ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 54 จั่วหง
เวลายังเช้าอยู่ หลิวอู๋เสียวางของลงแล้วเดินออกจากเรือน เหลยเทาก็เดินออกมาในเวลาเดียวกัน
“ข้าจะออกไปเดินเล่น เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
เหลยเทาพยักหน้า มองหลิวอู๋เสียที่หลอมโอสถวิญญาณฟ้าด้วยตาเป็นประกาย ทัศนคติที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรียกเขาว่าปรมาจารย์หลิวลับ ๆ
“ท่านประมุขหอตันเป่าสั่งให้ข้าดูแลความปลอดภัยของเจ้า”
การฆ่าปรมาจารย์ชำระวิญญาณ รู้กันเฉพาะพ่อตาและเหล่าผู้ดูแลเท่านั้น เรื่องของเหมืองแร่ถูกปิดเป็นความลับ เหล่าผู้คุ้มกันทุกคนถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดเรื่องนี้
ทั้งสองเดินออกจากเรือน พวกตนมาถึงช้ากว่าคนอื่น ทีมจากเมืองใหญ่อื่น ๆ บางคนมาถึงเมื่อวานแล้ว หลิวอู๋เสียมองไปโดยรอบ เรือนทุกหลังปิดประตูแน่นหนา ห้ามคนนอกเข้ามา
เรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้า ที่พัก ล้วนจัดสรรโดยหอตันเป่าสาขาเมืองชางหลัน
พวกเขาเดินผ่านประตูใหญ่ ลงบันไดหินไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็เจอปรมาจารย์หลอมโอสถจากเมืองใหญ่อื่น ๆ เหลยเทาเข้าร่วมงานมาเจ็ดแปดปีแล้ว รู้จักผู้คนมากมาย เลยแอบบอกหลิวอู๋เสียเกี่ยวกับนามของปรมาจารย์หลอมโอสถที่รู้จัก
“เหลยเทา ข้าได้ยินว่า ปีนี้เมืองชางหลันเปลี่ยนปรมาจารย์หลอมโอสถแล้วหรือ?”
ทั้งสองคนกำลังเดินไป แต่กลับถูกใครบางคนขัดขวาง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา ยืนขวางหน้าเหลยเทา ด้านหลังมีผู้คุ้มกันสองคนยืนอยู่ ชายหนุ่มผู้นี้นามเซียวหมิงอี้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถจากเมืองอู๋เปียน ศิษย์เอกของอวิ๋นหลาน
“คุณชายเหวินซง การที่เมืองชางหลันเปลี่ยนปรมาจารย์หลอมโอสถ มันไม่เกี่ยวกับเจ้าสักหน่อย!”
เหลยเทาแสดงสีหน้าไม่พอใจ น้ำเสียงเย็นชา เขาไม่ชอบเหวินซงนัก มองด้วยสายตาดูถูก
“ข้าแค่อยากมาทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความรู้กัน มีปัญหาหรือไร?”
เหวินซงมองไปที่หลิวอู๋เสีย มุมปากปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย เพิ่งจะเจอกับอวิ๋นหลานเมื่อครู่ พูดถึงเมืองชางหลัน เลยรู้ว่าพวกเขาเปลี่ยนปรมาจารย์หลอมโอสถแล้ว
หลิวอู๋เสียไม่ได้พูดอะไร แววตาฉายแววเย็นยะเยือก ปีที่แล้วเมืองชางหลันอยู่ในอันดับที่สามสิบห้า เป็นอันดับรองสุดท้าย เหวินซงมาจากเมืองเฟิงหราว ปีที่แล้วก็อยู่ในอันดับที่สามสิบสี่ สูงกว่าเมืองชางหลันแค่อันดับเดียว
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
หากเป็นปรมาจารย์ฮั่วมา เหวินซงก็คงไม่สนใจอะไรมากนัก เพราะฝีมือเขาเหนือกว่าปรมาจารย์ฮั่วอยู่หนึ่งขั้น รักษาอันดับไว้ได้ เพียงแค่ไม่ตกอันดับสุดท้ายก็พอ
แต่ปีนี้ไม่เหมือนกัน ปรมาจารย์ฮั่วไม่ได้มาเข้าร่วมงาน เปลี่ยนปรมาจารย์หลอมโอสถใหม่ ก็ต้องรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายให้ละเอียด เผื่อว่าเกิดพลาดพลั้งแพ้ให้กับเมืองชางหลัน เมืองเฟิงหราวก็จะตกอันดับสุดท้ายไป
“พรุ่งนี้จะเป็นงานชุมนุมโอสถ อย่างไรคุณชายเหวินซงก็อยากแลกเปลี่ยนความรู้กัน ยังมีเวลาอีกมาก พวกเรามีธุระ ขอตัวก่อน!”
