กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 17.1 ถามตอบ
ดื่มสุรากันไปสามรอบ ใบหน้าใบหูเริ่มแดง เด็กชายชุดเขียวกับเทพเซียนผู้เฒ่าจิ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะของพวกช่างเตาเผามังกร ถือว่าช่วยรับรองแขกให้
เวลานี้เฉินหลิงจวินสนิทสนมกับ “ผู้อาวุโส” เหล่านั้นแล้ว เริ่มโหวกเหวกเล่นทายหมัดเสียงดัง ต่างก็ใช้ภาษาถิ่นของเมืองเล็กรวมกับท่ามือ
ตะโกนถ้อยคำในการละเล่นว่าหกหกราบรื่น สีแดงมงคลอบอวลทั่วทั้งห้องโถงเสียงดังขึ้นๆ ลงๆ
เดิมทีแขกโต๊ะนี้ยังมีท่าทีระมัดระวังสำรวมกันอยู่บ้าง แต่พอถูกเด็กชายชุดเขียวพาเล่นสนุกเช่นนี้ บวกกับที่พวกหลิวเสี้ยนหยางแวะมาดื่มสุราคารวะ บอกว่าดื่มให้เต็มที่ พวกเขาก็เลยดื่มกันอย่างเต็มที่จริงๆ
ก่อนหน้านี้จิ่งเฮาเห็นว่าขนาดเฉินผิงอันก็ยังไม่ได้นั่งโต๊ะประธาน เขาก็เลยไม่ขยับไปใกล้เจ้าลัทธิศาลบุ๋นสองท่านและเจียงไท่กงแห่งศาลบู๊อย่างรู้กาลเทศะ
แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางในเรื่องนี้ เมื่อมีอายุการฝึกตนและขอบเขตอย่างจิ่งเฮา หากจะต้องให้ดูแลครอบคลุมรอบด้านอย่างครบถ้วนก็ไม่ถูกต้องแล้ว
พ่อครัวเฒ่าถอดผ้ากันเปื้อนออก ถูกจงเชี่ยนบังคับลากออกจากห้องครัวไปที่โต๊ะสุราด้วยกัน
จูเหลี่ยนปฏิเสธลูกพี่ใหญ่สายอาหารมื้อดึกผู้นี้ไม่ได้ก็เลยปัดชายแขนเสื้อ ยิ้มถามว่า “รสเค็มรสจืดพอดีหรือไม่?”
จงเชี่ยนคาบไม้จิ้มฟัน “วันหน้ารอให้พวกเรากลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วแล้ว อาหารมื้อดึกต้องทำตามมาตรฐานนี้นะ”
จูเหลี่ยนยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น จงเชี่ยนเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ก็ไม่รู้ว่าทำไม พอลงจากภูเขาก็คิดถึงบนภูเขาทันที ขนาดตอนอยู่พื้นที่มงคลรากบัวก็ยังไม่เป็นแบบนี้เลยนะ”
จูเหลี่ยนไม่ได้ถีบเขา ยิ้มเอ่ยว่า “ดี แต่ก็ไม่ดีด้วย แก่นแท้ของวีรบุรุษ ท้ายที่สุดแล้วต้องกลับคืนสู่รากเหง้า ไปสร้างบารมีแปดทิศอยู่ข้างนอก พอกลับมาถึงบ้านเกิดก็ยังเป็นเพียงแค่ชาวบ้านคนหนึ่ง สะพายย่ามที่ภายในไม่ใช่บทกวีก็เป็นเรื่องเล่าขาน”
จงเชี่ยนพยักหน้า คงเป็นเพราะตอนอยู่บนภูเขาลั่วพั่วก็อ่านหนังสือเหมือนกัน ทุกวันนี้คำพูดคำจาจึงมีความพิถีพิถันมากขึ้นแล้ว
“จะว่าไปแล้ว คิ้วตาของคนงาม บทเพลงพื้นบ้านอันอ่อนหวาน รสชาติอาหารบ้านนอก และความคิดถึงถิ่นฐานล้วนซึมซาบอยู่ในท้องไส้และหัวใจ และยังมีรสมือของพ่อครัวเฒ่าที่รั้งใจคนไว้ได้ดีที่สุด”
จูเหลี่ยนยกเท้าขึ้นโดยตรง “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เอาตำราสิบหกเล่มที่ขโมยไปไว้ในย่ามสะพายหลังคืนมาให้ข้าสิ มาพล่ามคำพูดเสียดหูอยู่ตรงนี้ ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ แสร้งทำเป็นฟังภาษาคนไม่เข้าใจใช่ไหม?”
กู้ช่านวิ่งไปอาเจียนมาก่อนแล้ว พิงรั้วอาเจียนเอาของที่กินเข้าไปออกมา สภาพกระเซอะกระเซิงยิ่ง
กู้หลิงเยี่ยนเดินนวยนาดตามมา ตบหลังให้เขาเบาๆ บ่นเขาว่าดื่มเร็วเกินไปแล้ว ระวังหน่อย
กู้ช่านบอกให้นางกลับไปก่อน กู้หลิงเยี่ยนตวัดตามองค้อนใส่เขา แต่ก็ยอมกลับไป
ได้ยินเสียงกู้ช่านอาเจียนแห้งๆ อยู่ตรงนั้นอีก เห็นเขายกแขนขึ้นข้างหนึ่งบอกนางว่าช่วยเอาน้ำสะอาดมาให้ข้าชามหนึ่ง นางก็ทั้งขันทั้งฉุน เหลียวหลังมายิ้มให้อย่างเย้ายวน
หนิงเหยาที่ประทินโฉมบางๆ ดื่มจนเริ่มเมากรึ่มๆ มีเพียงเฉินผิงอันที่ยิ่งดื่มดวงตาก็ยิ่งสว่างไสว
ความคอแข็งของเขามีบารมีองอาจราวกับว่าสามารถปัดกวาดศัตรูนับพันได้
หลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่ที่เนื่องจากเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมีความสามารถในการช่วยดื่มแทนดีเกินไป ความสามารถในการดื่มสุราคารวะผู้อื่นก็ยิ่งชำนาญเชี่ยวชาญ
กลับกลายเป็นว่าพวกเขาสองคนรู้สึกดื่มได้ไม่สาแก่ใจมากพอ ดังนั้นฉวยโอกาสตอนที่เซอเยว่ไปเปลี่ยนชุดพักผ่อน
หน่วนซู่จึงรีบวิ่งไปที่ห้องครัว หิ้วเอากล่องอาหารลงรักสีแดงใบหนึ่งที่เตรียมไว้ก่อนแล้วมา
ด้านในบรรจุของกินแกล้มสุรา รสชาติละเมียดละไม มีทั้งขาหมูรมควันกึ๋นเป็ด กระเพาะหั่นเป็นชิ้นและปลาทะเลที่หั่นบางดุจปีกจักจั่น
กินคู่กับน้ำจิ้มง่ายๆ สองสามอย่างเช่นเต้าหู้ยี้และน้ำจิ้มพริก ราวกับว่าก่อนจะขยับตะเกียบ แค่มองก็อิ่มตาแล้ว
เซอเยว่กินอย่างเอร็ดอร่อยพลางนับ “เงินใส่ซอง” ไปด้วย ซองแดงและของขวัญประเภทต่างๆ วางรวมกันไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง กองกันเป็นภูเขาลูกย่อม
แต่ไหนแต่ไรมาเซอเยว่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินเงินทองอยู่แล้ว บนเส้นทางการฝึกตนก็ไม่เคยขาดวัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดิน แต่ใครบ้างที่ไม่ชอบผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์เป็นกอบเป็นกำกันเล่า
คันฉ่องประทินโฉมที่หลอมมาจากหินหน้าผาหลังวัวดาบานนั้นถือว่าเป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีของเฉินผิงอันกับหนิงเหยา
เซี่ยโก่วกับเสี่ยวโม่แน่นอนว่าก็มีเงินใส่ซองของตัวเองด้วย คือซากปรักตำหนักก่วงหันบรรพกาลแห่งหนึ่งที่อยู่ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ ถูกเสี่ยวโม่พากลับมาที่ภูเขาลั่วพั่ว
แน่นอนว่าไม่ลืมให้สหายปี้เชียวร่ายวิชาอภินิหารรวบจักรวาลให้เล็กเท่าเมล็ดงา นี่แสดงให้เห็นว่าเสี่ยวโม่ไม่เกรงใจสหายปี้เซียวจริงๆ
หลิวเสี้ยนหยางพลันตบโต๊ะ “วันนี้ไม่ต้องก่อกวนห้องหอแล้ว ต่างคนต่างไปทำธุระของตัวเองเถอะ
เฉินผิงอันขาดการประชุมช่วงเช้าไปแล้ว ดื่มอีกนิดหน่อยก็รีบกลับไปที่จวนราชครูซะ กู้ช่านกับกู้หลิงเยี่ยนก็สามารถกลับสู่เหยาทวีปได้แล้ว
หมี่ลี่น้อยออกเดินทางต่อวันหน้าไปถึงทักษินาตยทวีปก็บอกชื่อของหลิวสัปหงกออกไป…”
กู้ช่านหัวเราะหึหึ “ต่างก็ไปทำธุระของตัวเอง? แล้วเจ้าล่ะทำธุระอะไร?”
