จอมมารแค่อยากเป็นคนดี [反派少爷只想过佛系生活] - บทที่ 316 ร่องรอยและการตีความของโชคชะตา
บทที่ 316 ร่องรอยและการตีความของโชคชะตา
“ดาราร่วงหล่น ผืนฟ้าพังทลาย กลางวันจะไม่ใช่กลางวัน และกลางคืนจะไม่ใช่กลางคืนอีกต่อไป กระทั่งพระเจ้าก็จะไม่เป็นพระเจ้า…”
“เลือด! เลือด! เลือดเต็มไปหมด!”
“กระดูกกลาดเกลื่อนมหาศาล ซากศพทับถมกันจนกลายเป็นภูเขา!”
“เขาตาย เธอตาย ทั้งหมดตาย!”
“ทุกคนจะต้องตาย!”
“ว่าไงนะ!?”
…
แล้วเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นยูโดราก็หายเป็นปกติ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดในดวงตาของเธอลดลงราวกับกระแสน้ำ และกลับมากระจ่างใสอีกครั้ง
ความกลัวที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้าของเธอก็ราวกับเป็นการแสดง… มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว
เด็กหญิงมองไปรอบ ๆ อย่างว่างเปล่า ดูเหมือนจะรู้สึกสับสนมากเมื่อจู่ ๆ เธอก็กลายเป็นจุดสนใจในสายตาของทุกคน
“เอ่อ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
หลังจากผ่านเหตุการณ์การทำนายไปอย่างหนักหน่วง ยูโดราก็เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเทาขึ้นมา
ทว่าเหล่านักเรียนกำลังตกใจกับคำทำนายของเธออยู่ กระทั่งศาสตราจารย์เมเดียยังหยุดยืนอยู่กับที่โดยไม่รู้ตัว
“ศาสตราจารย์ครับ เธอต้องจ่ายราคาสิ่งนี้ด้วยอะไร?”
เสียงของดาร์ก เดม่อนดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้ศาสตราจารย์เมเดียฟื้นสติคืนมาทันที
เธอรีบปรับอารมณ์และหันกลับไปมองเด็กชาย ดูเหมือนจะประหลาดใจกับความคิดที่ชัดเจนของเขา
จากนั้นศาสตราจารย์สาวก็เดินเข้าไปหายูโดรา ใบหน้าก้มลงมอง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับใบหน้าของยูโดราและสังเกตอย่างละเอียด
เดิมทียูโดราก็เป็นเด็กที่มีนิสัยอ่อนโยนมาก ในเวลานี้เธอจึงไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้แต่ปล่อยให้ศาสตราจารย์เมเดียสำรวจเธอไปเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน ศาสตราจารย์ก็หายใจเข้าลึก ๆ และดวงตาอันงดงามของเธอก็จับจ้องไปยังดวงตาของยูโดราอย่างไม่วางตา
เธอเห็นดวงดาราสีทองซึ่งส่องแสงแอบซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น พร้อมกับร่องรอยของความขี้ขลาด!
แม้ว่ายูโดราจะมีเนตรแห่งดารา แต่เนตรแห่งดารานี้จะไม่ปรากฏขึ้นภายใต้สภาวะปกติ
ดาวศุกร์ในดวงตานี้เป็นผลสืบเนื่องมาจาก ‘การทำนาย’ อย่างเห็นได้ชัด!
‘แม้ว่ามันจะไม่ใช่ประเภทที่อันตรายที่สุด แต่ก็เป็นประเภทที่ยุ่งยากที่สุด…’
เมเดียอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถพูดต่อหน้านักเรียนได้โดยตรง
ในฐานะศาสตราจารย์ เวลานี้เธอควรจะหาวิธีสยบความกลัวที่เกิดจากคำทำนายก่อน
ดังนั้นศาสตราจารย์สาวจึงขมวดคิ้วอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเผยรอยยิ้มโล่งใจ “โชคดีที่ไม่มีผลข้างเคียงที่ชัดเจน หลังเลิกเรียน เธอตามฉันไปหาซิสเตอร์คาไลด์และตรวจสอบอีกครั้งนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยูโดราก็ถามอย่างเขินอายว่าา “ศาสตราจารย์คะ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?”
