Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 12.1 ทำให้ดูเก่า

  1. Home
  2. กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!
  3. บทพิเศษ ตอนที่ 12.1 ทำให้ดูเก่า
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

คุกที่ถูกราชสำนักต้าหลีใช้ขังเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างโดยเฉพาะแห่งนี้ คือพื้นที่ลับแห่งภูเขาสายน้ำที่ไม่มีกลิ่นอายสกปรกเจือปนเลยแม้แต่น้อย

เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนคนที่อยู่ในภาพวาด

อิ่นกวานหนุ่มกับคนเย็บผ้าที่ฝีมือโหดเหี้ยมอำมหิตผู้นี้ก็ยิ่งเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ นำพาสาวใช้มาเที่ยวเล่นภูเขาสายน้ำอยู่ที่นี่

เหนี่ยนซินอธิบายว่า “คุกแบ่งออกเป็นสามระดับ ข้ากับเยี่ยนเจี่ยวหร่านรับหน้าที่ไต่สวน แบ่งงานกันไปทำ”

“เขารับหน้าที่รวบรวมบันทึกลับเกี่ยวกับพื้นที่ภูมิศาสตร์และพรรคต่างๆ ของเปลี่ยวร้าง ข้ารับผิดชอบจัดระเบียบเรียบเรียงมรรคกถาและจดลงบันทึก”

“เยี่ยนเจี่ยวหร่านคือคนเก่าแก่ของที่นี่แล้ว ว่ากันว่าก็เป็นสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวของพวกเขาที่ควักกระเป๋าเงินสร้างพื้นที่ลับแห่งนี้ขึ้นมา”

เฉินผิงอันพยักหน้า เยี่ยนเจี่ยวหร่านที่มาจากสกุลเยี่ยนจื่อจ้าว แต่กลับไม่มีสถานะอยู่ในวงการขุนนางอย่างชัดเจนคือคนสนิทของศิษย์พี่ใหญ่

หันโจ้วจีนอาจารย์ค่ายกลของสายแผนภูมิดินต้าหลีก็เป็นเยี่ยนเจี่ยวหร่านที่พาออกจากพื้นที่มงคลชิงถ่านของสำนักโองการเทพมายังต้าหลี

ในความเป็นจริงแล้วผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินทุกคนก็คือยันต์คุ้มกันกายแผ่นหนึ่งให้กับตระกูลและจวนเซียนเก่าของพวกเขา คือป้ายอักษรทองละเว้นโทษตายแผ่นหนึ่งที่หากใช้หมดก็จะไม่มีอีกแล้ว

อย่างเช่นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของลูกหลานสกุลอวี๋หม่าเฝิ่นในจวนราชครูนั่น การที่เฉินผิงอันและจ้าวเหยาไม่ได้ฆ่าพวกเขาทุกคนจนสิ้นซากป่าวประกาศลงไปในรายงานข่าว แต่มอบโอกาสลดแรงปะทะให้สกุลอวี๋ทั้งรุ่นอย่างพวกเขาก็ถอยออกไปจากราชสำนัก

ไม่ใช่เพราะสกุลอวี๋หม่าเฝิ่นมีฮองเฮาอวี๋เหมี่ยน แต่เพียงแค่เพราะนี่คือกฎไม่เป็นลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่งที่ชุยฉานตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มสร้างแผนภูมิดินต้าหลี

เหนี่ยนซินเอ่ย “ทุกครั้งที่เยี่ยนเจี่ยวหร่านมาที่นี่จะต้องพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่เขาตั้งใจอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีสองคนมาด้วย”

“ชายหญิงคู่นั้นล้วนเป็นโอสถทองรุ่นเยาว์ มาฝึกประสบการณ์อยู่ที่นี่หลายปีแล้ว ไม่ถือว่าเป็นมือใหม่ไร้เดียงสาอะไร เพราะจิตใจอำมหิตมากพอ น่าเสียดายที่วิธีการยังขาดความหมายบางอย่างอยู่บ้าง”

“ในคุกมีเส้นทางสองเส้น เส้นหนึ่งเชื่อมโยงไปถึงจวนราชครูของเจ้า และยังมีอีกเส้นหนึ่งที่เชื่อมโยงไปยังยอดเขารองของมหาบรรพตบูรพา ล้วนมีคนคอยเฝ้าอยู่โดยเฉพาะ คนที่รับผิดชอบชั้นกลางของคุกมีแค่ผู้เฒ่าที่ชื่อว่าซูคานคนเดียว บางครั้งเขาก็จะมาร่วมวงความครึกครื้นที่นี่บ้าง”

เฉินผิงอันเอ่ย “ซูคานคือชื่อปลอม เขาเคยมีหน้าที่ดูแลกองพิฆาตเรือนอวี้ซูของสรวงสวรรค์บรรพกาล”

เหนี่ยนซินกระจ่างแจ้ง มิน่าเล่าต้าหลีถึงได้วางใจให้ซูคานเฝ้าด่านอยู่คนเดียว

เฉินผิงอันถาม “ในประวัติศาสตร์มีเรื่องของการแหกคุกเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?”

เหนี่ยนซินพยักหน้า “มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นซูคานที่ขัดขวางเอาไว้ได้ ดังนั้นความวุ่นวายครั้งนั้นจึงไม่ได้แผ่ลามไปกระทบถึงยอดเขารองของมหาบรรพตบูรพา”

“ตอนนั้นตัวการหลักที่วางแผนทำเรื่องนี้อย่างลับๆ เป็นขอบเขตเซียนเหริน และยังมีเผ่าปีศาจร้อยสองร้อยตนที่แหกคุกไปพร้อมกับเขา ล้วนถูกเยี่ยนเจี่ยวหร่านจัดการหมดแล้ว”

“ภายหลังเยี่ยนเจี่ยวหร่านร่วมมือกับซูคานและซานจวินของขุนเขาตะวันออก ช่วยกันตรวจสอบและสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ไม่มีเผ่าปีศาจตนใดหลุดรอดไปได้”

เฉินผิงอันเอ่ย “ตัดสินคดีเช่นนี้ ศิษย์พี่ของข้ายอมรับหรือ?”

เหนี่ยนซินส่ายหน้า “ข้ามาอยู่ที่นี่ช้ากว่า แค่เคยได้ยินเรื่องเล่าเท่านั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องวงในมากนัก”

เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง “เดี๋ยวเจ้าบอกให้เยี่ยนเจี่ยวหร่านคัดลอกเอกสารคดีฉบับหนึ่งส่งไปให้ที่จวนราชครูด้วย”

ที่นี่คือหอสูงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ ปูพื้นด้วยหยกสีเขียว เหมือนน้ำทะเลสาบที่พื้นผิวน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง แกะสลักเส้นสีทองไว้นับไม่ถ้วน

พื้นที่ตรงกลางมีป้ายหินแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ เห็นได้ชัดว่าเลียนแบบวิธีสยบกำราบของอาจารย์ซานซานจิ่วโหว

ป้ายแผ่นนั้นแกะสลักตัวอักษรรวมแล้วพันกว่าคำ ดูเหมือนว่าจะถูกช่างใช้วิธีการฝังทองเติมตัวอักษรที่ขาดหายไปเป็นช่วงๆ แปดร้อยกว่าตัว

และกรงขังที่กักขังเผ่าปีศาจทั้งหลายเอาไว้ก็ตั้งอยู่ริมขอบวงนอกสุดของหอสูง มองดูเหมือนไม่มีการร่ายตราผนึกใดๆ แต่กลับไม่มีเผ่าปีศาจตนใดที่สามารถข้ามผ่านบ่อสายฟ้าที่มองไม่เห็นไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

พวกมันบ้างก็เผยกายด้วยร่างมนุษย์ บ้างก็เผยร่างจริงที่ใหญ่โตโอฬาร ใช้เวทคาถาวิชาอภินิหารจำแลงออกมาเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมมายาสารพัดรูปแบบ ฝึกตนอย่างยากลำบากและทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเห็นแสงตะวันอีกเมื่อไหร่

การมาเยือนของอิ่นกวานหนุ่มในปีนี้คือเรื่องที่แปลกใหม่จริงๆ ดังนั้นเพียงไม่นานบรรยากาศก็คึกคักวุ่นวาย

ช่วยไม่ได้ พวกมันมายังไพศาล ปีนั้นก็จำเป็นต้องผ่าน “ประตูใหญ่” ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ขาดออกเป็นสองท่อน

และอิ่นกวานชุดแดงที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน จะเป็นผีก็ไม่ใช่ผีผู้นั้นก็ช่างสะดุดตาเหลือเกิน เลิกเปลือกตาขึ้นก็มองเห็นแล้ว