เซอเยว่ถลึงตาใส่อย่างอับอายระคนขุ่นเคือง “เจ้าขี้มูกยืดน้อย ทำไมเจ้าถึงทำตัวเป็นอันธพาลล่ะ”
โชคดีที่ไหวลู่มาแล้ว ไม่อย่างนั้นเครื่องประทินโฉมบนใบหน้าของเซอเยว่ก็จะเหมือนเปิดร้านขายชาดจริงๆ
เวลานี้มองไปแล้วให้ความหมายว่าจะแต่งเข้มหรือแต่งอ่อนก็ล้วนงดงามเหมาะสม
เซี่ยโก่วบอกว่าอยากจะช่วยเติมเครื่องประทินโฉมให้ ยังบอกด้วยว่าอ่านเจอวิธีการทำผมมวยสูงจากบางยุคสมัย หากเพิ่มด้วยปิ่นระย้าสีทองอีกสักสี่ห้าชิ้นเหมือนการปักบุปผาลงบนผ้าแพรก็จะงดงามอย่างถึงที่สุด
เซอเยว่ที่กินดื่มอิ่มหนาเช็ดมุมปากแล้วเวลานี้ก็ปล่อยให้เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเอานางไปฝึกปรือฝีมือ
กู้ช่านมองเฉินผิงอัน เรื่องอย่างการก่อกวนห้องหอนี้ก็ไม่ใช่เจ้าที่ฮึกเหิมเอาจริงเอาจังที่สุดหรอกหรือ?
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าก็เคยโน้มน้าวกู้ช่านแล้วแต่เขาไม่ฟัง ดึงดันจะก่อกวนให้ได้”
กู้หลิงเยี่ยนร้องโอ้โห ยกนิ้วเรียวยาวที่ทาด้วยน้ำมันทาเล็บสีแดงสดขึ้นมา รู้สึกอยุติธรรมแทนคุณชายของตัวเอง
หมี่ลี่น้อยเอนหลังพิงเก้าอี้ กินอิ่มจนพุงกางแล้ว นางแกว่งเท้าเล็กๆ ส่งเสียงเรอ ตอนนี้ไม่สะดวกจะพูดทวงความเป็นธรรมอะไรแทนเจ้าขุนเขา
หลี่เซินหยวนมาเคาะประตูอย่างขลาดๆ กู้หลิงเยี่ยนลุกขึ้นไปเปิดประตู
เอ่ยเสียงเบาว่า “ราชครูเฉิน อาจารย์บอกว่าพวกอาจารย์ต่งไปชมทัศนียภาพที่ศาลาบนภูเขา รบกวนให้ท่านไปช่วยรับรองหน่อยขอรับ”
เฉินผิงอันผงกศีรษะยิ้มรับ “เจ้าเองก็ช่วยนำทางให้ข้าหน่อย”
หลี่เซินหยวนบากหน้าตอบตกลง
มีศาลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี การมองเห็นเปิดกว้าง สามารถมองไกลๆ ไปเห็นแม่น้ำสายหนึ่งที่เลื้อยลดคดเคี้ยว
เจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ยังดีหน่อย แต่อาจารย์ต่งและอาจารย์หันแห่งศาลบุ๋นต้องไม่ได้ดื่มเหล้าแบบนี้มานานแล้วอย่างแน่นอน
ลมพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ลอยโชยมาปะทะใบหน้า มองโลกมนุษย์ด้วยสายตาของคนเมา ภูเขาสายน้ำทับซ้อนภูเขาสายน้ำ มองทั้งชีวิตก็ไม่รู้จักพอ
หากสายตาดีพอก็จะเห็นเหล่านางคณิกาและนักขับร้องนั่งรถประดับประดางดงาม ไม่ก็เป็นเหล่าสาวงามในครอบครัวของขุนนางที่แต่งกายวิจิตรออกขี่ม้าเที่ยวเลียบลำน้ำเงาร่างอรชรของพวกนางประหนึ่งสะท้อนอยู่ในกระจกใส
“ฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น ฤดูใบไม้ร่วงหนาวเย็น คิมหันต์จากไปวสันต์มาเยือน เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี”
เฉินฉุนฮว่าเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ข้ามองโลกในแง่ร้าย เดิมทีก็เตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้ว หากโจวมี่ทำสำเร็จ เผ่าปีศาจจะต้องเป็นใหญ่ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นตลอดยี่สิบปีมานี้ข้าจึงรีบร้อนเขียนตำราประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งให้กับลัทธิขงจื๊อ เพื่อที่จะให้เหล่ามนุษย์ทั้งหลายในอีกร้อยปีพันปีข้างหน้าสามารถมองเห็นประวัติศาสตร์ของไพศาลในอดีตได้อย่างเลือนราง
ต่อให้จะมีแค่คนไม่กี่คนที่ได้เห็น ต่อให้จะแค่เปิดหน้าหนังสือไม่กี่หน้า ตำราประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ เล่มนี้ก็ยังมีความหมาย”
อาจารย์หันยิ้มเอ่ย “เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าประโยคสุดท้ายในตำราประวัติศาสตร์เก่าเล่มท้ายสุด กลับเป็นประโยคแรกในตำราประวัติศาสตร์ใหม่ของโลกมนุษย์ใหม่”
เฉินฉุนฮว่าหัวเราะอย่างมีความสุข “ต่อให้เป็นต้นฉบับที่ถูกละทิ้ง สิ่งที่เขียนไปก็ไม่ได้เสียเปล่าอย่างแน่นอน
บอกตามตรง หวนกลับมาอ่านตำราเล่มนี้อีกครั้ง ส่วนที่ถูกนั้นมีน้อยส่วนที่ผิดมีเยอะ โชคดีที่ไม่ได้นำไปจัดพิมพ์ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการสิ้นเปลืองไม้แกะตัวพิมพ์โดยเปล่าประโยชน์”
เฉินผิงอันมาที่ศาลาหลังนี้ หลังจากโค้งตัวคารวะแล้วก็ยิ้มเอ่ย “เป็นความเห็นส่วนตัวความหมายของความรู้เรื่องการ “ไหลสู่กระแสธรรม” ช่วยบุกเบิกเส้นทางสายหนึ่งที่สามารถเดินได้ให้ผู้ที่ศึกษารุ่นหลัง
แน่นอนว่ามีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ถูกประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นเส้นทางการศึกษาหาความรู้ที่ผิด แต่ก็มีความหมายอย่างมากเช่นเดียวกัน
จะเป็นต้นฉบับที่ถูกละทิ้งได้อย่างไร ผู้เยาว์อยากจะขอคัดลอกมาสักฉบับ”
อาจารย์ต่งพยักหน้าเอ่ยชื่นชม “ได้สิ”
ผู้เฒ่าที่มีเทวรูปตั้งบูชาเป็นองค์ประธานอยู่ในศาลบู๊ซึ่งถูกเรียกขานว่าเจียงไท่กงก็ไม่อ้อมค้อม ถามว่า “อาจารย์เฉิน ไม่ทราบว่าเจียงเซ่อมองศาลบู๊ในทุกวันนี้อย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจียงเซ่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดูแลกิจธุระของสำนักการทหารอีกต่อไปก่อนจะลงจากภูเขา เขาได้เอ่ยความในใจมาประโยคหนึ่ง บอกว่าจะคิดเสียว่าตัวเองฝันหวานถึงวิถีทางโลกที่สงบสุขหมื่นปี”
เจียงไท่กงเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ดูท่าข้ายังดูแคลนความใจกว้างของเจียงเซ่อมากเกินไป ไม่ว่าจะมองเจียงเซ่อสูงอย่างไรก็ไม่เกินกว่าเหตุจริงเสียด้วย”
อาจารย์ต่งถาม “ทางฝั่งของป๋ายเจ๋อล่ะ?”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “แทบจะสามารถมั่นใจได้แล้วว่าป๋ายเจ๋อจะต้องเป็นผู้ฝึกตนคนแรกที่เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าแน่นอน”
อาจารย์ต่งถาม “คือความตั้งใจของเจิ้งจวีจงหรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าหลี่เซินหยวนยืนอยู่นอกศาลา เหม่อมองบุคคลใน “ประวัติศาสตร์” ที่อยู่ใน “ภาพแขวน” อยู่ในตำรา ซึ่งเวลานี้อยู่ในศาลาอย่างเหม่อลอย
ระหว่างที่เดินมาอาจารย์เฉินถามเขาว่ากล้าเข้าไปในศาลาด้วยกัน พูดคุยกันต่อหน้าสักสองสามประโยคหรือไม่ เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำทันใด ส่ายหน้าแรงๆ บอกว่าไม่กล้า ไม่กล้าจริงๆ
พวกอาจารย์ต่งกลับไปที่งานเลี้ยงกันต่อ เด็กหนุ่มก็ตามไปด้วย แล้วก็ถือโอกาสพูดคุยเรื่องการศึกษาหาความรู้ไปด้วย อายุและลำดับอาวุโสอาจจะต่างกันมาก ทว่าความรู้ในและนอกตำรากลับเชื่อมโยงถึงกันได้
เฉินผิงอันอยู่ต่อในศาลา เยว่ติ่งก็ปลีกตัวมาหลบอยู่ที่นี่เหมือนกัน เป็นเพราะเด็กชายชุดเขียวที่มีฉายาว่าจิ่งชิงผู้นั้นเป็นคนนำพาคนครึ่งโต๊ะมาวนดื่มสุราคารวะ
ถึงอย่างไรเยว่ติ่งก็เป็นคนในวงการขุนนางภูเขาสายน้ำ กลัวว่าเมาแล้วจะเสียกิริยา พอดีกับที่เจ้าขุนเขาเฉินก็มาแอบอู้ในศาลาเหมือนกัน
ทั้งสองฝ่ายจึงพูดคุยกันถึงรายละเอียดหลังจากที่ภูเขาเจินอู่ลงนามเป็นพันธมิตรกับภูเขาลั่วพั่ว
หากกลับไปดื่มเหล้าต่อ เฉินผิงอันต้องสามารถกินได้ถึงอาหารจานร้อนจานสุดท้ายอย่างแน่นอน เพียงแต่หลิวเสี้ยนหยางบอกแล้วว่าจะปล่อยให้พวกอาจารย์ต่งดื่มจนลงไปนอนกองกับพื้นจริงๆ ไม่ได้
