ้าวเหยาก็เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “แล้วนับประสาอะไรกับที่ต่อให้กระบี่พกเย่โหยวยังอยู่ แม้กระทั่งด่านของเจ้าข้าก็ยังข้ามผ่านไปไม่ได้แล้วจะยังไปขอจากพวกเฝ่ยหรานมาได้อย่างไร”
เฉินผิงอันพูดแก้ให้ว่า “หากสามารถผ่านด่านของข้าไปได้ เฝ่ยหรานกับหลิวไฉก็ง่ายแล้ว”
จ้าวเหยาร้องเหอะ วางถ้วยน้ำชาลง ลุกขึ้นยืนขอตัวลา ได้ยินคนผู้นั้นพูดกลั้วหัวเราะมาข้างหลังว่า “ครั้งนี้ไม่ฉวยอะไรติดมือไปหรือ?”
จ้าวเหยาไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมของเขา ไปถึงลานบ้านของเรือนชั้นแรก เดินผ่านร่มเงาของต้นอู๋ถง อ้อมผ่านผนังบังตา เดินออกจากประตูพิธีการของจวนราชครู แล้วเดินไปอีกยังมีประตูใหญ่ที่ต้องเดินผ่าน แต่กลับเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนั่งยองอยู่ตรงมุมกำแพง กำลังดื่มเหล้าด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ลายปักบนชุดขุนนางของไอ้หมอนี่เหมือนกับตน
สองฝ่ายสบตากัน เฉาเกิงซินมือหนึ่งถือถ้วย มือหนึ่งถือตะเกียบ ข้างเท้ายังมีกับแกล้มแกล้มสุราอีกสองจาน คงเป็นเพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็คงหลบซ่อนไม่ทัน จึงพูดอย่างคนหน้าหนาว่า “ราชครูสงสารที่ข้ามีชะตาที่ต้องเหนื่อยยาก ก็เลยมอบสุราและกับแกล้มมาให้ข้าเป็นรางวัล”
จ้าวเหยายื่นนิ้วชี้ไปที่ใต้เท้ารองเจ้ากรมของกรมขุนนางผู้นี้ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร แค่เดินตรงผ่านไป
เฉาเกิงซินพึมพำ “ช่างมีบารมีขุนนางที่เข้มข้นเหลือเกิน ตกใจแทบตายแล้ว หึ ข้าผู้อาวุโสต่างหากที่เป็นรองเจ้ากรมขุนนาง ใครประเมินใครก็ยังไม่แน่เลยนะ”
เขาแอบออกมาจากที่ว่าการ ใช้ข้ออ้างที่ไพเราะว่าจะปรึกษาธุระกับราชครู วิ่งมาดื่มเหล้าอยู่ในจวนราชครูแทน ครั้งนี้ยิ่งมีประสบการณ์แล้ว เขาตรงดิ่งไปที่ห้องครัว ขอกับแกล้มสองจานเล็กๆ มาจากแม่ครัวคนหนึ่งที่ใบหน้างดงามอ่อนช้อย แต่เรือนร่างกลับเย้ายวน
เฉาเกิงซินเงยหน้าขึ้น ร้องเอ๊ะ ก่อนจะรีบเก็บน้ำเต้าบรรจุเหล้าใบนั้นลงไป รวบจานชามและตะเกียบมาไว้ด้วยกัน ลุกขึ้นยืนเช็ดปาก แล้วเดินเตร่ไปหา
ที่แท้คือท่านอาและท่านลุงสองคนที่มาเยือนจวนราชครูก่อนเวลานัดหนึ่งเค่อ คือนายท่านขุนนางใหญ่มือสะอาดสองคนจากตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือ เหวยอีบิดาแท้ๆ และเหวยหงท่านลุงใหญ่ของเจ้าอ้วนเหวย
เมื่อคืนวานเหวยฉงออกจากทะเลสาบเหล่าอิงก็นำความกลับไปบอกที่บ้าน บอกว่าราชครูเฉินพูดเองว่าวันนี้ให้พวกเขาสองคนไปปรึกษาธุระที่จวนราชครูตอนต้นยามเว่ย ตอนแรกยังไม่มีใครเชื่อ อย่างเจ้าเนี่ยนะ? ได้คุยกับท่านราชครูด้วย? ขนาดพ่อแท้ๆ ของเขายังไม่เชื่อ
เจ้าอ้วนเหวยจึงได้แต่ยกหันอีนายอำเภอหันมาอ้าง บอกว่าเขาเป็นพยานให้ได้ ผลคือท่านลุงใหญ่เหวยหงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็วิ่งออกไปจากบ้าน ไปแสวงหาหลักฐานด้วยตัวเอง พอกลับมาแล้วก็พยักหน้ากับน้องชายอย่างเหวยอี ใบหน้าของเขาแดงก่ำ พูดเสียงสั่นว่าเป็นเรื่องจริง เหวยอีดวงตาแดงก่ำทันใด ลากพี่ชายไปจุดธูปคารวะในศาลบรรพชนด้วยกัน
สองพี่น้องไม่ได้หลับตลอดทั้งคืน ช่วยกันวางแผนว่าควรจะจรดพู่กันอย่างไรถึงจะเหมาะสม ต้องระวังแล้วระวังอีกยิ่งกว่าผ่านด่านการสอบเคอจวี่ในอดีตเสียอีก
การประชุมเช้าของราชสำนักต้าหลีมีความพิเศษอย่างมาก ไม่ใช่ว่าขุนนางในเมืองหลวงที่มีระดับขั้นสูงพอถึงจะสามารถเข้าร่วมได้เสมอไป แล้วก็ไม่ใช่ขุนนางระดับต่ำที่ไม่อาจเข้ารวมการประชุมเช้าได้เสมอไป แต่มีแบบแผนสำเร็จรูปตั้งวางไว้อยู่แล้ว อย่างเช่นว่าขุนนางหลักสามท่านอย่างเจ้ากรมหรือรองเจ้ากรมของกรมใดก็ตาม โดยทั่วไปแล้วแค่มีคนหนึ่งออกหน้าก็พอ ฝ่ายในของที่ว่าการสามารถผลัดกันมาเข้าร่วมประชุมได้ แต่หากทางราชสำนักมีเรื่องสำคัญที่ต้องปรึกษาหารือ ที่ว่าการที่มีความเกี่ยวข้องก็ต้องมีขุนนางหลักอย่างน้อยสองท่านมาเข้าประชุม
และขอแค่เป็นการประชุมที่ค่อนข้างใหญ่ ขุนนางระดับสูงของที่ว่าการต่างๆ รวมถึงเก้ามนตรีน้อยใหญ่ต่างก็ต้องมาเข้าร่วมการประชุม นอกจากนี้ภายในสิบวัน กองงานทั้งหลายต้องมีขุนนางจำนวนเท่าไรมาเข้าร่วมการประชุมในวันใดบ้าง ล้วนมีข้อพิถีพิถันที่ไม่เหมือนกัน…..