มิน่าเล่าในพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้างหลังสงคราม พรรคขนาดเล็กและขนาดกลางบางส่วน บางทีอาจจะไม่ได้รู้จักปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชาทั้งหมด แต่ขอแค่พูดถึงอิ่นกวานคนสุดท้ายที่ “ต้อนรับขับสู้อยู่กับเปลี่ยวร้าง” ผู้นั้น ไม่ว่าใครก็พากันพูดถึงเขา ไปๆ มาๆ ชื่อเสียงจึงขจรขจายไปไกล

เพียงไม่นานก็มีผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งที่ปักปิ่นหยก สวมชุดคลุมอาคมตัวหลวมโพรกตื่นขึ้นบนเตียงนอน

นางใช้สองมือยันขอบเตียง ใช้ปลายเท้าเขี่ยรองเท้าปักลายข้างหนึ่งมาแกว่งเบาๆ

สีหน้าของนางสดใสมีชีวิตชีวา จ้องเขม็งไปยังสุนัขเฝ้าบ้านที่ในที่สุดสารรูปก็เหมือนคนเสียทีผู้นั้น เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนเป็นภาษาราชการของต้าหลีที่สำเนียงถูกต้อง

“โอ้ นี่ไม่ใช่ใต้เท้าอิ่นกวานหรอกหรือ คิดอย่างไรถึงมาเดินเล่นที่นี่ได้ล่ะ แขกที่หาได้ยากเลยนะ”

“เป็นเพราะเผ่าปีศาจยกทัพโจมตีไพศาล อิ่นกวานก็เลยต้องรีบมาฆ่าคนปิดปากที่นี่? หรือเพราะโจวมี่ทำสำเร็จแล้ว โลกมนุษย์ทั้งแห่งล้วนกลายเป็นของเผ่าปีศาจอย่างพวกเราแล้วล่ะ?”

เผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างมีดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือยอมรับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด

สำหรับเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างแล้ว ป๋ายเจ๋อถือเป็นคนทรยศที่ทำผิดร้ายแรงขนาดไหน?

รอกระทั่งป๋ายเจ๋อหวนกลับมายังเปลี่ยวร้าง ต่อให้จะเป็นปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลที่พยศยากกำราบอย่างพวกกวนอี่ เมื่อพวกมันได้เจอกับป๋ายเจ๋อจริงๆ ก็ยังไม่ต้องเรียกอีกฝ่ายด้วยความเคารพว่านายท่านป๋ายเจ๋อแต่โดยดีหรอกหรือ?

ก่อนหน้านี้ระหว่างที่เฉินชิงหลิวปล่อยกระบี่คุมเชิงกับป๋ายเจ๋อ เจิ้งจวีจงให้คำประเมินต่อป๋ายเจ๋อต่ำมาก ทว่านับตั้งแต่ที่เจิ้งจวีจงฝึกตนประสบความสำเร็จมา เขาเคยด่าคนมาสักกี่คนกัน

คนเย็บผ้าอย่างเหนี่ยนซินมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนปลาได้น้ำ

ในอดีตอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ หลบอยู่ในคุกของเฒ่าหูหนวก วนเวียนไปมา มาอยู่กับราชสำนักต้าหลี แต่สุดท้ายก็ยังต้องคบค้าสมาคมกับเผ่าปีศาจอยู่ดี ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน

กลับกลายเป็นว่าช่วงเวลาที่เป็นผู้ช่วยอันดับสองของสายสิงกวานในนครบินทะยานที่นางรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก มีกฎระเบียบเยอะเกินไป เหมือนถูกมัดมือมัดเท้า นางชอบสถานที่แบบนี้มากกว่า

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เปลี่ยวร้างของพวกเจ้ามีราชาบนบัลลังก์กลุ่มใหม่แล้ว คนหน้าเก่าเหลืออยู่ไม่มาก ดูเหมือนว่าจะมีแค่จูเยี่ยนกับเฟยเฟยเท่านั้น และเฟยเฟยก็เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว”

นางกระตุกคอเสื้อ ทอดมองมาด้วยนัยน์ตาหวานยั่วยวน “ช่างเถอะๆ จะไปสนใจเรื่องที่อยู่ห่างไกลสุดขอบฟ้าพวกนั้นทำไม อิ่นกวาน ต้องการให้บ่าวปรนนิบัติในยามค่ำคืนหรือไม่?”

เห็นอิ่นกวานหนุ่มไม่ตอบ นางก็ผงกปลายคางไปยังเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งขวามือ

“บ่าวสามารถเรียกพี่หญิงอวี้ซูให้ไปด้วยกันได้นะ นางคือโฉมสะคราญที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของเปลี่ยวร้างพวกเราเลยล่ะ อย่าเห็นว่าตอนนี้ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เลือดเนื้อเปรอะโชก มองแล้วน่าสยดสยอง”

“หากเป็นเมื่อก่อนต่อให้ข้าเห็นนางก็ยังอยากได้รูปร่างของนางเลยนะ แล้วก็เพราะนางโง่ ปีนั้นไม่ยอมเป็นเมียน้อยหวงหลวนราชาบนบัลลังก์ ภายหลังยังปฏิเสธคำเชิญของเฟยเฟยอีก หาไม่แล้วไหนเลยจะต้องตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้”

“ป่านนี้คงได้กลับไปวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่ที่เปลี่ยวร้างแล้ว ใต้เท้าอิ่นกวานต่อให้ท่านไม่ชอบใกล้ชิดสตรีมากแค่ไหนก็เชื่อบ่าวสักครั้งเถอะ มอบยาวิเศษให้นางขวดสองขวด รอให้นางกลับคืนสู่รูปโฉมที่แท้จริงแล้ว ท่านต้องจิตใจหวั่นไหว ละสายตาไปไหนไม่ได้อย่างแน่นอน”

“ถึงเวลานั้นค่อยให้บ่าวสร้างกระโจมรักขึ้นมากับมือตัวเอง พวกเราสามคนร่วมเสพสังวาสดุจก้อนเมฆเคล้าสายฝน สัมผัสความสุขดั่งปลาได้น้ำ ไยจะไม่สุขอุราเล่า?”

ผู้ฝึกตนหญิงที่มีฉายาการฝึกตนว่า “อวี้ซู” นั่งขัดสมาธิ สองแก้มเว้าตอบ เรือนกายผ่ายผอม ไม่รู้ว่าทำไมทั่วร่างถึงมีแต่เลือด บนแขนและบนขายังมีรูอีกมากมาย

นางแค่ปรายตามองบุรุษชุดเขียวที่ก้าวเดินเนิบช้า สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อเหน็บตำราเล่มหนึ่งไว้ใต้รักแร้ด้วยสายตาเย็นชาเท่านั้น

เหนี่ยนซินอธิบายถึงตัวตนและประวัติของผู้ฝึกตนหญิงเผ่าปีศาจสองคนนี้ให้เฉินผิงอันฟังคร่าวๆ

คนที่มีฉายาว่าอวี้ซู ใช้นามแฝงว่าเกาจู นางกระดูกแข็งมาก ทุกครั้งที่ถูกลงทัณฑ์จะไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียว ราวกับว่ามีความดึงดันบางอย่างที่ช่วยประคับประคองให้นางมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

ส่วนคนที่เป็นสตรีโตเต็มวัยเย้ายวนเหมือนนางปีศาจจิ้งจอกผู้นั้นมีชื่อว่าฟู่เสียน ไม่มีฉายา คือผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่ง กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตถูกทำลายบนสนามรบ ทุกครั้งเหนี่ยนซินยังไม่ทันได้ลงมือ แค่ขยับเข้าใกล้ นางก็จะร้องไห้ดุจดอกสาลี่พรั่งพรมพิรุณ สะอึกสะอื้นเสียงอ่อนเสียงหวาน

เผ่าปีศาจที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นขอบเขตหยกดิบกับผู้ฝึกตนเซียนดิน ยังมีผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่เรือนกายแข็งแกร่งอยู่อีกบางส่วน คนหนึ่งเป็นขอบเขตยอดเขา สองคนเป็นขอบเขตเดินทางไกล

เพียงแต่ว่าได้รับความทรมานอย่างเต็มกลืนอยู่ที่นี่มาหลายปี รากฐานวิถีวรยุทธจึงถูกทำลายไปนานแล้ว แล้วก็เพราะเนื้อหนังมังสาของพวกเขาแข็งแกร่งมากพอขอบเขตถึงได้ไม่ถดถอย

บางคนก็เชี่ยวชาญการจัดวางกำลังทัพบนสนามรบ ต่างก็เคยเป็นแม่ทัพที่ได้รับความสำคัญของกระโจมต่างๆ