เฉินผิงอันนอนอยู่บนม้านั่งยาวเพียงลำพังอย่างสะลึมสะลือ คิดว่าจะงีบหลับสักครู่ กระทั่งตอนที่ตื่นขึ้นมาถึงได้สังเกตเห็นว่าตัวเองนอนหนุนอยู่บนตักของหนิงเหยา
หนิงเหยาลูบหัวคิ้วของเขาอย่างอ่อนโยน เฉินผิงอันถามว่าเวลาอะไรแล้ว หนิงเหยาบอกว่าประมาณต้นยามเซินแล้ว
เฉินผิงอันลุกขึ้นนั่ง ยืดแขนบิดขี้เกียจ กดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า “เจ้างามกว่าเจ้าสาวเสียอีก”
ชุยตงซานกับเจียงซ่างเจินกลับไปที่เกาะกงหลิ่วอีกครั้ง บอกว่าอีกไม่นานสำนักกุยหยกจะมีคนมาตรวจบัญชีกับสำนักเจินจิ้ง
เสี่ยวโม่ไปปิดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอย เซี่ยโก่วเองก็ไปที่เนินสู่เหยา ทั้งเป็นการปกป้องมรรคาและเป็นการพิศมรรคา
พวกหมี่ลี่น้อยก็เริ่มออกเดินทางไกลอย่างเป็นทางการ แต่จงเชี่ยนกลับต้องแบกเด็กชายชุดเขียวไปด้วย ฝ่ายหลังพูดจาตามประสาคนเมาโหวกเหวกว่าพวกเราสองพี่น้องรักกัน
จูเหลี่ยนและเทพเซียนผู้เฒ่าเจียยังคงอยู่ในภูเขา
คนมีรักสุดท้ายได้ครองคู่กัน บุปผางดงามดวงจันทร์กลมโตคนอายุยืนยาว เรียนหนังสือเรียนกระบี่เรียนมรรคา หาเงินสร้างชื่อเสียงสร้างคุณงามความดี เชื่อว่าร้อยบุปผาในโลกมนุษย์จะต้องเบ่งบานอย่างแน่นอน
เฉินผิงอันไปส่งหนิงเหยาที่ม่านฟ้าของแจกันสมบัติทวีปก่อน มองส่งนางกลับไปยังใต้หล้าห้าสี หลังจากนั้นก็พาพวกลูกศิษย์ทั้งหลายไปที่จวนราชครู
เฉาฉิงหล่างยังถกวิชาความรู้อยู่กับหลินโส่วอี กวอจู๋จิ่วกับเผยเฉียนไปเดินเล่นงานวัดในเมืองหลวงกันต่อ
เฉินผิงอันนั่งอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ นวดคลึงหว่างคิ้ว ให้หรงอวี๋ช่วยยกชาร้อนถ้วยหนึ่งมาให้
แล้วเรียกสวินชวี่เลขาธิการฝ่ายบุ๋นคนใหม่มาถามถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างลำน้ำร้อยบุปผาที่ร่วมมือกับพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
เฉาเกิงซินมาระบายทุกข์ที่จวนราชครู ในมือถือจดหมายมาด้วยปีกใหญ่ บอกว่าสองวันนี้มีทั้งคนที่มาขอร้องแทน มาอธิบายเหตุผล มาโอ้อวดคุณความดีความชอบและวางท่าอวดเบ่งกับเขา กลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว
รองเจ้ากรมเฉานอนทิ้งตัวอยู่บนเก้าอี้ แกว่งน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกสีม่วง ทำหน้าหนาถามว่าจวนราชครูมีเหล้าไหม?
หรงอวี๋จึงได้แต่ไปหยิบเหล้าหมักฉางชุนกาหนึ่งมาให้ เฉาเกิงซินแกะผนึกดินออก เทเหล้าลงไปเต็มน้ำเต้า
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้ากรมขุนนางของเมืองหลวงสำรองได้ลาออกจากการเป็นขุนนางแล้ว เจ้าอยากไปหลบอยู่ที่ลั่วจิงหรือไม่? การโยกย้ายครั้งนี้ถือว่าไปรับตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน
พวกโจวไห่จิ้งกับถ่ายเยี่ยนอยากสร้างโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนแห่งที่สองไม่ใช่หรือ พอดีกับที่สามารถเป็นผู้ติดตามลับของเจ้าได้ด้วย หากยังรังเกียจว่าไม่พอ ข้าสามารถเพิ่มองครักษ์ออกหน้าออกตาให้เจ้าได้อีกคนหนึ่ง”
เฉาเกิงซินถาม “แล้วเหวยเลี่ยงจะทำอย่างไร? เขาเป็นรองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายของกรมขุนนางมานานหลายปีแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “เขา และยังมีเว่ยหลี่แห่งกรมพิธีการ หลิวสวินเหม่ยแห่งกรมกลาโหมคนประมาณยี่สิบกว่าคน ช่วงนี้ล้วนจะต้องถูกโยกย้ายจากเมืองหลวงสำรองมายังเมืองหลวง”
เฉาเกิงซินครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้ ต่อให้ระดับขั้นเหมือนกัน ถึงอย่างไรถูกเรียกว่าใต้เท้าเจ้ากรมก็มีหน้ามีตายิ่งกว่ารองเจ้ากรม
ใช่แล้ว ราชครู คำว่าองครักษ์ออกหน้าออกตา สรุปคือเทพเซียนจากที่ใดกันแน่? ต่อสู้เก่งไหม?”
บอกว่าคนมีความสามารถในวงการขุนนางของเมืองหลวงสำรองเบียดเสียดกันแออัดก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ประเด็นสำคัญคือทางฝั่งของเมืองลั่วจิง ขุนนางที่เป็นคนในท้องถิ่นของต้าหลีกลับกลายเป็นว่ามีจำนวนน้อย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก็พอได้กระมัง คือผู้ฝึกยุทธเผ่าปีศาจคนหนึ่งที่เพิ่งไปงมตัวออกมาจากในคุก มีชื่อว่าจ้าวหลวน เป็นคอขวดขอบเขตเดินทางไกล
ได้บำรุงดีๆ ไม่กี่วัน ไม่แน่ว่าพวกเจ้ายังไม่ทันเดินทางถึงลั่วจิง เขาก็เป็นขอบเขตยอดเขาแล้ว เอามาไว้ในจวนราชครูมีประโยชน์ไม่มาก อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ว่าเจ้าต้องระวังหน่อย จ้าวหลวนมีกลอุบายล้ำลึก หัวสมองดี หลอกได้ไม่ง่าย”
เฉาเกิงซินเอ่ย “ไอ้หมอนนี่จะเสียสติคลุ้มคลั่งลุกขึ้นมาฆ่าคนกะทันหันหรือไม่?”
เฉินผิงอันกล่าว “ก็ไม่แน่ ดังนั้นเจ้าต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของสถานการณ์จะพาเขาไปลั่วจิงด้วยหรือไม่ก็ตามใจเจ้า”
บทพิเศษ ตอนที่ 17.2 ถามตอบ
เฉาเกิงซินลังเลอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะหึ ตัดสินใจได้แล้วจึงเอ่ยว่า “เอาไปด้วยก็แล้วกัน พาพวกบ่าวไพร่ดุดันสองสามคนออกไปเดินเตร่ตามถนน เที่ยวเล่นเกี้ยวพาราสีสตรีชาวบ้าน คือชีวิตลูกผู้ดีเสเพลที่ข้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด
ไปถึงเมืองลั่วจิงก็ปลอมตัวออกตรวจตราโดยไม่เปิดเผยฐานะ ทะเลาะกับคนบนเส้นทางเดียวกันที่ตาไร้แววในเหลาสุราหรือไม่ก็บนถนนสายใหญ่ ต่างคนต่างประชันกันเรื่องภูมิหลังชาติตระกูล
ข้าเองก็ไม่รีบร้อนเปิดเผยตัวตน รอให้พวกเขาถามข้าว่ารู้หรือไม่ว่าพ่อของพวกเขาคือใคร ข้าค่อยถามพวกเขาว่ารู้หรือไม่ว่าข้าผู้เป็นขุนนางคือใคร?! จุ๊ๆ แค่คิดก็รู้สึกว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
เฉินผิงอันมอบคำหนึ่งให้เป็นรางวัล “ไสหัวไป”
เฉาเกิงซินหยิบเหล้าหมักฉางชุนบนโต๊ะน้ำชาขึ้นมากระดกดื่มเหล้าที่เหลืออีกสี่ห้าหยด เดินไปบนระเบียง เตร็ดเตร่มุ่งหน้าไปยังห้องครัวของจวนราชครู
นอกจากจะเอ่ยขอบคุณแม่ครัวคนหนึ่งที่ยืนเหม่ออยู่ข้างโต๊ะแล้วยังบอกด้วยว่าตนจะไปลั่วจิง
อวี๋ชิ่งแม่ครัวที่ได้สถานะสายของอิงเถาชิงอีคืนมา นางถูกใต้เท้ารองเจ้ากรมที่มีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ผู้นี้ทำให้มึนงงไปหมด ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกข้าเรื่องพวกนี้เลยไม่ใช่หรือ?
หรงอวี๋ยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ข้างกายมีจ้าวหลวนและเถี่ยจ่าวยืนอยู่
นางยิ้มเอ่ยเตือนว่า “รองเจ้ากรมเฉา พวกโจวไห่จิ้งอยู่ที่สำนักเต๋าของเก๋อหลิ่งแล้ว รอให้ท่านไปปรึกษาเรื่องการเดินทางไปยังลั่วจิง”
เฉาเกิงซินสีหน้าเป็นปกติ แต่แท้จริงแล้วกลับปวดหัวยิ่งนัก คำพูดเหล่านั้นของเฉาผิงผู้เป็นท่านอาทำให้เขาหวาดผวาไม่คลาย
มองผู้เฒ่าเครายาวที่ร่างผอมโปร่ง เฉาเกิงซินก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนี้คือ?”