เหลยเทาพูดอย่างไม่เกรงใจ สั่งให้พวกเขาหลบไปก่อน เพื่อเป็นการต้อนรับการมาเยือนครั้งแรก ของหลิวอู๋เสีย ให้เขาได้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และเพิ่มพูนประสบการณ์
“เจ้าเป็นแค่ผู้ดูแล ไสหัวหลบไป!”
สองผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหลังของเหวินซง ก้าวไปข้างหน้า พลังกำเนิดฟ้าอันเกรียงไกรบดขยี้เข้ามา ตั้งใจจะทดสอบหลิวอู๋เสีย ท่าทีดูไม่สมเหตุสมผล
เมื่อพูดไม่เข้าหูกันก็จะลงมือทันที เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่ตกอยู่อันดับท้าย ๆ มักถูกเยาะเย้ยไม่แปลก
ผู้คนมากมายยืนอยู่ห่างออกไปพลางชี้นิ้วพึมพำ หลายคนเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถจากเมืองใหญ่อื่น ต่างพากันหยุดดูเหตุการณ์
“เมืองเฟิงหราวกับเมืองชางหลัน ทะเลาะกันต่อหน้าผู้คนได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มในชุดขาวเดินขึ้นบันไดมา ยืนอยู่ไม่ไกล ออกเสียงด้วยความสงสัย
“ตอบคุณชายจั่ว ได้ยินมาว่าเมืองชางหลันเปลี่ยนปรมาจารย์หลอมโอสถแล้ว ทั้งสองเมืองมีโอกาสตกอยู่อันดับท้าย ๆ ปีนี้ เป็นการทดสอบล่วงหน้า ก็เป็นเรื่องปกติ”
ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีเดินออกมาข้าง ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“พวกเจ้ารีบดูสิ นั่นไม่ใช่คุณชายจั่วหงหรอกหรือ ปีที่แล้วก็ตัวแทนเมืองฮวา ได้อันดับสาม ผลงานยอดเยี่ยมมาก!”
ผู้คนต่างพากันร้องเสียงหลง สายตาทุกคนจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดขาว กลับไม่มีใครสนใจหลิวอู๋เสียอีก
หลังจั่วหงมีผู้คุ้มกันห้าคนปรากฏตัวขึ้น ล้อมเป็นวงกลม เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้ สาว ๆ หลายคนส่งเสียงกรีดร้อง ตะโกนเรียกนามจั่วหง
ปรมาจารย์หลอมโอสถมีสถานะสูงมาก โดยเฉพาะปรมาจารย์หลอมโอสถที่อายุยังน้อย ได้ยินมาว่าปีที่แล้วจั่วหงผ่านการประเมินระดับสามดาวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นศิษย์ระดับสูงของสำนักศึกษาจักรวรรดิ สองสถานะนี้ยิ่งตอกย้ำสถานะของเขาในหมู่คนรุ่นเยาว์
อายุน้อยขนาดนี้ มีทั้งความรุ่งโรจน์และพรสวรรค์ ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน
สองผู้คุ้มกันยืนขวางหน้าเหลยเทาไว้ ต่างฝ่ายต่างยืนประจันหน้ากันไม่มีใครยอมใคร
“ไอ้หนู เจ้ามีนามว่าอะไร!”
