จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 320 อิทธิพลเล็กน้อยของดาร์ก เดม่อน
บทที่ 320 อิทธิพลเล็กน้อยของดาร์ก เดม่อน
คาบถัดไปคือวิชาเวทมนตร์พื้นฐาน
ศาสตราจารย์เคเซอร์ได้สรุปความล้มเหลวโดยรวมของชั้นเรียนทดลองก่อนหน้านี้ จากนั้นเขาก็พิจารณาศักยภาพของนักเรียนจากการแข่งขันมือใหม่ แล้วหลายคนก็ถูกเรียกไปยังแท่นโพเดียมเพื่อสาธิต ‘การส่งและควบคุมพลังเวทมนตร์จากระยะไกล’
เป็นผลให้เขาประหลาดใจที่พบว่า นอกจากไดแอนนาที่แสดงการควบคุมลูกบอลเวทมนตร์จากระยะไกลในเกมแล้ว นักเรียนคนอื่น ๆ ก็เชี่ยวชาญมันเช่นกัน!
ไม่สิ… ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่นักเรียนคนอื่น ๆ นอกเหนือจากนักเรียนไม่กี่คนนั้นก็มีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว!
‘พวกเขาทำได้ยังไงกัน?’
‘แม้ว่าความสามารถเฉลี่ยของเด็กปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับทิ้งห่างขนาดนี้นี่’
ศาสตราจารย์เคเซอร์อดไม่ได้ที่จะฟุ้งซ่าน
จากนั้นระหว่างสอนต่อ ในที่สุดเขาก็พบความลับของนักเรียนที่ค่อย ๆ เชี่ยวชาญเทคนิคระดับสูงนี้!
ไม่เคยรู้ว่ามันเริ่มต้นเมื่อไหร่
ทุกคนในห้องเรียนทั้งหมดใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘การหมุนปากกา’ เพื่อฝึกฝนตลอดเวลา
บนพื้นฐานของการครอบครองความสามารถที่จำเป็น เดิมทีการส่งและควบคุมพลังเวทมนตร์จากระยะไกลเป็นเรื่องของการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ
บางคนต้องฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งปีหรือครึ่งปีจึงจะเชี่ยวชาญ แต่บางคนก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
ศาสตราจารย์เคเซอร์ให้แหวนเวทมนตร์แก่ดาร์กในวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกเทคนิคนี้โดยเฉพาะ
แต่ในขณะนี้
จู่ ๆ ศาสตราจารย์เคเซอร์ก็ค้นพบว่า ด้วยการ ‘หมุนปากกา’ ดูเหมือนว่าผู้คนจะสามารถมีส่วนร่วมได้ และแม้หลังจากเชี่ยวชาญบางส่วนแล้ว พวกเขาก็สามารถรักษาความสม่ำเสมอไว้ได้ ‘โดยไม่รู้ตัว’ และทำการฝึกฝนที่มีความเข้มข้นสูงเป็นพิเศษได้อย่างต่อเนื่อง!
ที่เรียกว่า ‘การศึกษาผ่านความสนุก’ ก็คงเป็นทำนองเดียวกัน
เขาถอนหายใจ ‘ความสำคัญของการศึกษาผ่านความสนุกนั้นยิ่งใหญ่มาก’
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพิจารณาอย่างจริงจังว่า จำเป็นต้องส่งเสริมผู้ที่ทำให้การหมุนปากกาแพร่หลายในสถาบันหรือไม่?
…
ในขณะนี้ปัญหาของศาสตราจารย์ลิลลี่ และการพิจารณาของศาสตราจารย์เคเซอร์จะยังไม่ถูกกล่าวถึง
ในชั้นเรียนประวัติศาสตร์เวทมนตร์ช่วงบ่าย ศาสตราจารย์ไรอัน แฮกส์ หลังจากเปลี่ยนหัวข้อการสอนไปหลายครั้ง เขาก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสงครามกับปีศาจที่เขาเคยประสบด้วยตนเองอีกครั้ง
เขายังคงควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้ และบางครั้งก็แสดงด้านที่รุนแรงออกมา
อย่างผมบนหัวเขาก็กลายเป็นทรงผมแอโฟรไปแล้ว…
นักเรียนรู้ว่าเขาเป็นหนูทดลองของซิสเตอร์คาไลด์ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
…
ในวันรุ่งขึ้นคือวันศุกร์
หลังจากชั้นเรียนการประลองของศาสตราจารย์โจนส์ ในที่สุดจอมเวทฝึกหัดก็ได้เข้าสู่คาบที่สามของวิชาวอร์คราฟตั้งแต่เริ่มเรียน!