เมเดียโบกไม้กายสิทธิ์ของเธอเบา ๆ ชักนำลำแสงที่ดูเหมือนดวงดาวขึ้นมา แล้วพูดว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย เธอได้ทำนายดวงชะตาครั้งแรกในฐานะนักดาราศาสตร์สำเร็จแล้ว!”
“ทำนายดวงชะตาครั้งแรก?” ใบหน้ายูโดราดูว่างเปล่า “แต่ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย?”
เมเดียยิ้มตอบ “มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มันเกี่ยวข้องกับพลังเวทมนตร์และความอดทนของสมอง แน่นอนว่ามันยังเกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งทางดาราศาสตร์ของเธอด้วย”
ยูโดราก้มหน้าลงและพูดอย่างประหม่า “หมายความว่าฉันจะเป็นนักดาราศาสตร์ได้เหรอคะ?”
เมเดียพยักหน้าให้ “ใช่แล้ว ถ้าเธอต้องการ ฉันก็อยากจะเป็นคนชี้นำให้เธอ”
ยูโดราอ้าปากค้างทันที ในใจพลันรู้สึกเหลือเชื่อขึ้นมา
ความประทับใจของศาสตราจารย์เมเดียที่มีต่อจอมเวทฝึกหัดนั้นดีมาก
ความจริงที่ว่าเธอกำเนิดในหอคอยดวงดาวนั้นถือเป็นข้อดีอย่างมาก!
หอคอยดวงดาวอาจกล่าวได้ว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักดาราศาสตร์
นักดาราศาสตร์ทุกคนภูมิใจที่สามารถเข้าสู่หอคอยดวงดาวได้
หากยูโดรากลายเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์เมเดีย การเข้าสู่หอคอยดวงดาวในอนาคตจะเป็นเรื่องที่แน่นอน
เมเดียลูบหัวของเธอเบา ๆ และพูดเสียงเบาว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจก็ได้ ไว้เราคุยกันหลังเลิกเรียน เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก และพ่อแม่ของเธอก็ต้องเห็นด้วย”
ยูโดราอ้าปากเล็กน้อย ก่อนจะผงกหัวอย่างน่ารัก
…
แล้วหลังจากช่วงเวลาเล็ก ๆ ของการรับศิษย์ผ่านไป ในที่สุดจอมเวทฝึกหัดก็ผ่อนคลายท่าทางจากคำทำนายที่น่าตกใจเมื่อครู่นี้
ท้ายที่สุด คนที่ทำนายก็คือยูโดรา ไม่ใช่ศาสตราจารย์เมเดีย ดังนั้นบางคนจึงไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ทำนายมักจะพูดถึงทวยเทพอยู่เสมอ และหลายคำพูดของพวกเขาก็ขัดแย้งกับความหมายตามตัวอักษร มันมีไม่กี่คนที่ไม่พูดเกินจริงอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เอ่อ… อันที่จริงก็มีหลายคนที่สนใจอยู่นะ!
เห็นได้ชัดว่าศาสตราจารย์เมเดียก็สนใจเช่นกัน
หลังจากที่เธอหันเหความสนใจผ่าน ‘การรับศิษย์’ เธอก็พูดขึ้นมาเสียงเบา ๆ ว่า “เริ่มเรียนต่อได้ เดี๋ยวท้ายคาบเรียน ฉันจะมอบหมายการบ้านให้ตีความคำพยากรณ์ประโยคเดียว ฉันคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจแล้ว การตีความคำทำนายเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ตัวอย่างเช่น ยูโดราอาจเพิ่งเห็นภาพวาดของพีทาโกรัส*[1] ก็ได้”
เสียงหัวเราะดังขึ้นในห้องเรียน
พีทาโกรัสเป็นตัวแทนหลักของจิตรกรนามธรรมร่วมสมัย
ชอบใช้บล็อกสีเพี้ยน ๆ เยอะ ๆ เหมือนน้ำไหลมาวางบนกระดาษวาดรูป
ราวกับว่าเพียงแค่พูดถึงเขา สีขาวและดำก็แบ่งกระดาษวาดรูปออกเป็นสองซีกในแนวนอน โดยมีสีดำอยู่ด้านบนและสีขาวอยู่ด้านล่าง ซึ่งบางครั้งก็ผสมกัน*[2]
จุดสีเหลืองที่องศาเอียงคือดาวตก
ส่วนโค้งสีแดงสดคือเลือดไหล
กองสีขาวคือกองศพ
เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนจะเป็นเพียงภาพวาดของเด็ก ๆ
ทว่าเมื่อมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นว่ามันเป็นภาพวาดของเด็กจริง ๆ!
…
‘คำพูดง่าย ๆ’ ของศาสตราจารย์เมเดียมีบทบาทสำคัญจริง ๆ
แต่ก็ยังมีคนที่บันทึก ‘คำทำนาย’ และครุ่นคิดอย่างวิเคราะห์
ดาร์กก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ยิ่งเขาพยายามคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นพบมากขึ้นเท่านั้น
อันที่จริง ‘คำทำนาย’ ของยูโดรานั้นไม่ได้แตกต่างจากความตื่นตระหนกของผู้ทำนายเหล่านั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามากนัก
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่อง ‘การฟื้นคืนชีพของปีศาจ’
แน่นอนว่าดาร์กก็รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
หากพายุปีกผีเสื้อกระพือไม่เพียงพอที่จะพลิกผันทุกสิ่ง
ในที่สุดปีศาจจะฟื้นคืนชีพและผู้กล้าก็จะอยู่บนเวทีด้วย
มันเป็นละครที่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับบทละครโอเปร่า
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งเขย่าโลกได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่า มันไม่สามารถสร้างคลื่นได้
ในเวลานั้นดาร์กเพียงแค่รินชาดำหนึ่งถ้วย ทานเค้กไซรัป และทำหน้าที่ในฐานะ ‘ผู้ชม’ ที่เฝ้าดูจากระยะไกล เป็นส่วนสนับสนุนฉากนี้ได้ดีที่สุด
→ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เชื่ออย่างนั้น
…
ชั้นเรียนดาราศาสตร์เพิ่งเริ่มต้น ดังนั้นมันจะไม่จบลงในตอนนี้แน่นอน
หลังจากที่นักเรียนได้สัมผัสกับ ‘การทำนาย’ ของยูโดราแล้ว พวกเขาก็สนใจค่ำคืนบนโต๊ะมากขึ้น
ศาสตราจารย์เมเดียเดินดูขณะอธิบาย
อันที่จริง เธอกำลังคิดถึง ‘คำทำนาย’ ของยูโดราอยู่ในใจ
การตัดสินจาก ‘คำทำนาย’ เพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าแปลกใจ
แม้บางส่วนจะคล้ายกับ ‘คำทำนาย’ ที่เธอต้องการตรวจสอบ
แต่ปัญหาคือมี ‘คำทำนาย’ ที่คล้ายกันมากเกินไป!
ผู้ทำนายมักทำนายสันติภาพระหว่างสงคราม และสงครามระหว่างสันติภาพ เพราะนั่นคือวงจรประวัติศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายผิด!
ตามความคิดแบบนี้ มันจะ ‘เห็น’ สิ่งที่เกี่ยวข้องได้ง่ายกว่า
…
“หืม?”
เมเดียหยุดเดินกะทันหัน เพราะเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นใน ‘ม่านราตรี’ ตรงหน้าซาร่า สวาติ
“เธอเห็นอะไรหรือเปล่า?” เมเดียถามเสียงเบา
ซาร่าหลับตาลงและพูดหลังจากนั้นครู่หนึ่ง “มันเป็นพรหมลิขิต”
เมเดีย “…”
เมื่อศาสตราจารย์เดินผ่านไป ซาร่าก็ลืมตาขึ้นอย่างเงียบ ๆ ขณะลอบมองด้านหลังของเธอและเผยรอยยิ้มขี้เล่นออกมา
…
จากนั้นศาสตราจารย์เมเดียก็มาหยุดอยู่ที่ด้านข้างของเอ็มม่า มอร์ติส
ศาสตราจารย์สาวเห็นว่าเอ็มม่ากำลังโบกสะบัดมือเหมือนกับแม่มดในวัยชราซึ่ง ‘ร่ายมนตร์’ ในตอนกลางคืน
มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เมเดียส่ายหัวอย่างขบขัน
สามแล้ว…
ค่ำคืนนี้จะมีดาวเก้าดวงที่ส่องแสงระยิบระยับ
เหลืออีกหกดวงเท่านั้น
…
“ว้าว! มาแล้ว มันมาแล้ว!”
เสียงกรีดร้องอย่างกะทันหันของพิสตันดึงดูดความสนใจของศาสตราจารย์เมเดียทันที
เธอเคาะหัวเขาอย่างไม่ตั้งใจและทำให้เขาสงบลง
…
มีคลื่นโลหิตปรากฏขึ้นในดวงตาของโรเบิร์ตอย่างเงียบ ๆ
เวอร์เธอร์ซึ่งกำลังใช้สมองอย่างหนัก จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศรอบตัวเขา และต้องการที่จะปลุกโรเบิร์ตให้ตื่น ทว่าเขากลับได้เห็นรอยยิ้มของศาสตราจารย์เมเดียทันทีที่เขาลืมตาขึ้น นั่นทำให้เวอเธอร์รีบปิดปากของตัวเองทันใด
ราตรีข้างหน้าโรเบิร์ตดูผันผวนเล็กน้อย
เส้นขอบของรัตติกาลค่อย ๆ เริ่มไหลเคลื่อน
…
หลังจากนั้นไม่นาน เฮดี้ซึ่งนั่งโต๊ะเดียวกันกับซาร่าก็รู้สึกถึงบางอย่างได้เล็กน้อยเช่นกัน
หลังจากนั้นก็เป็นสมาชิกบ้านคนเขลา
…
เจ็ด!
…
ดาร์กซึ่งกำลังหยอกล้ออีบุยอยู่นั้น จู่ ๆ ก็พบว่าบรรยากาศในแถวหน้าผิดปกติไปเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วก็ได้เห็นว่าราตรีตรงหน้าโรสปรากฏแสงดาวนับไม่ถ้วนสาดส่องออกมา!
จิตใต้สำนึกสั่งให้เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ผ่านเพดานที่แบ่งออกเป็นหลายร้อยส่วน สามารถมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดวงดาวยังยากจะปรากฏให้เห็น
เขามองกลับลงมาที่ราตรีของโรสในตอนนี้
ในที่สุดดาร์กก็ตระหนักได้ว่า เธอพบกับความรู้สึกนั้นเช่นกัน
…
ศาสตราจารย์เมเดียเดินเข้ามาใกล้ เธอดูไม่แปลกใจกับความสำเร็จของโรส ร็อธร็อคแต่อย่างใด
ในชั้นเรียนดาราศาสตร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอให้ความสนใจกับเด็กสาวร็อธร็อคคนนี้
ร็อธร็อค ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางในอาณาจักร
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป
กระทั่งดาวที่สว่างที่สุดยังร่วงหล่นลงมาได้
การล่มสลายของตระกูลร็อธร็อคเกิดจากปัจจัยบางอย่าง แต่ก็มีหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบอันโบราณของยุคก่อนเช่นกัน
ตระกูลร็อธร็อคได้แบ่งตระกูลหลักออกจากตระกูลหลักเมื่อสมัยโบราณ
ตระกูลหลักมีเพียงสายเดียว ส่วนสายอื่นที่ไม่ใช่ทายาทจะถูกผลักไสให้แยกจากตระกูล โดยไม่มีแม้แต่มรดกให้
เมื่อสายเลือดของตระกูลหลักเสียชีวิตกลางคัน ระบบมรดกทั้งหมดก็พังทลายลงทันที
เมื่อพ่อแม่ของโรสเสียชีวิต การล่มสลายของตระกูลร็อธร็อคจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เมื่อมีกระแสน้ำขึ้นก็ย่อมมีลง เมฆรวมตัวกันและกระจายออกไป
หลังจากการล่มสลาย ก็ย่อมมีการผงาดขึ้น
ศาสตราจารย์เมเดียเป็นนักฆ่าตัวฉกาจที่เชื่อมั่นเสมอว่า
“ผู้ยิ่งใหญ่เกิดมาอย่างยิ่งใหญ่ และชะตากรรมของผู้นั้นก็ถึงวาระไปนานแล้ว”
…
ครึ่งคาบผ่านไป
ดาวดวงที่เก้าก็ยังไม่ปรากฏ
ศาสตราจารย์เมเดียปรบมือและไม่รออีกต่อไป “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ ผู้ที่เห็นโชคชะตาแล้ว โปรดตีความโชคชะตาด้วย”
[1] พีทาโกรัส คือ เป็นนักคณิตศาสตร์และนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณ
[2] กล่าวถึง สมดุลหยินหยาง