แล้วก็มีสัตว์เดรัจฉานบางตัวที่พลังพิฆาตไม่อ่อนด้อย เคยทำตัวกำเริบเสิบสานอยู่ในใบถงทวีป มีลูกเล่นสารพัดรูปแบบ ฆ่าคนเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวเท่านั้น

และยังมีผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่อายุน้อยอยู่อีกส่วนหนึ่งที่ปีนั้นบ้างก็ไม่ทันหนีออกไปจากแจกันสมบัติทวีป บ้างก็ถูกจับบนสนามรบของเมืองหลวงสำรอง จึงต้องมีจุดจบที่ต้องทนรับความทุกข์ทรมานหลากหลายรูปแบบอยู่ที่นี่

เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “โจวมี่ตายแล้ว พวกเจ้าจะไม่เชื่อก็ได้”

คำพูดนี้ของอิ่นกวานหนุ่มดังออกมา ในคุกก็เงียบสงัดทันที ไม่เหลือเสียงเอะอะจอแจอีกแล้ว

อวี้ซูที่ผอมราวกับท่อนฟืนหัวเราะหยัน “เฉินผิงอัน ต่อให้เจ้าตายไปแล้ว และเวลานี้ก็คือผีที่จงใจอาศัยปราณหยางมาปิดบังรากฐานของตัวเอง มหาสมุทรความรู้โจวมี่ก็ไม่มีทางตาย”

ดวงตาเหนี่ยนซินฉายประกายร้อนแรงในทันใด สตรีผู้นี้ถึงกับยังมีอารมณ์พูดจาท้าทายอีกหรือ ต้องโทษตน เป็นตนที่ปรนนิบัติอีกฝ่ายได้ไม่รอบคอบพอ

เฉินผิงอันเปิดตำราที่เหน็บอยู่ใต้รักแร้ เอานิ้วแตะน้ำลาย เปิดหน้าตำราอย่างว่องไวดั่งการหาม้าตามลายแทง สายตาสอดส่ายไปตามบันทึกลับของเผ่าปีศาจบางส่วน

โยนสมุดใส่ไว้ในชายแขนเสื้อง่ายๆ เฉินผิงอันกระตุกมุมปาก “เหนี่ยนซิน ปล่อยพวกมันออกมา ทั้งหมด จากนั้นเจ้าก็ไปอยู่ตรงป้ายศิลา รอดูเรื่องสนุกได้เลย”

เหนี่ยนซินก็คร้านจะถามอะไร พุ่งร่างไปอยู่ข้างตะพาบแบกศิลาขนาดใหญ่ยักษ์

นางควักป้ายหยกออกมาสองแผ่น แต่ละแผ่นฝังกระดองเต่าที่เว้ายุบลงไปเล็กน้อยอยู่สองจุด

พริบตาเดียวก็มีไอหมอกสีขาวแผ่อบอวลปกคลุมป้ายหินเอาไว้ เส้นสีทองบนพื้นหยกเขียวก็หม่นแสงลงตามไปด้วย ตราผนึกอันเข้มงวดหลายชั้นที่ใช้สยบกำราบเผ่าปีศาจก็สลายหายไป ด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเข้มข้นและกลิ่นสาบฉาวฉุนสารพัดกลิ่นกระจายออกมาพร้อมกัน

พวกมันไม่ได้โง่เสียหน่อย ที่นี่คือสถานที่อะไร แค่โต้คารมลับฝีปากกับหมาเฝ้าบ้านของเปลี่ยวร้างพวกเราอย่างอิ่นกวานผู้นี้สองสามประโยคก็ถือว่าได้กำไรแล้ว

แต่ก็ยังมีคนที่ไม่กลัวตาย เดินออกมาจากคุกที่มองไม่เห็นซึ่งไม่มีพันธนาการอีกต่อไปเดินมาข้างหน้าอย่างหยั่งเชิง เลือกที่จะปะทะซึ่งๆ หน้ากับอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ผู้นี้

เหนี่ยนซินประหลาดใจอยู่บ้าง ถึงกับไม่ใช่คนกระดูกแข็งที่มีฉายาว่าอวี้ซู แต่เป็นฟู่เสียนหญิงสาส่อนที่ทนรับการทรมานเค้นสอบถามไม่ได้ที่สุดผู้นั้น

ใบหน้าของนางประดับยิ้มน้อยๆ พึมพำเสียงเบา “ไม่รู้ว่าที่บ้านเกิดจัดงานพิธีฉลองอายุหมื่นปีของอาจารย์ได้ครึกครื้นหรือไม่ ยังจะสามารถจ่ายเงินน้อยที่สุดซื้อเหล้าเซียนของสำนักจิ่วเฉวียนมาได้หรือไม่…”

มีเพียงกองทัพฝีมือดีกองเดียวของเปลี่ยวร้างที่สามารถอ้อมผ่านการตรวจตราป้องกันอย่างเข้มงวดของชายแดนต้าหลี บุกขึ้นฝั่งจากทางแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแจกันสมบัติทวีปมาได้ พยายามที่จะลอดทะลวงไปยังพื้นที่ใจกลาง ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงต้าหลี บั่นคอฮ่องเต้ซ่งเหออย่างรวดเร็ว

นี่คือการพาตัวไปตายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือพ่ายแพ้ พวกมันก็ยากที่จะหนีเอาชีวิตรอดกลับไปได้

กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นของฟู่เสียนก็ได้ถูกป๋ายฉางผู้ฝึกกระบี่แห่งอุตรกุรุทวีปหักกับมือของตัวเอง

และยังมีผู้ฝึกยุทธเผ่าปีศาจรูปโฉมเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง คือขอบเขตยอดเขา เขาก้าวยาวๆ ออกมาข้างหน้า เดินเข้าหาคนชุดเขียว แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า

“เฉินผิงอัน ข้าจะถามหมัดกับเจ้า หากแพ้ก็ถือว่าตายอย่างสมควรแล้ว ถึงอย่างไรก็ดีกว่าถูกหญิงบ้าไม่รู้ชื่อผู้นี้ทรมานให้อยู่ไม่สู้ตาย”

“อิ่นกวานชาติสุนัขแซ่เฉิน เจ้าจำไว้ว่าข้าชื่อมู่หรงซู่จือ ต่อให้เทียบกับไพศาลของพวกเจ้าก็ถือเป็นคนจากตระกูลชั้นสูงอันดับต้นๆ ที่มีน้อยจนนับนิ้วได้”

เหนี่ยนซินยิ้มตาหยี “ขอบคุณที่ชม”

บทพิเศษ ตอนที่ 12.2 ทำให้ดูเก่า
เฉินผิงอันม้วนชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าคนนี้ขี้หลงขี้ลืม ต่อให้ปรมาจารย์มู่หรงบอกชื่อแซ่มาแล้วก็ไม่แน่ว่าจะจำได้สักกี่วัน”

มู่หรงซู่จือ สำคัญที่นามสกุลของอีกฝ่าย

ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง หากเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอักษรจงหรือตระกูลชนชั้นสูงแห่งใดที่ได้ครอบครอง “แซ่สกุล” ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งเป็นเรื่องที่หรูหราฟุ่มเฟือยแล้วก็เป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่ง

แซ่สกุลในเปลี่ยวร้างล้ำค่ายิ่งกว่าฉายาการฝึกตนที่ตั้งได้อย่างง่ายดายมากนัก และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ฝึกกระบี่ในกระโจมเจี่ยเซินถึงได้ให้ความสำคัญกับการที่จะได้ประทานแซ่จากภูเขาตัวเยว่หรือไม่ก็โจวมี่มากขนาดนั้น

เหนี่ยนซินค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าเฉินผิงอันที่ยังไม่ปล่อยหมัดออกไป ถึงกับมีบรรยากาศเฉพาะตัวเหมือนผู้ฝึกตนที่กำลังจะพิสูจน์มรรคา ฟ้าและดินขานรับร่วมกัน

นั่นคือทัศนียภาพแห่งมหามรรคา คนห้าฟ้าห้าที่ผู้ฝึกตนตรากตรำพากเพียรอย่างลึกซึ้ง เสาะแสวงหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา!