เหวินซงเดินเข้ามาอย่างองอาจ มองหลิวอู๋เสียด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เด็กอายุเท่านี้ ฝึกหลอมโอสถตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา อย่างมากก็แค่ปรมาจารย์หลอมโอสถหนึ่งเท่านั้น ยังไม่อยู่ในสายตาเขาเลย
เสียงเยาะเย้ยเย็นชาผสมกับน้ำลายกระเด็นใส่หน้าหลิวอู๋เสีย
“อยากรู้งั้นหรือ?” หลิวอู๋เสียหัวเราะออกมาอย่างฉับพลัน รอยยิ้มที่สดใสราวกับแสงตะวัน หลายคนคิดว่าเขายอมแพ้แล้ว “เจ้าเป็นใครกล้าเสนอหน้ามาถามข้าได้”
ประโยคต่อมาทำให้ทุกคนตกตะลึง คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหนูนี่จะยิ้มได้ไร้พิษภัยนัก แต่พูดจากลับดูหยิ่งผยองมาก
“ดีนี่ เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้ว่าข้ามีคุณสมบัติพอที่จะถามเจ้าได้หรือไม่”
เหวินซงโกรธจัด โดนด่าต่อหน้าคนมากมายแบบนี้เหมือนกับตบหน้าเขา ความอัปยศนี้เขากลืนไม่ลง
“คุณชายหลิว รีบไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะรั้งไว้ให้”
เหลยเทาคำรามต่ำ กระโจนเข้าใส่ผู้คุ้มกันทั้งสอง ยื้อพวกเขาไว้ ปล่อยให้หลิวอู๋เสียหนีไปก่อน กลับไปที่หอลุ่นตัน ข้างในห้ามต่อสู้กัน
“อยากหนีหรือ!” เหวินซงหัวเราะเยาะ ท่าทางยิ่งดูน่ากลัว ก้าวเท้าหนึ่ง ปรากฏตัวอยู่หน้าหลิวอู๋เสีย “ไอ้หนู เจ้าจะได้รู้ว่า ผลที่ตามมาของการดูหมิ่นข้าคืออะไร เดี๋ยวข้าจะจัดการเจ้าก่อน แล้วค่อยดูว่าเจ้าจะเข้าร่วมงานชุมนุมโอสถในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่”
แผนชั่วร้ายนี้ จัดการหลิวอู๋เสีย เท่ากับว่าเมืองชางหลันจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานชุมนุมโอสถ เมืองเฟิงหราวจะรักษาอันดับไว้ได้ นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขา
กำเนิดฟ้าขั้นสี่กดทับลงจากฟ้า ก่อตัวเป็นพายุ ฝ่ามือขนาดเท่าพัด ฟาดเข้าที่แก้มซ้ายของหลิวอู๋เสีย
“สวะอย่างเจ้ายังกล้ามายั่วยุข้า!”
หลิวอู๋เสียจ้องมองด้วยแววตาเย็นชา ยืนนิ่งไม่ขยับ ยกมือขึ้นเบา ๆ ฟาดลงไปอย่างไร้ร่องรอย
เพียะ!