ก่อนเที่ยงวันพุธ พวกเขาได้ส่งการบ้านของสัปดาห์ที่แล้ว นั่นคือการเลือกมอนสเตอร์ที่พบได้บ่อยในดันเจี้ยน เพื่อนำมาวิเคราะห์และเขียนเรียงความสั้น ๆ
ศาสตราจารย์นีนี่ประกาศว่า เธอจะเลือกมอนสเตอร์จากการบ้านมาเป็นเนื้อหาของการสอนในสัปดาห์นี้ ดังนั้นนักเรียนจึงตั้งหน้าตั้งตารอก่อนเริ่มชั้นเรียน
แม้ว่าตัวดูดวิญญาณในช่วงสองสัปดาห์แรกจะน่ากลัว แต่หลังจากระเบิดสองครั้งติดต่อกัน พวกเขาก็ทิ้งความประทับใจที่ตลกขบขันไว้
“ฉันไม่รู้เลยว่าคาบนี้ศาสตราจารย์จะเอามอนสเตอร์ประเภทไหนมา?”
ไดแอนนายังคงคิดถึงหมีเห็ดของเธอ และโรสก็สงสัยว่าศาสตราจารย์จะเลือกกระต่ายขนยาวของเธอหรือไม่
ดาร์กมองนาฬิกาแขวนบนผนังแล้วฉุกคิดถึงสิ่งที่เขาเลือกขึ้นมา
มีมอนสเตอร์มากมายที่พบได้ทั่วไปในดันเจี้ยน
ตัวที่รู้จักกันดีก็มี สไลม์ ก็อบลิน ออร์ค โทรลล์ ต้นไม้วิญญาณ โคโบลด์…
ดูสิ แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกคุ้นเลย (หัวเราะ)
แม้ว่ามอนสเตอร์เช่นตัวดูดวิญญาณจะพบเห็นได้ทั่วไป แต่พวกมันไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับดันเจี้ยน
ดาร์กเคยอ่าน ‘บันทึกลับของนกและสัตว์’ ในตอนที่เขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างการ์ด [สวนสัตว์] ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้มากกว่าคนทั่วไป
เพราะงั้นในหัวข้อครั้งนี้ เขาเลยเลือกมอนสเตอร์ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่มีจำนวนมากในดันเจี้ยนนั่นคือ มอนสเตอร์เถาวัลย์!
เมื่อนักผจญภัยเข้าไปในดันเจี้ยน พวกเขาสามารถเห็นเถาวัลย์ห้อยอยู่บนผนังในทุกชั้น เถาวัลย์เหล่านี้จะส่งกลิ่นหอมและเรืองแสงในที่มืด ซ้ำยังมีลักษณะหลากหลายอย่างที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตเข้ามา
พวกมันมักจะใช้สิ่งนี้เพื่อดึงดูดผู้คนหรือมอนสเตอร์ให้เข้ามาใกล้ จากนั้นก็กระโจนเข้าใส่พวกเขาทันที โดยเข้าไปพันรัดและกินเหยื่อ!
มอนสเตอร์เถาวัลย์นั้นอันตรายและอ่านทางได้ยากมาก
นักผจญภัยมักจะสับสนมันกับเถาวัลย์ปกติ และหากไม่ระวังพวกเขาก็จะถูกวางยาพิษอย่างรุนแรง
แต่ถ้าตัดร่างของมอนสเตอร์เถาวัลย์ได้ ก็จะพบว่าร่างกายที่เหมือนเถาวัลย์นั้นเต็มไปด้วยเลือดข้นเหนียวหนืด
พวกมันดูเหมือนพืช แต่ความจริงแล้วคือสัตว์
ไม่เพียงแต่มีเส้นเลือดเท่านั้น แต่พวกมันยังมีปากที่เต็มไปด้วยฟันอันแหลมคมอีกด้วย
ถ้ารู้จักพวกมันดีพอละก็…
หากตัดหัวหางมันออก ลอกหนังกำพร้าทิ้ง แล้วเอาเลือดออกไป เนื้อที่เหลือจะเป็นส่วนนุ่มซึ่งสามารถนำไปลวกในน้ำร้อน จากนั้นก็ตักขึ้นมารับประทานได้เลย ทว่ามันก็เป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากในดันเจี้ยนเช่นกัน!