มีเฉินผิงอันเป็นพื้นที่ใจกลาง มีจังหวะชีพจรซึ่งขับเคลื่อนด้วยการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายมนุษย์เป็นจังหวะเป็นทำนอง ราวกับว่าวรยุทธก็สามารถจำแลงเป็นมหามรรคาได้

บนแท่นสูงจึงปรากฏปณิธานหมัดที่กระเพื่อมเป็นชั้นๆ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซัดแผ่ออกไปข้างนอกตามจังหวะเสียงเต้นของชีพจรที่ดังอื้ออึงเป็นระลอก…

จังหวะและทำนองของพายุหมัดเหมือนภูเขาเขียวที่เรียงแถวกัน ลมหายใจของเผ่าปีศาจสองร้อยกว่าตนที่ยืนอยู่ริมขอบนอกสุดของหอสูงเริ่มหนักอึ้ง ปราณวิญญาณในร่างยิ่งโคจรก็ยิ่งติดขัด

เผ่าปีศาจหลายตนเดิมที่อยากจะสู้ตายสักตั้ง ฉวยโอกาสนี้ลอบโจมตีอิ่นกวาน กลับต้องค้นพบด้วยความตะลึงพรึงเพริดว่าพวกวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ทั้งหลาย ล้วนอย่าได้หวังว่าจะเอาออกมาใช้ เพราะดูเหมือนจะถูกมหามรรคาสยบกำราบไว้หมดแล้ว!

อยู่ในสถานการณ์ที่หากเดินหน้าต้องตายอย่างแน่นอนนี้ มีเพียงฟู่เสียนที่เกิดมาก็มีใบหน้างามเย้ายวนเท่านั้นที่เลือกจะยืนกรานเดินหน้าต่อไป นางเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ชายแขนเสื้อสองข้างของชุดคลุมอาคมส่ายสะบัดไม่หยุด ส่งเสียงดังพึ่บพั่บ

เฉินผิงอันทั้งไม่มองนางสูงกว่าคนอื่น แล้วก็ไม่มองเผ่าปีศาจคนอื่นต่ำ เขาก็แค่บิดคอเบาๆ

บนใบหน้าและในดวงตาของเขามีเพียงความหมายที่ขัดแย้งกันเองซึ่งบอกไม่ถูกอย่างหนึ่ง ทั้งเย็นชาทั้งเร่าร้อน

แทบจะใกล้เคียงความเป็นเทพ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดองค์หนึ่งที่หลุบตาลงมองโลกมนุษย์ แล้วก็แทบจะใกล้เคียงสัตว์ป่าตัวหนึ่งที่ได้ครอบครองอิสระอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ท่องไปในทุ่งกว้างใหญ่ยุคบรรพกาลอย่างกำเริบเสิบสาน

ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็กระดูกแข็งกันถึงเพียงนี้ ก็ไม่สู้ฆ่าทิ้งให้หมดทุกคน

คราวหน้าไปเป็นแขกที่เปลี่ยวร้างก็จะเอาหัวของพวกเจ้ามาร้อยไว้เป็นเส้นเดียวกันแขวนไว้สูงกลางอากาศเหนือสนามรบ บอกกับใต้หล้าเปลี่ยวร้างที่ขี้หลงขี้ลืมถึงราคาที่ต้องจ่ายในการไปเป็นแขกที่ไพศาล

ข้าต้องการเอาหัวของพวกเจ้าและหัวของราชาบนบัลลังก์ใหม่ทุกคนมาวางไว้ด้วยกันสร้างเนินกระดูกสูงแห่งหนึ่งขึ้นมา ที่นั่นจะกลายเป็นภูเขาตัวเยว่แห่งใหม่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง

สัมผัสได้ถึงระดับความสูงของวรยุทธเฉินผิงอันได้อย่างชัดเจน เผ่าปีศาจคนที่สองที่กล้าเดินหน้าออกมาอย่างมู่หรงซู่จือก็รู้สึกหวาดกลัวและเสียใจภายหลังอย่างเห็นได้ชัด

หากผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเกิดใจขลาดกลัวคิดถอยหนีก็จะเหมือนปณิธานหมัดที่เพิ่มพูนขึ้นแล้วลดฮวบลง เขาหยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบๆ

เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้ ปีนั้นไม่ใช่ว่าอย่างมากสุดก็เป็นขอบเขตยอดเขาหรอกหรือ? ไฉนถึงมีภาพบรรยากาศของเทพมาเยือนในตำนานได้?! พอกลับมาถึงบ้านเกิดอย่างไพศาลก็ฝ่าทะลุด่านใหญ่เทียมฟ้าสองด่านติดของขอบเขตปลายทางได้หรือ?

เดิมทีนึกว่าทุกคนต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขาเหมือนกัน ขึ้นมาบนเวทีประลองที่ตัดสินเป็นตายก็ค่อยตั้งกฎข้อหนึ่งที่ห้ามใช้เวทกระบี่หรือวิชาเซียน ต้องอาศัยท่าไม้ตายเท่านั้น

หากทำสำเร็จขึ้นมาล่ะ? ไม่กล้าเพ้อฝันว่าจะแลกชีวิตหรือใช้ความตายแลกอาการบาดเจ็บ แต่ถ่วงรั้งอนาคตบนมหามรรคาของอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้

อย่างเช่นว่าตอนที่ปิดด่านขอบเขตก่อกำเนิด หรือไม่ตอนที่เลื่อนจากหยกดิบเป็นเซียนเหรินมีเรื่องไม่คาดฝันอย่างจิตมารก่อกวน จิตแห่งมรรคามีจุดด่างพร้อยเพิ่มขึ้นมา…

ก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว ไม่ใช่การค้าที่เข้าเนื้ออย่างแน่นอน อย่างน้อยก่อนจะตาย ตนก็ได้ความสะใจ

ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลเผ่าปีศาจผู้นี้เห็นท่าไม่ดีก็รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันใด “อิ่นกวาน เมื่อครู่นี้บอกแค่นามแฝง ส่วนชื่อจริงสามารถบอกช้ากว่านี้หน่อยได้”

นาทีถัดมามู่หรงซู่จือก็พลันรู้สึกตาลาย นาทีถัดมาอีกก็รู้สึกว่าหอที่สูงมากเกิดโน้มเอียง สุดท้ายสายตาของเขาก็เห็นแต่ความดำมืด

ในสายตาของพวกอวี้ซู เป็นเฉินผิงอันที่ขยับเข้ามาใกล้ในระยะประชิดแล้วยกแขนขึ้นตบหัวของมู่หรงซู่จือ ศีรษะของอีกฝ่ายหลุดออกจากลำคอในเสี้ยววินาที และเพียงไม่นานก็หล่นกระแทกพื้นแหลกเละ

พวกเขาเริ่มเป็นกังวลกับจุดจบของฟู่เสียนแล้ว

ในความเป็นจริงแล้วถูกขังมานานหลายปีขนาดนี้ ย่อมต้องมีความผูกพันกันบ้างไม่มากก็น้อย

เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุใดราชสำนักต้าหลีถึงไม่ได้จงใจห้ามพวกเขาใช้เสียงในใจพูดคุยกัน ดังนั้นผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยจึงสื่อสารกันได้อย่างไม่มีปัญหา

ถึงอย่างไรก็ต้องตายกันหมดอยู่ดี ยังไม่สู้ฉวยโอกาสนี้ละทิ้งอคติเก่าก่อนที่เคยมีต่อกัน ตั้งใจฝึกตนไปให้ดีก็พอ สามารถมองเห็นทัศนียภาพของมหามรรคาในขอบเขตที่สูงกว่าเดิม

มองเห็นรูปโฉมของแผ่นดินในระดับขั้นที่สูงกว่าเดิม สามารถถูกสหาย คนข้างๆ และพวกสหายในคุกเอ่ยแสดงความยินดี อย่างน้อยก็มีความคิดอยากหาความสุขท่ามกลางความทุกข์ได้บ้าง

เฉินผิงอันมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟู่เสียนที่ก้าวเดินได้อย่างยากลำบาก เรือนกายโงนเงน เขายกมือขึ้น

ผู้ฝึกตนหญิงหลับตาลงตามจิตใต้สำนึก ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าน้ำตาไหลนองหน้าตัวเองนานแล้ว

รออยู่ครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฟู่เสียนมองอิ่นกวานหนุ่มอย่างเหลอหลา ดูเหมือนนางจะสงสัยอย่างมากว่าไฉนในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตาย เจ้าถึงออมมือไว้ไมตรี?

เฉินผิงอันถาม “ด้านบนไม่มีบันทึกถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเจ้ากับตำหนักอวี้ฝู เจ้าคือลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อของบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาหรือ?”

ดวงตาของฟู่เสียนฉายประกายร้อนแรงทันที เพียงแต่นาทีถัดมานางก็เหมือนหล่นร่วงลงไปในหลุมน้ำแข็ง ทำไมตนถึงใช้สมบัติหนักของสำนักชิ้นนั้นไม่ได้ล่ะ?