เสียงตบดังก้องขึ้นท่ามกลางผู้คน ผิดกับที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ หลิวอู๋เสียยังคงยืนอยู่ที่เดิม เหวินซงกระเด็นออกไป กลิ้งลงจากขั้นบันได ร่างกายดังกึกกัก กระดูกคงหักไปหลายซี่
จั่วหงเบิกตากว้าง ฝ่ามือเมื่อครู่นี้ทำให้เขาใจสั่น ไร้ร่องรอย ไร้วี่แวว
เหวินซงแทบไม่มีช่องให้หลบหลีกเลย เขาทำได้อย่างไร ไม่เพียงแต่จะเลี่ยงฝ่ามือของเหวินซงยังตบไปที่ใบหน้าอีกฝ่ายได้ด้วย ช่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่เขาเองก็ทำไม่ได้
กลิ้งไปกลิ้งมาจนมาถึงขั้นบันไดขั้นล่างสุด จึงหยุดลง ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด
สองผู้คุ้มกันไม่มีเวลาต่อสู้กับเหลยเทา รีบวิ่งลงไปพยุงเหวินซงขึ้น เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยเลือด
เหวินซงอับอายต่อหน้าผู้คน ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่ว ดาบยาวปรากฏขึ้นในมือ ตรงดิ่งไปที่หลิวอู๋เสีย
เขาเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถสองดาว ได้รับการจับตามองมาโดยตลอด โดนตบหน้าอย่างน่าอับอาย ทำให้เขาเสียหน้าอย่างมาก ถ้าหากไม่แก้แค้น ต่อไปจะยืนหยัดได้อย่างไร
“เหวินซงพอได้แล้ว!”
เสียงตะคอกดังขึ้นขัดจังหวะเหวินซง จั่วหงเดินมาจากระยะไกล ต่อสู้ต่อไปแบบนี้จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย
“คุณชายจั่ว!”
เหวินซงเหี่ยวเฉาลงทันที แล้วรีบโค้งคำนับ แสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง
“ทุกคนมาเข้าร่วมการประลองโอสถของหอตันเป่า ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ แต่ทุกคนมีสถานะและฐานะเท่าเทียมกัน ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ต่อสู้กัน หวังว่าพี่เหวินจะเห็นแก่หน้าข้า วันนี้เรื่องทั้งหมดก็จบลงแค่นี้”
จั่วหงพูดอย่างสุภาพ พูดจบก็ได้รับเสียงปรบมือมากมาย
“แต่เขาตบข้าหนึ่งฝ่ามือ เรื่องนี้คงไม่อาจแล้วกันไปได้”
เหวินซงกัดฟันกรอด ไม่กล้าล่วงเกินจั่วหง จึงระบายความโกรธออกมาใส่หลิวอู๋เสีย
“ไม่สู้เอาเช่นนี้ ข้าเป็นตัวแทนพี่ชายท่านนี้ พูดขออภัยท่านแทนเขา แล้วเรื่องทั้งหมดก็จะจบลง จะได้ไม่ต้องมีเรื่องบาดหมางกัน”
จั่วหงพูดจบก็โค้งคำนับเหวินซง ขอโทษแทนหลิวอู๋เสีย การกระทำนี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมจากคนมากมาย ยอมลดตัวลงเพื่อคลี่คลายเรื่องบาดหมางระหว่างพวกเขา
เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้ผู้คนมากมายต่างยกย่องเขา
“นี่…”
คราวนี้เหวินซงถึงรู้สึกลำบากใจ การที่จั่วหงยอมลดตัวลง ขอโทษแทนหลิวอู๋เสีย หากยังคงยื้อไป กลับจะทำให้เขาดูเย่อหยิ่ง ถือตัว ผู้คนต่างชื่นชอบจั่วหงอย่างมาก หากไม่ยอมรับคำขอโทษ ก็คงจะถูกรุมโจมตี ยอมยอมรับคำขอโทษ ก็ทำได้เพียงกลืนความโกรธลง
“คุณชาย ให้แล้วกันไปเถอะ”
ผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามา ดึงแขนเหวินซงไว้ ให้เขาหยุดทะเลาะกับหลิวอู๋เสีย การที่จั่วหงเข้าแทรกแซง คงไม่สามารถต่อสู้กันได้ คนที่เสียหน้าก็คือพวกเขา
“ไอ้หนู คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าอับอายในวันพรุ่งนี้”
เหวินซงพูดจบก็พาผู้คุ้มกันเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะยื้ออยู่อีก ในวันนี้เขาอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ชม ผู้คนจึงพากันแยกย้ายกันไป เหลือเพียงหลิวอู๋เสียกับจั่วหงยืนอยู่บนบันไดหิน
“ข้านามจั่วหงจากเมืองฮวา ไม่ทราบคุณชายมีนามว่าอะไร?”