…
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอ่านเรียงความของดาร์กหรือเปล่า ศาสตราจารย์นีนี่จึงเอาไก่ตัวอ้วน ๆ เข้ามาก่อนระฆังจะดังขึ้น!
ดวงตาของไก่อ้วนถูกแถบผ้าสีดำพันไว้ และส่วนที่อยู่ใต้คอของไก่ก็ถูกมัดจนเป็นปล้อง
ตอนแรกจอมเวทฝึกหัดก็ยังเดาว่าทำไมศาสตราจารย์นีนี่ต้องอุ้มไก่ตัวอ้วน ๆ เข้ามาด้วย จนกระทั่งส่วนครึ่งตัวของงูโผล่ออกมาจากเชือกป่านที่มัดไก่อ้วนไว้ แล้วจอมเวทฝึกหัดที่อยู่แถวหน้าและมีความรู้อยู่บ้างก็ทำสีหน้าสยดสยองออกมาทันที!
“กรี๊ด!”
เอ็มม่าที่มักจะสงวนอารมณ์ไว้ถึงกับกรีดร้องออกมา!
เมื่อเทียบกับความรู้เพียงครึ่งเดียวของนักเรียนรอบ ๆ ตัว เอ็มม่าจดจำมอนสเตอร์ตัวนี้ได้แทบจะในทันที ดังนั้นเธอจึงรู้สึกหวาดกลัวมันมากขึ้น
ทันทีทันใด ทั้งห้องเรียนพลันตกอยู่ความโกลาหล
จอมเวทฝึกหัดที่อยู่แถวหน้าถึงกับลุกออกจากที่นั่งและวิ่งหนีไปอยู่ที่แถวหลังของห้องเรียน
…
“ทุกคนเป็นอะไรไป!?”
ทว่าศาสตราจารย์นีนี่กลับตกใจกับการกระทำที่จู่ ๆ ก็เป็นบ้าขึ้นมาของเหล่าจอมเวทฝึกหัด
เธอตื่นตระหนกและหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะคิดได้ในที่สุด หลังจากนั้นศาสตราจารย์นีนี่ก็รีบซ่อนมอนสเตอร์ในมือไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มใสซื่อ
“เอ่อ ฮะ ฮ่า ๆๆ”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น!
…
“มันไม่ทำอะไรพวกเธอหรอก”
เด็กชายจากบ้านนักปราชญ์เอ่ยโต้แย้งด้วยความกังวลใจ “ศาสตราจารย์นีนี่ครับ คุณนำค็อกคาทริซ*[1]เข้ามาในห้องเรียนได้ยังไงครับ? ผมต้องบอกอาจารย์ใหญ่ ผมต้องบอกอาจารย์ใหญ่แล้ว!”
ศาสตราจารย์นีนี่มองเขาด้วยสายตารู้สึกผิด และจำได้ว่าเขาคือนักเรียนที่กลัวจนเกือบจะฉี่ราดระหว่างการเผชิญหน้ากับตัวดูดวิญญาณ
เป็นความผิดของเธอที่ทำให้เด็ก ๆ กลัว แต่เธอไม่ได้ตั้งใจ
นี่เป็นแค่การสอนธรรมดานะ!
…
ศาสตราจารย์นีนี่รวบรวมความกล้าและพยายามพูดอย่างสุดความสามารถ “ทุกคน ทุกคน ใจเย็น ๆ หน่อยได้ไหม? อันที่จริง มันไม่ใช่อย่างที่พวกเธอคิด…”
ขณะที่เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นมาบนหน้าผากของเอ็มม่า เธอก็ปกป้องซูซานและลูซี่ไว้ข้างหลังเธอโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเด็กหญิงก็พูดเสียงดังว่า “ศาสตราจารย์นีนี่คะ นั่นไม่ใช่ตัวค็อกคาทริซ มอนสเตอร์ในตำนานหรอกเหรอคะ? ตัวที่เมื่อเราเห็นมัน เราก็จะกลายเป็นหินไปน่ะค่ะ?”