เหนี่ยนซินที่ยืนอยู่ตรงป้ายหินได้แต่เปิดปากเอ่ยเตือน “ฟู่เสียน ก้มหน้าลงมองดูสิ เจ้าถูกต่อยหน้าอกทะลุไปแล้ว”

“วัตถุที่หลอมใหญ่ไม่ได้อยู่บนร่างแล้วจะบังคับมันมาใช้ต่อสู้กับใต้เท้าอิ่นกวานจนพินาศวอดวายกันไปทั้งสองฝ่ายได้อย่างไร”

เหนี่ยนซินกระจ่างแจ้งแล้ว หลายปีมานี้ฟู่เสียนแสร้งทำเป็นอยากมีชีวิตอยู่มากกว่าตาย ก็เพื่อรอให้ชุยฉานปรากฏตัว หรือไม่ก็รอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับเฉินผิงอันเฉกเช่นวันนี้?

เฉินผิงอันยกมือขึ้น ในมือของเขาก็คือหัวใจสีทองดวงหนึ่ง มันเหมือนถุงใส่ยันต์ใบหนึ่ง

เขาจึงถามอย่างประหลาดใจว่า “เป็นวิธีการอันชั่วร้ายของโจวมี่ หรือเป็นความคิดอันบรรเจิดของตัวเจ้าเอง?”

ฟู่เสียนก้มหน้าลงมอง ตรงหัวใจของตนเป็นรูที่มีเลือดโชกจริงเสียด้วย แต่ไม่รู้ทำไมนางถึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด

เฉินผิงอันอธิบาย “หนึ่งเพราะออกหมัดเร็วเกินไป อีกอย่างก็คือข้าเพิ่งจะรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าก็เลยใช้วิธีนอกรีตบางอย่าง รออีกเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้สึกเจ็บปวดเอง”

คงเป็นเพราะฟู่เสียนก็เป็นคนที่สมองมีปัญหา นางถึงได้มีท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์ ยื่นนิ้วข้างหนึ่งจิ้มลงไปตรงหัวใจแล้วควาน ไม่รู้สึกผิดปกติใดๆ

ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าวิชานอกรีตของอิ่นกวานมาจากสายสืบทอดสายใดกันแน่ ต้องรู้ว่าอยู่ในสำนักที่เปลี่ยวร้างนางคือ “ชั้นหนังสือ” ที่ขึ้นชื่อเชียวนะ

ตำราที่เก็บไว้ในตำหนักอวี้ฝูล้วนถูกนางเอามาอ่านจนครบทุกเล่มแล้ว เพียงแต่ว่าอาจารย์สงสารถนอมเห็นค่าในคุณสมบัติของนาง จึงบอกให้นางเก็บงำตัวตนเอาไว้ แล้วยังกำชับหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ที่ว่าของวิเศษย่อมรู้จักเก็บงำประกายของตน มิฉะนั้นก็เท่ากับนำความอัปยศมาสู่ตนเองกับนางอยู่บ่อยๆ

เฉินผิงอันยื่นหัวใจสีทองให้นาง ยิ้มถามว่า “ด้านในเก็บยันต์ไว้กี่แผ่น? หลายหมื่นหลายสิบหมื่น? สามารถสังหารเซียนเหรินต่อหน้า ทำให้บินทะยานบาดเจ็บได้จริงหรือ?”

ฟู่เสียนวางหัวใจเก็บไปไว้ที่เดิม นางกำลังจะพูดโอ้อวดวิธีการของตัวเอง แต่พริบตานั้นก็ต้องยกมือขึ้นกุมหัวใจ ล้มลงไปกองอยู่กับพื้น เจ็บปวดจนนอนกลิ้งไปกลิ้งมา

เหนี่ยนซินเอ่ย “ลูกไม้เดิมๆ อิ่นกวานอย่าเชื่อนาง”

จิตวิญญาณของฟู่เสียนส่ายไหวอย่างรุนแรง นางนอนงอตัว ได้ยินคำพูดเหน็บแนมจากเหนี่ยนซิน นางก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด อยากจะด่าสตรีที่เป็นเพชฌฆาตผู้นั้นสักสองสามประโยค แต่กลับเปลืองแรงเปล่า

“ข้าถามเจ้าอยู่นะ เจ้ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับตำหนักอวี้ฝู ทะนุถนอมเห็นค่าผู้มีความสามารถของเปลี่ยวร้างคือหน้าที่ของอาจารย์เจ้าหรือไม่ก็โจวมี่ ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่เวียนมาถึงคราวของข้าที่เป็นอิ่นกวาน”

เฉินผิงอันเตะไปที่หัวของฟู่เสียนก่อน ก่อนจะยกเท้าขึ้นเอาเท้าลง “ฟันสะบั้น” แขนทั้งแขนตั้งแต่ไหล่ของฟู่เสียนลงมา

ฟู่เสียนพูดเสียงสั่น “ข้าคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักอวี้ฝู คือหนึ่งในสายแผนภูมิฟ้าของเปลี่ยวร้าง คือศิษย์พี่หญิงของชิวอวิ๋นผู้ฝึกตนสายยันต์ แต่พวกเราสองคนเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำหนักอวี้ฝูได้ไม่ถึงร้อยปี”

เฉินผิงอันเดินอ้อมไปอีกทาง ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบแขนอีกข้างของฟู่เสียนให้หัก ขยับสายตาออกไปเล็กน้อย คล้ายกับว่าเริ่มจ้องไปตรงข้อเท้าของนาง…

ฟู่เสียนรีบพูดทันใด “หลอมหัวใจให้กลายเป็น ‘หอเก็บตำรา’ ที่บรรจุยันต์ไว้จนเต็ม คือความคิดของข้าเอง ปีนั้นอาจารย์รู้สึกว่าสามารถทำได้ ก็เลยให้คำแนะนำบางอย่าง”

“เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝันเขายังมอบ ‘ยันต์เทพทวารบาล’ ที่ท่านผู้อาวุโสเซียนวาดด้วยตัวเองมาให้สี่แผ่น หลังจากนั้นข้าก็ใช้เวลาหกสิบปีเต็ม วาดยันต์ได้หนึ่งแสนสองหมื่นแผ่น”

“ขอบเขตที่แตกต่างกันก็วาดยันต์แตกต่างกัน ระดับชั้นมีดีมีร้าย นอกจากนี้ยังมียันต์ใหญ่อีกสิบกว่าแผ่นที่ตำหนักอวี้ฝูมอบให้ ก็ถูกข้านำมาหลอมเหมือนกัน นำมาทำเป็นใจกลางค่ายกลใหญ่ของหอเก็บตำรา ก่อนจะลงจากภูเขาอาจารย์ค่อนข้างดีใจ บอกว่าการกระทำนี้สามารถทำร้ายบินทะยานมากพอจะรักษาตัวรอดได้”

เฉินผิงอันกระทืบข้อเท้าข้างหนึ่งของนางให้หักก่อน แล้วถึงเอ่ยว่า “ต่อขึ้นมาเอง”

ขณะเดียวกันเฉินผิงอันก็ร่ายชื่อผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจอีกสิบกว่าชื่อ ถามด้วยใบหน้าสงสัยว่า

“แต่ละคนมัวอึ้งกันอยู่ทำไม? พวกเจ้าต่างก็เป็นลูกศิษย์เอกของสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงอยู่ข้างนอก รีบคัดลอกคำถาที่ถ่ายทอดจากศาลบรรพจารย์ของตัวเองออกมาซะ เขียนเสร็จแล้ว ข้าแน่ใจแล้วว่าไม่มีเก็บงำหรือจงใจละเว้นไม่เขียนถึง จะได้ส่งพวกเจ้าออกเดินทาง”

ไหล่และน่องขาเล็ก ระหว่างเท้าและมือที่ถูกหักถูกกระทืบจนแหลกของฟู่เสียนมีเส้นสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ขึ้นมา เลือดสดของนางมีสีทองอ่อนจางแปลกประหลาด

พิสูจน์การคาดเดาของตนได้จริงดังคาด เฉินผิงอันถามว่า “ฟู่เสียน เลือดสดของเจ้าก็คือน้ำพุยันต์ที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดหรือ?”