หรงอวี๋ยิ้มตาหยี “นามแฝงว่าเถี่ยจ่าว เป็นผีขอบเขตก่อกำเนิด ราชครูบอกว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง รองเจ้ากรมเฉาได้กำไรก้อนโตแล้ว”
เฉาเกิงซินยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ยังดี”
……
อำเภอที่อยู่ในอาณาเขตของภูเขาฉีอวิ๋น อันที่จริงยังมีสตรีที่ควรจะไปร่วมแสดงความยินดีที่ยอดเขาโหยวอี๋อยู่อีกคน แต่นางกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน มานั่งตำหนิน้อยใจตัวเองอยู่ที่นี่
สั่งอาหารรสเลิศขึ้นชื่อในท้องถิ่นของเหลาสุรามาสี่ห้าจาน แต่สุดท้ายแล้วนางก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะไปพบอาจารย์หร่วน ไปพบเจ้าประมุขคนปัจจุบันอย่างหลิวเสี้ยนหยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์พี่หญิงสวี
นางก็คือหลิ่วอวี้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเหลิ่งฉี่แห่งยอดเขาฉงจือ ทุกวันนี้เป็นขอบเขตประตูมังกร กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตคือ “ตี๋ฮวา”
อันที่จริงออกจากบ้านมาครั้งนี้ทั้งเป็นความตั้งใจของหลิ่วอวี้เอง แล้วก็เป็นคำแนะนำของอวี่หลิ่นแห่งยอดเขาอวี่เจี่ยวด้วย
ตอนนั้นอวี่หลิ่นพูดเสียไพเราะ ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเราต่างก็เริ่มเดินเข้าสู่วิถีกระบี่ที่สำนักกระบี่หลงเฉวียน แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะค่อนข้างเสียดายที่ไม่มีวาสนาได้เป็นอาจารย์และศิษย์กับอาจารย์หร่วน แต่พวกเราควรต้องรู้จักสำนึกในบุญคุณ
อีกอย่างหลิวเสี้ยนหยางถามกระบี่กับภูเขาตะวันเที่ยงคือความแค้นส่วนตัว ตอนนั้นพวกเรารับกระบี่ก็เพียงแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ถอยไปพูดหมื่นก้าวนั่นก็เป็นหลักการเหตุผลที่ว่าความแค้นควรชำระสะสางไม่ควรผูกปมแค้นต่อกันไม่ใช่หรือ?
นี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อวี่หลิ่นสามารถกลายมาเป็นเซียนกระบี่โอสถทองภายในอายุสามสิบปี เป็นเจ้าแห่งยอดเขาของภูเขาตะวันเที่ยงได้กระมัง?
ก็ถือเสียว่าตัดปัญหาเรื่องหนึ่งไปได้ มักจะต้องเป็นคนเฉลียวฉลาดเช่นนี้ที่อยู่ในสังคมอันมั่งมีศักดิ์ศรีหรือไม่ก็อยู่ในสนามแห่งชื่อเสียง ถึงจะโดดเด่นเป็นที่หนึ่งและกอบโกยผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
ผลได้ผลเสียระหว่างนี้ สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็มักจะเป็นการรับผลในสิ่งที่ตัวเองทำไว้เสมอ
หลิ่วอวี้มีสีหน้าอัดอั้น ความคิดของนางเรียบง่าย ไหนเลยจะเฉลียวฉลาดรอบด้านปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ดี ยึดได้หดได้อย่างอวี่หลิ่น
นางรู้สึกแค่ว่าตัวเองติดค้างบุญคุณใหญ่เทียมฟ้าต่อสำนักกระบี่หลงเฉวียน บางครั้งก็รู้สึกเสียใจภายหลังว่าการที่ปีนั้นยืนกรานว่าจะลงจากภูเขา ออกมาจากสำนักกระบี่หลงเฉวียน คือการตัดสินใจที่ผิดหรือไม่?
เหมือนอย่างหลูซีถิง หลีหลางหวน ปีนั้นก็ขึ้นเขามาฝึกกระบี่พร้อมกับหลิ่วอวี้ อวี่หลิ่นพวกต่งกู่ สวีเสี่ยวเฉียวและเซี่ยหลิง
ปีนั้นพวกเขาต่างก็เคยถ่ายทอดวิชาความรู้แทนอาจารย์อวี่หลิ่นที่คุณสมบัติดีที่สุดเลือกที่จะมองหาโอกาสที่ดีกว่า พวกต่งกู่ต่างก็ไม่รู้สึกเสียดาย
เซี่ยหลิงยังเคยพูดเยาะหยันเป็นการส่วนตัว เจ้าคิ้วยาวผู้นี้ดูแคลนคนฉลาดอย่างอวี่หลิ่นผู้นี้ที่สุด คือคนโง่เง่าที่เกินจะทนจริงๆ
ทว่าสำหรับการลงจากภูเขาของหลิ่วอวี้ เซี่ยหลิงรู้สึกว่าไม่สมควร ไปอยู่ในสถานที่ที่เหมือนรังโจรอย่างภูเขาตะวันเที่ยงซึ่งเห็นได้ชัดว่าวัดเล็กลมปีศาจแรงตะพาน้ำตื้นก็มีเยอะแห่งนั้น เจ้าหลิ่วอวี้จะเรียนรู้อะไรได้?
เพียงแต่เซี่ยหลิงพูดแค่ครั้งเดียวก็คร้านจะโน้มน้าวนางอีก จนใจที่นางเป็นสตรีมีความรัก ไหนเลยจะฟังหลักการเหตุผลพวกนี้เข้าหู
อีกทั้งปีนั้นหลิ่วอวี้ยังเป็นเด็กสาววัยสิบสามสิบสี่ปี ที่เพิ่งเคยมีความรักครั้งแรก ทั้งนางยังเป็นสตรีที่ไม่เข้าใจเรื่องทางโลก รู้สึกแค่ว่าระหว่างฟ้าดินแห่งนี้มีเพียงคำว่า “รัก” เท่านั้นที่เป็นความจริง
ในสายตาของเด็กสาวคนบนโลกมีมากมาย แต่นางกลับเห็นแต่บุรุษที่นางรักเพียงคนเดียว ต่อให้เป็นสวีเสี่ยวเฉียวก็ตาม จะเกลี้ยกล่อมนางได้อย่างไร จะบอกให้เด็กสาวเปลี่ยนใจหรือ?
ลงจากเขาแล้วขึ้นเขาอีกครั้ง ก็ยังคงผู้ฝึกตนที่หลอมกระบี่ หลายปีมานี้หลิ่วอวี้มักจะเศร้าใจราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญไป
บนโต๊ะคืออาหารตามฤดูกาลที่มีครบทั้งกลิ่นและสีสันน่ากิน แต่หลิ่วอวี้กลับรู้สึกว่ารสชาติเหมือนเคี้ยวเทียน ดื่มสุราชั้นเลวไปไม่กี่จอกก็วางเงินไว้ก้อนหนึ่ง ไม่ได้เรียกลูกจ้างมาคิดเงินก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากเหลาสุราแล้ว
หลิ่วอวี้ท่าทางเศร้าซึมเหงาหงอย ยอดเขาโหยวอี๋คงไม่ไปแน่แล้ว เพราะถึงอย่างไรนางก็กลัวคนผู้นั้นลึกจนถึงกระดูกไปแล้ว
รอกระทั่งคนผู้นั้นได้เป็นราชครูต้าหลี ยอดเขาทั้งหลายของภูเขาตะวันเที่ยงก็เหมือนอยู่ในช่วง…เข้าพรรษา
การประชุมในศาลบรรพจารย์คราวก่อน บรรยายกาศเคร่งเครียดจนทำให้คนหายใจไม่ออก แน่นอนว่าก็มีคนที่ไม่กลัวอะไรเลยเหมือนกัน ล้วนเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
หลิ่วอวี้ถอนหายใจอีกครั้ง เดินเข้าไปในตรอกที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ทำมุทราคาถากระบี่ ขี่กระบี่มุ่งหน้าไปยังถนนหลวงเส้นหนึ่งที่อยู่รอบตัวอำเภอ
ขวางพวกลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของยอดเขาต่างๆ ไว้ระหว่างทาง พอเห็นหลิ่วอวี้ สีหน้าของพวกเขาต่างก็กระอักกระอ่วน
มีแค่เด็กสาวร่างบางที่ใบหน้างดงามเย็นชาคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะสุขุมเยือกเย็น
แม้ว่าหลิ่วอวี้จะสงสารพวกเขา ทั้งยังอิจฉาที่บนร่างของพวกเขาปราศจากกลิ่นอายของความเสื่อมถอยโรยรา แต่จะปล่อยให้พวกเขาทำตัวเหลวไหลกันไม่ได้ จึงแสร้งทำหน้าดุดัน
“แอบลงจากภูเขาติดตามมาตลอดทาง คิดว่าข้าไม่รู้ร่องรอยของพวกเจ้าจริงๆ หรือ? พวกเจ้ายังคิดจะไปถามกระบี่ที่ยอดเขาโหยวอี๋อีกหรือไร?”
