จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 319 ดาวมฤตยู*[1]และอะโพคาลิปส์*[2] (2)
บทที่ 319 ดาวมฤตยู*[1]และอะโพคาลิปส์*[2] (2)
“ฉันกำลังจะตายเหรอคะ?”
ขณะที่ดาร์กกำลังคิดเรื่องนี้อยู่นั้น ยูโดราที่แอบฟังอยู่ก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา
ศาสตราจารย์เมเดียรีบปลอบโยนทันที “ไม่แน่นอน เธอจะกลายเป็นผู้ทำนายที่ยิ่งใหญ่!”
ยูโดราพึมพำ “ฉันแค่อยากจะมีประโยชน์บ้าง”
เมเดีย “เธอจะมีประโยชน์แน่นอนที่รัก”
…
ยูโดราและเมเดียคุยกันด้วยสุ้มเสียงที่เบาแผ่ว
ส่วนดาร์กเลือกที่จะฟังอย่างเงียบ ๆ
ศาสตราจารย์เมเดียจะไปหาซิสเตอร์คาไลด์หลังจบคาบเรียน และขอให้อีกฝ่ายตรวจร่างกายของยูโดราอย่างครอบคลุม เพื่อป้องกันผลกระทบที่แอบซ่อนอยู่
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เมเดียยังขอให้ซิสเตอร์คาไลด์เตรียมขวดยาหยอดตา เพื่อปกปิดดาวสีทองในดวงตาของยูโดราด้วย
แต่การปกปิดนี้เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
ศาสตราจารย์เมเดียอาจเริ่มต้นจากมุมอื่น เพื่อหลีกเลี่ยง [ดาวมฤตยู] ผ่านการชี้นำและเปลี่ยนแปลงผลของราคาที่ต้องจ่าย
ทว่าหัวข้อหลังจากนี้ดาร์กไม่สามารถเข้าร่วมได้
ยิ่งกว่านั้นเขาไม่เหมาะที่จะเดินทางต่อไปกับทั้งสองด้วยกัน
เวลาสี่ทุ่มดาร์กจึงออกจากรถม้า แยกจากศาสตราจารย์เมเดียและยูโดรา
เด็กชายกอดอีบุยตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน และมองไปยังรถฟักทองที่หายลับตาไป
หลังจากถอนหายใจเบา ๆ ดาร์กก็เดินกลับหอพัก
…
เมื่อกลับมาถึงหอพัก เขาก็คัดลอกคำทำนายทั้งหมดในคืนนี้แล้วเขียนลงในกระดาษหน้าเดียว
จากนั้นก็หยิบเอาตารางสำหรับการเรียนรู้การออกเสียงโดยใช้วิธีที่ง่ายที่สุด ให้เจ้าตัวน้อยออกเสียงคำต่อคำ และในที่สุดอีบุยก็สามารถเขียนความเปลี่ยนแปลงใน ‘กลางคืน’ ที่เห็นได้ในคืนนี้
มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
กล่าวโดยสรุป มีหนวดสีเข้มจำนวนมากเหมือนลูกอ๊อดเล็ก ๆ ที่เติบโตใน ‘กลางคืน’ สั่นไหวไปตามแรงลมเหมือนสาหร่ายทะเล
ฉากนี้หมายถึงอะไร?
ดาร์กพยายามตีความ แต่รู้สึกว่าการตีความไม่มีความหมายจึงพักไว้ก่อน
เช่นเดียวกับการเขียนคำทำนายในคืนนี้ทั้งหน้า มันไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี
สิ่งเดียวที่มีผลคือคำทำนายของยูโดรา
ยิ่งคิดก็ยิ่งจมดิ่ง
“ดาราร่วงหล่น ผืนฟ้าพังทลาย กลางวันจะไม่ใช่กลางวัน และกลางคืนจะไม่ใช่กลางคืนอีกต่อไป กระทั่งพระเจ้าก็จะไม่เป็นพระเจ้า…”
“อย่าเพิ่งไปคิดถึงการฟื้นคืนชีพของปีศาจ”
“คำเดียวที่น่าจะอธิบายได้”
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือ แร็กนาร็อก*[3]!”