หลังจากได้ยินคำพูดของเอ็มม่า ศาสตราจารย์นีนี่ก็ส่ายหัวอย่างรวดเร็วและพูดว่า “ไม่ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ค็อกคาทริซ มันเป็นแค่ไก่ ไม่ใช่อสูรด้วย! มันคืองู ไม่ใช่ไก่!”
“ใครสนกันว่ามันเป็นไก่หรืองู!?” ทันใดนั้นเสียงของเด็กบ้านอัศวินก็ดังขึ้น “ต้องสนว่ามันสามารถเปลี่ยนคนให้เป็นหินได้หรือเปล่าต่างหาก?”
“ไม่ ๆ!”
ศาสตราจารย์นีนี่เอาตัวค็อกคาทริซออกมาจากด้านหลังโดยไม่รู้ตัว แล้วเธอก็ชี้ไปที่แถบผ้าสีดำซึ่งปิดตาสัตว์อสูรไว้อยู่ และเถียงเสียงดังว่า “มันปิดตาแล้ว เพราะงั้นมันจะไม่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นหินแน่นอน!”
แต่เด็กผู้หญิงอีกคนจากบ้านนักปราชญ์ชี้ไปที่ตัวค็อกคาทริซ และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า “มันออกมา ออกมาแล้ว! หัวมันหลุดออกมาแล้ว! ไม่มีที่กำบังด้วย ไม่มีที่ปิดตาด้วย!”
ศาสตราจารย์นีนี่มองไปตามมือที่ชี้ เธอก้มมองมัน
แน่นอนว่าหัวของค็อกคาทริซเริ่มหลุดออกมาจากผ้าแล้ว อีกทั้งมันยังส่ายหัวและส่งสายตาให้ด้วย
ศาสตราจารย์นีนี่รีบยื่นมือไปบีบลิ้นของมัน และอธิบายอย่างสิ้นหวังว่า “อย่ากังวลไป ดวงตาของหัวไก่ไม่สามารถทำให้คนกลายเป็นหินได้”
“อ๊า!” เด็กหญิงอีกคนร้องลั่น “จะหลุดแล้ว ศาสตราจารย์นีนี่ ผ้าผืนนั้นกำลังจะหลุดแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
ศาสตราจารย์นีนี่สงสัย “ผ้าผืนไหน?”
เด็กหญิง “มันคือเศษผ้าที่คลุมตาไก่ไงคะ!”
“โอ้”
เธอวางตัวค็อกคาทริซลงและมองไปที่หัวไก่ของมัน
แถบผ้าปิดตาของหัวไก่เลื่อนลงมาจริง ๆ เผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่งของไก่
สายตาเฉียบคมที่ส่องผ่านนั้น และลำแสงสีเทาก็พุ่งออกมา!
ใบหน้าของศาสตราจารย์นีนี่ถูกโจมตีในระยะใกล้มาก และผิวของเธอก็ปรากฏชั้นหินสีเทาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นฉากนี้ ความกลัวของนักเรียนก็ปะทุขึ้นในบัดดล
แล้วทั้งห้องเรียนก็ตกอยู่ในความโกลาหลท่ามกลางเสียงกรีดร้อง
ดาร์ก เดม่อนลุกขึ้นทันที
แต่ใบหน้าของศาสตราจารย์นีนี่เริ่มกลายสภาพเป็นหินลามไปถึงปลายจมูกแล้วก็หยุดกึก
มีรอยแตกบนเปลือกหินสีเทา จากนั้นมันก็แตกออกเป็นเสียง ‘กริ๊ก’ ครั้งสองครั้ง ก่อนจะตกลงพื้น
ศาสตราจารย์นีนี่แตะแก้มของเธอแล้วพูดอย่างไร้เดียงสา
“ดูสิ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย!”
[1] ค็อกคาทริซ เป็นสัตว์ในตำนานของยุคกลาง มีหัวเป็นไก่และหางเป็นงู หากผู้ใดมองตามันจะกลายเป็นหินคล้ายกับคำสาปของเมดูซา