เด็กสาวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์อาหลิ่ว พวกเราก็แค่อยากจะมองยอดเขาโหยวอี้และภูเขาลั่วพั่วอยู่ไกลๆ สักครั้งเท่านั้น จากนั้นก็จะกลับสำนักไปเงียบๆ”
ทุกวันนี้เหลิ่งฉี่ที่เป็นเจ้าแห่งยอดเขาฉงจือได้ “ปิดด่าน” ไปแล้ว กิจธุระของยอดเขาล้วนมีหลิ่วอวี้เป็นคนจัดการดูแล นางได้รับการยกเว้นให้เข้าร่วมการประชุมในศาลบรรพจารย์เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นในสายตาของเด็กพวกนี้ หลิ่วอวี้จึงยังมีบารมีน่าเกรงขาม
หลิ่วอวี้ถามด้วยสีหน้าเย็นชา “เห็นไกลๆ แล้วจะทำอะไรต่อ?!”
เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “เห็นแล้วก็จะกลับ หากมีคนถามว่าพวกเราคือใคร ก็จะบอกไปว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระ พวกเขาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่คิดจะทำอะไรอยู่แล้ว”
หลิ่วอวี้ถูกหยอกจนขำ แต่ก็ยังตีหน้าขรึม เอ่ยสั่งสอนว่า “พูดจาเหลวไหล!”
ได้ยินมาว่านังหนูนิสัยประหลาดผู้นี้ คุณสมบัติในการหลอมกระบี่พอใช้ได้ ไม่ถือว่าโดดเด่น มักจะไปที่ป้ายศิลาแบ่งเขตแห่งนั้นเป็นประจำ
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งมาถึงอย่างไม่ช้าไม่เร็ว สวีเสี่ยวเฉียวพลิ้วกายลงพื้น เก็บกระบี่สอดใส่ฝัก ยิ้มเอ่ยว่า
“แค่มองไม่กี่ทีก็ไม่ถือเป็นปัญหาอะไร ไปที่ประตูภูเขากับข้า ไปเห็นใกล้ๆ ดีกว่า บอกไว้ก่อนว่าอยู่ที่สำนักกระบี่หลงเฉวียนสามารถทำเช่นนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะไปทำแบบนี้ที่ภูเขาลั่วพั่วได้”
หลิ่วอวี้พลันตาแดงก่ำ อยู่กับเด็กๆ กลุ่มนี้ นางคือผู้อาวุโส แต่อยู่กับศิษย์พี่หญิงอวี๋หลิ่วอวี้กลับยังคงเป็นเหมือนเด็กสาวในปีนั้น
สวีเสี่ยวเฉียวหัวเราะ เอ่ยว่า “ไม่ต้องทำตัวห่างเหินเกินไป เจ้าสามารถกลับมาที่นี่ได้ตลอด พวกศิษย์พี่ต่งศิษย์น้องเซี่ยต่างก็ยินดีต้อนรับเจ้า”
รอยยิ้มของหลิ่วอวี้กลับขมขื่นยิ่งกว่าเก่า
พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวต่างดีใจกันสุดขีด ลงจากภูเขามาครั้งนี้ ยิ่งเดินทางมาทางเหนือความกล้าของพวกเขาก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าไม่ว่าใครก็ไม่อยากเปิดปากพูดเป็นคนแรกว่ากลับกันเถอะ
มีเพียงเด็กสาวที่เมื่อครู่นี้พูดกับหลิ่วอวี้เท่านั้นที่จู่ๆ นางกลับถามคำถามที่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง “เจ้าแห่งยอดเขาสวี กู้ช่านผู้นั้นอยู่บนภูเขาหรือไม่?”
หากกู้ช่านอยู่บนภูเขา นางคงไม่ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ แล้ว ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ ใครบ้างที่ไม่กลัวกู้ช่านที่ออกจากทะเลสาบซูเจี่ยนไปอยู่นครจักรพรรดิขาว
พอนางพูดแบบนี้ คนวัยเดียวกันทุกคนก็สูดลมหายใจดังเฮือก รู้สึกหวาดกลัวขวัญผวา แต่ละคนใจฝ่อหดหู่กันไปหมด ไฉนถึงลืมเรื่องนี้ได้นะ?!
และเวลานี้เอง ไม่รอให้สวีเสี่ยวเฉียวเอ่ยอะไรก็มีน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนกลั้วเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังของพวกเด็กหนุ่มเด็กสาว “กู้ช่านไม่อยู่บนภูเขา”
เด็กสาวสีหน้าแข็งทื่อ หันหน้ากลับไปมอง เห็นเป็นคนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อรูปงามบุคลิกองอาจ ข้างกายเขายังมีสตรีหน้าตางดงามเหมือนบุปผาเหมือนหยกยืนอยู่ด้วย
……
ในอาณาเขตแถบตะวันตกเฉียงเหนือของใบถงทวีป นครยักษ์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดทะเล มีบรรยากาศแห่งความเจริญรุ่งเรือง บนถนนผู้คนสัญจรกันขวักไขว่
ใครเล่าจะคิดได้ว่านครที่ผู้คนเบียดเสียดแออัด ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมือง ถนนหนทาง บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ป้ายหน้าร้านค้าประเภทต่างๆ ป้ายหน้าเหลาสุรา ฯลฯ ล้วนเป็นของใหม่
ระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงยี่สิบปีก็มีนครแห่งหนึ่งที่เหมือนผุดจากความว่างเปล่าโผล่ขึ้นมา ประชากรมีไม่ต่ำกว่าสามแสนคน
นักพรตเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งสวมชุดเต๋าสีฟ้า บนศีรษะโพกด้วยผ้า เท้าสวมรองเท้าสือฟาง บุคลิกท่วงท่าสง่างาม มายังหอสูงแห่งหนึ่งที่เอาไว้ชมทัศนียภาพของทะเลโดยเฉพาะ
เด็กหนุ่มไม่ขึ้นหอสูงทอดสายตามองไปไกล แค่เดินวนเวียนอยู่แถวร้านใกล้เคียงครู่หนึ่งก็เตรียมจะกลับไปยังอารามเต๋าที่มาเช่าอยู่ในตัวเมืองแล้ว
แม้ว่าอารามเต๋าจะเล็ก แต่กลับมีซากปรักของอดีตราชวงศ์อยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือกองตรวจการสายฟ้าที่จักรพรรดิทรงมีพระราชโองการให้สร้างขึ้น เอาไว้ตั้งบูชาหลิงกวนแม่ทัพเทพฝ่ายกรมอัคคี
และยังมีบ่อลึกแห่งหนึ่งที่ในบันทึกอักขรานุกรมท้องถิ่นบันทึกไว้ว่าสามารถทะลุไปถึงวังมังกรที่อยู่ใต้ทะเลได้ บนภูเขาล้วนพูดกันว่ามีวัตถุศักดิ์สิทธิ์แฝงตัวอยู่ด้านในนี้ คอยเฝ้าเส้นทางสายน้ำ
นักพรตเด็กหนุ่มกลับถูกบุรุษวัยกลางคนสะพายกระบี่คนหนึ่งมาดักขวางทางไป
คงเป็นเพราะเห็นอีกฝ่ายเรือนกายสูงใหญ่กำยำ ท่าทางเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ถ้าลงไม้ลงมือกันขึ้นมาต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน นักพรตเด็กหนุ่มจึงได้แต่เป็นฝ่ายอ้อมเส้นทางออกไป
บุรุษกลับขยับเท้ามาด้านข้างตามมาขวางทางเข้าต่อ วางท่าเป็นอันธพาลที่มาหาเรื่องอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มหยุดเดินขมวดคิ้วถาม “ไยสหายต้องบีบคั้นกันเช่นนี้? เส้นทางกว้างขวาง ต่างคนต่างเดินไปไม่ได้หรือ?”
บุรุษเอ่ยเย้ยหยัน “ทำไมเจ้าอารามตู้ต้องถามทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว?”
ตู้หันหลิงเงียบไม่ตอบ
มือกระบี่ผู้นั้นเอ่ย “มีคนเคยบอกว่าขอแค่เจ้าพยายามจะแฝงตัวลงไปในทะเล ก็ให้พาเจ้าไปเยือนสวนกงเต๋อของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง หากอยู่ที่อารามจินติ่งก็ปล่อยให้เจ้าฝึกวิชาแสวงหาขอบเขตเซียนเหรินได้ตามสบาย”
บุรุษคลี่ยิ้ม “หากเจ้ามีความอดทนดีพอ ข้าคงต้องปวดหัวแล้ว ต้องคอยจับตามองปลาหนีชิวไหลลื่นขอบเขตหยกดิบทุกวัน ค่อนข้างจะลำบากนะ”
ตู้หันหลิงแห่งอารามจินติ่งปิดด่านมานาน ไม่เคยเผยโฉมบนโลกนานหลายปี
ตอนนั้นที่สงครามใหญ่ปิดฉากลง เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่หลงเหลืออยู่ในใบถงทวีปล้วนถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง จึงมีพันธมิตรใบท้อที่จัดขึ้นที่ชานเมืองหลวงต้าเฉวียน
จวนเซียนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ค่อนข้างใหญ่หกสิบกว่าแห่งซึ่งมีสกุลเหยาต้าเฉวียนเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีพรรคใต้อาณัติบนภูเขาอีกสามสิบสี่สิบแห่ง พลังอำนาจยิ่งใหญ่ ปลุกใจคนให้ฮึกเหิม
ในนามนั้นสามารถรักษาพลังชีวิตของทวีปบ้านเกิด ต้านทานการแทรกซึมของผู้ฝึกตนทวีปอื่นเอาไว้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกคนล้วนรู้กันดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ป้องกันก็คือราชวงศ์ต้าหลีที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปทางทิศเหนือแห่งนั้น
พันธมิตรใบท้อพลังอำนาจยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในใบถงทวีป ความมีหน้ามีตาแทบจะบดบังเหนือสำนักกุยหยกที่อยู่ทางใต้แล้วด้วยซ้ำ ตู้หันหลิงเป็นผู้นำ และยิ่งถูกขนานนามให้เป็นจักรพรรดิบนภูเขา คืออัครเสนาบดีในภูเขา
เพียงแต่ว่ารอให้ภายหลังสำนักกระบี่ชิงผิงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ดึงเอาสำนักกุยหยกและราชวงศ์ต้าเฉวียนมาเข้าร่วม ตัดสินใจที่จะขุดเจาะลำน้ำใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งขึ้นมา อีกทั้งยังสร้างศาลบรรพจารย์ชั่วคราวไว้ที่แคว้นอวิ๋นเหยียนได้อย่างรวดเร็ว
การประชุมในแต่ละวันของพวกเขาก็แทบจะไม่เคยพูดถึงเรื่องคุณธรรมน้ำใจหรือสถานการณ์ใหญ่อะไร คุยไปคุยมาก็มีแค่คำเดียวที่จับต้องได้จริงที่สุด นั่นก็คือคำว่าเงิน!