ฟังเหมือนซับซ้อนมาก แต่ก็แค่สมุดเล็กๆ เล่มเดียวเท่านั้น เป็นขุนนางในเมืองหลวงมาปีครึ่งปีก็จำขึ้นใจได้อย่างแม่นยำแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ขุนนางที่สามารถเข้าร่วมการประชุมเช้าของต้าหลีได้ มีใครเป็นคนโง่เสียเมื่อไหร่
ทนไปทนมา ในที่สุดก็ทนจนถึงใกล้ยามเว่ย จึงมาที่จวนราชครู พวกเขาเตรียมถ้อยคำที่จะพูดไว้ในใจมาตลอดทาง คิดไว้ก่อนล่วงหน้าว่าใต้เท้าราชครูจะถามคำถามอะไรบ้าง ขอแค่ไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการขุนนางก็ไม่มีทางเข้าใจอารมณ์ของพวกเขาในเวลานี้
ผลคือพวกเขามองเห็นรองเจ้ากรมที่มีชื่อเสียงเลื่องลือท่านหนึ่งมาแต่ไกล อีกฝ่ายนั่งยองหลับตาอยู่ริมกำแพง สีหน้าเคลิบเคลิ้ม โคลงหัวไปมา ปากขยับแจ็บๆ
รองเจ้ากรมเฉากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ต้องรีบหันหน้าไปอีกทางเพื่อเรอ ก่อนจะหันกลับมามองผู้อาวุโสสองคน พูดด้วยสีหน้าตระหนกลนว่า “มามอบตัวกับราชครูหรือ?”
ได้ยินแล้วขุนนางตำแหน่งเล็กเท่าเมล็ดงาของเมืองหลวงสองคนก็ตื่นตระหนกสุดขีด สีหน้าที่เดิมทีก็ขาวนวลอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปอีกหลายส่วน
“ข้าสามารถปรึกษากับแม่นางหรงอวี๋ได้ จะไปยืมชามอีกสองใบมาจากห้องครัว ดีไหม?”
“จิบเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ใช้สุราปลุกความห้าวเหิม เจอใครก็ไม่ต้องกลัว”
ได้ยินเฉาเกิงซินพูดจาเหลวไหล เหวยอีก็ได้แต่ยิ้มขำ กลับเป็นเหวยหงที่มองดูคล้ายจะหวั่นไหวแล้ว ไม่เสียแรงที่เป็นหนึ่งในหยวนไหว้หลางที่เก่งกาจที่สุดในวงการขุนนางเมืองหลวง
ทว่าเหวยอีกลับไม่เคยมีเรื่องให้พูดคุยกับผู้เยาว์ที่ชื่อเสียงในวงการขุนนางมีทั้งดีและร้ายคละกันไปผู้นี้ ทุกๆ ครั้งที่เป็นช่วงตรุษจีนปีใหม่ แค่โอภาปราศรัยกันไม่กี่คำก็พอแล้ว
แต่เหวยหงกลับกดเสียงลงต่ำด่าเบาๆ ว่า “เจ้าเด็กแสบ มีแต่เจ้าที่เป็นขุนนางสบายที่สุด นั่งตกปลาบนแท่นได้อย่างมั่นคง เป็นศาลาใกล้น้ำได้ยลจันทร์ก่อนอย่างแท้จริง อยู่ในตำแหน่งขุนนางหลักของที่ว่าการงานเตาเผาหลงเฉวียนตลอดหลายปีนั้น ถือว่าไม่ได้เป็นอย่างเสียเปล่า”
เฉาเกิงซินไม่พอใจทันใด “ท่านลุงเหวย ท่านจะเอาแต่เห็นข้าเสวยสุข ไม่เห็นตอนที่ข้าต้องลำบากเหนื่อยยากไม่ได้นะ หากพวกท่านไม่เชื่อก็กลับไปถามใต้เท้าหยวนดูสิ ก็จะรู้แล้วว่าเป็นขุนนางอยู่ที่นั่นไม่ง่ายเลย”
เหวยหงร้องเหอะ “ลำบากหรือ? คำพูดนี้ออกมาจากปากของเจ้ากลับมีเนื้อหาล่อแหลมแล้ว”
เฉาเกิงซินมีท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างที่หาได้ยาก ที่แท้คำกล่าวว่า “ลำบาก” ในช่วงแรกเริ่มสุด คือคำที่เขาใช้บรรยายถึงพี่สาวคนหนึ่งที่โตกว่าเขาสิบกว่าปีตอนที่เขาเป็นเด็กหนุ่ม คำกล่าวที่ไม่สุภาพเท่าไรนี้ เพียงไม่นานก็แพร่หลายไปทั่วตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ วีรบุรุษกลัวที่จะเจอคนบ้านเดียวกันมากที่สุด บุปผาบานอยู่ในกำแพงแต่ส่งกลิ่นหอมออกไปนอกกำแพงจริงเสียด้วย
เหวยอี หลางจงกองชิงลี่ฝ่ายเครื่องเสวย อันที่จริงต่อให้เทียบกับวงการขุนนางต้าหลีทั้งแห่งก็ไม่ถือว่าเป็นขุนนางตำแหน่งเล็กจ้อยแล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ในเมืองหลวงที่มีชนชั้นสูงอาศัยอยู่มากมาย หนึ่งในหลางจงของกรมพิธีการจะนับเป็นอะไรได้?