ฟู่เสียนพยักหน้า “อาจารย์กลับไม่เคยยอมให้ข้าเอาเลือดมาหลอมเป็น ‘หมึกวาดพู่กัน’ แค่บอกให้ข้าฝึกตนให้ดี วันหน้าพยายามให้ขอบเขตด้านยันต์เหนือกว่าเขา”

“ช่วงชิงคำว่า ‘ยันต์’ กลับมาจากไพศาล ในอนาคตหากมีโอกาส ไม่แน่ว่าอาจสามารถไปเยือนมืดสลัวโอ้อวดกับคนรู้จักเก่าคนหนึ่งของอาจารย์ เพียงแต่ว่าคนรู้จักเก่าผู้นั้นคือใคร อาจารย์กลับไม่ได้บอกฉายาของอีกฝ่ายให้ข้ารู้”

เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว มองออกว่าอาจารย์ของฟู่เสียนต้องเป็นทั้งบุคคลอันดับหนึ่งด้านยันต์ของเปลี่ยวร้างอย่างสมชื่อ แล้วก็ถือว่าเป็นผู้ศึกษามรรคาตามความหมายที่แท้จริงคนหนึ่ง

บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาตำหนักอวี้ฝูที่ฉายาว่า “อวิ๋นเซิน” ชื่อจริงคือเหยียนซือ

คราวก่อนเฉินผิงอันทำการค้ากับเจ้าอาอารามผู้เฒ่า หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องที่สองฝ่ายคุยเรื่องการค้ากันเรียบร้อยแล้ว แล้วค่อยเปิดราคาให้กับ “ของแถม” นั่นก็คือในอนาคตเมื่อเฉินผิงอันไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้ช่วยเดินทางไปเยือนตำหนักอวี้ฝู บอกว่าเป็นภาการ “ใช้กระบี่สังหารเหยียนซือ ช่วยให้เขาหลุดพ้น”

ตอนนั้นน้ำเสียงของเจ้าอาอารามผู้เฒ่าค่อนข้างจะผ่อนคลาย พูดง่ายเหมือนให้เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งออกจากบ้านไปซื้อซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูกลับมาบ้าน ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือไม่มีระยะเวลากำหนด

เฉินผิงอันแค่สงสัยในเรื่องนี้ ทำไมโจวมี่ถึงไม่กินเหยียนซือไปพร้อมกันเลย รวบรวมโชคชะตาสายยันต์ของเปลี่ยวร้างมาไว้ที่ตัวเอง?

ดูเหมือนจะเดาความคิดของอิ่นกวานออก ฟู่เสียนจึงเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “โจวมี่เลื่อมใสในความรู้ความสามารถที่กว้างขวางของอาจารย์ข้ามาก มักจะไปเยือนตำหนักอวี้ฝูอย่างลับๆ บ่อยๆ”

“ไม่เคยพูดคุยเรื่องสถานการณ์ในใต้หล้า แค่มารวมตัวกันแล้วถกกันเรื่อง… วิชาวิชาความรู้ที่ข้ามองว่าไร้ประโยชน์”

ต่อให้จะรู้ว่าพูดอย่างนี้ก็คือการท้าทายอิ่นกวานอย่างหนึ่ง มีโอกาสมากที่จะต้องเจอโทษทัณฑ์ด้วยเหตุนี้ ฟู่เสียนที่นอนจมอยู่ในกองเลือดก็ยังคงอดไม่ไหวเอ่ยคำพูดดีๆ… ถึงอาจารย์ของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องที่ใต้หล้าบ้านเกิดของตนไม่เคยมีใครรู้

บทพิเศษ ตอนที่ 12.3 ทำให้ดูเก่า
เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เดินมาที่ข้าง “โต๊ะหนังสือ” ตัวหนึ่ง

เผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบที่กำลังตวัดพู่กันรัวเร็วตนนั้นไม่กล้าเงยหน้า แค่ถามว่า “ใต้เท้าอิ่นกวาน โจวมี่ถูกพวกท่านฆ่าตายไปแล้ว ท่านไม่ได้จงใจหลอกพวกเราจริงๆ หรือ? แล้วโซ่วเฉินล่ะ ถึงกับมีหน้ามามีชื่อทัดเทียมกับท่าน อิ่นกวานไม่ได้จัดการเขาไปพร้อมกันด้วยหรือ?”

เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ก้มหน้าลงมองลายมือสวยงามเข้าท่าเข้าทีนั้นแล้วเอ่ยว่า “ตามหลังอดีตราชาบนบัลลังก์กลุ่มของหย่างจื่อ เซียนกระบี่ใหญ่โซ่วเฉินถือว่าเป็นคนเก่าแก่ในกลุ่มราชาบนบัลลังก์ใหม่แล้ว เจ้าคิดว่าเขาเป็นก้านผักที่จะหักอย่างไรก็หักได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

เผ่าปีศาจตนนั้นพยักหน้ารับแรงๆ “ใต้โซ่วเฉิน เหนืออิ่นกวาน เจ้าโซ่วเฉินผู้นี้ต้องไม่มีทางมีแค่ชื่อเสียงลอยๆ ไร้ความสามารถอย่างแน่นอน ก็จริงนะ หากเขาอ่อนแอก็ไม่อาจขับดันให้เห็นถึงความร้ายกาจของอิ่นกวานได้”

เฉินผิงอันอ่านคำถาบทนั้น ถามว่า “ฆ่าโซ่วเฉินอาศัยปากของเจ้าหรือ? อ่านตำราอริยะปราชญ์อยู่ในใต้หล้าไพศาลของพวกเราอย่างยากลำบาก แอบฝึกปรือความสามารถด้านวิชาเอ่ยวาจาผลบังเกิดหรือ? สอนข้าหน่อยสิ?”

เผ่าปีศาจมีสีหน้ากระอักกระอ่วนทันใด จรดพู่กันเร็วราวกับบินยิ่งเหมือนมีเทพช่วย ไม่ลืมเอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งว่า “ใต้เท้าอิ่นกวานพูดเรื่องตลกแล้ว ข้าเคยอ่านตำราของไพศาลมาบ้างก็จริง คิดจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่สอบเป็นจ้วงหยวนก็พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง ทว่าวิชาอภินิหารของอริยะที่ปากอมกฎสวรรค์ ชีวิตนี้ข้ากลับไม่กล้าเพ้อฝันถึงเลย”

เฉินผิงอันถาม “หากข้าไปเปลี่ยวร้าง ไปแย่งชิงตำแหน่งผู้ครองใต้หล้ามะจากเฝ่ยหรัน ทุกคนจะยอมรับหรือไม่?”

ขอบเขตหยกดิบหนุ่มที่เคยรับหน้าที่เป็นรองแม่ทัพผู้นี้รีบวางพู่กันลงทันใด เงยหน้าเอ่ยว่า “ยอมรับสิ ทุกคนต้องยอมรับได้อยู่แล้ว ข้าคือคนแรกที่เห็นด้วย ยินดีถวายชีวิตเพื่อรับใช้ใต้เท้าอิ่นกวาน พาคนบุกไปฆ่าที่ภูเขาตัวเยว่เลย… ใช่แล้ว อิ่นกวาน ผู้ครองเปลี่ยวร้างคือใคร ชื่อว่าอะไรแล้วนะ?”

เฉินผิงอันกล่าว “ผู้ฝึกกระบี่เฝ่ยหรัน คือศิษย์น้องของเชี่ยอวิ้นอดีตราชาบนบัลลังก์”

เผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบถอนหายใจ เอ่ยอย่างเจ็บปวดรวดร้าวใจว่า “ยามถึงยุคที่ไร้วีรบุรุษ แม้กระทั่งคนสามัญก็ยังมีชื่อเสียงได้ เปลี่ยวร้างของพวกเราไม่ได้เรื่องขนาดนี้เลยหรือ ถึงกับปล่อยให้อาหมูอาแมวที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นผู้ครองใต้หล้า”

เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าชั่วนี่ตอนอยู่บนสนามรบของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ทำท่าลับๆ ล่อๆ แอบไปเก็บตกของดีบนสนามรบ เกือบจะเล่นงานข้าได้”

เผ่าปีศาจรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที “จริงดังคาด สมควรแล้วที่เขาได้เป็นผู้ครองใต้หล้า!”

เฉินผิงอันเอ่ย “นอกจากตำราบทนี้แล้วเจ้าก็เขียนส่วนที่การจัดวางกองกำลังของต้าหลีในแจกันสมบัติทวีปปีนั้นตกหล่นไปด้วย”

เผ่าปีศาจพยักหน้า “ได้เลย ใต้เท้าอิ่นกวาน ลายมือสิงฉ่าวนี้ของข้า ฝีมือเป็นอย่างไร?”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คาดว่าเฝ่ยหรันใช้หัวแม่เท้าคีบถ่านเขียนก็น่าจะยังเขียนได้ดีกว่าเจ้า”

ไม่รู้เหตุใดเผ่าปีศาจถึงเอ่ยว่า “อิ่นกวาน จะพูดความจริงในใจที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังคุยกันนี้กับท่าน ที่บ้านเกิดข้ามีต้นท้อต้นหนึ่งอยู่หน้าประตูจวน ตอนที่ออกดอกยังสวยกว่าดอกเหมยที่บานสะพรั่งเต็มภูเขาในอารามชิงเหมยของทะเลสาบหนันถังเสียอีก”

เฉินผิงอันตอบง่ายๆ “หากมีโอกาสจะต้องแวะไปดูสักหน่อย ดูสิว่าเจ้าโม้หรือไม่?”