เขากุมหมัดคารวะอย่างสุภาพ ใบหน้าหล่อเหลามีเสน่ห์ดึงดูด ดุจสายลมอ่อนโยนพัดเอื่อย
“ข้านามหลิวอู๋เสียจากเมืองชางหลัน ขอบคุณพี่จั่วที่ออกหน้าคลี่คลายเรื่องเมื่อครู่”
หลิวอู๋เสียคารวะกลับ ทั้งสองคนรู้จักกันแล้ว เพียงแต่หลิวอู๋เสียอายุน้อยกว่าจั่วหงมาก
“ควรเป็นข้าที่ต้องขอบคุณท่านเหวินซง หาไม่แล้วคงเป็นเหวินซงที่ต้องอับอาย ขอบคุณพี่หลิวที่ลงมือไว้ไมตรี”
คนอื่น ๆ มองไม่ออก แต่จั่วหงมองออกอย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นั้น หลิวอู๋เสียไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมด หากเขาใช้แรงจริง ๆ คงจะไม่ใช่แค่แผลรอยฝ่ามือ แต่หัวของเหวินซงคงจะแหลกเสียด้วยซ้ำ
หลิวอู๋เสียยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้บอกความจริงออกไป จั่วหงอยู่ในระดับพลังชำระวิญญาณ บางอย่างเขาย่อมมองออก ว่ากันว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้ลงมือเต็มที่ เหวินซงน่ารังเกียจ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องฆ่าเขา
ทั้งสองพูดคุยกันสักพัก ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป จั่วหงกลับไปหอลุ่นตัน ส่วนหลิวอู๋เสียเดินเข้าสู่เมืองฉาน เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่นี่
“คุณชายหลิว จั่วหงมีชื่อเรียกว่าอาจารย์ผู้วิสุทธิ์ ผูกมิตรกับเขาไว้ ย่อมไม่เสียหาย”
เหลยเทารีบเดินมาหา พูดถึงจั่วหงด้วยสีหน้าชื่นชม อาจารย์ผู้วิสุทธิ์ไม่ใช่ใคร ๆ จะสามารถเป็นได้
อาจารย์ผู้วิสุทธิ์คืออะไร?
ผู้เป็นครูอาจารย์แบ่งออกเป็นสามระดับ หนึ่งคือผู้สอนเรียกว่าอาจารย์ที่ปรึกษา สองคือผู้อบรมบ่มเพาะเรียกว่าอาจารย์ผู้วิสุทธิ์ สามคือผู้ถ่ายทอดความรู้เรียกว่าปรมาจารย์
ในสำนักศึกษาจักรวรรดิมีครูผู้สอนมากมาย พวกเขามีหน้าที่สอนคัมภีร์ตำรา ถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์ตำรา แต่ความลับมากมายต้องอาศัยการหยั่งรู้ด้วยตัวเอง
อาจารย์ผู้วิสุทธิ์นั้นแตกต่างออกไป มีความหมายกว้างขวาง รวมไปถึงการอบรมด้วย จั่วหงได้ถ่ายทอดดด้านหลอมโอสถในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก จึงได้รับตำแหน่งอาจารย์ผู้วิสุทธิ์
ผู้ถ่ายทอดความรู้นั้นแตกต่างออกไปอีก พวกเขาเคารพปรมาจารย์ของตนเป็นอย่างมาก อาจารย์เปรียบเสมือนพ่อแม่ที่ให้กำเนิด ถ่ายทอดวิชาความรู้และเมตตาธรรม
“คนผู้นี้ไม่ธรรมดา!”
หลิวอู๋เสียยิ้มมุมปาก เขาก้าวเข้าสู่ถนนที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน โดยไม่พูดอะไรออกมา
– โปรดติดตามตอนต่อไป –