เหวยหงก็ยิ่งเป็นขุนนางที่เป็นแค่หยวนไหว้หลางแห่งกรมโยธาเท่านั้น ทว่าคนที่สอบเคอจวี่ปีเดียวกับเขากลับเป็นรองเจ้ากรมฝ่ายขวาของกรมโยธาแล้ว พอดีกับที่เป็นหัวหน้าที่ควบคุมเหวยหงด้วย…
ตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือก็เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน พูดถึงแค่ท่านปู่ของเหวยฉงก็เคยเป็นผู้ดูแลหลักของกองส่งสารต้าหลีมานานหลายปี คือหนึ่งในเก้ามนตรีใหญ่ที่สามารถเข้าประชุมในห้องทรงพระอักษรได้ จนใจที่วงการขุนนางหากคนรุ่นหนึ่งไม่ได้ความ ตระกูลก็มักจะต้องตกอับไปด้วยเสมอ ภายในสิบปีก็แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยตกต่ำ
หน้าประตูมีคนมารวมตัวกันมากหรือน้อย ครึกครื้นหรือว่าเงียบสงัด ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักจะทำให้คนรับมือไม่ทัน หากสภาพจิตใจของขุนนางเสียสมดุล แม้จะบอกว่าสถานการณ์อันน่าประดักประเดิดที่ชักหน้าไม่ถึงหลังเช่นนี้ก็สามารถอาศัยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มาช่วยประคับประคองหน้าตาเอาไว้ได้ แต่ถึงอย่างไรคิดจะตีเหล็ก ตัวเองก็ต้องแข็งแรงเสียก่อน ตระกูลต้องมีคนรุ่นเยาว์อย่างเฉาเกิงซิน หยวนเจิ้งติ้งมาแบกเสาคานใหญ่ถึงจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง
เป็นท่านลุงใหญ่ของผู้อื่นเหมือนกัน เหวยหงแนะนำให้หลานที่เปิดร้านเหล้าอย่างเหวยฉงสวมชุดงิ้ว ส่วนเว่ยเหล่ยลุงใหญ่ของเว่ยเจียเจ้าของสวนส่วนตัวที่ทะเลสาบเหล่าอิง ซึ่งตลอดสิบปีที่อยู่ในวงการขุนนางต้าหลีก็มีชีวิตที่รุ่งโรจน์อย่างถึงที่สุด อดทนอยู่ในตำแหน่งรองเจ้ากรมของกรมพิธีการมาได้หกปีแล้ว ห่างจากการมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรก็แค่ขาดคำประเมินในการประเมินขุนนางครั้งหนึ่งและการโยกย้ายไปอยู่กรมพิธีการเท่านั้นแล้ว
เดิมทีจากการคาดการณ์ของตระกูลเว่ยในตรอกอี้ฉือห้าปีให้หลัง อย่างน้อยที่สุดเว่ยเหล่ยก็จะสามารถรับหน้าที่เป็นขุนนางหลักในที่ว่าการของเก้ามนตรีเล็กได้แล้ว แล้วก็จะมีสิทธิ์ได้เข้าประชุมเล็ก สามารถพบหน้าฮ่องเต้ได้ทุกวัน
เหวยหงลังเลเล็กน้อย ก่อนถามว่า “คงไม่ใช่เรื่องร้ายอะไรจริงๆ หรอกกระมัง?”