ทั้งสองฝ่ายสนทนากันครั้งนี้ล้วนใช้ภาษากลางของเปลี่ยวร้าง พวกคนที่มองดูอยู่ข้างๆ ทั้งเหนี่ยนซินและคนของเปลี่ยวร้างกลับไม่มีใครที่รู้สึกแปลกประหลาด

สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของคุกที่อยู่ด้านในสุด สารถีเฒ่าจึงมาเยือนที่แห่งนี้ เปิดประตูบานหนึ่งออกตรงพื้นที่ว่างเปล่าด้านนอกหอสูง มองไกลๆ มาทางหอสูงแห่งนี้

ระหว่างนั้นเฉินผิงอันก็เปิดตำราเล่มเล็กเล่มนั้นไปไม่หยุด เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องลับบางอย่างของที่ใบถงทวีป พลางจัดการกับเผ่าปีศาจสองสามตนไปด้วย ทุกครั้งที่มีเผ่าปีศาจตายไปหนึ่งคน ตรงป้ายศิลาก็จะมีตัวอักษรตัวหนึ่งเพิ่มมา

นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน เฉินผิงอันก็เรียกหยวนฮว้าจิ้งมา โยนสมุดไปให้เขาถามเขาว่ามีผู้ฝึกตนหรือผู้ฝึกยุทธเผ่าปีศาจที่ถูกใจหรือไม่

ดวงตาของหยวนฮว้าจิ้งที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เย่หลาง” เป็นประกายระยิบระยับ อ่านสมุดที่เหมือนบัญชีชีวิตและความตายเล่มนั้นอย่างละเอียดแล้ว

หยวนฮว้าจิ้งชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว เอ่ยชื่อมาสามชื่อ แต่กลับสังเกตเห็นว่าบรรยากาศผิดปกติ ไม่เพียงแต่เหนี่ยนซินคนเย็บผ้าที่กึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ต่อให้เป็นสัตว์เดรัจฉานแห่งเปลี่ยวร้างทั้งหลายก็ยังมีสีหน้าประหลาด

ที่แท้คนที่หยวนฮว้าจิ้งเลือกก็คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขาที่หัวสมองระเบิดกระจายไปแล้ว ฟู่เสียนและขอบเขตหยกดิบที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนข้อดีข้อเสียในการจัดกำลังทัพของต้าหลี

เฉินผิงอันเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลับไปได้แล้ว”

หยวนฮว้าจิ้งเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “หยอกข้าเล่นหรือไร”

เฉินผิงอันกล่าว “ลองเปลี่ยนกลุ่มใหม่”

หยวนฮว้าจิ้งพลิกค้นความทรงจำอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกเสียดายอย่างมาก ส่ายหน้า “คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนมีแต่ซี่โครงไก่ ไม่มีประโยชน์มากนัก ข้ายังไม่เลื่อนเป็นหยกดิบ ตอนนี้รับพวกมันไปก็มีแต่จะสิ้นเปลืองสิทธิ์ไปเปล่าๆ”

เผ่าปีศาจอีกสองร้อยกว่าตนที่เหลืออยู่ มีอยู่ครึ่งหนึ่งที่บ้างก็ใช้ภาษากลางของเปลี่ยวร้างหรือไม่ก็ใช้ภาษาถิ่นของบ้านเกิดด่าบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของผู้ฝึกกระบี่ไม่ทราบชื่อที่ดวงตาไปงอกอยู่ตรงก้นผู้นี้

หยวนฮว้าจิ้งสีหน้าไร้อารมณ์ เปิดตำราใหม่อีกครั้ง เรียกชื่อเผ่าปีศาจที่ด่าเขาแรงที่สุดออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ราชครูเลือกเสร็จแล้ว เอาเป็นพวกมันนี่แหละ”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รอเจ้าเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบก่อนค่อยว่ากัน”

เซียนกระบี่หยวนมาอย่างรีบร้อนแล้วก็จากไปอย่างรีบร้อน

เฉินผิงอันพูดกับเผ่าปีศาจสี่ตนที่ถูกหยวนฮว้าจิ้งเลือกตัวว่า “หากไม่อยากมีจุดจบที่ต้องอยู่ไม่สู้ตาย กลายเป็นหุ่นเชิด ก่อนที่ผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตก่อกำเนิดท่านนี้ยังไม่ได้ปิดด่าน พวกเจ้าก็ชั่งน้ำหนักกันเอาเอง”

เฉินผิงอันหันหน้าไปมองสารถีเฒ่า “เจ้าก็ดี เยี่ยนเจี่ยวหร่านก็ช่าง สิ่งที่พวกเจ้าถูกใจสามารถเปิดปากขอจากราชสำนักต้าหลีได้โดยตรง ถ้าแน่จริงก็ยังสามารถแย่งชิงไปได้ซึ่งๆ หน้า แต่สิ่งเดียวที่พวกเจ้าทำไม่ได้คือการอวดฉลาด ไม่อาจขโมย”

“ถอยไปพูดหมื่นก้าว หากขโมยไปแล้วก็ควรจะซ่อนเอาไว้ให้ดี อย่าให้ข้าจับได้”

“ไม่อย่างนั้นพวกเราทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องกระอักกระอ่วนเหมือนในตอนนี้”

ซูคานคิดแค่ว่าราชครูคนใหม่ผู้นี้พูดจาเหลวไหลไปเรื่อย จึงหัวเราะหยันเอ่ยว่า “เมื่อคิดจะใส่ความเอาผิดแล้ว ไฉนจะขาดข้ออ้างเล่า”

“แน่นอนว่าทุกวันนี้เจ้าอยู่ในโลกมนุษย์ใบใหม่ที่ไม่มีโจวมี่แล้ว ฐานะของเจ้าเหมือนตะวันกลางนภาแล้ว อย่าว่าแต่ราชสำนักต้าหลีเลย ต่อให้ออกไปจากแจกันสมบัติทวีป ความผิดความถูก ความเป็นความตายของผู้ฝึกตนบนภูเขาก็ไม่ใช่ว่าเจ้าล้วนตัดสินใจได้หรอกหรือ”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “มิน่าเล่าถึงได้เป็นลูกค้าประจำของร้านน้ำส้มสายชูฉางหยวนในเมืองหลวง กินมากเข้า คำพูดที่พูดออกมาจากปากถึงได้มีกลิ่นแบบนี้”

ซูคานจ้ออีกฝ่ายเขม็ง หยุดคิดไปครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเอ่ยว่า “คืนให้เจ้าก็ได้ ทางฝั่งของเยี่ยนเจี่ยวหร่าน เจ้าก็คิดเอาเองแล้วกันว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้าเลยซักนิด”

สารถีเฒ่ายื่นมือไปคว้าหนึ่งที จับตัวเผ่าปีศาจคนหนึ่งที่เขารับไว้เป็นลูกศิษย์ไม่ได้บันทึกชื่อออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม โยนไปยังหอสูง คือเผ่าปีศาจที่เป็นเด็กสาว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นคนหนึ่ง

เฉินผิงอันมองนาง จุ๊ปากด้วยความทึ่ง “คือ ‘บุตรกำพร้า’ ที่ผู้ฝึกตนเขียนดินอย่างน้อยร้อยกว่าคนยอมแลกชีวิตเพื่อเปิดเส้นทาง จะต้องส่งอีกฝ่ายออกไปเห็นแสงตะวันอีกครั้งให้จงได้ ไหนเจ้าลองพูดมาสิว่าต้องมีคุณสมบัติในการฝึกตนที่ดีถึงเพียงใด?”

นางพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยไม่แยแส “จะฆ่าจะแกงก็ตามใจ”

เฉินผิงอันเอ่ย “ก็แค่หนึ่งในร้อยเซียนกระบี่ของภูเขาตัวเยว่ หากจำไม่ผิด รายชื่อของเจ้ายังค่อนไปช่วงท้ายอย่างมาก เทียบกับพวกจู๋เชี่ยแล้วคนหนึ่งคือฟ้า คนหนึ่งคือดิน”

“ตามหลักแล้วเจ้าไม่น่าจะเข้าตาอาจารย์ครึ่งตัวอย่างซูคานได้ ว่ามาเถอะ เจ้ายังมีระบบสืบทอดอะไรที่ปกปิดไว้ไม่อาจบอกใครอยู่อีก”

ซูคานถอนหายใจ เอ่ยว่า “นางกับอวี้ซูต่างก็เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รัยการบันทึกชื่อของโจวมี่ เคยรับหน้าที่เป็นสาวใช้และผู้ตรวจทานตำรามานานหลายปี หลังจากนั้นก็ถูกโจวมี่ส่งไปให้ภูเขาตัวเยว่และตำหนักอวี้ฝู”

“เป็นเยี่ยนเจี่ยวหร่านที่หมายตาอวี้ซู ลูกศิษย์คนนี้เลือดเนื้อได้ถูกทำลายไปแล้ว ทำบัญชีก็ง่ายมาก สามารถปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทรได้อย่างง่ายดาย ผีฝึกบำเพ็ญตนก็สามารถเดินขึ้นสู่ยอดสูงสุดได้เช่นกัน”

“เจ้าวางใจเถอะ ข้ายืนยันรากฐานมหามรรคาของนางมาก่อนแล้ว โจวมี่ไม่ได้เล่นตุกติกใดๆ เยี่ยนเจี่ยวหร่านกลับระวังเกินเหตุ ยังคงปล่อยให้อวี้ซูต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่ ส่วนทางถอยที่เตรียมไว้ให้นางคืออะไรเจ้าก็ไปถามเยี่ยนเจี่ยวหร่านเอาเอง”

เฉินผิงอันหันหน้าไปมองฟู่เสียน ยิ้มเอ่ยว่า “มิน่าเล่าเจ้าถึงจะลากอวี้ซูมารวม ปรนนิบัติบนเตียงด้วยกัน มิตรภาพของคนร่วมสำนักช่างน่าสรรเสริญเหลือเกิน”

สีหน้าของฟู่เสียนขีดขาวไร้สีเลือด ก่อนหน้านี้จงใจ “สร้างความลำบากใจ” ให้กับอวี้ซูแน่นอนว่านางจงใจทำ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะยังคงถูกอิ่นกวานจับได้

เหนี่ยนซินถามอย่างสงสัย “เยี่ยนเจี่ยวหร่านไม่ใช่คนสนิทของชุยฉานหรือ?”

เฉินผิงอันเอ่ย “เขายังเป็นคนกลางให้กับสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวด้วย ถึงอย่างไรก็ต้องวางแผนรับมือไว้ก่อนล่วงหน้า วันใดต้าหลีไม่มีราชครูจริงๆ ตัวเขาและตระกูลควรจะไปอยู่ที่ไหน”

ซูคานเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “คนฉลาดกลับถูกความฉลาดทำให้เสียเรื่อง เยี่ยนเจี่ยวหร่านทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป”

เฉินผิงอันเอ่ย “ร้านผักดองที่ขายกระเทียมดองหวานจะขึ้นราคาหรือไม่ จะเปลี่ยนคนทำอาหารหรือไม่ เจ้าเป็นคนตัดสินใจได้หรือ?”

ซูคานสะอึกอึ้งพูดไม่ออก

เฉินผิงอันกล่าว “ข้าจงใจมาคิดบัญชีกับที่นี่อย่างเชื่องช้าก็เพราะให้โอกาสพวกเจ้าแต่พวกเจ้าไม่คว้าเอาไว้เอง”

เยี่ยนเจี่ยวหร่านไม่ได้พาลูกศิษย์ผู้สืบทอดสองคนนั้นมาด้วย แต่มาที่นี่เพียงลำพัง กุมมือคารวะ “ผู้น้อยรู้ความผิดแล้ว และยอมรับผิด”

เฉินผิงอันรออยู่ครู่หนึ่งก็รวบชายแขนเสื้อ เงยหน้าขึ้น ยิ้มเอ่ย “ยังนึกว่าจะเจ้าบอกว่าเป็นคำสั่งอย่างลับๆ ของศิษย์พี่ชุยฉานของข้าเสียอีก เพราะอยากให้เผ่าปีศาจทุกตนที่ถูกขังมองเห็นความหวังอันเลือนราง ประหนึ่งเห็นแสงตะเกียงท่ามกลางห้องที่มืดมิด เห็นแสงสว่างที่หลุบหรู่ส่ายไหวจะดับมิดับแหล่หรือ?”

เยี่ยนเจี่ยวหร่านเอ่ย “แม้ว่าจะคิดเช่นนี้ แต่ข้าไม่กล้าพูดเช่นนี้”

เฉินผิงอันโบกมือ “เจ้าสามารถพาอวี้ซูไปได้ ซูคานก็สามารถพานางไปได้เช่นกัน แต่วันหน้าพวกเจ้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับกิจธุระของที่นี่แล้ว”

“เงื่อนไขก็คือสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวต้องเอาอย่างสกุลอวี๋หม่าเฝิ่น แต่ตัวเลือกของคนที่จะมารับหน้าที่ดูแลผู้ฝึกตนติดตามกองทัพต้าหลี เจ้าเยี่ยนเจี่ยวหร่านกลับยังมีอำนาจในการให้คำแนะนำ”

“ส่วนซูคานก็ต้องรับลูกศิษย์ที่ไม่ได้รัยการบันทึกชื่ออีกคนอย่างจ้าวตวนหมิงมา แล้วก็ต้องถ่ายทอดวิชาอสนีให้เขาอย่างหมดหน้าตัก”

เยี่ยนเจี่ยวหร่านโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก “รับคำสั่ง”

ก็ดีเหมือนกัน ก็ถือเสียวว่าโอรสสวรรค์หนึ่งรัชสมัยก็ต้องมีขุนนางหนึ่งรัชสมัย สามารถใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบบนภูเขาได้ยี่สิบสามสิบปี สร้างบ้านพักตากอากาศขึ้นมาหลังหนึ่งเลี้ยงนกปลูกดอกไม้

เหมือนอย่างคำโบราณที่บอกไว้ว่า “เพิ่งเย็น โอ่งปลา ดอกทับทิมบานสะพรั่ง ท่านอาจารย์มีสุนัขอ้วนพีกับเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่เคียงข้าง” นี่ก็เป็นวันคืนอันผ่อนคลายเงียบสงบที่ตนเคยปรารถนาแม้ในยามหลับฝันเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

ซูคานถามอย่างสงสัย “ยังมีเรื่องดีแบบนี้ด้วยหรือ? ในนี้ไม่มีแผนการ ไม่มีกับดักอะไรจริงๆ?”

เฉินผิงอันปรายตามองเขา

ไม่เพียงแต่เหนี่ยนซิน ต่อให้เป็นเผ่าปีศาจทั้งหลายที่ชมเรื่องสนุกอยู่ก็ยังรู้ความหมายเรียบง่ายของสายตานี้ของอิ่นกวานหนุ่ม นั่นคือประโยคเดียว เจ้าคู่ควรด้วยหรือ?

แต่ซูคานกลับไม่ถือสา เอ่ยว่า “วันใดราชครูมีเวลาว่างก็ไปนั่งเล่นที่เรือนของข้าได้ ไปรำลึกความหลัง เปิดปฏิทินเหลืองเก่าแก่กัน เอามาเป็นกับแกล้มแกล้มสุรา คิดดูแล้วรสชาติต้องยอดเยี่ยมมากแน่นอน”

ก่อนหน้านี้สรวงสวรรค์เก่าได้ถูกสรวงสวรรค์ใหม่เข้ามาแทนที่ แล้วสรวงสวรรค์ใหม่ก็ปลิวสลายไปตามสายลมพร้อมกับการตายดับสู่โลกมนุษย์ของโจวมี่ด้วย

ซูคานก็ดี เฟิงอี๋ก็ช่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าที่แปดเปื้อนธุลีแดงมานานเป็นหมื่นปีแล้วอย่างพวกเขากลับเหมือนมนุษย์มากยิ่งกว่า

ขอแค่มีชีวิตอยู่มานานพอ มองดูเรื่องราวทางโลกมามากพอ ก็จะค้นพบว่าของใหม่ที่สามารถหลอกตาผู้เชี่ยวชาญได้แนบเนียนที่สุดส่วนใหญ่มักจะถูกทำให้เป็นของเก่าเสมอ

เฉินผิงอันพยักหน้ารับ

โลกมนุษย์ส่ายไหวโงนเงน พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วหมื่นปี ข้าและท่านทั้งหลายล้วน อยู่ร่วมความฝันแห่งดวงวิญญาณเดียวกัน

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทพิเศษ ตอนที่ 12.1 ทำให้ดูเก่า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย