จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 321 ดาร์ก เดม่อนและค็อกคาทริซ (1)
บทที่ 321 ดาร์ก เดม่อนและค็อกคาทริซ (1)
เศษหินแตกและผงหินก็กระจัดกระจายไปทั่วพื้น
แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ไร้เดียงสาของศาสตราจารย์นีนี่
มันก็ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในห้องเรียนผ่อนคลายลงได้ในที่สุด
นักเรียนแถวหน้าสงบลง และสังเกตค็อกคาทริซที่ศาสตราจารย์นีนี่จับอย่างระมัดระวัง แม้ว่าความกลัวจะยังคงอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกมากเกินไปเช่นตอนแรกแล้ว
ค็อกคาทริซและตัวดูดวิญญาณแตกต่างกันเล็กน้อย
พวกมันจัดอยู่ในกลุ่มมอนสเตอร์ที่มีระดับความอันตรายทั่วไปในดันเจี้ยน
ทว่าความนิยมของค็อกคาทริซนั้นสูงกว่าตัวดูดวิญญาณมาก
มันดูเหมือนมอนสเตอร์ที่จับเอาไก่มาผสมกับงู และตำนานก็กล่าวไว้ว่ามันสามารถทำให้ศัตรูกลายเป็นหินได้เพียงแค่มองมัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ได้พิสูจน์ความจริงของตำนานแล้ว
เพียงแต่ว่าศาสตราจารย์นีนี่ซึ่งมีสายเลือดไบมอน ดูเหมือนจะมีความต้านทานต่อลำแสงที่ทำให้กลายเป็นหินได้อย่างมาก ซ้ำยังเกือบจะได้ต้านทานได้โดยสมบูรณ์
สิ่งนี้ทำให้นักเรียนกลัวค็อกคาทริซน้อยลงเล็กน้อย แต่หลายคนก็ละเลยความปลอดภัยโดยไม่รู้ตัว
การที่ศาสตราจารย์นีนี่สามารถต้านทานไม่ให้ตนเองกลายเป็นหินได้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสามารถต้านทานการกลายเป็นหินได้ด้วยเช่นกัน!
โชคดีที่ศาสตราจารย์นีนี่ไม่ลืมผูกผ้าให้มันใหม่…
“เอาล่ะ ทุกคนนั่งลงเถอะ ฉันคิดว่าศาสตราจารย์นีนี่น่าจะเตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว ตั้งแต่เธอนำมอนสเตอร์อันตรายเข้ามาในห้องเรียน อย่างเช่น [น้ำยาแก้การกลายเป็นหิน]?”
สุ้มเสียงสงบนิ่งและชัดเจนของดาร์กดังมาจากแถวหลัง
ในที่สุดอารมณ์ของนักเรียนก็สงบลง
เอ็มม่า มอร์ติสเงยหน้าขึ้นมองศาสตราจารย์นีนี่ และถามอย่างระมัดระวัง “ศาสตราจารย์นีนี่คะ นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ?”
ศาสตราจารย์นีนี่บนเวทีดูเหมือนจะคิดได้ขึ้นมา
เธอรีบวางค็อกคาทริซไว้ข้าง ๆ แล้วเอื้อมมือใหญ่ล้วงเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเรียนใบเล็ก’ จากนั้นก็หยิบโหลแก้วขนาดใหญ่ออกมา
โหลแก้วขนาดใหญ่เต็มไปด้วยของเหลวซึ่งมีสีเขียวเข้มที่พวกเขาไม่รู้จัก
มันดูไม่เหมือน [น้ำยาแก้การกลายเป็นหิน] เท่าไหร่เลย…
ศาสตราจารย์นีนี่เขย่าโหลแก้ว ก่อนจะพูดด้วยเสียงอันดังว่า “นี่คือน้ำลายของคางคกมะนาวซึ่งสามารถแก้ผลของค็อกคาทริซได้ แค่หยดน้ำลายนี้ การกลายเป็นหินของค็อกคาทริซก็จะหายไป”
“ฮิ ๆ~”
แม้ว่าน้ำลายสีเขียวเข้มจะดูไม่น่าเชื่อถือและน่าขยะแขยงไปหน่อย แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นน้ำยาพิเศษสำหรับค็อกคาทริซ
เอ็มม่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับเพื่อนสนิทอีกสองคน
เมื่อเธอเป็นผู้นำ เด็กชายและเด็กหญิงของบ้านอัศวินก็เริ่มเคลื่อนไหวทีละคน
นักเรียนของบ้านอื่น ๆ ก็กลับไปนั่งที่โต๊ะหลังจากนั้นไม่นาน
แล้วในที่สุด ทั้งห้องเรียนก็กลับมาเป็นระเบียบ
ดาร์กซึ่งอยู่แถวหลังนั่งลงเช่นเดิม
ผ่านมาสองคาบ เขารู้ว่าแม้ว่าศาสตราจารย์นีนี่จะดูซื่อบื้อไปหน่อย แต่เธอย่อมเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้แน่นอน
เมื่อมองแวบแรกก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ด้วยน้ำยาพิเศษนี้ การกลายเป็นหินจึงไม่ได้น่ากลัวเกินไปนัก
ในตำนานปรัมปรามักกล่าวกันว่า ‘การกลายเป็นหิน’ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากและน่าสะพรึงกลัว ตำนานที่โด่งดังกว่าคือตำนานของเมดูซ่า แต่อันที่จริงแล้ว ในการทำสงครามที่ยาวนานกับปีศาจ มนุษยชาติได้คิดค้นวิธีการต่อสู้กับการกลายเป็นหินแล้ว
…
ศาสตราจารย์นีนี่มองเหล่านักเรียนที่กลับมานั่งอีกครั้ง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะขอบคุณดาร์ก จากนั้นเธอก็เดินไปหลังโต๊ะพร้อมกับค็อกคาทริซในมือข้างหนึ่ง และน้ำลายคางคกในมือข้างหนึ่ง แล้วเริ่มการบรรยายต่อ
“ความจริงแล้ว ค็อกคาทริซไม่ใช่มอนสเตอร์ที่น่ากลัวขนาดนั้น นอกจากลำแสงที่ทำให้คนกลายเป็นหิน พวกมันก็มีพลังต่อสู้เท่ากับไก่ตัวใหญ่และครึ่งหนึ่งของงูเท่านั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยด้านหลังของร่างกายที่เหมือนไก่ มันจึงทำให้ค็อกคาทริซเสียลักษณะบางอย่างของงูไป และมันก็ไม่ได้อันตรายเท่ากับงูด้วยซ้ำ!”
“มอนสเตอร์จำนวนมากในดันเจี้ยนเป็นแบบนี้ อันตรายของพวกมันขึ้นอยู่กับว่าเราไม่รู้จักมัน แต่เมื่อพวกเธอรู้จักพวกมันเพียงพอ และเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับพวกมัน นี่จะช่วยลดอันตรายได้เป็นอย่างมาก และเมื่ออันตรายลดลงก็แปลว่าเราสามารถหาประโยชน์จากการผจญภัยในดันเจี้ยนได้”
“เช่นเดียวกับค็อกคาทริซตัวนี้ มันไม่เพียงแต่มีลำตัวเป็นไก่เท่านั้น แต่ยังมีลำตัวเป็นงูด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า… ใครช่วยบอกฉันทีว่ามันหมายถึงอะไร?”
ขณะที่ศาสตราจารย์นีนี่กำลังพูดอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าต้องมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน ดังนั้นเธอจึงหยุดประโยคกลางคัน
จากนั้นศาสตราจารย์ก็มองผู้ฟังด้วยสายตาคาดหวังว่า นักเรียนบางคนจะยกมือขึ้นเพื่อตอบคำถาม
แต่คำถามนี้ดูจะยากเกินไป เพราะแม้แต่นักเรียนของบ้านนักปราชญ์ก็ยังไม่รู้จะตอบอย่างไร
เกิดเดดแอร์เป็นเวลานาน
แล้วในที่สุด เด็กผู้หญิงจากบ้านนักปราชญ์ที่ทนไม่ได้ก็ยกมือขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
ศาสตราจารย์นีนี่ตาเป็นประกายและรีบเรียกเธอทันที
เด็กหญิงพูดเสียงเบา “เพราะเรากำลังพูดถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ ค็อกคาทริซที่มีลำตัวของงูและไก่ หมายความว่าเราสามารถรวบรวมวัตถุดิบร่างกายของงูและไก่ได้ในเวลาเดียวกัน…”
เธอยังคงกังวลว่าสิ่งที่เธอพูดจะดูไร้สาระเกินไปหรือไม่ ทว่าศาสตราจารย์นีนี่กลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง “นั่นแหละ มันหมายความว่าเธอสามารถกินได้ทั้งเนื้อไก่และเนื้องู!”
เด็กหญิงอึ้งกิมกี่ไปในบัดดล…
ศาสตราจารย์นีนี่กล่าวต่ออีกว่า
“ในดันเจี้ยน ถ้าพวกเธออยากจะผจญภัยไปนาน ๆ การเรียนรู้ที่จะหาอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญมาก”
“ฉันจำได้ว่าในการบ้านที่พวกเธอส่งมา มีคนพูดถึงมอนสเตอร์เถาวัลย์ เลือดของมอนสเตอร์เถาวัลย์ไม่เพียงสามารถใช้ดับกระหายในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เนื้อของมันยังอ่อนนุ่ม และสามารถรับประทานได้นานเท่านาน หลังปรุงแล้ว แม้ว่ารสชาติจะอ่อนไปหน่อย แต่ถ้ามีเครื่องปรุงรสละก็…”
“นักเรียนบางคนพูดถึงเห็ดหมี เห็ดของเห็ดหมีเป็นเห็ดที่กินได้ แถมพวกมันยังมีขนาดใหญ่และอร่อยมากด้วย!”
“ในทำนองเดียวกัน ค็อกคาทริซก็เป็นสายพันธุ์ที่กินได้เช่นกัน!”
“เพียงแค่บีบหัวและหาง ค็อกคาทริซจะอร่อยกว่ามอนสเตอร์เถาวัลย์และหมีเห็ด!”
“แต่แม้ว่าพวกมันจะดูเหมือนไก่มากกว่า แต่จริง ๆ แล้วพวกมันคืองู ส่วนหัวคืองู ส่วนที่เป็นหางคือไก่*[1]”
“เอาล่ะ เนื้อหาของคาบเรียนวันนี้ นอกจากจะแนะนำให้พวกเธอรู้จักกับค็อกคาทริซแล้ว ยังมีประสบการณ์ด้านการกลายเป็นหินด้วย…”
“ฉันสงสัยว่ามีใครอยากจะลองไหม?”
“ไม่ต้องเครียด ตราบใดที่กระบวนการการกลายเป็นหินถูกยกเลิกภายในสิบห้านาที มันก็จะไม่มีผลกระทบตามมา!”
หลังจากพูดจบ เธอก็มองไปที่ผู้ฟังอย่างกระตือรือร้นอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
นักเรียนทุกคนหลบสายตา
ไม่มีใครตอบเธอด้วยความเห็นอกเห็นใจ
โอ้พระเจ้า!
ประสบการณ์การถูกดูดวิญญาณของตัวดูดวิญญาณก็ดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันจำเป็นจริง ๆ
แต่ประสบการณ์การกลายเป็นหินนี้คืออะไรก่อน?
ถ้าได้สัมผัสสักครั้งจะสามารถบรรลุภูมิคุ้มกันการกลายเป็นหินได้หรือไม่?
จะมีข้อผิดพลาดหรือไม่? ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไบมอนสักหน่อย!
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจะไม่ได้ผลกับเจ้าตัวนี้!
…
ศาสตราจารย์นีนี่ซึ่งถูกนักเรียนเมิน หันไปทางเอ็มม่าและดาร์ก แล้วก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทีละคน
แต่คราวนี้เอ็มม่าหันหน้าหนีทันที ถือเป็นการปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี
ศาสตราจารย์นีนี่ทำได้เพียงหันไปมองเด็กชายผมบลอนด์ข้างหลังห้อง
ดาร์กหายใจเข้าลึก ๆ และรู้สึกว่าแข็งเกินไปก็ไม่ดี ดังนั้นเขาจึงยืนขึ้นและพูดว่า “ศาสตราจารย์นีนี่ครับ ประสบการณ์การกลายเป็นหินมันไม่จำเป็นจริง ๆ หากเราเผชิญหน้ากับมันอย่างกะทันหัน มันจะยากสำหรับเราที่จะดึงยาออกมาก่อนที่จะกลายเป็นหินอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าระวังตัวไว้ ตราบใดที่ยังพอกตัวด้วยสารอนินทรีย์ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นหิน และวิธีรับมือกับค็อกคาทริซที่ดีที่สุด คือการมีเพื่อนอยู่เคียงข้างครับ”
ศาสตราจารย์นีนี่มองด้วยความสงสัย “แล้วปลอดไก่คืออะไร?”
ดาร์ก “มันก็คือไก่ที่ไม่มีเนื้อไก่*[2]”
ศาสตราจารย์นีนี่ “?”
ดาร์ก “ล้อเล่นครับ พูดสั้น ๆ คือแทนที่จะมีประสบการณ์การกลายเป็นหินในชั้นเรียน จะดีกว่าถ้าอธิบายว่าส่วนไหนของงูไก่ที่อร่อยที่สุด”
คำอธิบายในส่วนนี้ไม่เพียงมีประโยชน์เท่านั้น แต่มันยังทำให้ความกลัวค็อกคาทริซของนักเรียนลดลงด้วย
ในดันเจี้ยน ความสงบและสุขุมมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
…
หลังจากนั้น ศาสตราจารย์นีนี่ก็รับฟังความคิดเห็นของดาร์กและทำการชันสูตรค็อกคาทริซในห้องเรียนต่อไป
ส่วนฉากแบบนั้น…
อย่าให้อธิบายเลย!
…
จนถึงช่วงครึ่งหลังของคาบเรียน ศาสตราจารย์นีนี่ก็ย่างเนื้อค็อกคาทริซอย่างกระตือรือร้น ซึ่งทำให้นักเรียนไม่คลื่นไส้อีกต่อไป
แล้วใครเป็นคนเลือกค็อกคาทริซเป็นการบ้านของคาบที่แล้ว?
ส่วนเวอร์เธอร์ กาวด์ยังคงลอยนวล!
…
การบ้านของชั้นเรียนวอร์คราฟต์ครั้งนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับค็อกคาทริซ และเธอก็ให้เด็ก ๆ เขียนบทความเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ศาสตราจารย์นีนี่แทบรอไม่ไหวที่จะไปทำบาร์บีคิวต่อหลังแจกการบ้านเสร็จ
น้ำลายที่หยดจากมุมปากของเธอได้เปิดเผยความปรารถนาที่แท้จริงที่สุดของเธอ
“นี่ ไดแอนนาก็อยากลองกินเหมือนกัน!”
ไดแอนนาเฝ้ามองบาร์บีคิวค็อกคาทริซหายไปที่ประตูห้องเรียน และเธอก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าผิดหวัง
“งั้นเที่ยงนี้ก็กินไก่สิ”
ดาร์กพูดอย่างสบาย ๆ
ไดแอนนาพยักหน้าอย่างแรงและพูดว่า “ไปกินไก่กัน!”
…
และในเที่ยงวันเดียวกันนั้น เนื้อไก่ได้ถูกเหมาหมดโรงอาหาร
[1] นีนี่พูดผิดเพราะอาการตื่นเต้นเกินไป
[2] นีนี่กับดาร์กเล่นมุขประมาณว่า ‘แล้วถ้าไม่เจอไก่ล่ะจะทำยังไง’ ดาร์กก็เลยตอบว่า ‘ก็ไม่มีไก่กินไงครับ’