เมื่อคืนนี้เหวยฉงพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ ตบอกรับรองบอกว่าท่านราชครูน่ะเป็นมิตรอย่างมาก ใจดีมีเมตตา พูดจาตลกขบขัน ยังพูดล้อเล่นกับเขาอยู่หลายคำ…ทำเอาพวกผู้อาวุโสหลายคนที่อยู่ในห้องหนังสือตกอกตกใจ หันมามองหน้ากันเองตาปริบๆ
เฉาเกิงซินยิ้มบางๆ “ก็ไม่แน่หรอก เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ราชครูคนใหม่เรียกพบขุนนางเล็กๆ อย่างหลางจงและหยวนไหว้หลาง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการอ้อมๆ ที่ใช้เชือดไก่ให้ลิงดู หรือว่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย ฆ่าไก่แต่ดันใช้มีดฆ่าวัวอะไร…”
อย่างเช่นหวังหย่งจินนายอำเภอหย่งไท่ที่ไม่ได้เสียตำแหน่งขุนนางไปโดยตรง ยังคงเปิดศาลพิจารณาคดีตามปกติอยู่ในที่ว่าการอำเภอ ก็เป็นเรื่องประหลาดที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เหวยหงหน้าดำทะมึน เหวยอีก็ยิ่งอกสั่นขวัญผวา เฉาเกิงซินซ่อนน้ำเต้าบรรจุเหล้าไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียง ต่อให้ตำแหน่งขุนนางของใต้เท้าราชครูจะใหญ่ค้ำฟ้าแค่ไหนก็ยังเป็นคนเหมือนกัน มีอะไรน่ากลัวกัน”
หรงอวี๋เดินออกมาจากประตู นำพาขุนนางทั้งสองท่านไปพบราชครูด้วยตัวเอง เฉาเกิงซินจุ๊ปากด้วยความประหลาดใจ เจ้าอ้วนเหวยร้ายกาจยิ่งนัก ขุนนางทั่วไปมาหารือที่จวนราชครูก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ เอาแค่ตน แม่นางหรงอวี๋ก็ทำท่าเหมือนป้องกันโจรอย่างไรอย่างนั้นแล้ว
เตรียมเก้าอี้สามตัวไว้ในห้องโถงใหญ่ พวกเขายื่นสมุดออกไปคล้ายกับเด็กนักเรียนประถมในชนบทส่งการบ้าน หรงอวี๋บอกให้พวกเขานั่งรอสักครู่ ดื่มชากันไปก่อน เฉินผิงอันรับสมุดสองเล่มมาจากมือของหรงอวี๋ เปิดอ่านสี่ห้าหน้าอย่างว่องไวแล้วลุกขึ้นยืนจากโต๊ะหนังสือ เหวยหง เหวยอีรีบวางถ้วยน้ำชาที่เมื่อครู่แค่ยกขึ้นมาจิบพอเป็นพิธีลงทันที ลุกขึ้นยืนต้อนรับ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “นั่งลงคุยกัน ไม่ต้องระมัดระวังตัวมากเกินไป”
พูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดของสองกรมอย่างพิธีการและโยธาอย่างเรียบง่าย ขุนนางทั้งสองต่างก็เป็นคนหน้าเก่าในที่ว่าการของแต่ละฝ่ายแล้ว เก้าอี้ที่นั่งอยู่ใต้ก้นก็นั่งจนแทบยุบเป็นหลุมแล้ว เวลานี้อารมณ์ของพวกเขาพอจะผ่อนคลายลงได้เล็กน้อย แต่เฉินผิงอันกลับถามขึ้นกะทันหันว่า “เว่ยเหล่ยแห่งกรมโยธาเป็นทั้งเพื่อนบ้านของพวกท่าน แล้วยังเป็นคนวัยเดียวกันกับพวกท่านด้วย หากไม่พูดถึงเรื่องสกปรกของเว่ยเจียหลานชายเขา พวกท่านรู้สึกว่าเว่ยเหล่ยเป็นคนอย่างไร?”
หลางจงเหวยอีใช้ความคิดอย่างว่องไว เอ่ยเนิบช้าว่า “แม้ว่าจะเป็นเพื่อนเล่นกันมาแค่ตอนเด็ก แต่รองเจ้ากรมเว่ยไม่ละโมบในเงินทอง เรื่องนี้สามารถแน่ใจได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ละโมบในเงินทอง? ไหนพวกท่านลองว่ามาก่อนสิว่าเงินทองคืออะไร?”
เหวยอีมึนงง หยวนไหว้หลางเหวยหงก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์มากกว่า แต่จะปล่อยให้บรรยากาศเงียบสงัด สิ้นเปลืองเวลาของราชครูก็คงไม่ได้ เหวยหงจึงปลุกความกล้าพูดไปตามสัตย์จริงว่า “เว่ยเหล่ยคือคนที่เก่งกาจมาก รู้จักเป็นขุนนางอย่างมาก”
“เล่าลือกันว่าทุกครั้งที่เขารับรองแขกอยู่ในบ้านจะต้องทบทวนทุกประโยคที่พูดคุยกับแขกร่วมกับกุนซืออายุน้อยสี่ห้าคน แล้วจดลงในบันทึกอย่างลับๆ อยู่เสมอ”
“คนประเภทนี้เป็นขุนนางจึงน่ากลัวมาก แล้วก็สมควรแล้วที่เขาได้เป็นรองเจ้ากรม มีคนที่สอบเคอจวี่ปีเดียวกันกับข้าอยู่คนหนึ่ง ก็เป็นรองเจ้ากรมโยธาเหมือนกัน เขากลัวเว่ยเหล่ยมาก”
ได้ยินพี่ชายพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่มีปิดบัง น้องชายอย่างเหวยอีก็เอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งอย่างระมัดระวังว่า “เป็นแค่ข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ คำเล่าลือพวกนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเป็นความจริง”
บทพิเศษ ตอนที่ 13.4 ความฝัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์คือถิ่นของตระกูลใหญ่ชนชั้นสูงสุดของต้าหลีแล้ว แต่ละตระกูลล้วนมีเส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์เชื่อมโยงเข้าสู่การประชุมเล็ก ทุกๆ ปีใหม่ก็มีขนบธรรมเนียมที่ว่าจะต้องดื่มสุราชมจันทร์ แข่งโยนลูกเต๋าเล่นเดินบันไดไต่ยศ… จะบอกว่าเป็น “ข่าวลือเล็กๆ” ได้อย่างไร?”