เป็นเหตุให้พันธมิตรใบท้อกลายมาเป็นเรื่องน่าสนใจและเรื่องน่าขันที่ค่อยๆ ไร้ข่าวคราวเงียบหายไป พวกเขาเองก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตู้หันหลิงถึงปิดด่านนานหลายปี ก็จะให้ออกจากภูเขาไปทำไมล่ะ?
เป็นฝ่ายไปเยือนแคว้นอวิ่นเหยียน บอกว่าผินเต้ายินดีจะทุ่มเทสุดความสามารถอันน้อยนิดที่มี ร่วมสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน? หรือไปโต้เถียงกับฮ่องเต้หญิงสกุลเหยาแห่งนครเซิ่นจิ่งว่าทำไมถึงได้ละทิ้งสัญญา หรือว่าข่าวลือในหมู่ชาวบ้านจะเป็นความจริง เจ้ากับคนแซ่เฉิน…?
ตู้หันหลิงถอนหายใจ “เซียนกระบี่สวีจวิน ช่างตั้งชื่อได้ดีนัก”
สวีเซี่ยแห่งเกราะทองทวีป หากพูดให้น่าฟังหน่อยก็คือเซียนอิสระ พูดให้ไม่น่าฟังก็คือผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีสถานะบนทำเนียบเสียที
สวีเซี่ยยิ้มบางๆ “แค่ชื่อเสียงเลื่อนลอยที่บนภูเขาตั้งให้”
ก่อนหน้านี้เขาไปเข้าร่วมงานพิธีของสำนักกระบี่ชิงผิง แล้วก็ได้รับคำไหว้วานจากผู้อื่นให้ช่วยจับตามองตู้หันหลิง
ในเมื่อสวีเซี่ยรับปากว่าจะทำเรื่องนี้ ก็ไม่ควรปล่อยให้มีช่องโหว่ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่สวีเซี่ยเกลียดที่สุดก็คือพวกคนที่สมคบคิดกับเปลี่ยวร้าง
เพียงแต่ว่านอกจากสาเหตุนี้แล้ว สวีเซี่ยยินดีรับหน้าที่นี้มาไว้ก็เพราะยังมีเรื่องวงในอีกบางส่วน ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับตำหนักเสียเฟิงและซากปรักภูเขาหมางชานแห่งหลิวเสียทวีป
พูดให้ถูกต้องก็คือคนที่นำพาสวีเซี่ยขึ้นเขาอย่างแท้จริงก็คือผู้อาวุโสผีหญิงที่มีฉายาว่าชิงเมี่ยว มีชื่อว่าโจวซ่งผู้นั้น
นอกจากนี้สวีเซี่ยเป็นหนึ่งในคนยี่สิบสองคน นั่นก็เป็นเพราะโจวซ่งอาจารย์ครึ่งตัวของเขาคอยให้การชี้แนะอย่างลับๆ
บทพิเศษ ตอนที่ 17.3 ถามตอบ
ตู้หันหลิงถามอย่างสงสัย “สวีจวินผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนถึงถูกคนนอกโน้มน้าวได้ ยอมเสียเวลาเปล่าคอยจับตามองคนแปลกหน้าที่ไม่มีความแค้นใดๆ ต่อกันมาอย่างยาวนาน?”
สวีเซี่ยกลับสงสัยยิ่งกว่า “กำลังจะตายอยู่แล้ว ยังมามัวคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้ไปไย?”
ตู้หันหลิงขมวดคิ้วถาม “ว่าอะไรนะ?!”
สวีเซี่ยยิ้มเอ่ย “เฉินผิงอันบอกว่าให้พาเจ้าไปที่สวนกงเต๋อศาลบุ๋น นั่นเป็นคำกล่าวของเขา แต่ข้าย่อมมีความเห็นเป็นของตัวเอง”
สวีเซี่ยฝืนนิสัยยอมอดทนรอ คล้ายต้องการอธิบายให้คนตายฟังเพิ่มอีกหนึ่งประโยค “ความเห็นของข้าก็คือยอมฆ่าผิดตัว แต่จะไม่ยอมปล่อยผิดตัว”
ตู้หันหลิงไม่มัวพูดไร้สาระอีก ร่ายวิชาอภินิหารหลบหนีออกจากเมืองทันใด
เพียงแต่ว่าไม่ว่าตู้หันหลิงจะมีมรรคกถาสารพัดรูปแบบมากแค่ไหน ใช้กลเม็ดวิธีแก้ปัญหาทุกรูปแบบก็แล้ว แต่สวีเซี่ยก็ยังตามติดเป็นเงา
แล้วก็ไม่รีบร้อนออกกระบี่ ถึงขั้นที่ว่ายังใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่ตู้หันหลิงว่าไม่สู้เจ้าลองเอาชีวิตของมนุษย์ธรรมดามาบีบข้าผู้แซ่สวีดู
ในที่สุดตู้หันหลิงก็อดไม่ไหว ด่าทอออกมาหยาบคายเสียงดังลั่น ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเปิดค่ายกลใหญ่แห่งภูเขาสายน้ำ
สวีเซี่ยได้ยินแล้วสีหน้ายังคงเป็นปกติ กลับกันยังยิ้มเอ่ยด้วยว่า “ข้าขึ้นชื่อว่านิสัยไม่ดีแต่กลับไม่คิดจะโกรธเคืองคนตายหรอกนะ”
ปล่อยให้ตู้หันหลิงเปิดใช้ค่ายกลแห่งภูเขาสายน้ำที่มีอารามจินติ่งเป็นแกนกลาง โชคชะตาน้ำและภูเขา ปราณวิญญาณฟ้าดินเกือบครึ่งของใบถงทวีปต่างก็ถูกก่อกวนจนเกิดลมพัดกระโชกเมฆซัดเชี่ยวกราก
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติพลันบังเกิด นี่ก็คือวิชารักษาตัวรอดซึ่งเป็นวิชาก้นกรุของตู้หันหลิง
ทำให้นายท่านโมโห ข้าก็จะให้มนุษย์นับล้านในใบถงทวีปต้องตายตกไปพร้อมกัน!
สวีเซี่ยแค่ใช้กระบี่ฟันการเชื่อมโยงบนมหามรรคาระหว่างตู้หันหลิงกับค่ายกลใหญ่อย่างง่ายดาย ง่ายราวกับใช้มีดหั่นเต้าหู้ จากนั้นใช้กระบี่ตัดหัวตู้หันหลิง
ศีรษะหนึ่งลอยกระเด็นขึ้นสูง สีหน้าของตู้หันหลิงเหมือนขี้เถ้ามอด เอ่ยอย่างขมขื่นเศร้ารันทด “สวีเซี่ย เจ้าเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานตั้งแต่เมื่อไหร่?!”