…
แต่ ‘แร็กนาร็อก’ เคยเกิดขึ้นไปแล้วในยุคที่เขาไม่รู้จัก
ตามคำบรรยายในวรรณกรรม
ในช่วงเวลาของแร็กนาร็อกนั้น
เทพเจ้าทั้งหมดถูกโยนลงในหม้อกลั่นจักรวาล และพวกเขาก็ถูกต้มในชั่วพริบตา
กล่าวสั้น ๆ มันคือยุคแบบนั้น
…
“แต่ถ้าบังคับให้ตีความไปในทิศทางนี้”
“ก่อนแร็กนาร็อกจะเกิดขึ้น มันเชื่องโยงกับ ‘การฟื้นคืนชีพของพระเจ้า’ ด้วยไหมนะ?”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ฟื้นคืนชีพเทพธิดาแห่งจันทราในเทอมที่แล้ว ดาร์กพลันรู้สึกว่าหนังศีรษะของเขาหนึบชาไปหมด
หากมีจุดเชื่องโยงที่คล้ายกัน
นั่นอาจเป็นเนื้อหาที่อยู่นอกเหนือไปจากเกมต้นฉบับ
ท้ายที่สุดแล้ว เนื้อหาเกมต้นฉบับส่วนใหญ่เป็นเพียงเกมจีบสาวที่มีฉากอยู่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อเรื่องของเกมต้นฉบับคือ พัฒนาการของโลกทั้งหมด
‘มันเป็นแค่สมมติฐานเท่านั้น’
‘เราก็แค่สันนิษฐาน!’
สมมติว่าการตื่นขึ้นและการล่มสลายของปีศาจในตอนท้ายของเกมเดิมเป็นเพียงบทนำไปสู่ยุคที่ยิ่งใหญ่…
ดาร์กเลิกคิดแล้วเลือกที่จะนอนทันที!
( ~ ﹃~ )~zZ
…
ในคืนเดียวกัน
แม้ว่านักเรียนชั้นปีที่หนึ่งจะพูดว่า ‘ไม่ใส่ใจ’ ‘ก็แค่นั้น’ ‘ไม่เชื่อ’ ฯลฯ แต่พวกเขาก็ฝันร้ายกันจริง ๆ ทุกคน!
ซึ่งตรงข้ามกับยูโดราซึ่งได้รับการตรวจร่างกายโดยซิสเตอร์คาไลด์ และได้รับการรู้แจ้งจากศาสตราจารย์เมเดีย อีกทั้งคืนนี้เธอยังได้รับรู้ถึงความห่วงใยในระดับที่คาดไม่ถึงของดาร์กด้วย นี่ทำให้เธอมีความคิดที่ไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้มากนักเกิดขึ้นมา
…
เขาหลับสนิททั้งคืน
ดาร์กลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน แผ่นหลังของเขารู้สึกร้อนผ่าวไปหมด ซ้ำยังรู้สึกอึดอัดที่หน้าอกไม่น้อย จนสุดท้ายแล้วต้องหอบหายใจออกมา
แต่หลังจากหายใจเข้า เขาก็ค่อย ๆ ยกอีบุยตัวน้อยที่นอนขดเป็นก้อนออกจากบนตัวเขาอย่างเงียบ ๆ
ทันใดนั้นหน้าอกก็เรียบขึ้นมาก
“หาว~”
หลังจากหาวได้เล็กน้อย ดาร์กก็ลุกออกจากเตียงเบา ๆ
ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ชีวิตในสถาบันของเขาค่อย ๆ กลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว
ศาสตราจารย์ใหม่ทั้งสามคนค่อย ๆ ผสานเข้ากับชีวิตของจอมเวทฝึกหัด เดินสวนกันบ้างเป็นครั้งเป็นคราวในปราสาทหลังเลิกเรียน ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ใช่ความรู้สึกแปลกอีกต่อไป
ดาร์กสวมผ้าพันคอและวิ่งจากชั้นสองของปราสาทไปยังชั้นหนึ่งตามเส้นทางเดิม จากนั้นจึงกลับไปที่หอคอยหลังจากวนเป็นวงกลมใหญ่ เขาสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อและกระดูกในร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก
กลิ่นหอมของน้ำนมลอยอบอวลออกไปนอกหน้าต่าง กระจายไปในอากาศอย่างเงียบงัน
เซนต์แมเรียนนำวันใหม่ที่สดใสมาให้แก่เด็ก ๆ อีกครั้ง
ชั้นเรียนแรกในวันพฤหัสบดีเริ่มต้นด้วยความโกรธของศาสตราจารย์ลิลลี่
เธอแบ่งการบ้านที่นักเรียนส่งในชั้นเรียนที่แล้วออกเป็นสองกองและวางไว้บนเวที จากนั้นเธอก็มองนักเรียนข้างล่างด้วยแก้มป่อง ๆ
บรรยากาศในห้องเงียบงันไปชั่วขณะ
“เอ็มม่า”
“คะ?”
เอ็มม่ายืนขึ้นด้วยความสับสน
ศาสตราจารย์ลิลลี่ชี้ไปที่กองกระดาษแบบฝึกหัดทางด้านขวา “แจกการบ้านให้ฉันที”
“ค่ะ ศาสตราจารย์” เอ็มม่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับกระดาษแบบฝึกหัดและเริ่มแจกจ่าย
จากนั้น บนแท่นผู้สอนก็มีเพียงกองกระดาษแบบฝึกหัดทางด้านซ้าย
ศาสตราจารย์ลิลลี่หยิบกองกระดาษแบบฝึกหัดขึ้นมาและขานชื่อ “โรเบิร์ต บร็อกไฮม์”
ทันใดนั้นโรเบิร์ตก็ตื่นเต้นและนั่งตัวตรงโดยไม่รู้ตัว
ศาสตราจารย์ลิลลี่เขย่ากระดาษแบบฝึกหัด “มารับเลย”
โรเบิร์ตเดินไปตามทางเดินและขึ้นไปบนแท่นผู้สอน
ศาสตราจารย์ลิลลี่ยื่นกระดาษแบบฝึกหัดที่เป็นของเขาให้ และหลังจากที่เขารับไป เธอก็พูดเบา ๆ ว่า “หักห้าคะแนน”
โรเบิร์ตตัวแข็งทื่อและฝ่าเท้าของเขาก็ชะงักค้างอยู่ในอากาศ!
การทดลอง [การ์ดท่าไม้ตาย] เพิ่งผ่านพ้นไป และโควตาคะแนนของนักเรียนปีแรกก็แทบจะเหลือน้อยนิดแล้ว
แม้ว่าจะมีส่วนเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องการใช้สำหรับการทดลองครั้งต่อไป
การถูกหักห้าคะแนนในคราวเดียว ทำให้ผู้คนรู้สึกลำบากใจไม่น้อย
ที่สำคัญโรเบิร์ตไม่ได้ถูกหักคะแนนมานานแล้ว…
ตรงกันข้ามกับสถานการณ์เลวร้ายที่เขามักถูกหักคะแนนในเทอมที่แล้ว
เขาค่อนข้างมีความสุขกับสิ่งนี้
แต่เนื่องจากคะแนนถูกหักไปแล้ว จึงไม่สามารถเอากลับมาได้อีก และเขาก็ได้แต่มองมันหลุดมือไป…
โรเบิร์ตไม่ได้ถามอะไร เพราะกระดาษแบบฝึกหัดในมือคือคำตอบที่ดีที่สุด
ในแบบฝึกหัดนั้นมีกากบาทสีแดงเต็มไปหมด
…
ถัดจากเขา คนต่อไปก็ถูกเรียก โรเบิร์ตเดินกลับไปนั่งที่เดิม
เวอร์เธอร์ถามอย่างเป็นห่วงทันที “โรเบิร์ต เกิดอะไรขึ้น?”
โรเบิร์ตวางกระดาษแบบฝึกหัดบนโต๊ะและพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ฉันไม่ได้ทำการบ้าน แต่ฉันจะทำอะไรได้? ก็ฉันทำไม่ได้จริง ๆ นี่!”
“เอ่อ…” เวอร์เธอร์พูดไม่ออก
เพราะเขาเองก็ทำไม่ได้เช่นกัน!
ทั้งสองทำการบ้านด้วยกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ลอกกัน แต่พวกเขาต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่
แน่นอนว่าใช้เวลาไม่นานก่อนที่เวอร์เธอร์จะถูกเรียกตัว
“เวอร์เธอร์ กาวด์ หักห้าคะแนน”
เขาถือกระดาษแบบฝึกหัดทั้งน้ำตา
…
นักเรียนที่ทำการบ้านได้แย่มากถูกเรียกขึ้นไปบนโพเดียม และหักคะแนนทีละคน
ในหมู่พวกเขา นักเรียนของบ้านอัศวินถือว่าเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ของบ้านขุนนางปลอดภัยไร้กังวล
ทางเดินเป็นเส้นแบ่งบรรยากาศของทั้งสองบ้านอย่างสิ้นเชิง
นักเรียนของบ้านขุนนางมองไปยังนักเรียนของบ้านอัศวินราวกับว่าพวกเขากำลังรู้สึกสนุก
ส่วนนักเรียนของบ้านอัศวินเกือบฟันหัก หลังพบว่าแทบไม่มีใครในบ้านขุนนางถูกขานชื่อให้ขึ้นไปบนแท่นผู้สอนเลย
เดิมทีเรื่องนี้ หากสภาพการบ้านของทุกคนแย่มาก มันก็จะสะท้อนตัวศาสตราจารย์ลิลลี่
ทว่ามีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แย่ ซึ่งทำให้เธอสงสัยว่าคนอื่นไม่ตั้งใจฟังหรือเปล่า?
แม้ว่าศาสตราจารย์ลิลลี่กำลังใช้อารมณ์แบบเด็ก ๆ อยู่ก็จริง…
แต่เหตุผลในการหักคะแนนนั้นก็แรงเกินไป
เพื่อรับมือกับปัญหา หลายคนจึงเพียงแค่ขีดเขียนแบบฝึกหัดไปเท่านั้น แต่อันที่จริง พวกเขาไม่มีความมั่นใจที่จะส่งเลย
โชคดีที่ศาสตราจารย์ลิลลี่ไม่ได้พูดอะไรมากหลังจากหักคะแนน แต่เธอเริ่มอธิบายเกี่ยวกับแบบฝึกหัดทีละขั้นตอนแทน
วิธีการอธิบายเนื้อหากับหัวข้อนี้จะทำให้เข้าใจได้ดีกว่าการพูดตรง ๆ
แต่ถ้าไม่เข้าใจ 1+1=2 แล้วสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็น 1+1= 1X2 = 2 ได้อย่างไร
…
บรรยากาศในชั้นเรียนคณิตศาสตร์อึมครึมสุด ๆ
ราวกับฤดูร้อนที่ร้อนเกินกว่าจะหายใจได้
หลังจากที่ศาสตราจารย์ลิลลี่อธิบายแบบฝึกหัดเสร็จ เธอก็กลับมาสอนต่อ
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีบางคนไม่เข้าใจ แต่การสอนแบบนี้เธอจะเริ่มใหม่ไม่ได้เพราะคนกลุ่มน้อยนั้น
หากนักเรียนไม่เข้าใจจริง ๆ ก็สามารถเริ่มเรียนด้วยตนเอง หรือขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมชั้นหลังเลิกเรียน หรือสามารถถามกับศาสตราจารย์โดยตรงได้
หากไม่มีแม้แต่ความคิดริเริ่มและเอาแต่นอนเฉย ๆ บางครั้งก็ไม่สามารถตำหนิศาสตราจารย์ได้เช่นกัน
สรุปแล้ว คาบเรียนนี้มีแต่หมู่เมฆทะมึนเต็มไปหมด
ในตอนท้าย ศาสตราจารย์ลิลลี่ส่งกระดาษแบบฝึกหัดอีกชุดให้เป็นการบ้าน
เธอยังคงหวังว่า จะทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาของการบรรยายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยการทำแบบฝึกหัด
[1] ดาวมฤตยู ในความเชื่อโหราศาสตร์ จะหมายถึง ดาวมรณะหรือการนำไปสู่ความตาย
[2] อะโพคาลิปส์ เป็นความเชื่อทางศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ซึ่งมีการตีความเกี่ยวกับวันสิ้นโลก
[3] แร็กนาร็อก เป็นภาษาสแกนดิเนเวียโบราณ มาจากคำว่า ‘แร็กนา’ ซึ่งหมายถึง พระเจ้า กับคำว่า ‘ร็อก’ ที่แปลว่า โชคชะตา เหุตการณ์แร็กนาร็อก คือเหตุการณ์ครั้งใหญ่ตามคำทำนายซึ่งนำไปสู่การสิ้นชีพของทวยเทพที่สำคัญ