เหวยอีหรือจะกล้ารับคำ
เหวยหงกลับพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่สนิทกับถนนฉือเอ๋อร์ ต่อให้เป็นในตรอกอี้ฉือของพวกเราเองก็มีการแบ่งระดับกัน ทุกวันนี้ตระกูลเหวยของพวกเราไม่ได้เป็นพายจะโทษคนอื่นไม่ได้ จะโทษก็ต้องโทษที่พวกเราพี่น้องไม่ได้ความ น้องรองยังดีหน่อย จะดีจะชั่วก็อ่านตำรามาจนเต็มอิ่ม เป็นหลางจงของกรมพิธีการแล้ว แต่ข้ากลับเป็นคนปากเสีย ไม่ว่าเห็นอะไรก็ไม่ชินตา หากข้าเป็นขุนนางใหญ่ได้สิถึงจะแปลก”
เหวยอีฟังแล้วเหงื่อเย็นหลั่ง
เฉินผิงอันชี้ไปที่โต๊ะหนังสือ ยิ้มเอ่ยว่า “คือมือดีในเรื่องการบ่นจริงๆ เพียงแต่ว่าเอาแต่ถามปัญหายากๆ และปมของปัญหา แต่กลับไม่บอกวิธีแก้ปัญหามาให้ ในสมุดมีการปฏิเสธเยอะไปหน่อย วิธีการที่นำไปปฏิบัติจริงได้มีน้อยไปสักหน่อย”
เหวยหงตึงเครียดสุดขีด เอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้น้อยวิสัยทัศน์คับแคบ ความสามารถมีขีดจำกัด”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก หากจะบอกว่าคุณสมบัติและพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้ ถ้าอย่างนั้นความสามารถก็ต้องค่อยๆ ผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อย”
ฮ่องเต้มาโดยไม่ได้รับเชิญ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้ซ่งเหอเหยียบย่างมาเยือนจวนราชครู ทางฝั่งของจวนราชครูก็ไม่ได้ให้การต้อนรับอย่างเอิกเกริกอะไร มาแล้วก็มา
ก็จริงนะ ขนาดราชครูยังไม่พูดอะไร หรงอวี๋ก็ไม่ได้เอ่ยเตือน พวกเลขาธิการทั้งหลายหรือจะกล้าทำอะไร เพียงแค่ว่าบางครั้งที่มีคนเงยหน้าขึ้นมาแล้วเหลือบไปเห็นสีเหลืองสว่างจ้านอกหน้าต่างก็มักจะอึ้งงันไป
หรงอวี๋พาฮ่องเต้ไปยังห้องโถงหลัก ยกเก้าอี้มาให้ แม้ว่าจะอยู่กับฮ่องเต้ซ่งเหอ แต่หรงอวี๋ก็ยังพูดจาทำตัวตามสบาย แน่นอนว่าต้องเหมาะสมด้วย
ขุนนางตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือสองคน เนื่องจากนั่งหันตัวเบี่ยงข้าง จึงเหมือนหันหลังให้กับประตู พวกเขามีสมาธิกันมากเกินไปจึงไม่ได้สังเกตเห็นคนที่ยกเท้าเดินข้ามธรณีประตูมาแล้ว รอกระทั่งราชครูลุกขึ้นยืนคลี่ยิ้ม พวกเขาถึงได้คืนสติว่าดูเหมือนจะมีแขกมาเยือน เพียงแต่ว่า “แขกผู้มีเกียรติ” ท่านนั้นกับราชครูต่างก็นั่งลงแล้ว
ซ่งเหอยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าหนึ่งที บอกเป็นนัยแก่ขุนนางทั้งสองว่าไม่ต้องลุกขึ้น ยิ้มเอ่ยว่า “พวกท่านคุยธุระกันต่อไปเถอะ ข้าแค่มานั่งเล่นที่นี่เฉยๆ”
พี่น้องตระกูลเหวยที่เดิมทีไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้นแล้ว พอเห็นฮ่องเต้ที่คลี่ยิ้มอารมณ์ดีมานั่งลงด้านข้าง หัวสมองของพวกเขาก็พลันว่างเปล่า อึ้งงันกันไปทันที
ซ่งเหอเองก็มีท่าทางผ่อนคลายเหมือนกับราชครู ยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ถามว่า “เด็กที่มีฉายาว่าเจ้าอ้วนเหวยในตระกูลของพวกท่าน ชื่อว่าเหวยฉงใช่ไหม ได้ยินมาว่าเขาเปิดเหลาสุราอยู่ที่ลำคลองชางผู? เวลาปกติกิจการเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฟังดูเหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป เหวยอีแข็งใจตอบว่า “กราบทูลฝ่าบาท กิจการร้านเหล้าของบุตรชายถือว่าพอใช้ได้” ซ่งเหออืมรับหนึ่งที
เฉินผิงอันพูดเหลวไหลหน้าตาเฉยว่า “ก่อนหน้านี้พวกเขาเจอรองเจ้ากรมเฉาข้างนอก ฝ่ายหลังบอกว่าลองนับนิ้วคำนวณดู ทำนายได้ว่าฝ่าบาทจะมาเยือนจวนราชครู ก็เลยบอกให้พวกเขาดื่มเหล้าปลุกความกล้า”
“เหวยหงหน้าหนาใจกล้า ถามรองเจ้ากรมเฉาว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องระวังหรือไม่ รองเจ้ากรมเฉาบอกว่าไม่เป็นไร แค่ต้องเตือนตัวเองว่าเจอฝ่าบาทแล้ว เวลาพูดอย่ายกขาขึ้นนั่งไขว่ห้างก็พอ”
ซ่งเหอตบเข่าฉาด หัวเราะร่า “นี่ใช่ข้อห้ามเสียเมื่อไหร่ ข้าทำแบบนี้ ราชครูเองก็ทำแบบนี้ พวกท่านก็ทำตัวตามสบายได้เหมือนกัน”
พูดคุยเรื่องเล็กน้อยกับฮ่องเต้และราชครูไปอีกครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่ายังคุยไปถึงตำราสี่ห้าเล่ม พูดถึงสถานการณ์ของงานเทศกาลที่ศาลเจ้าแม่จินติ่ง…
ดังนั้นตอนที่พวกเขาเดินออกมาจากจวนราชครู ในหัวสมองของสองพี่น้องก็เหมือนมีแต่แป้งเปียก เหวยหงไม่เห็นเงาร่างของเจ้าเฉาเกิงซินผู้นั้นแล้วก็ให้รู้สึกผิดหวังยิ่งนัก เวลานี้เขานึกอยากจะดื่มเหล้าสักจอกสองจอก
อ่านเนื้อหาที่เขียนไว้ในสมุดสองเล่มแล้ว ซ่งเหอก็ส่ายหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย “น่าเสียดายนัก”
สถานะที่แตกต่าง ระดับขั้นขุนนางห่างกันหลายชั้นขนาดนั้น ดังนั้นการที่เฉินผิงอันเรียกพวกเขามาเยือนจวนราชครูรอบหนึ่ง เดิมทีก็เป็นการแสดงท่าทีว่าให้การยอมรับอย่างชัดเจนอยู่แล้ว พูดให้ไม่น่าฟังหน่อย หากจวนราชครูอยากจะไต่สวนขุนนางสักคน ลงดาบใส่คนของกรมโยธาหรือกรมพิธีการ ก็แค่เรียกขุนนางหลักมาด่า จะถึงคราวของหลางจง หยวนไหว้หลางอย่างพวกเจ้าได้หรือ?