สวีเซี่ยที่ถึงขั้นไม่ได้เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมาด้วยซ้ำ บิดหมุนข้อมือควงกระบี่ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ผู้ฝึกกระบี่อย่างข้าเงยหน้ามองการเชื่อมโยงของฟ้าดิน ย่อมต้องเกิดความรู้ความเข้าใจได้บ้าง”
……
พื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้าง อาณาเขตทางตะวันออกเฉียงใต้ บนหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งที่สูงเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆ ได้แกะสลักคัมภีร์เต๋าตัวอักษรขนาดใหญ่เท่าโต่ว (ภาชนะที่เป็นเครื่องตวงข้าวสมัยโบราณ) ไว้บทหนึ่ง
ตัวอักษรคือตัวอักษรเมฆาวารีที่โจวมี่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง เนื้อหาของคัมภีร์ตื้นเขินและหยาบอย่างมาก ทว่าสำนวนการเขียนกลับไม่คลุมเครือ เข้าใจง่ายอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแค่สถานที่แห่งนี้เท่านั้น ระหว่างป่าเขาของใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็มีตัวอักษรแกะสลักบนหน้าผาที่คล้ายคลึงกันนี้จำนวนมากนับหมื่นแห่ง แกะสลักคัมภีร์สามบท
แบ่งออกเป็นบทการหายใจหลอมลมปราณซึ่งถือเป็นขั้นพื้นฐาน ควรจะเปิดจวนอย่างไร อะไรคือการสร้างโอสถ ล้วนเป็นวิชาการขึ้นเขา เป็นเส้นทางการเดินขึ้นบันไดที่โจวมี่เรียบเรียงขึ้นมาเองทั้งสิ้น
หลายพันปีที่ผ่านมามักจะมีภูตตามป่าเขาและสรรพสิ่งเก่าแก่ที่บำเพ็ญตนจนกลายเป็นภูตซึ่งพอจะมีสติปัญญาบ้างแล้ว แต่ยังไม่อาจหลอมเรือนกายได้สำเร็จ พากันมารวมตัวอยู่ด้านล่างหน้าผาคัมภีร์
บางคนที่โชคดีมองไปมองมาก็เรียนรู้การหลอมลมปราณเป็นก็จะดีใจแทบคลั่ง ชูมือกระโดดโลดเต้น แล้วจึงไปอ่าน “ตำราเล่มถัดไป” ที่หน้าผาแห่งอื่น
ภูตจำนวนมากกว่านั้นกลับมึนๆ งงๆ มาแล้วก็จากไป ไปแล้วก็กลับมาใหม่ ท่ามกลางความมึนงงนั้นกลับไม่ยอมถอดใจ
หากในใต้หล้าเปลี่ยวร้างมีปีศาจใหญ่ลงจากภูเขาไปท่องเที่ยว ยามที่ทะยานลมแล้วก้มหน้าลงมองก็มักจะเห็นเป็นประจำว่าบนเส้นทางสายหนึ่งมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถูกทิ้งร้างที่ภูเขาเกินครึ่งลูกล้วนพังทลายไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว
มีนครรุ่งเรืองของแคว้นแห่งหนึ่งที่สิ่งปลูกสร้างใหม่เอี่ยมแต่กลับกลายเป็นเมืองผีไปแล้ว ถูกกระบี่ฟันผ่าออกเป็นสองท่อนหรือไม่ก็ถูกสมบัติหนักโจมตีจนในเมืองมีแต่ร่องลึกพาดผ่าน…
แต่ใครเล่าจะกล้ามาแตะต้องหน้าผาพวกนี้ ใครจะกล้าสังหาร “มดตัวน้อย” ทั้งหลายที่มารวมตัวกันอยู่ตรงตีนเขาอ่านอักษรใหญ่ที่แกะสลักอยู่บนหน้าผา
เหล่าลูกศิษย์ผู้สืบทอดสายของมหาสมุทรความรู้โจวมี่ อย่างพวกโซ่วเฉินที่เป็นลูกศิษย์คนแรก จะต้องไปหาถึงบ้านด้วยตัวเอง แล้วหิ้วเอาหัวหนึ่งหัวไม่ก็หัวหลายหัวกองกันกลับไป เอาหัวของพวกมันไปแขวนไว้บนกำแพงหน้าผาเหล่านั้น
นานวันเข้าบริเวณรอบด้านหน้าผาใหญ่ที่มีตัวอักษรแกะสลักพวกนี้ก็กลายมาเป็นเมือง มีตลาด ถึงขั้นที่ว่าห่างไปไม่ไกลยังมีท่าเรือตระกูลเซียน ผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น นักท่องเที่ยวเดินทางขวักไขว่ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในรูปร่างของมนุษย์
แต่ไม่ว่าจะเป็นนคร เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหรือเป็นท่าเรือ ก็ล้วนจงใจทิ้งระยะห่างจากภูเขาสูงลูกนั้น
บนเส้นทางดินเหลืองที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ข้างทางมีร้านเหล้าร้านหนึ่งที่เอาหญ้าคามาทำเป็นเพิงง่ายๆ ธงหน้าร้านที่ปักไว้สูงห้อยลู่ลง
เถ้าแก่ร้านคือสตรีหน้าตางดงามเรือนกายอวบอิ่ม ทรวงอกอวบอิ่มตั้งตระหง่าน เหนือเอวคอดบางดุจกิ่งหลิวอ่อนที่รองรับความงามอันอุดมสมบูรณ์
ข้างกายของนางมักจะมีเด็กหนุ่มสายตาเหม่อลอย สีหน้าซีดขาวคนหนึ่งติดตามอยู่เสมอ นางมักจะบอกกับลูกค้าที่มานั่งในร้านเหล้าว่าคือน้องชายปัญญาอ่อนของนาง
อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเผ่าปีศาจเหมือนคนมากเท่าไรก็ยิ่งไม่ควรไปหาเรื่องด้วยมากเท่านั้น
สตรีสวมชุดกระโปรงเนื้อผ้าบางเบา สวมรองเท้าผ้าแพรปักลายบุปผา นางจงใจเปิดเผยทัศนียภาพขาวนวลตรงหน้าอก หากไม่ทำเช่นนี้จะเรียกแขกได้อย่างไร? อาศัยแค่เหล้าปลอมที่ผสมน้ำน่ะหรือ?
ใบหน้าของสตรีฉายแววไม่พอใจ พึมพากับตัวเองว่า “จะผสมน้ำอีกไม่ได้แล้วจริงๆ ขายน้ำก็ขายไม่ได้ราคา”
โต๊ะห้าตัว มีลูกค้าแค่สองโต๊ะ ตะพานของโต๊ะหนึ่งในนั้นยังทอยลูกเต๋าอยู่ตรงนั้นเพื่อเดิมพันว่าจะไม่ซื้อเหล้า
นางโบกพัดกลมด้ามเก่าที่วาดเป็นภาพวังวสันต์แรงๆ จนเกิดเสียงดังพับๆ พวกลูกค้าและนักพนันที่นั่งอยู่สองโต๊ะต่างก็หันมาจ้องเป๋ง
นางไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เอาแต่บ่นว่าไม่รู้จะใช้ชีวิตบ้าๆ นี้ไปต่ออย่างไรแล้ว
ปีนั้นไปทำสงครามที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ คนที่ศึกษามรรคาประสบความสำเร็จหลายคนต่างก็หนีมาทางใต้ ดังนั้นกิจการร้านเหล้าจึงถือว่าไม่เลว
เมื่อหลายปีก่อนได้ยินมาว่าไพศาลขี้ขลาดแห่งนั้นเกิดผีเข้าขึ้นมา ถึงกับจะทำสงครามกับเปลี่ยวร้าง จึงมีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจอีกกลุ่มใหญ่ที่หนีมาทางใต้ต่อ กิจการของร้านเหล้าดีได้ไม่กี่ปี
น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ลูกค้าเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ แล้วแต่ละคนต่างก็ฉลาดแล้ว รู้จักถึงความล้ำค่าของเงินเทพเซียนทุกเหรียญแล้ว
บนเส้นทางมีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ สตรียืดคอยาวหรี่ตามองไปแล้วก็พลันโยนพัดกลมลงบนโต๊ะ เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “เก็บร้าน รีบไสหัวไป”
เจ้าพวกไม่รู้จักกลัวตายกลุ่มนั้นยังใช้คำพูดสัปดนเดิมๆ หยอกเย้านาง ไม่มีความคิดแปลกใหม่เสียบ้าง ทำเอานางโมโหจนยกเท้าเตะม้านั่งยาว ตวาดกร้าว
“หากยังไม่ไสหัวไปอีก อีกเดี๋ยวพวกเจ้าก็ไปเป็นเพื่อนกันอยู่บนเส้นทางน้ำพุเหลืองเถอะ เหล่าเหนียงไม่เผากระดาษเงินไปให้พวกเจ้าหรอกนะ รีบไสหัวไปซะ!”
อากาศร้อนระอุ บนเส้นทางที่ฝุ่นดินคละคลุ้งพอจะมองเห็นได้เลือนรางว่ามีนักพรตกลุ่มหนึ่งเดินมาทางร้านเหล้า เรือนกายที่บ้างสูงบ้างต่ำเห็นเป็นเค้าโครงได้อย่างพร่าเลือนแต่สรุปก็คือทุกคนล้วนมีรูปร่างเป็นมนุษย์
แม้ว่าพวกลูกค้าที่มานั่งดื่มเหล้ารับลมเย็นอยู่ในร้าน แถมยังได้ดูหน้าอกขาวๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติ
ไม่เหลือความลังเลอีกต่อไป บ้างก็ทำมุทรา บ้างก็ร่ายคาถาหลบหนี พริบตาเดียวก็แตกฮือราวกับนกแตกรัง
บนเส้นทาง เรือนกายเล็กเตี้ยมัดผมเปียเป็นแกละสองข้างคล้ายกับว่าจะกระโจนออกมาข้างหน้า แต่กลับถูกคนคว้าผมเปียของนางเอาไว้
ทว่าออกแรงเยอะเกินไป นางที่ถูกรั้งจึงเหมือนผงะนอนหงายตัวอยู่กลางอากาศ คือภาพที่มองแล้วน่าขันอย่างมาก
รอกระทั่งพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ ก็เป็นนางจริงด้วย! และยังมีหนึ่งในบัลลังก์ราชาใหม่คนหนึ่ง โซ่วเฉินหนึ่งในใต้โซ่วเฉินเหนืออิ่นกวาน! พวกเขามารวมตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?