หยวนไหว้หลางกรมโยธาอย่างเหวยหงยังดีหน่อย ใช้ถ้อยคำที่กระชับได้ใจความ ก็แค่ว่าใจไม่กล้ามากพอ แต่เหวยอีที่เป็นหลางจงกรมพิธีการกลับเขียนด้วยสำนวนประดับถ้อยคำ เต็มไปด้วยคำกล่าวตามมารยาท ถ้าไม่เรียกว่าไร้สาระแล้วจะเรียกว่าอะไร
ซ่งเหอถามอย่างสงสัย “คงไม่ใช่ว่าเหวยอีเป็นขุนนางในกรมพิธีการจนโง่ไปแล้วหรอกนะ? นี่ไม่เหมือนลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์เอาเสียเลย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เป็นการกระทำอย่างจงใจ เหมือนการเลือกหนึ่งจากสอง เขาเลือกที่จะหลีกทางให้เหวยหง เมื่อเป็นเช่นนี้ถึงจะพอมีโอกาสที่จะเลือกทั้งคู่ เขากำลังเดิมพัน หากแพ้ ตระกูลเหวยของตรอกอี้ฉือก็ไม่ถือว่าแพ้ แต่หากชนะก็ชนะทั้งกระดาน”
ซ่งเหอหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง พยักหน้ายิ้มเอ่ย “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นบทความดีที่ฉลาดอย่างมากแล้ว”
เดินออกมาจากจวนราชครู ไปถึงระเบียงพันก้าว เหวยอีพลันเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่ใหญ่ได้เลื่อนชั้นขุนนางแล้ว ท่านจะพูดจาหรือทำอะไรก็สามารถใจกล้าขึ้นอีกหน่อยได้ ส่วนข้าก็จะเป็นขุนนางน้ำใสของข้าต่อไป หลางจงของกรมแห่งหนึ่งก็ไม่ใช่ขุนนางตำแหน่งเล็กอะไรแล้ว ข้ารู้ความสามารถของตัวเองดี นิสัยนุ่มนิ่มตัดสินใจไม่เด็ดขาด ยากจะเป็นมือหนึ่งของที่ว่าการแห่งใดได้ ไม่มีความกล้าหาญนั้นเลย แต่ไหนแต่ไรมาก็เชี่ยวชาญการเขียนบทความ แต่ไม่ถนัดการจัดการกิจธุระ บางทีอาจจะพอมองเห็นอะไรได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะทำออกมาได้ไม่ดี แต่ท่านไม่เหมือนกัน ท่านยังมีโอกาส”
เหวยหงอึ้งตะลึง “หมายความว่าอย่างไร?”
เหวยอีกุมมือคารวะ ยิ้มเอ่ย “ขออวยพรท่านล่วงหน้าแล้ว”
สำนักกระบี่หลงเฉวียน ยอดเขาโหยวอี๋ที่ตั้งสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน
เซียนกระบี่ใหญ่หลิวนั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าผา ปากคาบหญ้าหวาน เห็นกู้ช่านใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็เอ่ยสัพยอกว่า “ใครเพิ่งจะได้เป็นเจ้าบ่าว? เจ้าจะร้อนใจไปไย?”
กู้ช่านเอ่ย “ความเคลื่อนไหวที่แท่นพักมังกรเมื่อคืนวาน เจ้าไม่รู้สึกผิดปกติบ้างเลยหรือ?”
หลิวเสี้ยนหยางเอาฝ่ามือสองข้างยันไว้บนหัวเข่า ยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อเฉินผิงอันไปเข้าร่วมการประชุมเช้าแล้ว เจ้าจะยังกังวลอะไรอีก ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรกังวลคือพรุ่งนี้จะช่วยขวางจอกสุราให้ข้าในงานเลี้ยงอย่างไร”
ไม่พูดถึงลูกศิษย์ทั้งหลายที่ยังไม่ได้รับการบันทึกชื่อชั่วคราว สำนักกระบี่หลงเฉวียนของพวกเขา เจ้าสำนักคนก่อนคือหร่วนฉง เจ้าสำนักคนปัจจุบันคือหลิวเสี้ยนหยาง บวกกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักสามคนอย่างต่งกู่ สวีเสี่ยวเฉียว เซี่ยหลิง ก็ถือเป็นสำนักใหญ่ที่มากคนมากกำลังแล้วจริงๆ
กู้ช่านด่า “เจ้ามันคนใจดำ”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะหึหึ “รอให้ข้าแต่งภรรยาเข้าบ้าน พวกเจ้าก็จะรู้เองว่าอะไรคือคำว่ามีเมียแล้วลืมพี่น้อง”
กู้ช่านหัวเราะร่วน “รอดูไปเถอะ ดูสิว่าข้าจะชวนเขาไปก่อกวนห้องหออย่างไร”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ก็แค่แอบฟังอยู่ข้างกำแพงไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ธรรมเนียมอันหยาบช้าเสียหน่อย”
กู้ช่านถาม “จะครึกครื้นไม่พอหรือไม่?”
หลิวเสี้ยนหยาง “ยังไม่ครึกครื้นอีกหรือ? ช่างหร่วนเรียกเพื่อนเก่าจากภูเขาเจินอู่ที่เป็นคนบ้านเดิมของเขามาร่วมงานด้วย วางท่าชัดเจนว่าจะช่วยหนุนหลังให้กับภรรยาที่ยังไม่แต่งเข้าเรือนของข้า ข้าเองก็เรียกสหายที่เป็นช่างในเตาเผามังกรซึ่งในอดีตมีความสัมพันธ์ไม่เลวมากลุ่มหนึ่ง ให้พวกเขาพาลูกเมียมาด้วย พรุ่งนี้ต่งกู่กับเซี่ยหลิงรับหน้าที่คอยรับคอยส่ง”
กู้ช่านถาม “ไม่จัดที่เมืองเล็กอีกรอบหรือ? ใช้เงินไม่เท่าไรหรอก”
หลิวเสี้ยนหยางส่ายหน้า “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น จัดพร้อมกันที่ยอดเขาโหยวอี๋นี่แหละ”
เซอเยว่ เจ้าสาวที่ข้อมูลในฝ่ายครัวเรือนของที่ว่าการอำเภอไหวหวงต้าหลีระบุไว้อย่างชัดเจนว่าชื่อ “อวี๋เชี่ยนเยว่” ตอนนี้ไปพักอยู่ที่ยอดเขาหลักชั่วคราว พรุ่งนี้นางจะต้องนั่งเกี้ยวมาที่ยอดเขาโหยวอื่ สวีเสี่ยวเฉียว และยังมี “สาวใช้” ของกู้ช่านอย่างจื่ออู่เมิ่งที่มีฉายาว่าชุนเชียว ตอนนี้พวกนางก็อยู่กับเจ้าสาวอวี๋เชี่ยนเยว่
อันที่จริงพวกนางไม่รู้เลยว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ควรจะมีพิธีการอะไรบ้าง ล้วนฟังมาจากคนอื่นทั้งนั้น ปัญหาคือพวกนางไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วพวกช่างหร่วน ต่งกู่จะเข้าใจหรือ? สวีเสี่ยวเฉียวจึงไปขอความรู้จากเทพภูเขาและเทพเจ้าแห่งผืนดินที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียง ส่วนจื่ออู่เพิ่งกลับไปหาเบาะแสจากในนิยายรักระหว่างบัณฑิตหนุ่มกับหญิงงาม เอาเป็นว่ายุ่งวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ แต่กลับไร้ระเบียบแบบแผน มักจะรู้สึกว่าขาดความหมายบางอย่างอยู่เสมอ
ยังดีที่เซอเยว่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ สตรีออกเรือนนี่นะ แค่มีเจ้าบ่าวก็พอแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่นางยังมีเพื่อนเจ้าสาวอีกสองคน
กู้ช่านเอ่ย “หนิงเหยามาถึงแล้ว”
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพอขยับเข้าใกล้อาณาเขตของสำนักกระบี่หลงเฉวียนก็ชะลอความเร็วลง เหมือนเป็นการทักทายอย่างหนึ่ง ก่อนจะพลันพุ่งเข้ามาในอาณาเขตของภูเขาบรรพบุรุษ หนิงเหยาหาตัวเซอเยว่พบแล้ว เห็นเพียงว่าในห้องของนางวางสินเดิมสารพัดอย่างที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าแพรต่วนสีแดงมองดูแล้วเป็นมงคลเต็มห้อง
ตรงโต๊ะแต่งหน้า จื่ออู่เมิ่งกำลังฝึกปรือฝีมือบนหน้าของเซอเยว่ วาดขนคิ้ว ประดับบุปผา บนมวยผมยังมีปิ่นมุกสารพัดรูปแบบ ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อน ทำเอาหนิงเหยาที่มองดูอยู่นวดหว่างคิ้ว ฉูดฉาดเกินไปแล้ว
แต่เซอเยว่กลับถามว่าสีตรงแก้มของตนจืดไปหน่อยหรือไม่ พอนางเปิดปากพูดอย่างนี้ บนใบหน้าก็มีผงแป้งร่วงเผลาะๆ ลงมา… สวีเสี่ยวเฉียวกลั้นขำ นางไม่มีสำนึกของมิตรผู้กล้าท้วงติงเลยแม้แต่น้อย เซอเยว่เวลานี้น่ามองมาก เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นมงคลน่าชื่นชอบ
หนิงเหยามาถึงได้ไม่นานก็มีซานจวินหญิงท่านหนึ่ง ไหวลู่แห่งภูเขาหลวนซานได้รับคำสั่งให้มาที่นี่ นางต้องมาแต่งหน้าประทินโฉมให้กับเจ้าสาวด้วยตัวเอง ว่ากันว่ายังต้องถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเพื่อนเจ้าสาวสองคนด้วย ไม่ใช่คำสั่งจากจวนเสินจวิน แล้วก็ไม่ใช่คำสั่งจากจวนราชครู แต่เป็นเจ้าภูเขาแห่งภูเขาลั่วพั่วที่ขอร้องด้วยตัวเอง ไหวลู่ย่อมยินดี ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เดินทางมาที่สำนักกระบี่หลงเฉวียนทันที ได้สัมผัสกับกลิ่นอายมงคล แล้วก็ได้ผูกบุญสัมพันธ์กับสามีภรรยาคู่นี้ ไยจะไม่ยินดีเล่า?