ที่น่ากลัวที่สุดก็คือบุรุษที่ยืนอยู่ตรงกลางในขบวนกลุ่มคน อยู่ข้างกายแม่นางน้อยชุดดำผมแกละผู้นี้
รอยยิ้มของนางแข็งทื่อ พูดเสียงสั่นแกล้งโง่ว่า “ลูกค้าทุกท่านมาดื่มเหล้าหรือ? แต่ว่าที่ร้านมีแต่สุราชั้นเลว กลัวว่าพวกท่านจะดื่มไม่ชิน”
บุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้นำนั่งลง ยิ้มบางๆ พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ผ่านทางมาก็เลยแวะมาหาเจ้า รอคนอีกสองสามคน พวกเขาก็จะมาดื่มเหล้าเหมือนกัน”
สตรีหน้าตางดงามมองสบตากับ “น้องชายปัญญาอ่อน” ทั้งคู่ต่างก็อ่อนใจอย่างถึงที่สุด
เซียวสวิ้นยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนม้านั่งยาว พูดอย่างมีโทสะว่า “มัวยืนซื้ออยู่ทำไม รีบรินเหล้าเข้าสิ”
หลิวป๋ายรู้ว่าอาจารย์เจิ้งต้องการ ‘แวะ” มารวบรวมผู้ฝึกตนของแผนภูมิฟ้าแห่งเปลี่ยวร้าง ใครก็อย่าหวังว่าจะหนีไปได้
โซ่วเฉินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจรจากันรู้เรื่อง เจ้าประมุขบ้านข้าก็จะไม่จ่ายเงินค่าเหล้าแล้ว แต่หากเจรจากันไม่สำเร็จ ข้าจะเป็นคนจ่ายเงินเอง”
……
อำเภอไหวหวง
ศิษย์พี่หญิงซูเตี้ยนออกเดินทางไกลไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาบ้านเกิดเมื่อไหร่ บางทีอาจเป็นวันพรุ่งนี้ บางทีอาจเป็นปีหน้า ไม่แน่นอน
ดังนั้นที่ร้านจึงเหลือแค่สือหลิงซานที่เฝ้าร้านซึ่งกิจการซบเซาลงทุกวัน โฉนดที่ดินของร้านเป็นของตระกูลหยาง
ตระกูลหยางคือตระกูลใหญ่ของเมืองเล็ก แม้ว่าอาจารย์ก็แซ่หยางเหมือนกัน ถูกเรียกขานว่าผู้เฒ่าหยาง แต่กลับไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลสกุลหยาง แค่เหมือนเจ้าของกับคนงานระยะยาว
ก่อนหน้านี้ที่ร้านยังมีลูกจ้างแซ่หยางอยู่คนหนึ่ง ว่ากันว่าไปร่ำรวยอยู่ที่ตัวเมืองแล้ว พอมีเงินก็ดูแคลนการเป็นลูกจ้างของร้านแห่งนี้ ทุกเดือนได้รายได้เป็นเงินแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้น พอดีเลย สือหลิงซานเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเจ้าคนน่ารังเกียจผู้นั้น
ดูจากสีท้องฟ้าอีกเดี๋ยวก็จะต้องปิดร้านแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมีลูกค้าที่อยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลมาเยือน
สือหลิงซานถามอย่างขอไปที “มาได้อย่างไร?”
ตามหลักแล้วเป็นทั้งเจ้าขุนเขาแล้วยังเป็นทั้งราชครู ย่อมต้องมีกิจธุระรัดตัว ต่อให้มาเดินเล่นก็น่าจะต้องไปเดินที่จวนเสินจวินของภูเขาพีอวิ๋น ไม่ควรมาเยือนร้านเล็กๆ เท่าก้อนเต้าหู้แห่งนี้
จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกัน คนหนุ่มพูดจาค่อนข้างแรง ถามอีกฝ่ายว่า “เจ้าเป็นบ้าหรือไร?”
ทุกวันนี้ถึงอย่างไรสือหลิงซานก็ไม่กล้าตรงไปตรงมาแบบนั้นอีกแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “ก็แค่แวะมาดูที่นี่ ไม่ได้มาซื้อยาแล้วก็ไม่ได้มาหาหมอ” สือหลิงซานขุ่นเคือง
พอเข้ามาในร้าน เฉินผิงอันก็ใช้กระบอกยาสูบเลิกผ้าม่านขึ้น แล้วเดินตรงไปที่เรือนด้านหลังร้านยา ม้านั่งยาวตัวนั้นได้ถูกเซียนเว่ยและเจิ้งต้าเฟิงย้ายไปไว้ที่ภูเขาลั่วพั่วแล้ว
สือหลิงซานเดินเข้าไปที่เรือนด้านหลังพร้อมกับราชครูต้าหลีผู้นี้ ไม่ถึงขั้นคิดว่าต้องป้องกันโจร แต่ถึงอย่างไรก็ควรมีมารยาทในการรับรองแขกบ้าง
และผู้ฝึกยุทธหนุ่มที่เคยไปอยู่ในวิถีทางโลกด้านนอกผู้นี้ก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง “ได้ยินอาจารย์เล่าว่าผู้ฝึกตนทุกคนและใจคนทุกใจ ล้วนเป็นเทาเที่ย (อสูรตะกละในตำนานจีน) ตัวหนึ่ง”
เดิมทีเป็นแค่คำเปรียบเปรยอย่างหนึ่ง แต่โจวมี่เกือบจะทำให้ประโยคนี้ “กลายเป็นความจริง” ได้ซะแล้ว
สือหลิงซานนั่งยองอยู่ในระเบียง ขยี้ซีกแก้ม “ข้ากับศิษย์พี่หญิงต่างก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าอาจารย์พูดอะไร พวกเราล้วนไม่รู้จะรับคำอย่างไร”
“เจิ้งต้าเฟิงบอกว่าพวกเราเป็นแค่คนที่ลุ่มหลงอยู่กับการฝึกหมัด เสียเปรียบที่อ่านตำรามาไม่มาก หากเปลี่ยนเป็นเขาก็จะสามารถพูดคุยกับอาจารย์ได้หลายเรื่องแล้ว”
“บางทีเขาอาจจะพูดถูกจริงๆ”
อดทนฟังสือหลิงซานพร่าพูดจนจบ เฉินผิงอันนั่งอยู่ตรงขั้นบันได เคาะกระบอกยาสูบควักใบยาสูบออกมาเล็กน้อย แล้วก็ไม่แฉเจิ้งต้าเฟิง
เพียงแค่ยิ้มถามว่า “ไม่เคยคิดจะเดินออกไปจากเมืองเล็ก บุกเดี่ยวตะลุยไปในยุทธภพบ้างหรือ?”
สือหลิงซานส่ายหน้า “เรียนรู้ทั้งวิชาบุ๋นและบู๊ให้เชี่ยวชาญเพื่อนำความสามารถนั้นไปรับใช้ราชสำนักหรือจักรพรรดิหรือ? ข้าทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าวางตัวสูงส่งอะไร ก็แค่เกียจคร้านเท่านั้น และก็ไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบด้วย
อาจารย์แค่ตำหนิข้าไม่กี่คำข้าย่อมทนฟังได้ แต่หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ข้ากลับไม่ชอบฟัง แค่ฟังคนพูดก็เปลืองแรงมากแล้วยังต้องคอยมาเดาความคิดคนอื่นก็ยิ่งยากลำบาก ไม่สู้อยู่นี่ หลบซ่อนตัวเพื่อความสงบสุขแล้วก็ไม่ถ่วงรั้งการฝึกหมัดด้วย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “มนุษย์เรามีปณิธานต่างกันไป สามารถหาความสุขได้ด้วยตัวเองก็ไม่ง่ายมากๆ แล้ว!”
สือหลิงซานเอ่ย “เฉินผิงอัน เจ้าคือคนเก่าแก่ในยุทธภพ คุ้นเคยกับความคิดจิตใจของสตรีที่สุด เจ้าคิดว่าการที่ศิษย์พี่หญิงซูไม่ชอบข้าเป็นเพราะว่าข้าไม่มีอนาคตหรือไม่?”
เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อันดับแรก ออกท่องยุทธภพบ่อยกับคุ้นเคยกับสตรีคือคนละเรื่องกัน
รองลงมา ซูเตี้ยนชอบหรือไม่ชอบเจ้า ไม่เคยเห็นตอนที่พวกเจ้าอยู่ด้วยกันกับตาของตัวเอง ข้าก็ไม่อาจแน่ใจได้ แต่คำโบราณบอกไว้ว่าใจสตรีเหมือนเข็มที่อยู่ใต้มหาสมุทร
ถึงอย่างไรก็ต้องมีเหตุผล อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่เด็ก ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องชอบพอเกิดใจรักใคร่กัน ต่อให้เคยสาบานรักกันมาก่อนก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะรักษาใจไว้ได้อย่างมั่นคง
สตรีไม่ใช่นกในกรงที่ใครจะเลี้ยงก็ได้ ชาติตระกูล ความสามารถ อำนาจและฐานะของบุรุษก็ไม่อาจกลายเป็นกรงนก วาสนารักนั้นฟ้าเป็นผู้ลิขิต ไม่หลอกลวงกัน”
สือหลิงซานมองเฉินผิงอัน เอ่ยว่า “รูปโฉมข้าก็ไม่แย่นี่นา”
ไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่เทียบกับเจ้าและเจิ้งต้าเฟิงแล้วก็มากพอเหลือแหล่ แม้แต่เจ้าก็ยังได้พบเจอหนิงเหยา ข้ากับพี่หญิงซูครองรักกันจนเส้นผมขาวโพลนก็ไม่น่าจะเกินไปกระมัง
ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มน้อยๆ
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายไม่สนิทกัน แล้วก็ไม่มีอะไรให้พูดคุยกัน แม้จะบอกว่าสือหลิงซานชอบเรียนวรยุทธ แต่ใต้ฝ่าเท้าก็ย่อมมีหนทางให้ก้าวเดินไป ไม่ได้มีความคิดที่จะขอความรู้หรือถามหมัดกับเขา
กลับเป็นเมื่อหลายปีก่อนที่เขามีความกล้าที่ว่าหากมีโอกาสก็จะไปขอประลองฝีมือหมัดเท้ากับเจ้าขุนเขาหนุ่มของภูเขาลั่วพั่วดูบ้าง
ภายหลังได้รู้ข่าวบางอย่างจากปากของเจิ้งต้าเฟิงหรือไม่ก็จากในรายงานข่าวภูเขาสายน้ำ สือหลิงซานก็ไม่มีความคิดอะไรอีกแล้ว
อย่างมากก็แค่บ่นในบางครั้งว่า หากพูดเช่นนี้ ฝีมือหมัดเท้าของข้าก็คือสู้เฉินผิงอันไม่ได้สินะ
สือหลิงซานมองบุรุษชุดเขียวที่นั่งบนบันไดด้านล่างสุดคล้ายจงใจคล้ายไม่ได้เจตนาแล้วก็หลุดถามออกไปเหมือนถูกผีดลใจ “ลำบากอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าหรือ?”
ได้ยินคำถามนี้ เฉินผิงอันก็พ่นควันออกมาช้าๆ เงียบไปครู่หนึ่งก็พยักหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คุ้มค่า”