ไหวลู่ถูกสวีเสี่ยวเฉียวพาเข้ามาในห้อง เดินข้ามธรณีประตูเข้ามาก็เห็นเจ้าสาวที่กำลังนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตรตระการตา กำลังบอกให้เพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่งหาโน่นหานี่ นางยังบ่นเพื่อนเจ้าสาวไปหลายคำ บอกว่าแม่นางหนิงเจ้าช่วยใส่ใจหน่อยได้ไหม ซุ่มซ่ามไม่เรียบร้อย เมื่อครู่นี้ขนาดขนมมงคลยังห่อได้ไม่ดี อีกเดี๋ยวก็ถึงงานเจ้าแล้ว… รอกระทั่งเพื่อนเจ้าสาวหันตัวมา ไหวลู่ถึงได้ค้นพบว่าคนที่ใบหน้าแดงก่ำสายตาฉายแววเขินอายระคนโกรธเคืองผู้นั้นก็คือ….หนิงเหยา
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง มาถึงซุ้มประตูของภูเขาบรรพบุรุษสำนักกระบี่หลงเฉวียนแล้วก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋าเงียบๆ โดยที่ไม่เอ่ยอะไร ในใจทั้งเคารพทั้งเลื่อมใส การแต่งงานคือเรื่องใหญ่อันดับหนึ่ง ชีวิตนี้จะมีได้สักกี่ครั้ง จะขาดพิธีการยิบย่อยไปไม่ได้ ไม่เป็นไร ในเมื่อผินเต้ามาถึงแล้วก็จะต้องจัดการให้พวกเจ้าอย่างเหมาะสมครึกครื้นอย่างแน่นอน
เพียงไม่นานก็มีพ่อครัวเฒ่าคนหนึ่งพกพาเอาข้าวของทะยานลมมาถึงที่ตีนเขา มาเจอกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยตามเวลานัดหมาย เวลาปกติเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยพิถีพิถันในเรื่องมารยาทที่สุด เวลานี้กลับวางมาดอย่างยิ่ง ถามอย่างรีบร้อนว่าของบางอย่างได้เตรียมมาพร้อมหรือไม่ บรรดาอาหารจานหลักในงานเลี้ยงจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลยนะ
หร่วนฉงลงจากภูเขามาต้อนรับด้วยตัวเองอย่างที่หาได้ยาก เอ่ยขอบคุณพวกเขาแล้วพาพวกเขาเดินขึ้นเขาไปด้วยกันช้าๆ ฟังนักพรตเฒ่าพูดบ่นไม่หยุดและฟังจูเหลี่ยนรับคำอย่างคุ้นเคยกันไปตลอดทาง อยู่กับผู้เชี่ยวชาญก็ทำให้หร่วนฉงหาจังหวะพูดแทรกไม่ได้เลย หร่วนฉงที่ยิ่งวางใจสีหน้าค่อยๆ อ่อนโยนลง เริ่มมีรอยยิ้มได้บ้างแล้ว
จวนราชครู
ฮ่องเต้ซ่งเหอกับเฉินผิงอันเดินมายังใต้ร่มต้นสนของลานเรือนชั้นที่สองด้วยกัน มีเลขานุการที่ยังเล่นหมากไม่จบกระดาน ซ่งเหอก้มหน้ามองสถานการณ์บนกระดานหมากครู่หนึ่ง
จากการประมาณการของจวนราชครู หลังจากที่มีการประเมินขุนนางทั้งในทางลับและทางแจ้งผ่านไปสามครั้งแล้วก็ควรจะเป็นการแต่งตั้งในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำใหม่ทั้งหมด หลังจากนั้นก็คือการตักเตือนอย่างเป็นนัยต่อกองกำลังบนภูเขา ต่อจากนี้สกุลซ่งต้าหลีก็จะสามารถย้ายสายตาไปยังทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ได้แล้ว… รอกระทั่งขั้นตอนเหล่านี้ทำไปตามลำดับจนเสร็จสิ้น สอดคล้องกับการคาดการณ์ของพวกเขาสองคน ก็ควรจะย้ายความสนใจไปไว้ที่สนามรบของเปลี่ยวร้างได้แล้ว ช่วงชิงอันดับหนึ่งของราชวงศ์ในไพศาลมาจากสกุลเฉาต้าตวน หรือแม้กระทั่งจากราชสำนักเฉิงกวาน
ซ่งเหอหลุดหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ “เรื่องที่สกุลอินต้าโซ่วซึ่งอยู่ในอันดับที่สี่จะส่งบรรณาการมาให้ทุกๆ สามปี ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจเรื่องสถานะแคว้นเหนือหัวกับแคว้นอาณัติกันได้ภายในวันเดียว ใครเล่าจะจินตนาการได้?”
เขายื่นมือไปกดไว้ตรงขอบโต๊ะหินที่แกะสลักเป็นกระดานหมาก ตบลงไปเบาๆ เอ่ยด้วยอารมณ์ที่ฮึกเหิมว่า “ซ่งเหอก็ถือว่าไม่ผิดต่อบรรพบุรุษสกุลซ่งแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็ถือว่าเก็บตกของดีมาได้ ออกจากบ้านมาเก็บเงิน ก็คือเรื่องที่ข้ามักจะทำเป็นประจำตอนเด็ก”
ซ่งเหอถามอย่างประหลาดใจ “เก็บเงินเหรียญทองแดงได้จริงหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “บางครั้งก็ได้”
ลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชยผ่านภูเขาเขียว พัดให้เมฆขาวส่ายไหวเป็นระลอก ก็ต้องเคยเดินผ่านนครที่เจริญรุ่งเรืองและชนบทที่เงียบสงบ ผ่านพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีกลิ่นอายเซียนล่องลอย พัดให้ความฝันของเด็กหนุ่มจำนวนนับไม่ถ้วนได้ลุกโชน